MAYA มายา

7.3

เขียนโดย โชฒิกากราณ์

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เวลา 16.50 น.

  23 chapter
  0 วิจารณ์
  6,343 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 18.02 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

13) การไถ่บาป

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

 

 

               “คุณต้องไม่กลับไปที่นั่นอีกนะรัน ถ้าเธอเจอคุณ เธอจะฆ่าคุณ” น้ำเสียงที่จริงจังของคนตรงข้ามเป็นผลให้รันลณีตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนราวกับกำลังถูกความกลัวกลืนกิน ใช่ว่าเธอจะไม่เคยรู้สึกถึงความตายเมื่อทุกครั้งที่เธอเข้าไปที่นั่น แต่มันมีบางอย่างที่ต่อต้านเธอ และทำให้เธอกลับมาอย่างเป็นปริศนา ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ และยังคงหาคำตอบไม่ได้เช่นกัน

              “รันไม่รู้ว่ารันจะกลับไปที่นั่นอีกเมื่อไหร่ แต่ถ้าต้องกลับไปรันอาจจะไม่ได้กลับมาอีก”

              “คนที่เกี่ยวข้องกับพันธะสัญญาเท่านั้นที่สามารถบังคับการเข้าออกได้”

              “ใช่ค่ะ เพราะงั้นโฉมจะพยายามรั้งเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างนี้ถ้าคุณสองคนต้องรีบหาทางออกเร็วที่สุด ก่อนที่เธอจะรู้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” รันลณีใจกระตุกวูบและคิดว่าชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามก็เช่นเดียวกัน

              “โฉม” แทนคุณเอ่ยปากพูดขึ้น แต่ก็ยังไม่ทันไดพูดอะไรมาก คนตัวบางก็คลี่ยิ้มออกมา

              “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ โฉมเข้าใจ ถ้าโฉมเป็นพวกคุณโฉมก็คงไม่ไว้ใจคนที่มีสายเลือดเดียวกับผู้หญิงที่สร้างปัญหาที่น่ากลัวแบบนี้เหมือนกัน เธอตายไปแล้วสำหรับโฉม แต่ถ้ายังเห็นเธอทุกทรมานและทำร้ายคนอื่นแบบนี้อยู่ โฉมก็อยากจะหยุดเธออย่างที่บอกไป” รันลณีเอื้อมมือไปจับมือบางนั้นเป็นการปลอบปะโลมและขอโทษ ถ้าหากในตอนจบ ผู้หญิงคนตรงหน้าจะเป็นอย่างที่เธอคิดหรือไม่ก็ตาม แต่เธอสมควรได้รับความรักและความไว้ใจบ้าง เพราะอย่างน้อยคนตรงหน้าก็ช่วยต่อรองเวลาและยึดชีวิตให้กับเธอโดยไม่ได้สนใจตัวเองแม้แต่น้อย

              “รันขอโทษนะคะ และรันต้องขอบคุณคุณในทุกเรื่อง” มืออีกข้างถูกวางไว้บนมือของรันลณีด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน

              “แทนบอกว่าไม่ควรบอกเรื่องนี้กับคุณ แต่โฉมคิดว่าคุณควรทราบและระวังตัวไว้” รันลณีพยักหน้ารับโดยไม่มองคนตัวใหญ่ที่นั่งนิ่ง

              “โฉมเคยบอกคุณว่าโฉมรักคุณเหมือนน้องสาวของโฉม โฉมพูดแบบนั้นจริงๆ นะคะ ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน เพราะคุณให้ความรูสึกเหมือนกับยัยฝัน คุณคล้ายเธอจริงๆ”

              “โฉมขอโทษนะคะ โฉมไม่ได้เทียบคุณกับเธอในปัจจุบัน โฉมหมายถึงในอดีต ในความทรงจำของโฉมเธอเป็นคนดี เป็นน้องที่น่ารักของโฉม”

              “ไม่หรอกค่ะ รันเข้าใจ” รันลณียิ้มให้กับคนตรงหน้าเป็นผลให้โฉมฉายยิ้มตอบรับ

              “เรื่องนี้จะต้องจบ และเราจะเป็นคนจบมันเอง” แทนคุณเอ่ยขึ้นในน้ำเสียงที่นิ่งขณะที่ใช้มือใหญ่ปาดน้ำตาให้กับโฉมฉายอย่างปลอบปะโลม มันคงเป็นวิธีขอโทษในแบบของเขา

              “ขอบคุณค่ะแทน” เสียงใสสั่นเครือ เมื่อมองใบหน้าที่กำลังยิ้มให้กับเธอนั้น

ทุกอย่างลงตัวเหมือนตัวละครในฉากที่ปรับความเข้าใจกับและจบอย่างบริบูรณ์ แต่คุณไม่รู้หรอกว่า หลังฉากแต่ละคนซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง

 

              การวางแผนเริ่มขึ้นและได้บทสรุปออกมาภายในเกือบหนึ่งชั่วโมงว่า ต้องหากุญแจในการเข้าออกของรันลณีที่ยังคงเป็นปริศนา โดยที่ทั้งสองยังคงต้องทำตัวเป็นปรกติและยื้อเวลา มันอาจจะไม่ใช่ส่วนที่ซับซ้อนที่สุด แต่มันเป็นส่วนที่ยากและสำคัญที่สุดก่อนที่จะเริ่ม เพราะคุณไม่สามารถเล่นกับสิ่งที่คุณควบคุมมันไม่ได้ และเราเป็นรองในทุกด้านของเกม

              “รันมีบางเรื่องที่ยังไม่ได้ถามคุณ” รันลณีวางลาเต้เย็นแก้วที่สองลงก่อนจะเอ่ยปากถามในสิ่งที่นึกขึ้นได้ โฉมฉายพยักหน้าตอบรับมองคนตรงหน้าอย่างสงสัย

              “ถ้าคำสัญญาของคุณแทนคือการปกป้องคุณอัปสร แล้วคุณแลกมันกับอะไรคะ” เธอถามออกมาอย่างครุ่นคิด ครู่ใหญ่ที่การจิบน้ำชาในถ้วยของคนตรงหน้าจะหมดลง คำตอบนั้นก็มาพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ เช่นเคย

              “แลกกับความตาย…ของใครก็ได้ ที่ไม่ใช่โฉม”

              “โฉมเห็นการทรมานและความตายของเพื่อนตัวเองในครั้งแรก ทำให้โฉมผูกสัญญาไปอย่างหวาดกลัวและแทบไม่มีสติ เธอจึงฆ่าโฉมไม่ได้ และโฉมเห็นความตายมาแล้วมากกว่าทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้” โฉมฉายพูดออกมาอย่างเหม่อลอย แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา

              “แล้วคุณแลกชีวิตของตัวเอง กับใคร” เมื่อได้ยินคำถาม คนตรงหน้าก็ยกยิ้มก่อนจะก้มหน้าจิบชาของตัวเองต่อไป เพียงชั่วครู่ที่เธอรู้สึก แทนคุณพยักหน้าน้อยๆ เชิงตอบรับเมื่อรันลณีสบตากับเขา

              “คุณทำได้ยังไง” รันลณีพูดออกมาอย่างเหลืออด สีหน้าผิดหวังฉายออกมาอย่างเห็นได้ชัด

              “เธอช่วยอัปสรรัน โฉมเป็นคนช่วยเธอ” รันลณีทิ้งตัวลงเก้าอี้อย่างหมดคำพูด พร้อมฟังคำอธิบายจากใครก็ตามที่พร้อมจะบอกกับเธอ

              “หลังจากที่อัปสรเปลี่ยนไป เธอเอาแต่พูดถึงเรื่องแหวน พูดถึงแต่คำว่า ‘ไม่ให้’ เหมือนกับคนที่ไร้สติ วันต่อมาอัปสรก็หายไปไม่มีใครเห็นเธอ และโฉมเป็นคนบอกผมเรื่องบ้านี่ บอกว่าสรกำลังจะตาย ถ้าไม่ผูกสัญญา โฉมขอแลกชีวิตตัวเองกับอัปสรก่อน และผมผูกสัญญากับปีศาจเพื่อปกป้อง เพราะงั้นอัปสรถึงตายไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถกลับมาได้อีก”            

              “โฉมแลกชีวิตตัวเองกับใครก็ได้ แต่แค่คนเดียว ฝันถามโฉมก่อนเสมอในเวลาที่จะลงมือว่าจะแลกกับคนนี้ไหม ถ้าโฉมปฏิเสธไปจนถึงคนที่สิบ คนสุดท้ายก็จะเป็นโฉมเองอย่างไม่มีข้อแม้ แต่หลังจากที่รู้ว่าคนที่ห้าคืออัปสร โฉมก็ขอแลกชีวิตเพราะโฉมรู้จักอัปสร โฉมรู้จักแทน โฉมให้อัปสรตายไม่ได้” เสียงใสพูดขึ้นอย่างไม่สามารถมองหน้าตนตรงหน้าได้ ดวงตาที่เศร้าสร้อยของเธอไม่มีสามารถปิดมิดด้วยรอยยิ้มนั้น ทำไมกัน ทำไมต้องคอยแสดงออกว่าไม่เป็นอะไร ทั้งๆ ที่เธอคือผู้ที่บาดเจ็บที่สุดในสนามรบ ความกลัวบังคับเธอให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ความอ่อนโยนทำให้คนๆ หนึ่งมีชีวิต แต่ก็เหมือนตายทั้งเป็น และความอ่อนแอที่มากขึ้นเมื่อเห็นบุคคลอันเป็นที่รักกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์อย่างไม่สามารถทำอะไรได้

              แต่ถ้าเป็นเธอล่ะ เธอจะทำอย่างไร

              เธอจะยอมตาย หรือรักษาชีวิตตัวเองไว้ อย่างที่เธอคนนั้นทำ

 

 

 

              วันแห่งการสรภาพบาปผ่านพ้นไป เล่นเอาพยาบาลสาวนอนไม่หลับ จนต้องลากตัวเองไปเบียดบนเตียงของผู้เป็นแม่ ความอบอุ่นและความรู้สึกปลอดภัยโอบล้อมเธอเสมอเมื่ออยู่ใกล้มารดาผู้เป็นที่รัก

แต่เหมือนกับว่าวันแห่งการไถ่บาปของเธอยังคงไม่จบสิ้น เมื่อเสียงแซ่ซ้องของกลุ่มคนที่จ้องมองโทรศัพท์มือถือของตนและจอทีวีใหญ่ที่ติดไว้บริเวณโรงอาหารหรูของชั้นพิเศษแห่งนี้

              รันลณีแยกตัวเองจากเจ้านายทั้งสองในเวลาพักเที่ยง ก่อนจะกดลิฟต์ลงไปยังชั้นที่ต้องการ เมื่อลิฟต์เปิดออกหญิงสาวก็ออกมาปะทะกับร่างที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทีวีในตอนนี้ เธอสะดุ้งตัวก่อนจะก้มหน้างุดเดินกดลิฟต์เพื่อลงไปชั้นใต้ดิน

              “สวัสดีคะ พี่ยุ” คนโดนทักจิ๊ปากเมื่อเห็นว่าคนเอ่ยปากกำลังบังแป้นกดลิฟต์ของเธออยู่

              “ถอยไปนะ”

              “จะรีบไปไหนล่ะคะ” เสียงใสเอ่ยเรียบใบหน้าเต็มไปด้วยคำถามอย่างกวนประสาทของคนตรงหน้า ยุภาพลักคนตัวบางให้หลบไปแต่ในทันทีเสียงที่คุ้นหูก็ดังขึ้น

              “ภา” เสียงใหญ่พูดขึ้นในทันที่เปิดประตูหนีไฟออกมาพบเจอหญิงสาวที่คุ้นตา เขาสะดุ้งเมื่อเจอคนตัวบางที่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย

              “เทพ เอาไงดี คนเกือบเห็นยุแล้ว ยุกลัว” ยุภาประชิดตัวกระซิบกับคนตัวโตที่ตอนนี้มีสีหน้ากระอักกระอ่วน

              “มีไรกันหรอคะ แหม่นี่ หลายเดือนก่อนที่เราเจอกัน เรายังไม่ได้พูดคุยกันแบบดีๆ เลยนะคะ เนี่ยรันก็เพิ่งย้ายไปโซนเอได้สองสามเดือนแล้ว พี่ยุว่ารันดวงดีไหมคะ”

              “นี่แกจะเอายังไง ฉันไม่มีเวลาจะมาเถียงกับแกนะ”

              “ทำไมหรอคะ กำลังหนีหรอคะ กลัวคนจับได้เรื่องขโมยเงิน แต่ว่านะ ตอนนี้ยังหนีได้อีกหรอคะ” รันลณีเอ่ยเสียงเรียบใบหน้าที่เฉยส่งผลให้คนตรงหน้าง้างมือใส่แต่กลับถูกคนตัวใหญ่ชะงักมือไว้

              “หยุดเลยนะ” เสียงใหญ่ตะโกนห้ามดังขึ้น ยุภาเลิ่กลั่ก สะบัดแขนทิ้ง

              “หยุดทำไม ห๊ะ! ทำไม! ไปรู้จักกับมันตอนไหน” ท่ามกลางแรงหึงหวงที่กำลังลุกโซนขอยุภา เสียงของคนกลุ่มหนึ่งก็เข้ามาทันที

              “นี่ จับมันไปเลย” ปรานเทพชี้หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า ให้ยามเข้ามาล็อคตัวเธอไว้ เสียงก่นด่าบวกกับเสียงกรี๊ดลั่นทำให้มีคนมามุงดูเหตุการณ์มากขึ้น

              “อะไร แกอย่ามาโทษฉันคนเดียวสิโว้ย! แกก็อยู่บนจอเหมือนกัน คุณตำรวจจับชั้นไปคนเดียวไม่ได้นะ ไอ้นี่ด้วย จับมัน จับมัน”

              “กูล่อให้มึงติดกับต่างหาก!!”

              “หนอย! ไอ้หน้าด้าน มึงก็เอาเงินไปเหมือนกัน อย่ามาทำเป็นพูด ถุ้ย!!”

              “กูมีพยาน! ใช่ไหมน้องรัน!!” ยุภาเงียบไปเมื่อคนตัวใหญ่พูดขึ้นก่อนจะวิ่งไปเกาะแขนรันลณีไว้

              “น้องรัน บอกเขาไปสิ บอกตำรวจไป” ปรานเทพพูดเบาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างสั่น เครื่องปรับอากาศที่เย็นไม่ทำให้ความร้อนในกายของเขาลดลงเลย เหงื่อที่ผุดออกมาแสดงให้เห็นถึงความกลัวและลนลาน

              รันลณียกโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา แสดงวีดีโอที่จับภาพของบุคคลสองคนกำลังคุยกันเรื่องการขโมยเงิน คลิปจบลงที่ปรานเทพยื่นซองเล็กๆ ให้กับยุภา ก่อนจะเล่นวนไปซ้ำๆ รันลณีกดหยุดคลิป วีดีโอบนจอใหญ่ก็หยุดลง คลิปวีดีโออีกคลิปถูกเปิดขึ้นและมันฉายเชื่อมกับทีวีจอใหญ่ทุกตัวของโรงพยาบาลอีกครั้ง คลิปวีดีโอแสดงภาพของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ใส่ชุดนักคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลกำลังเปลี่ยนชาร์ตข้อมูลในแฟ้มบันทึกผลที่นำมาด้วย และทำการเปลี่ยนชาร์ตในคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะยัดข้อมูลจริงลงในกระเป๋าเป้ของตัวเอง

              “คุณถูกข้อหาปลอมแปลงเอกสารทำให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหาย ยังไงคุณก็ต้องไปกับผมอยู่ดี” ตำรวจนายหนึ่งพูดขึ้น ปราบเทพส่ายหน้ารัว

              “น้องรัน บอกไปสิ ไหนบอกว่าจะช่วยไงวะ! บอกสิ!”

              “รันไม่ได้พูด รันไม่รู้จักคุณ” รันลณีกล่าวเสียงเรียบ ใบหน้าที่นิ่งเฉยเล่นเอาฝ่ายชายแทบจะเป็นบ้า เหงื่อไหลราวกับเม็ดฝน

              “ฮ่าๆ ๆ ๆ สมน้ำหน้า” ยุภาหัวเราะออกมาเสียงดัง ปรานเทพที่กำลังเสียสติพุงตัวใส่ยุภาหมายจะทำร้าย ก่อนจะถูกยามรักษาการล็อกตัวไว้ทัน

              “มีคนรายงานมาให้เราทราบเมื่อสามอาทิตย์ก่อนหน้านี้แล้ว เราจึงติดตามอย่างเงียบๆ แล้วเรามีหลักฐานลายนิ้วมือของคุณที่ซองยานอนหลับที่มอบให้กับคุณยุภาอีกด้วย รวมถึงเงินที่คุณสองคนยัดยอกกับทางโรงพยาบาล หรือเงินที่คุณขโมยมาก่อนหน้านี้อีกหลายครั้ง เอาเป็นว่าพวกคุณสองคนไปกับผมที่โรงพักดีกว่านะครับ”

              “กูไม่ไป อะไรวะ มีแค่วีดีโอก็หาว่ากูทำ ลายนิ้วมือ มีจริงรึเปล่าก็ไม่รู้ ไม่ไปโว้ย!!! ปล่อยกู!!” ปรานเทพดิ้นอย่างแรงทั้งตะโกนเสียงดังอย่างเดือดดาล

              “ขอบคุณนะครับคุณรันที่ความร่วมมือกับพวกเราเป็นอย่างดี” นายตำรวจเดินเข้ามากล่าวขอบคุณ หญิงสาวพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ตำรวจจะเดินออกไปพร้อมกับชายหนุ่มที่ก่นด่าเธออยู่ โดยฝ่ายหญิงได้แต่มองเธออย่างคับแค้น

              “ว้า คงไม่พบกันแล้ว ลาก่อนนะคะ” รันลณีเอ่ยขึ้นเมื่อเดินผ่านยุภา เสียงแผดแสบหูดังขึ้นเมื่อจบประโยคนั้น สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย คนเริ่มบางตาลง รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าสวย รันลณีกดลบวีดีโอทิ้งไปบนจอใหญ่ฉายภาพปรกติ เมื่อเงยหน้าขึ้น สายตาก็ปะทะกับบุคคลที่คุ้ยเคย รอยยิ้มหายไปเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เรียบเฉยก่อนจะหมุนตัวกดลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังที่ที่เธออยู่

 

              “ชั้นไหนคะ”

            “อ๊ะ VIPC ครับ ขอบคุณครับ” รันลณีคลี่ยิ้มรับผู้มาใหม่ก่อนจะกดลิฟต์ขึ้นไปในที่ที่ตัวเองเพิ่งลงมา

            “มา เช็กคอมพิวเตอร์หรอคะ”

            “เอ่อ ใช่ครับ” ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดนักคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลตอบครับ ไม่ลืมที่จะส่งยิ้มหวานให้กับหญิงสาวที่อยู่ด้วย ภายในใจสบถกับตัวเองเป็นร้อยๆ ครั้งกับนางฟ้าที่เพิ่งเคยเจอ

            “ไม่หรอกมั้ง” เสียงใสดังขึ้น เป็นผลให้ความคิดของชายหนึ่งปลิวไป

            “ถ้าขึ้นไปถึง คุณก็จะเจอกับพวกยามและตำรวจในทันที่ที่คุณนั่งลง” ปรานเทพยังคงงุนงง เขาสดับฟังอย่างหวาดๆ

            “เขารู้แล้วว่าคุณเป็นคนเปลี่ยนข้อมูลในคอมพิวเตอร์”

            ติ้ง!!

            เสียงลิฟต์ดังออก ตัวเลข VIPC ปรากฏขึ้นบอกว่าถึงชั้นที่คุณต้องออกแล้ว ปรานเทพสบถคำหยาบออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจก่อนจะกดปิดลิฟต์ในทันทีที่ประตูยังไม่เปิดออก ลิฟต์ถูกกดไปยังชั้นบนสุดของตึกสูง

            “ให้ช่วยไหม” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเขากำลังเครียด ปรานเทพมองเธอสักพักก่อนจะเห็นแฟ้มข้อมูลที่คุ้นเคย

            “เอามันมาได้ไง” ปรานเทพดึงเอกสารที่อยู่ในมือบางไปในทันที ลิฟต์เปิดที่ดาดฟ้าสวนสาธารณะ เขาจับข้อมือบางให้ออกมาด้านนอก ลมพัดเย็นในเวลาตีห้าทะปะร่างของทั้งสอง

            “เอามาให้คุณไง นี่อุตส่าห์แบกมาให้นะ รันเห็นคุณทำแบบนี้มาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้คุณทำเองไม่ได้นะ หรือไม่อยากทำเพราะกลัวก็ ไม่ทำก็ได้” รันลณีพูดแข่งกับสายลมที่พัดเข้ามา ก่อนจะดึงแฟ้มกลับแต่ก็ถูกคนตัวใหญ่กว่าดึงแขนเล็กนั้นไว้แทน

            “เธอเป็นใครวะ ช่วยฉันทำไม”

            “รันอยากขึ้นมาอยู่โซนซี เหมือนที่คุณช่วยพี่ยุภาไง”

            “เธอรู้จักยุภา?”

            “ใช่ แต่รันอยากขึ้นไปสูงกว่านี้ สูงกว่าเธอ” รันลณีกล่าวเสียงใส พลางลอบยิ้มเล่นเอาคนตัวใหญ่ถึงกับยกยิ้มขึ้น เมื่อมองป้ายชื่อที่มีตัวเออยู่นำหน้าชื่อนั้น

            “ได้ เธอจะช่วยฉันยังไง คนสวย” เสียงและท่าทางที่เป็นตัวเองทำให้รันลณีลอบยิ้มในหัวนึกสมเพชเมื่อถึงเวลาเลิกเวรเธอก็เปลี่ยนเสื้อที่เธอเคยใส่เมื่อครั้งหนึ่งเพื่อเริ่มแผนล่อหนู

            “ตอนนี้หกโมงเกือบจะครึ่งแล้วพวกข้างล่างไม่เห็นว่าคุณไปก็คงหายไปหมดแล้วมั้ง คนอื่นๆ ก็คงอยู่ประจำหน้าที่แล้ว พวกพยาบาลก็คงกำลังจัดการกับพวกบ้าๆ อยู่ เหลือแค่ยามกับพวกแม่บ้าน เดี๋ยวเคลียร์ให้” ปรานเทพยกยิ้มเมื่อได้ฟัง

            “ว่าแต่ ทำไมต้องเปลี่ยนข้อมูลด้วยแล้วทำยังไงอ่ะ” รันลณีเอ่ยถามออกมาด้วยใบหน้าที่อยากรู้

            “ก็ทำเป็นตรวจสอบคอมพิวเตอร์เหมือนกับทุกวัน เอาข้อมูลปลอมเปลี่ยนกับข้อมูลจริง แล้วก็เปลี่ยนในคอม พอผลประชุมรายปีออกมาพวกโซนซีก็จะถูกตรวจสอบเหมือนที่โซนบีเคยโดนตรวจสอบ แล้วพวกพนักงานก็จะถูกสอบใหม่และเปลี่ยนบุคคลกรไง ยุภาได้เลื่อนก็เพราะผมช่วยเปลี่ยนคะแนนข้อสอบ เพราะนักคอมพิวเตอร์ เข้าออกได้ทุกที่อยู่แล้ว” ปรานเทพพูดโอ้ มองสาวสวยที่อยู่ตรงหน้าอย่างอวดๆ รันลณีไม่พูดอะไรเธอยิ้มก่อนจะยกนิ้วให้เขา ทำเอาปรานเทพหัวร่ออย่างอารมณ์ดี หญิงสาวหัวเราะตาม มือน้อยกดปุ่มบันทึกเสียงในกระเป๋าเสื้ออย่างไม่มีใครสังเกต

             

              หลังจากวันที่รันลณีได้ยินทั้งสองคนคุยกัน เธอก็มอบคลิปวีดีโอให้กับทางตำรวจของโรงพยาบาลในวันถัดไปในทันที ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่ร่วมมือกับตำรวจ ปรานเทพติดต่อกับเธอตั้งแต่ได้รู้จักกัน และเพียงไม่ถึงสัปดาห์เขาก็หลงกลเธอ ปรานเทพบอกทุกเรื่องที่เขากระทำลงกับยุภา และทุกอย่างกลายเป็นหลักฐานในการมัดตัวเขาเอง      

              รันลณีไม่ใช่คนดีมากที่จะยอมทำอะไรแบบนี้ ถ้าหากนั่นเป็นคนอื่นเธอคงปล่อยผ่านไปเพราะมันไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลยสักนิด แต่เพราะยุภา บุคคลที่เธออยากจะเอาชนะถึงแม้จะเจอกันเพียงครั้งเดียวก็ตาม มันไม่ใช่เพราะความริษยาแต่เป็นความเกลียดชัง เพียงเพราะคำพูดที่แสดงออกมาในวันนั้น สมควรแล้วที่จะได้รับมัน รอยยิ้มเหยียดผุดขึ้นบนใบหน้าอีกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น มือถืออีกเครื่องถูกเปิดขึ้น ข้อความที่ไม่ได้อ่านหลายร้อยข้อความปรากฏแก่สายตา ข้อความที่มีแต่คำหยาบผสมกับอารมณ์โกรธเหล่านั้นทำเอารันลณีนึกสมเพช ต้นเรื่องของข้อความเหล่านั้นคือภาพข้อความที่ปรานเทพคุยกับเธอเองและรูปภาพของปรานเทพที่อยู่บนเตียงนอนด้วยสภาพที่อีกฝ่ายเห็นคงแทบเสียสติ แน่นอนทุกเรื่องเป็นการจัดฉาก เธอไม่มีวันเอาตัวเองไปเสียหายกับคนประเภทนี้เด็ดขาด ประโยคสุดท้ายถูกพิมพ์ลงไป ไลน์ที่สร้างขึ้นเพื่อปั่นให้พวกเขาหมางใจกันถูกลบทิ้ง ก่อนที่ซิมการ์ดจะถูกหักและทิ้งลงในถังขยะอย่างไม่ใยดี

 

 

              นี่ไม่ใช่การทำดีเพื่อช่วยให้สังคมน่าอยู่ขึ้นเมื่อปราศจากหัวขโมย หากแต่เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อความสนุกของตัวตนในอีกด้านหนึ่ง…

              13.48 น.

              XX: สรภาพบาปของตัวเองซะ

              XX: ไถ่บาปแล้ว อธิษฐานสิ

 

 

 

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
8 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
7 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
7 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา