นิยายฟิค/ฟิคชั่น : [FICGOT7] WHY? ทำไมต้องรักคุณ #MARKBAM

อ่าน 183
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 ตอน
แต่งเมื่อ:
วันที่ 22 มิ.ย. 2561 22:12 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง minaa
เด็กใหม่ (4)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. 01 เรื่องมันก็ประมาณนี้

เขียนเมื่อ วันที่ 22 มิ.ย. 2561 22:16 น.

 

01

เรื่องมันก็ประมาณนี้

 

ตอนเจอกันวันแรก

 

“ นี่นายชื่ออะไรอ่ะ ”

“...”

“เราชื่อแบมแบมนะ ”

“...”

ผมขมวดคิ้วมุ่นเมื่อไม่มีการตอบรับจากคนตรงหน้า

“เพื่อนในห้องบอกว่านายมาจากอเมริกานี่ ...หรือแม่งจะฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องวะ”

ท้ายประโยคผมลดเสียงพูดเบาๆ คือที่เดินเข้ามาทักพี่ตัวสูงคนนี้เพราะคิดว่าจะได้เพื่อนที่เป็นคนต่างชาติเหมือนกัน

ที่ไหนได้ดันคุยกันไม่รู้เรื่องซะงั้น...

“ช่างเถอะ คุยภาษามือกันก็ได้มั้ง”

ผมกระซิบเอ่ยให้กำลังใจตัวเองเสียงเบา แล้วหันหลังจะเดินกลับไปนั่งที่เดิมแต่ก็หยุดเท้าตัวเองไว้ก่อน เมื่อเห็นว่าร่างสูงที่คุยด้วยเมื่อกี้ ตอนนี้ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“นี่...นายน่ะ”

ร่างสูงที่ยืนค้างอยู่นานปรายตาลงมามองผมเพียงชั่วครู่ก่อนจะเบนสายตากลับไปเหมือนผมไม่มีตัวตน

เฮ้ยๆ ไอ้พี่ครับ นี่ยืนหัวโด่พูดจ้ออยู่ตรงนี้ทำไมทำเมินล่ะครับพี่ 

นี่ไม่รู้ว่าพี่มันหยิ่งหรือผมเตี้ยจนเขาไม่อยากก้มหน้ามองกันแน่วะ?

“คุยกับนายนั่นแหละ”

“...”

“นายคนนี้เนี่ยแหละ คนเนี้ยๆ”

 ผมพูดแล้วใช้นิ้วชี้เล็ก ๆ ของตัวเองก็จิ้มลงไปที่อกคนตรงหน้า จนไอ้คนที่โดนจิ้มปรายตาลงมามองอีกครั้ง

คราวนี้ดีตรงที่พี่มันมองผมจริงๆ ไม่ได้แค่เหล่หางตามาแบบก่อนหน้านี้ 

“มานั่งกับเราสิ เราก็ฟังภาษาเกาหลีไม่ค่อยออกหรอก”

พูดจบผมก็เอื้อมไปกุมมือของร่างสูงหมายที่จะจูงมือลากไปที่มุมห้อง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อคนข้างหลังสะบัดมือทิ้ง

อ้าว นี่เล่นตัวถูกไหม?

ผมขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่พอใจ ตัดสินใจกระโดดเกาะแขนร่างสูงแน่นแล้วกึ่งลากกึ่งจูงให้ตามมา

 

ผมไม่รู้เลยว่าคนที่พยายามต่อต้านในครั้งแรกตอนนี้กำลังแอบยิ้มอ่อนโยนชั่วครู่ก่อนจะหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น

พอเดินไปถึงที่หมาย แบมแบมปลดแขนตัวเองออกแล้วหันไปตั้งคำถามใส่คนข้างตัวที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิมไม่ยอมลงมานั่งที่พื้นด้วยกัน

"นี่ นายคงไม่ได้เป็นใบ้หรอกใช่ไหม"

เหมือนเดิม...

ยังคงยืนเงียบเหมือนเดิม อยู่ในท่าเดิมเป๊ะๆ

ผมส่ายหัวไปมาเพราะความหนักใจ ตัดสินใจกระโดดขึ้นไปยืนตรงหน้าร่างสูงที่ผงะถอยหลังไปเล็กน้อยคงเพราะผมเล่นจู่โจมเขาแบบไม่ทันตั้งตัว

“นาย...” ผมชี้นิ้วไปที่ร่างสูง ก่อนจะชี้ที่ปากตัวเองแล้วพูดต่อ

“พูด...”

“...”

พี่แกมองผมนิ่ง

คือผมทำท่าเอ๋อแบบนี้ก็อายตัวเองเหมือนกันครับ แต่ผมอยากได้เพื่อนอ่ะ เก็ทป่ะ

แล้ว...

ไอ้สายตาวิบวับของพี่สูงที่มองปากผมนี่คืออะไร?

ผมปัดความฟุ้งซ่านแล้วรีบทำมือเป็นกากบาทเอ่ยขัดแก้เขิน

“พูดไม่ได้...เหรอ?”

เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงนิ่ง ผมก็ทำได้แค่ระบายอารมณ์โดยการกระโดดทึ้งหัวตัวเองไปมาเหมือนคนบ้าเนี่ยแหละ

“หึ”

เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เรียกความสนใจจากผม

"สรุป คือพูดได้ใช่ป่ะ?”

“...”

“แล้วชื่ออะไร?”

ไม่ตอบใช่ไหม! ได้!

ผมเขย่งสุดขาแล้วยกมือขึ้นไปบีบแก้มของคนตรงหน้าจนพี่สูงแกยู่หน้าใส่ผมแต่ไม่ได้ปัดมือผมออก

อาจจะคิดว่าดีแล้วที่พี่มันไม่ปัดมือผมทิ้งเหมือนที่ผมจูงมือครั้งแรก

แต่นี่...

ไม่ปัด ไม่ด่า พี่มันแม่งไม่ทำห่าอะไรเลยสักอย่าง!

หงุดหงิดโว้ย!

“ถ้ายังเงียบอยู่เราจะโกรธแล้วนะ”

ผมรำคาญคนหยิ่งแถวนี้เลยคิดว่าจะกลับไปนั่งที่เดิมแทน

หมับ

ผมที่กำลังจะเอามือออกจากหน้าพี่แกก็งงสิครับ คือพี่แกจะกุมมือผมแล้วเอากลับไปแนบหน้าตัวเองแบบนี้ไม่ได้!

นี่มือคนไม่ใช่หมอน จะเอาแก้มมาถูทำซากอะไร!

“จะเงียบใส่หรือจะพูดด้วยก็เลือกสักอย่าง”

มันเมื่อยขา! เขย่งนานแล้ว

“ชื่อมาร์ค ”

“ห๊ะ”

แบมแบมสะตั๊นไปสามวิ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินออกมาจากคนที่ยืนอยู่ตรงนี้หรือว่าหูแว่วไปเอง

“เมื่อกี้นี้พูดใช่ไหม?”

เขายังนิ่งแบบที่ผมคิดว่าตัวเองกำลังจะประสาทอ่ะครับ

หูแว่วมั้ง?

ผมสะบัดหัวตัวเองไปมาก่อนจะหายใจเอาลมเข้าปากจนแก้มพอง กลั้นหายใจ แล้วกลืนน้ำลายช้าๆ หวังจะแก้อาการหูอื้อที่ไม่ได้อื้อของตัวเอง

แล้วนี่...

“ยิ้มไร?”

ถามเสียงห้วน พยายามชักมือตัวเองออกแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะคนตรงหน้ากุมไว้แน่น แถมสอดนิ้วเข้ามาประสานกับผมอีก

พี่สูงค่อยๆโน้มหน้าลงมาใกล้ ทำให้ผมไม่ต้องเขย่งขาเหมือนตอนแรก ตอนนี้เลยจ้องหน้าพี่มันนิ่งๆเลยครับ

คนตรงหน้าอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง

ก่อนจะปิดฉับลงไปเหมือนเดิม...

อ้าว

ผมรู้สึกเหมือนโดนกวนตีนอยู่ยังไงไม่รู้

ในจังหวะที่ผมกำลังจะสะบัดมือตัวเองออกอีกครั้ง คนตรงหน้าก็เรียกผมซะก่อน

“แบมแบม...”

เสียงนุ่มทุ้มของคนตรงหน้าที่เรียกชื่อ ทำเอาผมถึงกับยืนเหวอไปเลยครับ

น้ำตาแบมจะไหล ใครมีทิชชู่ส่งมาหน่อย

ก่อนที่ผมจะหลุดออกจากมิตินี้ไปไกล ก็รู้สึกถึงแรงจิ้มที่อกผมเบาๆ

จึ๊ก จึ๊ก

“อะไร”

จิ้มทำไมนักหนานี่คนนะไม่ใช่ขี้ เอานิ้วมาจิ้มอยู่ได้...

“แบมแบม” เสียงนุ่มพูดชื่อผมอีกครั้ง

“อืม ชื่อเราเอง แล้วไง?”

“เรา...มาร์ค”

“ชื่อมาร์คเหรอ”

“...” ร่างสูงไม่ตอบอะไร ทำเพียงแค่ยิ้มตอบกลับมา

แต่...ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกใจกระตุกตอนที่มาร์คจ้องผมแล้วยิ้มมาให้กันแบบนี้

“เออ! ละ แล้วก็ยืนเงียบจนคิดว่าเป็นใบ้!”

ไม่รู้ว่าจะเสียงดังทำไม ผมหลบสายตาเขาแล้วดึงมือตัวเองกลับ ก้มหน้าคางชิดอก

รู้สึกตัวก็ตอนที่มาร์คเอื้อมมือมาขยี้หัวผมเบาๆนั่นแหละ

“แบมแบม”

“อะไร?”

“หน้าแดงนี่...”

“ไม่หรอก” ผมก้มหน้าลง

ผมไม่รู้ว่ามาร์คมันจะยิ้มอะไรนักหนา!

“หึหึ”

“ขำไร”

บอกตรงๆกูเกลียดเสียงหัวเราะของมึงมากมาร์ค!

“แบมหน้าแดงกว่าเดิมอีก”

“...”

“ไม่สบายเหรอครับ”

ดูอาการแล้ว...

ไม่น่าจะไหว

 

ไม่ใช่พี่มันนะ แต่เป็นผมเนี่ยแหละ!

ละ แล้วนี่มาร์คจะโน้มหน้าผากตัวเองลงมาชิดกับหน้าผากผมทำไม!

“วัดไข้เด็ก”

“...”

กูไม่ได้เป็นไข้ครับมาร์ค

“หึหึ”

มาร์คยิ้มให้ผม แต่ไม่ยอมเอาหน้าออกไปสักที

แค่เป็นไข้น่ะ ผมบอกเลยว่าไหว

แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะโรคหัวใจวายตายวันละหลายๆรอบ

ผมบอกเลย...อันนี้แบมไม่ไหว!

 

ตอนนั้นผมคิดตลอดเลยว่า...

ตัวเองคิดผิดหรือคิดถูกที่ไปคว้ามาร์คมาเป็นเพื่อน...

 

แต่หลังจากนั้นน่ะเหรอ...

 

หึหึ ผมมารู้ตัวอีกที มาร์คก็เป็นคนที่ผมรักมากกว่าพี่ร่วมวงไปซะแล้วสิ

.

.

 

 

 7 ปีผ่านไป

 

“แบมแบม”

เสียงใคร? มาร์ค?

“แบมแบม”

“งืมม เราชื่อแบมแบม

พูดแล้วก็ขยับหามุมดีๆนอนต่อ

“มารงมาเราอะไรของมึง! ตื่นโว้ย!” เสียงที่ตะโกนดังข้างหูทำเอาผมสะดุ้งลุกขึ้นนั่งสุดตัว หันไปด่าคนที่กำลังคุยกันด้วยเสียงไม่พอใจ

“มาร์คเงียบนะ!”

“มาร์คอะไรของมึง นี่กูยูคยอม”

อ้าว ตอนนี้สมองกำลังจูนเรียกตัวเองกลับจากดาวแม่ครับ พอสติเริ่มกลับมา ก็ส่งยิ้มแหยส่งไปให้ยูคยอมที่มองมาหน่ายๆ ผมก็ได้แต่ด่าตัวเองในใจ

เพราะผมฝันถึงอีกคนน่ะสิเลยโพล่งออกไปแบบนั้น

ผมแอบหันไปมองหน้าคนที่ผมฝันถึงเมื่อกี้จนเผลอตะโกนลั่นห้อง แต่ได้รับกลับมาเพียงแค่

...อากาศครับ

มาร์คไม่สนใจผมที่เพิ่งเรียกชื่อเขาเมื่อกี้ด้วยซ้ำ เมินจนเหมือนอากาศจริงๆ

“แหม แหมตื่นมาก็ถามหาพี่มาร์คเลยนะมึง”

“...” จะจีบปากจีบคอทำไม

“ไม่เห็นสนใจเลยนะเพื่อนอย่างกูเนี่ย”

“ตีนไหม?” ผมถามยูคยอม ส่วนมือก็กำลังจัดผมให้เข้าที่เข้าทางเพราะเผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้

“แล้วมึงปลุกกูมีไร ว่ามาโลด”

“พวกพี่ถ่ายรายการเสร็จหมดแล้ว”

“แล้ว?”

“ผู้จัดการปาร์คบอกจะให้มึงไลฟ์หรือไม่ก็ถ่ายรูป เลือกเอาเอง”

ผมพยักหน้าเข้าใจ ยูคยอมเดินไปนั่งกับยองแจแล้ว ตอนนี้พวกผมกำลังรอสมาชิกที่เหลืออีกสามคนวงพวกเรามีกันเจ็ดคนครับ มาจากหลายที่รู้จักกันมาก็นานอยู่เลยเหมือนจะเป็นครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งของผมเลยก็ว่าได้

วงเราจะว่าดังก็ดังจะว่ากระแสเริ่มตกลงมาก็พูดได้เหมือนกัน ทั้งๆที่เพิ่งฟอร์มวงได้ไม่นาน แถมปีนี้ก็มีปัญหาเข้ามาจนประธานค่ายอยากจะขอพิจารณาการเซ็นสัญญาที่ใกล้จะหมดแล้วเป็นรายบุคคลแทน

ในวงก็จะดังกันเป็นคนๆไปถึงจะทำงานเป็นวงแต่ตอนนี้ใกล้หมดสัญญาสี่ปีที่เซ็นแล้ว คือปกติสัญญามันต้องนานกว่านี้ และคงมีบางคนในวงไม่ได้ต่อสัญญา

และหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นผม...

คือผมไม่รู้หรอกว่าจะได้เซ็นต่อไหม อาจจะเพราะข่าวเสียหายที่มันออกมาโดยที่ไอ้ตัวผมไมรู้เรื่อง แต่ดันเอาตัวไปอยู่ในเหตุการ์ณแย่ๆนั้นตลอด ผลคือผมทำให้วงกำลังดิ่งลงเหวแต่ด้วยความที่สมาชิกแต่ละคนโปรไฟล์ดีผลงานเด่น เลยทำให้วงไม่ดิ่งลงไปมากกว่านี้

และข่าวที่ออกมาว่าผมกับคนในวงมีปัญหากัน

คือไม่ได้มีปัญหาหรอกครับ...มีแค่กับบางคนเฉยๆ

คนที่เคยสนิทกันมากๆ แต่วันหนึ่งแทบไม่เฉียดใกล้กันเลย

ถ้าคนอื่นไม่สงสัยสิแปลก เพราะผมยังสงสัยเองเลยว่าทำไม

แม้กระทั่งตอนนี้เขายังพูดกับผมนับคำได้ อาจจะพูดแค่เวลาถ่ายงานด้วยซ้ำ

เหอะ

เขามองผมเป็นอากาศแบบนั้น ผมก็ไม่ได้สนใจหรอก

ถ้าเขาไม่ได้เป็นหนึ่งในคนที่ถือหุ้นของบริษัท และลงความเห็นให้บอร์ดบริหารไม่ให้ผมเซ็นสัญญาต่อ

รู้ขนาดนี้แล้วถามว่าผมเสียใจไหม?

มันมากกว่าคำว่าเสียใจครับ

เพราะผมเจ็บที่ใจจนไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้ว

ผมหยุดคิดฟุ้งซ่านแล้วหันไปคุยกับผู้จัดการปาร์คตกลงว่าจะถ่ายรูปกัน พอดีกับพี่ในวงที่เหลือกลับมาพอดี ผมเลยชวนเฮียแจ็คมาถ่ายด้วยกัน

คือเฮียแจ็คเหมือนพี่ชายผมอีกคนน่ะครับ แถมกระแสคู่จิ้นของเราสองคนช่วงนี้ก็มาแรงด้วยสิ

“เริ่มเลยไหม”

เฮียแจ็คถาม มือก็ลูบหัวผมเบาๆ ผมพยักหน้ายิ้มหวานกลับไป

“แบมแบม หันมามองเฮียหน่อย”

เฮียแจ็คดึงหัวผมให้ซบลงไปตรงอกแน่นๆของตัวเอง โดยที่มืออีกข้างก็ยังคงวางอยู่บนแก้มนุ่มนิ่มของผม

“อย่าบีบแก้มแบมเชียวนะ ไอ้เฮีย...”

ผมรู้สึกว่าเฮียแจ็คคิ้วกระตุกจนได้แต่ยิ้มแหยส่งไปให้

ก็เฮียแม่งบีบแก้มผมทีไร ผมเจ็บข้ามวันทุกทีไม่รู้เฮียมันหมั่นเขี้ยวอะไรผมหนักหนา

“นี่มึงไม่ได้ด่ากูใช่ไหมไอ้น้องแบม”

เฮียแจ็คยิ้มส่งมาให้ แล้วโน้มเข้ามาใกล้ผมมือก็บีบแก้มผมแรงขึ้นเรื่อยๆ

"แบมเรียกเฮีย ไม่มีคำว่าเหี้ยเลยนะครับ"

"แบมแบม..."

ไม่ได้จะด่า แค่อยากชี้แจง...

เฮียแจ็คยิ้มเหี้ยมส่งมาให้ หน้าก็โน้มเข้ามาใกล้จนปากจะจูบกันอยู่แล้ว

คือรู้ครับว่าเฮียมันเอาคืนที่ผมแกล้ง...

ผมมองไปที่ผู้จัดการปาร์คหวังจะให้เขาช่วยหยุดถ่ายก่อน

แต่...รัวหนักกว่าเดิมอีก

เฮ้ยลุง ช่วยผมก่อนสิเว้ย!

 

ตึง!

 

“เหี้ย!”

ปั่ก!

“โอ๊ย แบมแบม!”

ผมทำหน้าเหลอหลามองเฮียแจ็คสลับกับคนอื่นที่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

แต่เฮียแจ็คดูสภาพจะแย่สุด เพราะหัวผมเพิ่งฟาดใส่เฮียแกไปเต็มๆ และดูเหมือนมันกำลังจะโนด้วย

คือ..ไม่รู้ว่าจะขำหรือขอโทษเฮียมันก่อนดี

“ไอ้มาร์ค” เฮียแจ็คทำเสียงหงุดหงิด

“...”

“ทำเสียงเหี้ยอะไรของมึง”

เฮียแจ็คถาม ผมเห็นมาร์คเอาเท้าวางพาดบนโต๊ะ และนั่นคงเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนทั้งห้องตกใจ

พี่จินยองที่ไม่ค่อยพูดยังมองมาร์คแรงเลยอ่ะคิดดู

มาร์คมองเมินเฮียแจ็คที่กำลังยื่นมือไปรับน้ำแข็งจากผู้จัดการมาประคบ แต่ปรายตามามองผมที่นั่งข้างๆแทน

แล้ว...นี่ผมจะหลบตาพี่มันทำไมวะ

“หึ”

หัวเราะในลำคอก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ

"หิว" 

พูดจบพี่แกก็ลุกเดินมาลากผู้จัดการปาร์คออกไปด้วย ทั้งๆที่ดูก็รู้ว่าไม่ได้หิวอย่างปากพูด

ทุกคนในห้องมองหน้ากันไปมาด้วยสายตาประมาณว่า

พี่มันเป็นอะไรของมันวะ

แต่มีอีกคนที่ไม่คิดแบบนั้นเพราะตอนนี้วิ่งไปเกาะประตูทั้งๆที่หัวยังโนอยู่ แล้วตะโกนลั่น

" ไอ้มาร์ค! กลัวกระแส 'แจ็คแบม' กลบกระแส 'มาร์คแบม' เหรอวะ!”

พูดจบเฮียแจ็คก็หัวเราะลั่นคล้ายคนสะใจ

...ถ้าผมถีบคนแก่หัวโนจะดูเลวไปไหม

.

.

หลังจากเฮียแหกปากลั่นทางเดิน ยองแจก็ขอตัวไปรอที่รถเพราะรำคาญ หลังจากนั้นสักพักพี่แจบอมก็กลับมาที่ห้องแต่งตัวแต่ก็ไม่วายเดินไปผลักหัวพี่จินยองแรงจนล้มไปนอนบนโซฟา ทำเอาคนโดนแกล้งฟึดฟัดหัวเสียลากยูคยอมออกไปหาอะไรกิน โดยมีเฮียแจ็คสันตามไปด้วย

ผมเริ่มเก็บของตัวเองใส่กระเป๋าไม่ลืมเก็บเผื่อยูคยอมกับเฮียแจ็ค ส่วนของพี่จินยองนั้นพี่แจบอมเก็บให้เสร็จตั้งแต่พี่จินยองเดินออกจากห้องไปเสียด้วยซ้ำ

เรื่องของผู้ใหญ่...เข้าใจยากจริงๆ

ผมคิดขำๆก่อนจะหันไปเก็บของของตัวเองต่อ ในขณะที่เก็บของไปพี่สไตลิตส์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆก็เดินเข้ามาหา

"น้องแบมจ๋า นี่ของหนูใช่ไหมเอ่ย"

ผมมองเสื้อแจ็คเก็ตหนังในมือพี่เขาแล้วพยักหน้าแล้วเอื้อมไปรับ

“ขอบคุณนะครับ” ผมยิ้มขอบคุณเบาๆ

“นี่น้องแบม พี่ถามอะไรหน่อยสิ”

“ครับ?”

“แบมกับคุณมาร์คช่วงนี้ไม่ค่อยคุยกันเลย ทะเลาะกันเหรอ”

ผมชะงัก รู้สึกรอยยิ้มตัวเองเจื่อนลงเล็กน้อย

“อุ้ย พี่ขอโทษไม่ต้องตอบก็ได้ พี่แค่สงสัยเฉยๆ ปกติเราสองคนตัวติดกันตลอดเลย”

นั่นสินะ ผมเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ

“เดี๋ยวพี่ไปช่วยงานตรงนู้นก่อนนะคะน้องแบม”

ผมจมอยู่ในความคิดตัวเอง รู้สึกตัวก็ตอนเฮียแจ็คมาสะกิดนั่นแหละ

“แบมกินไหมเฮียแบ่งให้ อ่ะ”

เฮียแจ็คยื่นชีสแท่งของโปรดของเขามาให้ผมด้วยสายตาเสียดายแต่ก็ยังพยายามยัดใส่มือผมเหมือนเดิม

“เฮียให้เพราะเฮียรักแบมนะ”

เฮียยิ้มหวานส่งให้จนผมอดยิ้มตามไม่ได้

“ส่วนมึง...หันกลับไปคุยงานต่อเลยไอ้แจบอม นี่ของกู”

แต่เฮียก็ยังไม่วายแอบซ่อนชีสแท่งในมือให้พ้นสายตาของพี่แจบอมอีกนะ

เล่นกันเหมือนเด็กๆ 

ผมกับเฮียแจ็คนั่งรอพี่แจบอมคุยงานกับผู้จัดการ ระหว่างนั้นเฮียก็เอาแต่กินชีสไปเงียบๆ จนกระทั่งพี่แจบอมคุยงานเสร็จนั่นแหละเฮียแจ็คถึงรีบกระโดดลุกขึ้นเตรียมเดินออกจากห้อง

“มึงจะรีบไปไหน” แจบอมเดินไปล็อคคอเพื่อนตัวเอง

“ไอ้แจบอมมึงปล่อยกูเลย กูรีบ”

“รีบห่าไร เห็นนั่งรอกูตั้งนาน รอกูก็บอกว่ารอ ทำปากดี”

พี่แจบอมลาพี่ทีมงานแล้วลากเฮียแจ็คเดินออกไปจากห้อง ผมที่เก็บของเสร็จแล้วก็เดินตามไปติดๆ ระหว่างทางก็มีเสียงเฮียแจ็คโวยวายไปตลอดทางจนพี่แจบอมคงเริ่มรู้สึกรำคาญเลยปล่อยแล้วเปลี่ยนมากอดคอผมแทน

ผมลอบยิ้มเมื่อเห็นว่าพี่แจบอมหนีบกระเป๋าของพี่จินยองแน่น แถมในมือก็มีชีสแท่งที่คนขี้โวยวายยัดใส่มือไว้

ทำไมพวกพี่ผมแต่ละคนนี่ฟอร์มจัดกันจังวะ

ผมเดินยิ้มมาตลอดทาง แต่ก็มาชะงักเพราะมาร์คที่นั่งรออยู่ในรถมองมาด้วยสายตาที่เดาไม่ออกนั่นแหละ ผมเลยได้แต่หลบสายตาแล้วเดินขึ้นรถไปนั่งลงข้างเฮียแจ็คที่เว้นไว้ให้

บางทีก็รำคาญ

ผมนั่งฟังเฮียบ่นว่าโดนพี่จินยองโมโหหิวเหวี่ยงใส่ บ่นไปสักพักเฮยแจ็คก็เงียบเพราะเจอสายตากดดันสั่งให้หุบปากของยองแจที่มองเขม็ง พวกผมรอไม่นานพี่จินยองกับยูคยอมก็มาถึง พี่แจบอมที่นั่งเงียบมานานอยู่ๆก็พูดขึ้น

“ชักช้า ไม่เห็นรึไงว่าคนอื่นเขารอ”

พี่จินยองที่โดนถามทำเมินไม่สนใจแล้วเดินแทรกตัวเดินไปข้างหลังกำลังจะนั่งลงข้างมาร์ค แต่คนคนแขวะพอไม่เห็นพี่จินยองตอบอะไรก็โยนกระเป๋าใส่เต็มแรง ทำให้ร่างบางเซลงไปนั่งบนตักของมาร์ค

จังหวะพอดีจนคนโยนหงุดหงิดเองซะงั้น

“ระวังหน่อยสิ”

ผมได้ยินมาร์คเอ่ยลอยๆ ไม่รู้ว่ากำลังบ่นพี่จินยองหรือพี่แจบอมกันแน่ แต่ที่รู้ๆคือเขากำลังมองผมไม่วางตาเลย

มองอะไรนักหนาวะ?

มาร์คโอบเอวพี่จินยองเบาๆแล้วอุ้มขึ้น ก่อนจะวางร่างบางให้นั่งลงข้างๆกัน มืออีกข้างก็หยิบกระเป๋าที่พี่แจบอมโยนมาถือไว้เอง

ดูแลกันดีจนคนแอบมองอย่างผมกับพี่แจบอมหันมามองหน้ากัน ก่อนเราสองคนจะทำเป็นไม่สนใจ

ถึงแม้ในใจผมนี่จะรู้สึกแปล๊บไปหลายรอบแล้วก็เถอะ

"ผมกับจินยองก็เดินตามพวกพี่มาติดๆนั่นแหละน่า”

ยูคยอมพูดจบก็หย่อนตัวเอนหลังนั่งลงข้างๆพี่แจบอม ในมือก็หยิบขนมขึ้นมาแบ่งผมกับยองแจทันที แต่ก่อนที่ขนมจะไปถึงยองแจ คนข้างตัวผมก็คว้าหมับแล้วโยนเข้าปากตัวเองซะก่อน

สันดาน...

“อืมม อร่อยดีนะแบมลองกินสิ”

เฮียแจ็คสันป้อนขนมใส่ปากผม แล้วยิ้มกริ่มส่งให้ยองแจที่ทำหน้าฟึดฟัดอยู่ข้างหลัง จนผมได้แต่เอือมระอาในใจ

“แบมกินเองได้น่า”

ผมก้มหน้างุด เมื่อเฮียแจ็คเช็ดขนมที่เลอะขอบปากให้ แถมยังขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงใส่ผมอีก

‘เด็กน้อย’

ผมมองเฮียแจ็คด้วยสายตาไม่พอใจ ถึงแม้แก้มจะแดงจัดเพราะอายตัวเองที่ยอมให้เฮียป้อนขนมเหมือนเด็กก็เถอะ ไอ้ยูคยอมที่มองอยู่แม่งก็ยิ้มแซวอยู่นั่นแหละ

ผมเอาหน้าซุกไหล่เฮียแล้วแกล้งหลับแม่งเลย

.

.

มาร์คมองไปที่กลุ่มคนข้างหน้าที่กำลังหยอกล้อกันด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ชั่วครู่ก่อนจะกลับมานิ่งเหมือนเดิม แต่คนที่นั่งข้างๆอย่างจินยองสังเกตเห็นจนอดเอ่ยแซวไม่ได้

“หวงหรือมองเฉยๆ”

“...”

มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมาเท่านั้น คนขี้แกล้งเลยอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือบีบแก้มเบาๆ และได้สายตาดุๆตอบกลับมา แถมด้วยมือที่เอื้อมมาขยี้ผมเต็มแรง

มึงขยี้แบบนี้ ตบหัวกูเลยก็ได้นะไอ้มาร์ค

จินยองส่งสายตาบอกคนข้างๆที่สายตาดุในคราแรกเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์แล้ว

“พวกมึงสองคนช่วยเกรงใจกูบ้าง”

แจ็คสันเอ่ยขัดบรรยากาศความรักของคนสองคนจากเบาะหลังที่แสดงออกมา จนยูคยอมต้องเบือนหน้ากลับไปมองข้างหน้าแบบเอือมๆ

แบมแบมที่แอบมองอยู่ได้แต่สะท้อนอยู่ในอก และรู้สึกหัวใจมันบีบหนักเข้าไปอีกเมื่อเห็นมาร์คดึงจินยองเข้าไปซบที่อก จนต้องรีบหลับตาให้หลุดโฟกัสออกจากภาพเหล่านั้น

“ไอ้เด็กน้อย มาซบอกเฮียดีกว่า เราจะแสดงความรักบ้าง”

แจ็คสันดึงร่างบางก่อนจะดันหัวทุยของแบมแบมให้แนบลงบนอกของตัวเอง มืออีกข้างก็ลูบหัวน้องไปเรื่อยๆจนคนข้างตัวเริ่มเคลิ้มนั่นแหละ แจ็คสันถึงหลุดยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

ปั่ก!

“เก็บตีนมึงดีๆไอ้มาร์ค น้องหลับอยู่”

แจ็คสันหันไปโวยคนข้างหลังที่ถีบเบาะเขาทุกสองนาทีอย่างอดไม่ไหว ก่อนจะล้วงมือลงไปหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาหวังจะถ่ายเซลฟี่ แต่กล้องดันติดหน้าของคนข้างหลังที่นั่งทำหน้านิ่ง

แค่ดูแจ็คสันก็รู้ว่าเพื่อนไม่สบอารมณ์อยู่

“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิวะเพื่อน”

“...”

“นี่ แจ็คแบม น่ะรู้จักไหม”

ขยี้ได้ก็ขอขยี้หน่อย

แจ็คสันพูดพร้อมกับยิ้มเย้ยส่งให้คนข้างหลังที่ยกเท้าขึ้นมาถีบที่เบาะเขานั่งอีกครั้ง แต่ดูเหมือนแจ็คสันจะไม่สนสักเท่าไหร่ แต่ขยับตัวแล้วหันไปหอมหน้าผากของแบมแบมแทน

ฟอดดดดด

“ใช้แชมพูอะไรน้า กลิ่นหอมจังเลย”

แจ็คสันยังคงแกล้งคนข้างหลังที่ตอนนี้เริ่มปล่อยบรรยากาศอึมครึมออกมาแล้ว คนอื่นที่นั่งอยู่ในรถได้แต่ทำเป็นไม่สนใจการกลั่นแกล้งของแจ็คสัน

ไม่อยากแหย่พี่ใหญ่ของวงเท่าไหร่ ปล่อยให้แจ็คสันรับไปคนเดียวดีกว่า

ทุกคนคิดแบบนั้นอยู่ในใจ ส่วนคนขี้แกล้งอย่างแจ็คสันก็ทำเป็นเมินสายตาและบรรยากาศที่เพื่อนรักขยันปล่อยออกมาเวลาเขาอยู่ใกล้คนตัวเล็กข้างๆที่ตอนนี้คงหลับสนิทไปแล้วมั้ง

แกล้งอีกนิดดีกว่า แจ็คสันยิ้มกริ่มให้กับแผนการของตัวเอง

“แก้มแบมแบมดูเหมือนจะหอมเหมือนกันนะเนี่ย”

แจ็คสันบีบแก้มกลมนั่นเบาๆ จนคนตัวเล็กที่ซบอกอยู่บ่นงึมงำออกมาด้วยความรำคาญ

“งืมม เฮีย...”

แจ็คสันโน้มหน้าลงไปใกล้อีกนิด เมื่อได้ยินเสียงงึมงำของน้องบ่นอะไรสักอย่าง

“มาร์ค...” แบมแบมละเมอออกมาเสียงเบาแต่คนที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างแจ็คสันได้ยินมันชัดเจน จนอดไม่ได้ลูบผมนุ่มๆของคนในอ้อมแขน มือก็เกลี่ยน้ำตาที่ซึมออกมาจากดวงตากลมโตที่ตอนนี้หลับตาพริ้ม

คนที่เป็นพี่ชายที่แสนดีของน้องมาตลอด โน้มหน้าลงไปใกล้น้องเล็กเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าคนในรถไม่ได้สนใจพวกเขาสองคน แจ็คสันหมายจะก้มลงไปกระซิบปลอบโยนเพียงเท่านั้น แต่บางคนอาจจะคิดต่าง...

“แบมไม่ต้องร้องนะ เฮียอยู่ตรงนี้นะครับ”

แจ็คสับเอ่ยปลอบเสียงเบาเหมือนกระซิบกันอยู่สองคน หางตาเหลือบเห็นคนเบาะหลังมองมา ในใจก็ยิ้มกริ่มเคลื่อนหน้าลงมาหมายจะหอมแก้มกลมของคนในอ้อมแขน

...แต่เมื่อเห็นปากอิ่มเชอร์รี่นั่นแล้ว

แจ็คสันตัดสินใจเคลื่อนริมฝีปากเข้าไปใกล้ริมฝีปากอิ่มของน้องเล็ก ก่อนจะเอียงคอปรับองศาเพื่อให้ตัวเองสามารถจุมพิตร่างบางได้อย่างถนัดมากขึ้น

อีกนิดเดียวเท่านั้น

แจ็คสันคิดในใจ พยายามเคลื่อนตัวให้ช้ามากที่สุด เพราะเหยื่อกำลังจะติดกับแล้ว

 

หมับ!

 

"แจ็คสัน" เสียงเย็นลอยมาไม่ใกล้ไม่ไกล

 

"ครับเพื่อนมาร์ค" แจ็คสันยิ้มตอบเสียงเย้า ใบหน้าก็ยังไม่หยุดที่จะขยับเข้าใกล้ ก่อนที่ปากของร่างหนาจะประทับลงไป ก็ต้องชะงักเนื่องจากแรงกระตุกจากคนข้างหลังที่เอื้อมมากระชากผมกันแบบไม่ออมแรงกันเลยสักนิด

 

 

“...มึงคิดจะทำอะไรแบม”

 

 

 

 

#ทำไมต้องรักมบ.

TWITER : _Jmbg7

 

 

                                                                                                       

 

 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

หมวดนิยายฟิคหรือฟิคชั่นนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อให้เหล่าแฟนคลับหรือผู้ที่ชื่นชอบศิลปิน ดาราของตัวเองได้ทำการโปรโมทศิลปินหรือดารานั้นๆ โดยเขียนเรื่องราวฉบับนิยาย และถ้าทางสังกัดหรือผู้เสียหาย ไม่พึ่งพอใจ สามารถแจ้งทางเว็บเพื่อทำการระงับเรื่องนั้นๆ ได้ทันที

สำหรับนักเขียนฟิคชั่นทุกคน พึ่งพิจารณาและไตร่ตรองก่อนเขียนทุกครั้ง ว่าเรื่องของตัวเองที่เขียนนั้นส่งผลกระทบกับศิลปินหรือดาราที่ตัวเองชื่นชอบมากน้อยแค่ไหน

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...