You And I เพื่อนรักกันตลอดไป

-

เขียนโดย BTS22MRT

วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เวลา 09.43 น.

  13 บท
  0 วิจารณ์
  2,652 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559 13.55 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

3) สงครามเวียดนามและฟ้าหลังสงคราม

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ สงครามเวียดนามและฟ้าหลังสงคราม Vietnam war (chiến tranh Việt Nam) and after postwar peace.

 

                   ถึงอย่างไรก็ตามสงครามก็ยังไม่จบ สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนเวียดนามใต้ให้สู้รบกับเวียดนามเหนืออยู่ พยายามอ้างที่จะล้มล้างระบอบคอมมิวนิสต์ในเวียดนามเหนือให้ได้ เข้ามาสนับสนุนอาวุธให้เวียดนามใต้สารพัด แต่หลังจากการรุกตรุษญวน ของเวียดนามเหนือ กองกำลังคอมมิวนิสต์กว่า 80,000 นายโจมตีเมืองและนครกว่า 100 แห่ง ซึ่งรวมเมืองหลักของ 36 จาก 44 จังหวัด นครปกครองตนเอง 5 จาก 6 แห่ง เมืองเขต 72 จาก 245 แห่ง และเมืองหลวงของเวียดนามใต้ การรุกนี้เป็นปฏิบัติการทางทหารใหญ่ที่สุดของทั้งสองฝ่ายจนถึงเวลานั้น

                   ทำให้การสนับสนุนสงครามของสาธารณชนสหรัฐเสื่อมลงและสหรัฐแสวงหาการเจรจาเพื่อยุติสงคราม มีการล่าถอยออกไปจากเวียดนามใต้ของสหรัฐ ทำให้เกิดการยึดกรุงไซ่ง่อนโดยกองทัพประชาชนเวียดนามเหนือ

                   ตี๋ถือปืนกำลังต่อสู้กับทหารสหรัฐอเมริกาและเวียดนามใต้อยู่ในสงครามนี้

มีการยิงกันไปกันมาฝ่ายเวียดนามใต้มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเป็นระยะๆตี๋พยายามหลบสุดชีวิต ตั้งหน้าตั้งตาต่อสู้อย่างเต็มกำลัง

                   ในที่สุดก็มีข่าวประกาศว่า "Mỹ sau đó rút lui để hỏi cho các cuộc đàm phán để chấm dứt chiến tranh(เหมโซด่อซุสลุยเด่ห่อยโจกั๊กกวกดั่มฝันเด่จั๋มซึสเจี๋ยนจัน)" ทหารเวียดนามเหนือที่รู้ภาษาไทยแปลให้ฟังว่า"สหรัฐอเมริกาขอเจรจายุติสงคราม และได้ถอนกำลังออกจากเวียดนามใต้แล้ว"

ทหารเวียดนามใต้ทั้งหลายจึงล่าถอยกลับไปที่กรุงไซ่ง่อนและโดนเวียดนามเหนือยึดกรุงไซ่ง่อนได้ในที่สุด

เวียดนามเหนือประกาศชัยชนะ ต่อเวียดนามใต้และได้คิดการให้มีการเจรจารวมชาติเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้

                   ตี๋ร้องเฮลั่น ให้กับชัยชนะที่ได้มีส่วนร่วมในครั้งนี้

                   จากนั้น จึงกลับไปรวมกลุ่มทหารไทย เตรียมตัวกลับประเทศไทย ตี๋เฝ้าศพแดงตลอด ทั้งๆที่เพื่อนทหารเขาไม่ขึ้นรถคันเดียวกับที่ขนศพ แต่ตี๋ก็ไม่ยอมนั่งเฝ้าศพในรถคนเดียว พร้อมกับศพคนไทยคนอื่นๆอีกมากมายในรถคันนั้นด้วย

                   เพื่อนทหารคนหนึ่งชื่อริบอกว่า "ไอ้ตี๋มึงจะขึ้นไปบนรถขนศพทำไมวะ?"

                   ตี๋ว่า "ไม่เอากูอยากอยู่กับแดง กูจะเฝ้าศพมันเอง"

                   เพื่อนทหารอีกคนหนึ่งชื่อจันบอกว่า "เฮ้ยมึง แต่มีศพคนอื่นอยู่ด้วยนะโว้ย เอ่อ มึงไม่กลัวผีหลอกหรือไง?

                   ตี๋ว่า "ผีเผออะไรกูไม่กลัวทั้งนั้น ผีไอ้แดงมาสิดี กูก็อยากจะคุยกับมัน"

                   เพื่อนทหารริบอกว่า "เออ เออ ไม่กลัวก็ไม่กลัวนั่งดีๆก็แล้วกัน ถ้ามีใครเรียกอะไรอย่าเดินตามไปนะ เขาว่ากันว่าผีมักจะชอบเอาเพื่อนไปตายเป็นเพื่อน ฮูย... พูดแล้วขนลุกว่ะ"

                   ตี๋ว่า "เออ เออ กูรู้แล้ว กูไม่ได้เมา กูเฝ้าได้ เดี๋ยวกูจะทำให้ดู"

                   เพื่อนทหารจันบอกว่า "ตามใจมึงละกัน พวกกูไปแล้วนะ รถคันหน้าเขาเรียกแล้ว" เมื่อทหารริ และทหารจันไปถึงรถที่ขนทหารผู้รอดชีวิต

                   ก็บอกคนในรถว่า "ไอ้ตี๋มันไม่ยอมมา ช่างมันเถอะมันบอกมันอยู่ได้"

                   ในระหว่างทางนั้นอยู่ๆ ตี๋ก็ตกภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น ฝันเห็นว่าแดงมาเรียก

                   แดงว่า "ตี๋... ตี๋... ตี๋... มึงจะไปไหน มึงให้กูไปด้วย กูไม่อยากอยู่ที่นี่ กูหนาวมาก"

                   ตี๋ว่า "ได้สิ มึงมากับกูนี่" พูดพร้อมจูงมือแดงเดินไป

ตี๋ตื่นจากภวังค์ พบว่าตัวเองยังอยู่ในรถขนศพอยู่

                   จึงภาวนาว่า "แดงมึงมากับกูนะ กูจะเผาศพมึงเอง กูจะส่งมึงขึ้นสวรรค์เอง" ชีวิตหลังสงครามจบนั้นแสนเศร้า ตี๋จัดการงานศพให้แดง และไปไหว้พ่อแม่แดง  พ่อแม่ตี๋ก็ไปงานศพแดงด้วย ตี๋จึงสารภาพความจริงกับพ่อแม่ของแดงและพ่อแม่ของตนเอง

                   ตี๋บอกว่า "ผมรักอยู่กับแดงจริงๆครับ ผมเสียใจที่ช่วยชีวิตแดงไม่ทันครับ" พูดพร้อมนำพวงมาลัยไปขอขมาทั้ง 4 ท่าน พ่อแม่แดงก็ทำใจไว้แล้ว ไหนๆคนก็ตายไปแล้ว จึงไม่ได้อยากเอาเรื่องแต่อย่างใด

                   แม่แดงว่า " ไม่เป็นไรหรอกลูก แม่ก็ดูรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเรา 2 คนรักกัน เอาเถอะจะ ส่งแดงขึ้นสวรรค์กันเถอะนะลูก"

                   ตี๋กล่าวขอบคุณว่า " ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากๆครับ ที่ให้อภัยผม" พูดพร้อมกราบที่เท้าท่านทั้ง 4 ทันที

 ตี๋สวดอภิธรรมทุกวัน หลังจากเผาศพแดงแล้ว ตี๋ก็ไม่คิดจะคบใครอีกเลย

เอเชียอาคเนย์สงบสุขอีกครั้ง

ประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคแห่งระบบเศรษฐกิจแบบผสม เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมกับระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ที่เอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ มีการหลั่งไหลเข้ามาของเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นมาลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมมากมาย

ตี๋ ได้ตั้งชื่อใหม่ตามบัตรประชาชนเป็น นาย ธีรวัฒน์ นามสกุลจากแซ่ซื้อ ก็เปลี่ยนเป็น ผ่องพิพัฒนกุล เขาก็ยังเป็นทหารอยู่ และคิดถึงแดง อยู่ตลอด วันหนึ่งเขาเริ่มใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เข้าวัดเข้าวา (ในขณะที่ยังเป็นทหาร) จนได้บรรลุถึงธรรม และลาออกจากทหารมาบวชเป็นพระอยู่ที่วัดที่มีอัฐิของแดงอยู่ด้วย ทั้งนี้เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แดง คนที่นายธีรวัฒน์ หรือในที่นี้คือหลวงพี่ตี๋ห่วงหาตลอดมา

มีญาติโยมมาถวายสังฆทานที่วัดวันนี้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น หลวงพี่ตี๋จึงสวดคำอนุโมทนาว่า

                   "ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด

                   เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วในวันนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ ฉันนั้น

                   อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขออิฏฐผลที่ท่านทั้งหลายปราถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว

                   ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ จงสำเร็จโดยฉับพลัน

                   สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา ขอดำริทั้งปวงจงเต็มที่

                   จันโท ปัณณะระโส ยะถา เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

                   มะณิ โชติระโส ยะถา เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดี

                   สัพพีติโย วิวัชชันตุ ความจัญไรทั้งปวง จงบำราศไป

                   สัพพะโรโค วินัสสะตุ โรคทั้งปวง (ของท่าน) จงหาย

                   มา เต ภะวัตวันตะราโย อันตรายอย่ามีแก่ท่าน

                   สุขี ทีฆายุโก ภะวะ ท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน

                   อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง ธรรมสี่ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่ผู้มีปกติกราบไหว้ มีปกติอ่อนน้อม (ต่อผู้ใหญ่) เป็นนิตย์ฯ..... "

หลวงพี่ตี๋ก็นำสวดแบบนี้ทุกๆวัน และบวชอยู่ 5 พรรษา

หลังจากสึกมา ตี๋ก็มาช่วยกิจการที่บ้านขายของ พยายามก่อร่างสร้างตัว จนสามารถจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลสร้างบริษัทตนเองขึ้นมา รับพนักงานจำนวนมากเข้ามาทำงานช่วยขยายสาขาใหม่ได้หลายสาขา สาขาที่2 ที่3 ที่4 ที่5 จนมีเงินมากพอที่จะมาลงทุนสร้างห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯของตัวเอง โดยไม่ต้องไปเปิดตามห้างอื่นๆ

                   วันหนึ่งตี๋ไปงานศพคุณตา คุณตาท่านเสียด้วยโรคชรา ไปสวดอภิธรรมทุกวันและช่วยดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ จึงได้พบกับลูกพี่ลูกน้องและหลานๆฝ่ายแม่ของตี๋ และไปเจอกับณวัฒน์หลานวัย 12 ปีตัวดำๆหน่วยก้านดีมากๆ คงเพราะช่วยครอบครัวหาปลาบ่อยๆ

                   จึงถามว่า "ชื่ออะไรน่ะเรา? อายุเท่าไหร่แล้วหล่ะ?"

                   ณวัฒน์ว่า "ถามหนูหรอครับ หนูชื่อณวัฒน์ครับ อายุ 12 ขวบครับ ใช่คุณลุงตี๋ใช่ไหมครับ?"

                   ตี๋ว่า  "อืมใช่ลุงเอง เรียนถึงไหนแล้วหล่ะเรา?"

                   ณวัฒน์ว่า "เรียนจบป.3 ครับตอนนี้ออกจากการเรียนแล้วหล่ะครับ"

                   ตี๋ว่า  "อ้าวทำไมเป็นแบบนั้นหล่ะ"

                   ณวัฒน์ว่า "พ่อแม่หนูบอกว่าส่งเรียนไม่ไหวน่ะครับ แต่หนูก็เข้าใจพ่อแม่นะครับท่านลำบากมากเลย ปลาก็หายากขึ้นทุกวัน หนูเลยออกมาช่วยพ่อแม่ดีกว่าครับ"

                   ตี๋ถามว่า "แล้วพ่อแม่หนูอยู่ไหนจ๊ะ?"

                   ณวัฒน์ว่า "อยู่ตรงนั้นไงครับตามมาเลยครับ" พูดพร้อมเดินพาไป "พ่อครับแม่ครับ นี่ลุงตี๋ครับ"

                   ตี๋กล่าวสวัสดีลูกพี่ลูกน้องว่า "สวัสดีครับ เป็นไงบ้าง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ"

                   ลูกพี่ลูกน้องว่า "สวัสดีครับ นานๆเจอกันทีนั่งก่อนสิครับ"

                   ภรรยาบอกว่า"คุณเดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้พี่ตี๋นะ"

                   สามีว่า "อืม ไปเอามาให้พี่เขาหน่อยปะ"

                   ตี๋ถามว่า "ณวัฒน์นี่แกเรียนเก่งไหมครับ"

                   ลูกพี่ลูกน้องว่า "เด็กคนนี้หัวไวครับสอนหาปลาแปบเดี๋ยวก็ได้แล้ว"

                   ตี๋ถามต่ออีกว่า "แล้วไม่เรียนต่อหรอครับ"

                   ลูกพี่ลูกน้องว่า "เอ่อ คือ คือว่าผมก็มีปัญญาส่งได้แค่นี้แหล่ะครับพี่ ผมก็กะจะให้มันช่วยงานไปจนโตนั่นแหล่ะครับ"

                   ตี๋จึงบอกว่า "แล้วถ้าพี่จะบอกว่า พี่จะรับอุปการะเด็กคนนี้ให้เรียนให้จบ และเมื่อจบแล้วมาช่วยงานพี่ที่บริษัทน่ะ น้องจะว่ายังไง"

ภรรยาถือขันน้ำมาได้ยินพอดีเผลอทำขันตก น้ำหกหมดเลย จึงรีบเก็บขันขึ้นมา

                   ภรรยาว่า "แต่แกยังเด็กอยู่เลยนะคะ แกจะต้องไปอยู่กับพี่หรอคะ" พูดแล้วน้ำตาซึม ณวัฒน์ได้ยินเสียงดังจึงเข้ามาแอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน

                   ตี๋ปลอบว่า "ใจเย็นๆนะครับ พี่แค่เห็นแววว่าเด็กคนนี้โตไปจะสามารถเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ได้ก็เท่านั้นเอง พี่รับไปเลี้ยงก็ใช่ว่าจะรับไปเลย ยังไงพี่ก็ต้องมาส่งเจ้าณวัฒน์กลับมาที่บ้านในช่วงวันหยุดต่างๆและช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว พี่น่ะไม่มีลูกกับเขาหรอก พี่จึงอยากจะปั้นหลานชายคนนี้ให้เก่งขึ้นมาให้ได้น่ะครับ"

                   ภรรยาว่า "ปั้นได้จริงๆ หรือคะ"

                   ตี๋ว่า "ได้แน่นอนครับ ผมสัญญาครับ"

                   ภรรยาว่า "เอายังไงดีหล่ะคุณ"

                   ลูกพี่ลูกน้องว่า "เออ ยังไงซะเจ้าณวัฒน์ถึงอยู่ที่นี่ก็คงเป็นได้แค่ชาวเลไปตลอดชีวิต เออ ถามลูกก่อนดีไหม เดี๋ยวแกจะร้องไห้นะ"

                   ณวัฒน์แอบฟังอยู่ร้องไห้ ณวัฒน์ว่า "พ่อแม่ไม่รักหนูแล้วหรอ ฮือๆๆ หนูไม่อยากไป หนูอยากอยู่กับพ่อกับแม่ ฮือๆๆ"

                   ตี๋ว่า "งั้นไม่เป็นไรครับ เด็กอาจจะยังไม่พร้อม แต่ผมยังยืนยันคำเดิมนะครับ ว่าผมจะเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดีน่ะครับ"

งานศพคุณตาจบลงด้วยดี ตี๋ยังไม่สามารถทำให้ณวัฒน์เชื่อใจได้ ก็อย่างว่าเจอกันครั้งแรก จึงตัดใจไป

                   1 เดือนต่อมาตี๋ทำงานอยู่ในห้างสาขาแรกในกรุงเทพฯอยู่ๆลูกพี่ลูกน้องที่เจอกันในงานศพก็พาณวัฒน์เข้ามาหาที่ Office

                   แล้วบอกว่า "ผมจะพาณวัฒน์ เข้ามาเที่ยวห้างของพี่น่ะครับ สะดวกไหมครับ"

                   ตี๋ว่า "เอาสิแปบนะพี่เคลียร์งานก่อนเดี๋ยวพาไปดูทุกโซนเลย" ณวัฒน์ถูกพามากรุงเทพฯโดยพ่อแม่อ้างว่าจะไปเที่ยวจึงตามมาเห็นลุงตี๋เลยทำท่ากลัวลุงตี๋อยู่ไม่น้อย

                   ตี๋ว่า "อ่ะ เคลียร์งานเสร็จแล้ว ตามมาเลยจ้า"ตี๋พาณวัฒน์เดินทุกโซน เจอเสื้อผ้าก็ช่วยเลือกซื้อให้ ซื้อหมวก ซื้อรองเท้า ซื้อถุงเท้า ซื้อกระเป๋าสะพาย และให้ใส่จริงๆเลย ตอนนี้ณวัฒน์แต่งตัวแบบทันสมัยเรียบร้อยแล้ว ก็พาไปโซนอาหาร ซึ่งมีเครื่องเล่นอยู่ข้างๆ อาหารดีๆอยู่บนโต๊ะมากมาย ณวัฒน์ก็กินอย่างเอร็ดอร่อย พอกินเสร็จแล้วก็ขอพ่อแม่ไปเล่นเครื่องเล่นหยอดเหรียญ ตี๋ก็ให้เหรียญณวัฒน์ไป ณวัฒน์ท่าทางสนุกมากๆ จนเพลินอยู่กับเครื่องเล่น จากนั้นตี๋ก็เริ่มคุยกับลูกพี่ลูกน้องของตน

                   ตี๋พูดว่า "ที่น้องพาหลานมานี่ เขายอมแล้วหรอครับ"

                   พ่อณวัฒน์ว่า "ผมหลอกแกว่ามาเที่ยวน่ะครับ ผมเองก็อยากจะมาดูเหมือนกันว่า ห้างที่พี่สร้างเป็นอย่างไรด้วย"

                   แม่ณวัฒน์ว่า "ดิฉันก็กะว่าจะทิ้งแกไว้ที่นี่แล้วกลับเลย แต่ก็กลัวแกจะร้องห่มร้องไห้อีกน่ะค่ะ"

                   ตี๋พูดว่า "รอให้แกอยู่ที่นี่สักพักก่อนดีกว่าครับ อย่าเพิ่งกลับนะครับ ให้แกเป็นคนเลือกเองครับ" ณวัฒน์เล่นเสร็จพอดี เดินเข้ามาหาตี๋

                   ณวัฒน์ว่า "ลุงตี๋ครับ เครื่องเล่นนั้นมันเล่นยังไงหรอครับ ผมอยากเล่นน่ะครับ" พ่อแม่ณวัฒน์ต่างแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของณวัฒน์

                   ตี๋ว่า "เดี๋ยวลุงจะสอนให้เองตามมาเลยลูก" กลายเป็นว่าลุงตี๋เหมือนเป็นพ่อคนที่สองไปซะแล้ว ณวัฒน์เล่นกับลุงตี๋สนุกมากๆ จวนจะค่ำพ่อแม่จึงลาณวัฒน์กลับบ้าน

                   พ่อณวัฒน์ว่า "อยู่กับลุงตี๋นะลูก ลูกจะต้องเก่ง ลูกจะต้องขยัน ลูกจะต้องเลี้ยงดูพ่อกับแม่ให้ได้นะลูก"

                   ณวัฒน์ว่า "แต่ว่า หนู ..."

                   แม่ณวัฒน์ว่า "ณวัฒน์ลูกแม่ลำบากมากนะลูก แม่เสียใจที่ส่งลูกให้เรียนสูงๆไม่ได้ ลูกต้องเป็นเสาหลักของแม่นะรู้ไหมคะ"

                   ณวัฒน์ว่า "ฮือๆๆๆๆ ครับ ผมจะเป็นเสาหลักของพ่อแม่ให้ได้ครับ" น้ำตาแตกทั้งพ่อแม่ลูกแม้แต่ตี๋เองก็น้ำตาซึม

                   แม่ณวัฒน์ว่า "แม่ไปแล้วนะคะ"

                   พ่อณวัฒน์ว่า "แล้วเจอกันวันหยุดนะครับ เด็กดี" ถึงตอนนี้ ณวัฒน์ได้แต่กอดลุงตี๋ร้องไห้พยายามจะตัดใจเพื่อเป็นเสาหลักของพ่อแม่ให้ได้

เด็กชาย ณวัฒน์ เจริญผลเข้าไปเรียนเป็นเด็กโข่งในห้องเรียน มักโดนเพื่อนล้อเสมอ

                   ณวัฒน์ว่า "ฮือๆๆๆๆ ลุงตี๋ครับมีแต่คนว่าหนูว่าเป็นไอ้แก่อ่ะครับ"

                   ลุงตี๋ก็ปลอบใจว่า "หนูไม่ได้แก่ซะหน่อยลุงน่ะแก่กว่าเยอะเลย ไม่เป็นไรนะลูก ถ้าหนูเรียนเก่งๆ เดี๋ยวใครๆก็จะล้อหนูไม่ได้แล้ว สู้ๆนะลูก"

                   ลุงตี๋ว่าต่อ "เดี๋ยวลุงจะส่งหนูไปเข้าคอร์สติวเตอร์ให้นะครับ หนูจะต้องเก่งกว่าคนอื่นให้ได้เข้าใจไหมลูก"

                   ณวัฒน์ว่า "ครับ ขอบคุณลุงตี๋มากๆเลยครับ" ณวัฒน์ตั้งใจเรียนมากขึ้นเพื่อนที่เคยล้อ จ๋อยไปเลยเมื่อเห็นว่าณวัฒน์ เป็น Top ของห้องเสมอ ณวัฒน์เนื้อหอมเป็นที่จับจ้องของสาวๆในชั้นเรียนเดียวกันที่อายุน้อยกว่าอะไรๆก็ต้องถามณวัฒน์ตลอด

                   14 ปีต่อมา ณวัฒน์พากเพียรเรียนจนจบมหาวิทยาลัยด้านบริหารธุรกิจ และได้มาช่วยงานลุงตี๋ในเวลาต่อมา ส่งเงินให้พ่อแม่ด้วย เป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่มากๆ

                   แม่ณวัฒน์เพิ่งกลับจากธนาคารมาบอกสามีว่า"ลูกโอนเงินมาให้ด้วยนะ แม่เพิ่งไปปรับสมุดบัญชีมาเมื่อครู่นี้ ลูกโอนมา 5,000 บาท"

                   พ่อณวัฒน์ว่า "จริงหรือนี่ โอ้ลูกพ่อคนนี้ เลี้ยงดูพ่อแม่ได้จริงๆอย่างที่พี่ตี๋ว่าไว้เลย สามารถเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ได้แบบนี้ต้องขอบคุณพี่ตี๋มากๆเลยนะเนี่ย"

 

(ติดตามตอนต่อไป)

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา