โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  79 บท
  14 วิจารณ์
  5,335 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

29) เรื่องเล่าของนายโอม

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 29 เรื่องเล่าของนายโอม

 

...........................
 
 
        ณ.ร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุง ภายในร้านขนาดสองคูหาส่องแสงด้วยไฟนีออนจำนวนห้าดวงจนทำให้ภายในร้านดูมองดูสว่างไสวดุจตอนกลางวันทั้งที่ยามนั้นได้ล่วงเข้าสู่ช่วงเวลาสี่ทุ่มไปแล้วก็ตาม โต๊ะนับสิบภายในร้านมีผู้คนใช้บริการอยู่เกือบครึ่งอันบ่งบอกได้ถึงความคึกคักของชาวเมืองกรุงที่หาได้ยอมหลับยอมนอนกันได้ง่ายๆ
 
 
 
       แม้ว่าบรรยากาศจะคึกครื้นแค่ไหน แต่โต๊ะที่อยู่ตรงบริเวณด้านในสุดของร้านแห่งนี้กลับดูอึมครึมและเงียบขรึมจนผิดปกติ บนโต๊ะตัวนี้มีเด็กวัยรุ่นนายหนึ่งนั่งประจำอยู่เพียงผู้เดียว เด็กหนุ่มนายนี้เป็นคนรูปร่างสันทัด ผิวคล้ำกระเดียดไปทางดำแดง ดวงตากลมโตที่สดใสภายใต้แว่นสายตาทรงกลมจับจ้องไปที่แท็บเล็ตขนาด 10 นิ้วที่กำลังถืออยู่ในมือ ท่าทางของเขาดูสุขุมเยือกเย็นผิดกับลักษณะท่าทางของเด็กหนุ่มทั่วไปเป็นอันมาก
 
 
 
        ในขณะที่เด็กหนุ่มผู้นี้กำลังอ่านบางสิ่งบางอย่างในแท็บเล็ตอยู่อย่างขะมักเขม้นนั้นเอง หน้าประตูทางเข้าของร้านก็เปิดกว้างจนเผยให้เห็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์คนหนึ่งที่ยืนจังก้าอยู่หน้าประตูทางเข้า ชายผู้นี้มีใบหน้าคมเข้ม รูปร่างสูงได้สัดส่วน ท่าทางดูทะมัดทะแมงและน่าเกรงขามอยู่ในตัวเอง สายตาคมวาวของเขาปราดไปรอบๆร้านอย่างรวดเร็วประดุจเหยี่ยว ในที่สุดสายตาคู่นั้นก็ไปสะดุดหยุดอยู่ลงที่โต๊ะตัวในสุดที่เด็กหนุ่มประหลาดถือครองอยู่
 
“ อืม..... อยู่นั่นเอง ” ชายหน้าเข้มยิ้มเล็กน้อยก่อนก้าวเดินตรงเข้าไปหาเด็กหนุ่มประหลาดอย่างช้าๆด้วยท่วงท่าที่ดูองอาจผิดธรรมดา เล่นเอาสายตาของคนทั้งร้านพากันจับจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว
 
 
 
       ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ก้าวเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าของเด็กหนุ่ม ก่อให้เกิดเงาทาบทับกายของเด็กหนุ่ม ดังนี้แล้วจึงทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง และเมื่อเด็กหนุ่มผู้นี้เงยหน้าขึ้นมา เขาก็ชะงักงันไปครู่หนึ่งคล้ายจะสตั้น จากนั้นเด็กหนุ่มก็เปิดยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวทุกซี่พร้อมเอ่ยปากทักอาคันตุกะหนุ่มผู้มาเยือนด้วยเสียงนุ่มทุ้มลึก
 
“ อ้าว พี่สิงห์ มาเมื่อไหร่ครับ ไม่ให้สุ้มให้เสียงกันบ้างเลย ”
 
“ ก็เมื่อครู่นี้แหละ ว่าแต่นายมารอชั้นนานหรือยังวะ โอม ” ชายหนุ่มนามว่า สิงห์ หรือสารวัตรสิงห์ไถ่ถามกลับด้วยท่าทีสนิทสนม
 
“ ซักยี่สิบนาทีได้ครับ กินอะไรมารึยังล่ะพี่ จะเอาอะไรก่อนมั้ย ” เด็กหนุ่มลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้สารวัตรหนุ่มนั่งด้วยอาการเชื้อเชิญ
 
“ อ้อๆ ไม่ล่ะ พี่ไม่กินของฟาสต์ฟู้ดยามค่ำ มันเสียสุขภาพ ” สารวัตรหนุ่มนั่งลงพร้อมตอบนิ่มๆด้วยอาการแย้มยิ้ม
 
“ โหๆ..... ยังรักสุขภาพเหมือนเดิมนะพี่ นี่กะอยู่ให้ถึง 100 ปีเลยรึไง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” เด็กหนุ่มแกล้งทำตาโตพร้อมกล่าวสัพยอกหนุ่มวัยรุ่นพี่
 
“ ก็เกินไป แค่หัดดูแลตัวเองไว้ก่อนน่ะ พี่แก่แล้ว ไม่ได้หนุ่มเหมือนนายนี่หว่า ” สารวัตรหนุ่มตอบยิ้มๆ
 
“ ก็ถ้ารู้ตัวว่าแก่แล้วก็รีบหาเจ้าสาวได้แล้วพี่ จะอยู่โสดไปทำไม นี่ก็สามสิบกว่าแล้วนะ ” หนุ่มโอมไม่วายกระเซ้าต่อ และทันทีที่หนุ่มโอมเล่นมุกนี้เข้าไป สารวัตรหนุ่มหน้าเข้มก็ถึงกลับออกอาการเขินอายเล็กน้อยคล้ายหนุ่มแรกรุ่นผู้ริลองรัก ใบหน้าคมเข้มแดงก่ำคล้ายคนเมาที่มีเลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกาย
 
“ อั่นแน่ พอผมแซวเรื่องนี้ทีไร พี่ก็เริ่มออกอาการเลย อย่างนี้แปลว่า…..กำลังมีสาวคนใหม่ใช่มั้ย ” หนุ่มโอมเลิกคิ้วขึ้นสูงพร้อมร้องทักอย่างคนรู้ทัน
 
“ ฮะ แฮ่ม ก็น่าจะใช่อ่ะนะ เราเพิ่งจะรู้จักกันได้ซักสองอาทิตย์น่ะ ” สารวัตรสิงห์กระแอมเบาๆก่อนตอบกลับแบบติดๆขัดๆ
 
“ ฮะๆ คราวนี้ก็หวังว่าพี่จะโชคดี เป็นฝั่งเป็นฝาซะทีนะ ” เด็กหนุ่มกระเซ้าต่อไปอีกด้วยรอยยิ้ม
 
“ อืม.....ก็หวังว่างั้น ” สารวัตรหนุ่มตอบแบบสงวนท่าที ใบหน้าหลบต่ำ ไม่กล้าสบตากับเด็กหนุ่มโดยตรง
 
 
 
       บรรยากาศบนโต๊ะดูจะกระดากกระเดื่องอยู่บ้างเล็กน้อย เพราะหนุ่มโอมเล่นแทงจุดอ่อนของสารวัตรหนุ่มโดยตรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งบรรยากาศบนโต๊ะก็กลับกลายมาเป็นเคร่งขรึมเป็นงานเป็นการอีกครั้งเมื่อสารวัตรหนุ่มเอ่ยปากถามขึ้นมาช้าๆด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูจริงจัง
 
“ ว่าแต่เรื่องที่นายกำลังทำอยู่ในตอนนี้นี้น่าจะเป็นเรื่องใหญ่มากสินะ ถึงขนาดต้องมาขอความช่วยเหลือจากตำรวจอย่างชั้น ”
 
 
 
       ใบหน้ายิ้มละไมของเด็กหนุ่มเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมผสมเคร่งเครียดอย่างรวดเร็วจนมองดูเหมือนกับว่าจะเป็นคนละคนกับเด็กหนุ่มที่สดใสร่าเริงเมื่อกี้โดยสิ้นเชิงเช่นกัน เด็กหนุ่มมาดเซอร์นั่งนิ่งทิ้งระยะห่างอยู่สามอึดใจ เขาก็ตอบกลับด้วยเสียงนุ่มทุ้มลึกดุจเดิม
 
“ ใช่ครับ คดีนี้นับเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายของคนอีกหลายคน ”
 
 
 
        สารวัตรหนุ่มนั่งนิ่งพร้อมสบตากับเด็กหนุ่มมาดเซอร์ สิ่งที่สารวัตรหนุ่มเห็นก็คือประกายตาที่สุกสดใสคล้ายดวงตาของเด็กน้อยที่ฉายออกมาจากนัยน์ตาของเด็กหนุ่ม แต่ในบางช่วงบางขณะประกายตานั้นก็ฉายความคมเฉียบที่รุนแรงประดุจสายฟ้าฟาดออกมาให้เห็นแวบๆ จนสารวัตรหนุ่มอดไม่ได้ที่จะทึ่งปนนึกหวาดผวาในประกายที่ออกมาจากดวงตาคู่นั้น เขาสาบานกับตัวเองเลยว่าตั้งแต่เขาเกิดมาจนล่วงมาถึงวัยสามสิบขวบปี เขาไม่เคยเจอประกายตาของใครเป็นเช่นเด็กหนุ่มผู้นี้เลยแม้แต่คนเดียว แต่แล้วสารวัตรหนุ่มก็ต้องตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงทุ้มๆออกจากปากของเด็กหนุ่มมาดเซอร์ที่อยู่ตรงหน้า
 
“ ผมจะเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พี่ฟัง ขอให้พี่ตั้งใจฟังให้ดีนะครับ ”
 
“ อะๆ อืม.....นายว่ามาได้เลย ” สารวัตรสิงห์สะดุ้งน้อยๆพร้อมเริ่มตั้งสติใหม่เพื่อเตรียมรับฟังเรื่องราวพิสดารที่กำลังออกมาจากปากของหนุ่มโอม
 
 
 
       หนุ่มโอมเว้นช่วงไปหลายวินาทีก่อนที่จะเริ่มเอ่ยปากเล่าเรื่องราวด้วยการถามสารวัตรสิงห์หนึ่งคำถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
 
“ พี่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติมั้ย ”
 
“ อืม......ก็พิสูจน์ได้ยากนะ แต่จากสิ่งที่นายทำให้ชั้นในหลายคดีที่ผ่านมา ชั้นเห็นทีก็คงจะต้องเชื่อเรื่องพรรค์นี้บ้างแล้วล่ะ ” สารวัตรหนุ่มพยักหน้าน้อยๆพร้อมตอบกลับแบบไว้เชิง
 
“ ถ้าพี่เชื่อเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง ผมก็จะขอบอกพี่แบบตรงๆเลยว่า…….สาวออฟฟิศวัยรุ่นที่ฆ่าตัวตายไปเมื่อหลายวันก่อนตามข่าวที่เราคุยกันในโทรศัพท์เมื่อครู่ ตอนนี้เธอได้กลายเป็นวิญญาณร้ายที่ตามล่าผลาญชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่มาขอความช่วยเหลือจากผม ”
 
 
 
        สิ้นคำกล่าวของเด็กหนุ่มมาดเซอร์ สารวัตรหนุ่มก็ถึงกลับนิ่งอึ้งอย่างฉับพลัน กระแสความเย็นเยียบไหลผ่านไขสันหลังของสารวัตรหนุ่มจนแทบจะทำให้เขาชาไปทั้งตัว อากาศรอบข้างของทั้งคู่สงบเงียบและเยือกเย็นลงอย่างประหลาดราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวกำลังโอบล้อมรอบตัวของคนทั้งสองเนื่องด้วยหนุ่มโอมได้แตะต้องบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรแตะต้องเป็นอย่างยิ่ง
 
“ อะๆ เอ่อ.... นายแน่ใจนะว่า นะ.....นายไม่ได้คิดไปเอง ” สารวัตรหนุ่มนิ่งไปหลายอึดใจก่อนที่จะรวบรวมความกล้าเพื่อย้อนถามเด็กหนุ่มให้เกิดความแน่ใจอีกครั้ง
 
“ แล้ว พี่ว่าตอนที่ผมช่วยพี่ในหลายคดีที่ผ่านมา ผมคิดไปเองมั้ยล่ะ ” หนุ่มโอมย้อนถามกลับ ทำเอาสารวัตรหนุ่มถึงกลับอึ้งไปถนัดถนี่เลยทีเดียว เพราะสารวัตรหนุ่มไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าในคดีก่อนหน้าที่หนุ่มโอมเคยมาช่วยเขานั้นมันล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่ตัน ไม่มีทางที่จะสาวเพื่อค้นหาความจริงต่อไปได้ แต่หนุ่มโอมกลับหาทางให้เขาไปต่อได้ราวกับว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้สามารถที่จะคุยกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นและสัมผัสได้ บางสิ่งบางอย่างที่ลึกลับและเหนือธรรมชาติ ไม่อาจหาเหตุผลพื้นฐานใดๆมาพิสูจน์ได้
 
 
 
       เมื่อเด็กหนุ่มเห็นนายตำรวจหนุ่มนิ่งเงียบไปด้วยอาการอึ้งนิดๆ เขาก็เริ่มเอ่ยปากเล่าต่อ
 
“ ผู้หญิงคนที่มาขอความช่วยเหลือจากผมนั้นเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากที่สาววัยรุ่นคนนั้นตายลง เธอก็มักจะฝันร้ายและบางครั้งก็เหมือนกับมีอะไรบางอย่างตามคุกคามเธออยู่ บางอย่างที่ว่านั้นก็คือวิญญาณของสาววัยรุ่นคนนั้น ”
 
 
 
       เด็กหนุ่มเว้นช่วงการสนทนาเล็กน้อย ก่อนที่จะเอ่ยปากเล่าเรื่องต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกและแผ่วเบาลง
 
“ วิญญาณตนนั้นตายลงด้วยความอาฆาตแค้นอย่างรุนแรง เขาถึงมีพลังงานแรงมาก ชนิดที่ผมและผู้หญิงคนนั้นสามารถมองเห็นเขาได้ด้วยตาเปล่าเลย มิหนำซ้ำในบางโอกาสเขาถึงกลับดลบันดาลให้พวกเราต้องพบกับภยันตรายที่อาจจะถึงแก่ชีวิตได้ ไม่ผิดอะไรกับนักฆ่าที่จ้องจะประหัตประหารผลาญชีวิตของผู้คน ”
 
“ เดี๋ยวๆ เดี๋ยวนะ นายบอกว่านายเห็น เอ่ย…วิญญาณของสาววัยรุ่นคนนั้นด้วยตาเปล่า นายเห็นยังไง เห็นที่ไหน ” สารวัตรหนุ่มรีบถามแทรกขึ้นมาทันทีตามวิสัยของตำรวจฝีมือดีที่มีความช่างสังเกตสังกาเหตุการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลา
 
 
 
       เด็กหนุ่มมาดเซอร์ไม่ตอบที่เดียว แต่เขาค่อยๆหยิบแก้วน้ำโค้กที่วางอยู่ข้างตัวของเขาขึ้นกระดกดื่มอย่างใจเย็นอยู่หลายอึก หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆวางแก้วน้ำนั้นแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนายตำรวจหนุ่มแบบแน่วนิ่ง อึดใจต่อมาเขาก็เอ่ยปากพูดกับนายตำรวจหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดังเดิม
 
“ ครั้งแรกที่บ้านของผมเอง เขาปรากฏตัวที่หน้าบ้านของผม ครั้งนั้นผมเห็นเพียงคนเดียวคล้ายกับว่าพลังงานของเขายังไม่รุนแรงมากนัก ในครั้งที่สองผมกับผู้หญิงคนนั้นเห็นเขาปรากฏตัวที่ดาดฟ้าบนตึกที่ทำงานของผู้หญิงคนนั้น ในครั้งนี้เขามีพลังแรงมากยิ่งขึ้นจนสามารถทำให้เสาเหล็กขนาดใหญ่ล้มลงมาได้ ส่วนครั้งที่สาม……”
 
“ ครั้งที่สาม ทำไม…..” สารวัตรหนุ่มรีบตามทวงทันทีเพราะเห็นหนุ่มโอมนิ่งเงียบไป แต่เด็กหนุ่มมาดเซอร์ก็เงียบไปไม่นาน เขาก็เริ่มเล่าต่อออกมาอีกหนึ่งประโยคอย่างช้าๆ
 
“ ครั้งที่สาม วิญญาณตนนั้นเกือบจะฆ่าผมได้ ผมเกือบจะต้องตกตึกสูงหลายสิบชั้นด้วยน้ำมือของวิญญาณร้ายตนนั้น ”
 
 
 
       หลังสิ้นคำบอกเล่าในประโยคนี้ บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองดูจะมืดครึ้มและเปล่าเปลี่ยวลงมาอีกหลายระดับ แม้ว่าทั้งคู่ยังคงแว่วเสียงครื้นเครงจากโต๊ะอื่นๆภายในร้านอยู่ก็ตาม จนดูเหมือนกับว่าทั้งคู่ได้หลุดเข้าไปสู่ดินแดนสนธยาที่ลึกลับซับซ้อนไปแล้วก็ไม่ปาน
 
 
 
       สารวัตรหนุ่มนั่งนิ่งเงียบไปนานหลายอึดใจ ภายในหัวของเขาดูสับสน งงงวยและผสมขนหัวลุกจากเหตุการณ์ที่เด็กหนุ่มเพิ่งถ่ายทอดให้เขาได้รับรู้เมื่อครู่ แต่สุดท้ายนายตำรวจหนุ่มผู้นี้ก็สามารถดึงสติกลับมาได้ เขาพยายามทำให้สีหน้าให้ราบเรียบก่อนถามกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาเล็กน้อย
 
“ พักเรื่องวิญญาณผู้หญิงนั้นไว้ก่อน แล้วหันกลับไปมองยังคดีที่สาวออฟฟิศโดดตึกตายในรายที่สอง ชั้นอยากจะถามนายตั้งแต่เมื่อตอนที่คุยกันในโทรศัพท์แล้วว่า…..เพราะอะไร นายถึงคิดว่าสองคดีนี้น่าจะมีความเกี่ยวพันกัน ”
 
 
 
        เด็กหนุ่มมาดเซอร์ไม่ได้ตอบกลับในทันที แต่เขาจ้องตากับสารวัตรหนุ่มอยู่ครู่ใหญ่ ภายในนัยน์ตากลมโตของเด็กหนุ่มมีแววลังเลสงสัยในตนเองอยู่เล็กน้อย แต่แล้วแววตานั้นก็กลับผ่อนคลายลงพร้อมกับอาการถอนหายใจเบาๆของเด็กหนุ่มมาดเซอร์
 
“ เอ๊ะ นายถอนหายใจทำไม ” สารวัตรหนุ่มถามกลับ สีหน้ามีแววสงสัยอย่างชัดเจน เด็กหนุ่มมาดเซอร์ไม่ตอบกลับในทันทีแต่เขากลับอมยิ้มน้อยพร้อมเอ่ยปากตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูขบขันนิดๆ
 
“ ตอนแรกผมลังเลสงสัยว่าผมควรจะบอกพี่ดีมั้ยในคำถามที่พี่ถาม สาเหตุเพราะแม้แต่ตัวของผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าข้อสันนิษฐานที่ตั้งไว้จะถูกต้องหรือไม่เพราะมันยังขาดพยานหลักฐานที่สำคัญหลายอย่าง แต่แล้วผมก็ตัดสินใจได้ว่าบอกพี่ไปก็อาจจะดีกว่า เผื่อว่าจะมีสิ่งใดที่ผมมองพลาดและมองข้ามไปบ้าง…”
 
“ เอ้า งั้นก็ว่ามา…เพราะอะไรนายถึงคิดว่าสองคดีนี้น่าจะเกี่ยวพันกัน ” นายตำรวจรีบท้วงติงในคำถามที่เขาติดใจสงสัย
 
 
 
        หนุ่มโอมคลายรอยยิ้มลง ดวงตากลมโตดูเคร่งขรึมและจริงจังจนมองเหมือนคนแก่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในชีวิตมามากมาย จากนั้นเด็กหนุ่มก็ค่อยๆเล่าเรื่องราวบางอย่างที่เขาค้นพบ ข้อสันนิษฐานที่เขาคิดได้ สมมุติฐานที่เขาเริ่มตั้งขึ้นมาจากข้อเท็จจริงที่เขาได้ประจักษ์ให้นายตำรวจหนุ่มได้ฟังจนหมดสิ้นโดยมีนายตำรวจหนุ่มถามแทรกเป็นระยะๆเพื่อจะได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น กว่าจะสิ้นเรื่องราวที่เขาเล่าก็กินเวลาในการพูดคุยไปเกือบชั่วโมง
 
 
 
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา