Bad Race เดิมพันหัวใจกับนายแบดบอย!

10.0

เขียนโดย lucky_mewmew

วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เวลา 06.57 น.

  9 chapter
  182 วิจารณ์
  5,727 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 09.13 น. โดย เจ้าของนิยายฟิคชั่น

แชร์นิยายฟิคชั่น Share Share Share

 

3) เรื่องเกิดที่ร้านอาหาร

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

  

            ฉันไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะสามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดพยาบาลมาเป็นชุดธรรมดาได้ภายในเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 15 นาที -*- เพราะคำขู่บ้าของตานั้นแท้ๆเลย

            ก่อนออกมาฉันก็ได้ไปบอกกับพี่โฟร์ไว้ก่อนแล้วว่าฉันจะออกเวรก่อนเวลาชั่วโมงนึง พี่โฟร์ก็โอเค ไม่ได้ว่าอะไร เพราะช่วงเกือบๆเย็นอย่างนี้มีคนไข้ไม่มากเท่าตอนเกือบเที่ยงถึงบ่าย และฉันก็คงจะโชคดีด้วยที่ได้มาประจำที่แผนกสูติ-นารีเวช

            พอฉันเดินออกมาที่หน้าตึกก็เจอกับซูปเปอร์คาร์คันหรู Ferrari 458 Italia สีดำ จอดอยู่ สงสัยอีตานี้จะถูกโฉลกกับสีดำจริงๆน่ะเนี่ย ส่วนอีตานั้นก็ใส่แว่นกันแดดยืนกอดอกพิงรถตัวเองอยู่

            “กว่าจะมาได้น่ะ -_-” โถถถถถ พ่อคู๊ณณณณณณจะอะไรกะอีฉันหนักหนาค่ะ นี้ขนาดมาก่อนเวลาน่ะ ยังจะ…… สักทีมั้ยห๊ะ

            “ก็มาแล้วมั้ยล่ะ” ฉันตอบไปแบบไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไหร่ “ถามจริง นายกล้าเอารถแบบนี้มาโรงพยาบาลได้ไงเนี่ย”

            “แล้วไง” หมอนั้นหันไปชำเลืองมองรถนิดนึงก่อนจะหันกลับมามองฉันอีกครั้ง “ก็ฉันรวยพอที่จะซื้ออ่ะน่ะ พอซื้อมาแล้วก็ต้องอวดไม่ใช่รึไง”

            ชิ ดูท่าทางไม่แยแสอะไรนั้นสิ เห็นล่ะชักจะหมั่นไส้ -*-

            “มา ขึ้นรถ เร็วๆเข้า” พูดจบ หมอนั้นก็ตรงเข้ามาจับข้อมือฉันก่อนที่จะกระชากไปที่ประตูข้างคนขับซึ่งอยู่ทางขวา เพราะรถคนนี้เป็นรถนำเข้า พอมาถึงประตูตานั้นก็เปิดประตูแล้วก็ยัด เน้นย้ำคำว่ายัด และดอกจันสามพันล้านตัวว่าจับยัดฉันเข้าไปในรถ พอปิดประตูแล้ว ตานั้นก็เดินอ้อมไปนั่งหลังพวกมาลัยทันที

            “ตกลงนี้นายจะพาฉันไปไหน” ฉันตัดสินใจถามหลังจากที่คนเอาแต่ใจคนนี้กำลังออกรถ

            “ฉันจะพาเธอไปเห็นถึงความเป็นจริง” ความเป็นจริง??

            “ความเป็นจริง? ความเป็นจริงอะไร”

            “เรื่องที่เธอควรจะรู้เกี่ยวกับตัวฉัน”

            เขาพูดแค่นั้น แล้วก็ไม่พูดอะไรกับฉันอีกเลย ฉันเองก็ไม่กล้าแม้แต่จะถามอะไรอีก ไม่รู้สิ น้ำเสียงกับหน้าตาของเขามันดูลึกลับและซับซ้อนเกินไป ฉันกลัว กลัวว่าหากถ้าฉันเดินเข้าไปใกล้มันอีกแม้แต่นิดเดียว ฉันจะหลง หลงทางอยู่ในนั้นโดยที่ไม่มีทางออก และหาทางออกไม่เจอ

 

            เขาขับรถไปตามถนนมาสักพักเขาก็มาจอดรถอยู่ที่หน้าร้านอาหารสุดหรูแห่งหนึ่ง

            “นายพาฉันมาที่นี้ทำไม” ฉันตัดสินใจพูดทำลายความเงียบที่มีมาตลอดทาง

            “ฉันหิวแล้ว” เขาตอบสั้นๆ “หรือเธอไม่หิว”

            จริงสิ นี้ก็สี่โมงจะห้าโมงแล้วนิ อ่าาาา ชักหิวแล้วเหมือนกันแหะ

            “ตามลงมาสิ” เขาที่ลงไปแล้วก้มหน้าลงมาเร่งผ่านทางประตูรถ เมื่อเห็นว่าฉันยังคงนั่งนิ่งอยู่

            “ขาาาาาา มาแล้วเจ้าค่ะ”

 

            ในร้าน

            พนักงานของร้านพาเราสองคนไปยังที่นั่งที่มุมนึงของร้าน แล้วก็ท่าทางว่าตานี้จะมาที่นี้บ่อยใช่เล่นน่ะ ก็พอเข้ามาปึ้บพนักงานก็เขามาหาอย่างกะเขาเป็นแขกคนสำคัญ มีถามโน้นถามนี่กันอีกต่างหาก

            พอนั่งลงพนักงานก็สั่งออเดอร์มาให้ แต่ตานั้นกลับปฏิเสธแล้วก็สั่งอาหารให้ฉันเสร็จสรรพ ส่วนตานั้นก็หันมามองหน้าฉันนิ่ง

            “ทำไม มองฉันทำไม”

            “ฉันแค่มีอะไรสงสัย แล้วก็อยากจะถามเธอนิดหน่อย” เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ไม่อยากจะยอมรักก็ต้องยอมรับแหละว่าตานี้ดูดีมาก ดูดีจริงๆ ดูดีทุกท่วงท่า

            “ถามมาสิ ถ้าฉันตอบได้ฉันจะตอบ” ฉันโน้มตัวลงไปใช้แขนทั้งสองข้างพาดบนโต๊ะและยักยิ้มบางๆ

            “ทำไมเธอถึงยอมแต่งงานกับฉันตามคำขอของพ่อ” แววตาที่เคยเต็มไปด้วยเสน่ห์และการดึงดูดที่ฉันเคยกลัวทุกครั้งที่จะสบตากับมัน เพราะมันจะคอยดึงดูดฉันเข้าไปหาเขาทุกครั้ง บัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยความถามและความสงสัยมากมายเต็มดวงตาสวยคู่นั้นไปหมด

            “ฉันก็เคยตอบนายไปแล้วน่ะว่าทำไม ถ้านายอยากให้ฉันไปยกเลิกเรื่องทั้งหมดนี้กับท่านประธานล่ะก็ ฉันบอกนายเลยน่ะว่าฉันทำไมได้จริงๆ”

            “งั้นหรอ” เสียงเขาแผ่วลง แต่ฉันสัมผัสได้น่ะว่าในน้ำเสียงนั้นมันเต็มไปด้วยความเสียใจ ความผิดหวัง และความรู้สึกที่ฉันไม่เคยคิดว่าเขาจะมี นั้นก็คือ’ความเจ็บปวด’ แววตาเขาที่เคยเต็มไปด้วยความสงสัยก่อนหน้านี้กลับแปลเปลี่ยนกลายเป็นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดกับอะไรบางอย่าง มือของเขาที่ก่อนหน้านี้กอดอกเอาไว้แน่นก็คลายออกและวางมือข้างหนึ่งลงบนโต๊ะราวกับกำลังหาที่ยึดเหนี่ยว ทำไมคนอย่างเขาถึงได้เป็นไปได้ขนาดนี้น่ะ

            “นายเป็นอะไรรึเปล่า” ฉันเอื้อมมือไปจับมือเขาอย่างแผ่วเบา ฉันก็แค่อยากให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่แค่คนเดียวบนโลกใบนี้จนต้องเก็บทุกๆอย่างเอาไว้คนเดียวก็เท่านั้น เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

            อาาาาาา ในเวลาแบบนี้ฉันควรจะพูดอะไรดีล่ะ ฉันควรจะพูดอะไรเพื่อทำลายบรรยากาศแบบนี้ดีล่ะ ._.

            “นายรู้ตัวรึเปล่า ตอนนี้นายไม่เหมือนนายที่เคยเป็นเลยน่ะ” ฉันพูดพร้อมกับยิ้มบางๆ “ถ้าเป็นนายในเวลาปกติ นายจะต้องพูดจาเย็นชาหรือไม่ก็ต้องทำท่าทางยโสใส่ฉันสิ”

            “…” ฉันไม่พูดออะไร เพียงแต่มองฉันนิ่งๆ แต่สายตาเขาเปลี่ยนไป…

            “คิ้วนายยุ่งไปหมดแล้วน่ะ” ฉันลุกกขึ้นและเอื้อมมืออีกข้างไปแตะที่ระหว่างคิ้วของเขา ทำให้เขาสะดุ้งนิดๆแต่ก็ไม่ได้หลบหน้าหรืออะไร “ฉันไม่รู้หรอกน่ะว่านายเป็นอะไร หรือกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าระบายมันออกมาได้ก็ระบายมันออกมาเถอะน่ะ เก็บเอาไว้กับตัวคนเดียวมันไม่ดีหรอก ฉันสัญญาว่าจะไม่บอกใคร เครียดมากๆเข้าเดี๋ยวเส้นเลือดในสมองก็แตกหรอก ถึงฉันจะเป็นพยาบาลแต่ฉันก็ช่วยนายไม่ได้หรอกน่ะ”

            พอพูดจบฉันก็ปล่อยมือจากทั้งหน้าผากและมือของเขาและทำท่าจะนั่งลง แต่เขากลับทำในสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าเขาจะทำ

            เขากลับคว้าขอมือของฉันและกระชากเข้าไปหาเข้า ตอนนี้ฉันอยู่ในสภาพที่กำลังนั่งตักเขาอยู่ อ๊ายยยยย อีตาบ้านี้กำลังต้องการจะทำอะไรเนี่ย นี้มันในร้านอาหารน่ะ>///< ไม่อายเขารึไงกัน แต่พอฉันจะลุกออกเขากลับเอาท่อนแขนแข็งแกร่งทั้งสองข้างมาโอบรอบเอวของฉันและล็อคเอาไว้อย่างนั้น บ้าจริง!! ฉันขยับไปไหนไม่ได้เลยแหะ อยู่อย่างนี้นานๆไปชักจะไม่ดีแน่ๆเลย -///- ดีน่ะที่ตอนนี้เราอยู่ในห้องเล็กๆที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว

            “นะ…นายจะทำอะไรเนี่ย ปล่อยฉันน่ะ” ฉันดิ้นอยู่ภายในอ้อมแขนของเขาแล้วก็เอาแขนทั้งสองข้างมายันอกเขาเอาไว้

            “ก็เธอมาทำตัวยั่วฉันก่อนนิ” เขายื่นหน้าเขามาใกล้ฉันมากขึ้น และฉันก็สังเกตได้ถึงสิ่งที่แปลกไป นั้นก็คือสายตาของเขา สายตาของเขาที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแต่ตอนนี้แววตาของเขาก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว แววตาเขากลับมามีเสน่ห์น่าดึงดูดเหมือนเดิมแล้ว และตอนนี้สายตาคู่นั้นก็กำลังดึงดูดฉันเข้าหาเขาอย่างห้ามไม่ได้

            “ฉันไปยั่วอะไรนายล่ะ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยน่ะ”

            เขาไม่ตอบอะไร แต่กลับค่อยๆยื่นหน้าเข้ามาหาฉัน อาาาาาาา ทำยังไงดีล่ะ สายตาของเขาที่กำลังมองมาที่ฉันมันทำให้ฉันขยับตัวไปไหนไม่ได้ ฉันขยับตัวไม่ได้ ตอนนี้ฉันกำลังโดนสายตาที่มีเสน่ห์เหลือล้นของเขาตรึงเอาไว้ไม่ให้ขยับ ทำไม…สายตาคูนั้นถึงได้มีอิทธิพลกับฉันมากนักน่ะ พอฉันรู้ตัวอีกที ตอนนี้ใบหน้าของเราสองคนก็อยู่ใกล้กันมาก ใกล้เพียงแค่นิ้วชี้กั้น อีกอย่างของเขาที่กำลังสะกดจิตฉันก็คือกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ให้ความรู้สึกสุขุม นุ่มลึก รู้สึกถึงความลึกลับ ชวนค้นหา เหมือนกับตัวเขาที่ลึกลับเกินกว่าที่จะมีใครกล้าเข้าไปค้นหาแม้แต่ฉันก็ตาม เขาดูลึกลับและมีอะไรที่ซ่อนอยู่มากเกินไปจริงๆ

            ตายล่ะ หน้าผากเราสองคนมาชนกันแล้ว หัวใจจ๋าอย่าเต้นแรงได้ไหม เต้นยังกับจะออกมานอกอกฉันเจ็บไปหมดแล้วน่ะ หัวใจจ๋า อย่าอ่อนแอให้กับคนแบบนี้ได้ไหม ริมฝีปากของเรากำลังจะแตะกันแล้วววว จะทำยังไงดีล่ะ

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            “ขออนุญาตเข้าไปเสิร์ฟอาหารน่ะค่ะ” พอเสียงนั้นดังขึ้นฉันก็ผละออกจากเข้าก่อน เพราะอ้อมแขนนั้นเริ่มคลายออกฉันถึงออกมาได้ ไม่งั้นฉันคงไม่สามารถออกจากอ้อมแขนเขามาได้ พอออกมาได้ฉันก็รีบเดินกลับไปนั่งที่ทันที ทันทีที่ฉันนั่งที่ พนักงานก็เปิดประตูเข้ามาพอดี

            วู้วววว ทันพอดีเลย ไม่งั้นละอายพนักงานแย่เลย ระหว่างที่พนักงานกำลังเสิร์ฟอาหาร เขาก็มองมาที่ฉันด้วยสายตาเจ้าเล่ห์เหมือนสายตาที่ราชสีห์กำลังมองเหยื่อและหยักยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย อะไรกันล่ะ

            “เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก” เขาพูดขึ้นหลังจากที่พนักงานเดินออกไปแล้ว

            “-///-” อ่า อะไรกันเล่า หมอนี้

            “งั้นเรามาทำสัญญากันม่ะ”

            “สะ…สัญญา? สัญญาอะไรหรอ”

            “ในเมื่อพ่อแม่ของเราอยากให้เราแต่งงานกันนัก เราก็ทำให้เขาไปซะสิ”

            “เอ๋? แต่ว่านะ…” ฉันยังพูดไม่ทันจบ เขาก็พูดขัดขึ้นมาซะก่อน

            “เราแค่แต่งกันในนามเท่านั้น แต่งไปสักพักให้พ่อแม่เราสองคนตายใจแล้วก็ค่อยเลิกกัน โดยที่ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธอ (ถ้าไม่จำเป็น)” ประโยคหลังฉันฟังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ต่ก็น่ะ…

            “ก็น่าสนใจดีนิน่า” ฉันคิดตามที่เขาพูด

            “เธอตกลงมั้ยล่ะ” เข้าหยักยิ้มเจ้าเล่ห์

            ก็น่ะ ข้อเสนอของเขามันน่าสนใจจริงนี้นา ในเมื่อห้ามไม่ได้ ก็คงต้องตามน้ำไปสิน่ะ

            “ก็เอาสิ” ฉันยักไหล่

            “งั้นฉันจะไปบอกพ่อ และเราก็จะแต่งงานกันให้เร็วที่สุด เรื่องนี้จะได้จบลงเร็วที่สุด”

            “อืมมม” ฉันตอบสั้นๆ หลังจากนั้นเราทั้งสองคนก็ลงมือจัดการอาหารตรงหน้าโดยไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย

            สุดท้ายฉันก็ไม่รู้อยู่ดีว่าตกลงแล้วเขาต้องการที่จะพาฉันไปไหนกันแน่

            จะว่าไปก็มีอยู่อย่างเดียวละน่ะที่ฉันกลัว เป็นความกลัวสำหรับเขาคนเดียวเท่านั้น เป็นคงเป็นการเดิมพันอย่างนึงสิน่ะ การ “เดิมพันหัวใจ” ยังไงล่ะ ฉันกลัวเหลือเกิน กลัว กลัวว่าหัวใจที่กำลังอ่อนแอกับเขา มันจะกลายเป็นอะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่แค่ความอ่อนแอ ถ้าเกิดวันนึงหัวใจที่เคยเป็นของฉันมันจะไม่ใช่ของฉันขึ้นมาวันนั้นฉันจะทำยังไงดีล่ะ??

 

‘ฉันล่ะกลัวจริงๆ กลัวเหลือเกิน กลัวว่าการเดิมพันครั้งนี้ ฉันจะไม่เหลืออะไรเลย แม้กระทั้งหัวใจที่เคยเป็นของฉัน’

 

 

__________________________________________________________

 

          สวัสดีค่าาาาาาาาาา^_^ ไม่เคยได้มีมุมมาคุยกับคนอ่านเลยเนอะ มีแต่มาอัพๆๆอย่างเดียวเลย555555 ตอนนี้ฟ้อนต์อาจจะดูแปลกจากที่ผ่านๆมาหน่อยๆน่ะ เพราะมีคนเม้นมาว่าอยากให้ฟ้อนต์ใหญ่ขึ้นมาหน่อย เอาใจคนอ่านจากคอมหน่อยเนอะ^_^;; ตอนนี้คิดนานมากเบยยยย เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนไงต่อ แถมยังตันมากกกกกเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้มันฟินดี 55555

          อีกอย่างน่ะ ขอโทษคนอ่านทุกคนด้วยน้าาาาาาที่หายหน้าไปหลายวันเลย หลายคนก็รู้ว่าเราไปไหน บางคนก็ไม่รู้ งั้นเราขอบอกเลยน่ะว่าเราไปเข้าค่ายจริยธรรมมาแหละ เหนื่อยมากๆเลย(ไปเข้าค่อยธรรมะ จริยธรรมหรือไปเข้าค่ายลูกเสือ-เนตรนารีก็ไม่รู้-_-;) เมื่อวานนอนทั้งวันเลย ทั้งวันเลยจริงๆ เเบบเพลียสุดๆอ่ะ วันนี้ก็เลยมาอัพให้แล้วน่ะ อ่านกันให้สนุกน้าาาา เม้นๆ โหวตให้กันเพื่อเป็นกำลังใจด้วยน่ะจ๊ะ เลิฟยู้ จุ๊บๆๆๆๆ <3 จะพยายามมาอัพบ่อยน่ะ เพราะจันทร์นี้เราก็จะเปิดเทอมแว้ววววว ห๊าาาาาา ยิ่งขึ้นมอปลายด้วยแล้วเรียนวิทย์คณิตอีกต่างหาก ตายแน่ๆเบยยยยยยย แงๆๆๆๆๆๆๆ TT^TT 

          ขอกำลังใจหน่อยสิ *-*(ปิ๊งๆๆๆ)

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยายฟิคชั่น

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
10 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา