โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  78 บท
  14 วิจารณ์
  5,233 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

35) ต่างหูที่หายไป

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 35 ต่างหูที่หายไป

 

        เมื่อปลอดผู้คน สารวัตรหนุ่มและเด็กหนุ่มมาดเซอร์ก็ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องเก็บเอกสาร ภายในห้องขนาด 30 คูณ 30 เมตร ดาษดาไปด้วยชั้นวางของที่ทำด้วยเหล็กแบบยาวและสูงท่วมหัวจำนวนหลายชั้น ด้านบนของชั้นวางของล้วนแล้วแต่มีแฟ้มคดี ลังกระดาษ กล่องพลาสติกขนาดใหญ่วางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ถ้าพิจารณาเพียงผิวเผินคงยากที่จะค้นหาคดีใดคดีหนึ่งในกองเอกสารนับร้อยนับพันที่อยู่ในห้องนี้ แต่มันก็ไม่ยากอย่างที่คิดเพราะทุกกล่องเก็บแฟ้มคดีล้วนมีหมายเลขกำกับ และหมายเลขนั้นก็วางเรียงกันอย่างเป็นระบบ จนทำให้การค้นหาค่อนข้างง่ายไม่ผิดอะไรกับการจะหาหนังสือซักเล่มในห้องสมุด 

 

“ อืมๆ L 360 อยู่ไหนนะ  ” สารวัตรหนุ่มเดินหาด้วยความชำนาญโดยมีนายโอมเดินตามมาติดๆด้วยท่าทางการเดินแบบห่อไหล่ สารวัตรหนุ่มเดินหาไม่นานเขาก็พบ….. 

 

“ อ้อ เจอแล้วอยู่นี่เอง ” 

         

 

      สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของทั้งสองหนุ่มต่างวัยก็คือ……กล่องพลาสติกแบบใสขนาดใหญ่ที่สามารถเห็นแฟ้มเขียวและห่อใส่ของต่างๆนาๆอยู่ภายในแบบรำไร ด้านบนของตัวกล่องติดสติ๊กเกอร์ระบุเลขที่….L360 อันเป็นตัวเลขซึ่งตรงกับที่จ่าเย็นแจ้งไว้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน 

 

“ เอาล่ะ เดี๋ยวเรายกกล่องนี้ไปดูกัน ” สารวัตรหนุ่มพูดจบก็ก้มลงโอบอุ้มกล่องพลาสติกใบนั้นขึ้นมาแนบอก จากนั้นก็เดินนำหน้าเด็กหนุ่มมาดเซอร์ไปยังโต๊ะเพียงหนึ่งเดียวที่วางไว้ตรงด้านข้างของห้องเก็บเอกสาร 

         

 

       เมื่อทั้งคู่นั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว ก็เป็นฝ่ายโอมที่เอ่ยปากพูดออกมาก่อนด้วยน้ำเสียงยานคางดุจเดิม  

 

“ จะๆ......เจอแล้ว จะๆ....ปะ....เปิด...ดะ...ได้ยังครับ ” 

          

 

       สารวัตรหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองครู่หนึ่ง เขาก็ออกปากพูดกับเด็กหนุ่มมาดเซอร์พร้อมสีหน้าและดวงตาที่มีแววตำหนิอย่างเห็นได้ชัด 

 

“ นี่เราอยู่กันแค่สองคน เลิกเล่นละครได้แล้ว ” 

           

 

       โอมเปลี่ยนท่าทางจากคนเอ๋อรับประทานกลับมาเป็นปกติในทันที จากนั้นเขาก็หยิบแว่นตาที่ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นสวมใส่ ปากก็เอ่ยตอบกลับมาด้วยท่าทียิ้มแย้ม สนุกสนาน 

 

“ แหม มันก็ต้องแสดงละครให้แนบเนียนหน่อยสิ พี่ชาย จะว่าไปผมชักติดใจบทเอ๋อแล้วล่ะซิ หรือจะเป็นแบบถาวรเลยดีมั้ยนะ ” พูดจบประโยค โอมก็แกล้งทำเป็นเอ๋อหนักกว่าเดิม คราวนี้ถึงขั้นน้ำลายไหลยืดเลยด้วยซ้ำ 

 

“ ฮะๆ ไม่ต้องเลย ขืนเอ๋อแบบนี้ รับรองว่านายไม่รอดชีวิตจากปีศาจสาวที่ตามล่านายแน่ๆ ” สารวัตรหนุ่มยังสามารถหัวเราะน้อยๆได้แม้เขาเพิ่งกล่าวคำพูดที่ฟังดูแล้วน่าขนหัวลุกก็ตาม บ่งบอกถึงขวัญกำลังใจที่ดีเยี่ยมของสารวัตรหนุ่ม 

 

“ โอเค งั้นผมก็เลิกเอ๋อ เอ ว่าแต่…” หนุ่มโอมเลิกแกล้งเอ๋อ ก่อนที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อยเป็นเชิงสงสัย 

 

“ อะไร นายโอม ” สารวัตรหนุ่มถามกลับแบบไม่ใส่ใจนัก มือก็จับกล่องพลาสติกขยับไปมาเพื่อหาทางเปิดผนึก 

 

“ แผนใช้สาวๆมาหลอกล่อได้ผลมั้ยครับ ” 

             

 

       สิ้นคำถามของเด็กหนุ่มมาดเซอร์ สารวัตรหนุ่มก็ถึงกลับชะงักงันในทันที เขาเงยหน้ามองเด็กหนุ่มด้วยแววฉงนสงสัย ปากก็เอ่ยปากถามเด็กหนุ่มด้วยเสียงสั่นเทา 

 

“ นายรู้ได้ไง ” 

           

 

       เด็กหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยคล้ายจะระอา ก่อนที่จะเอ่ยปากบอกเรื่อยๆเหมือนไร้เรื่องราวอันใด 

 

“ ก็ตอนที่ขึ้นรถ ผมเห็นพี่เขียนอะไรบางอย่างในกระดาษเปล่าสีขาวขนาดฝ่ามือ ผมเลยเหล่มองแวบหนึ่งเลยพบว่ามันเป็น ชื่อเบอร์โทรศัพท์ของผู้หญิง บวกลบคูณหารก็เลยคิดว่าพี่น่าจะใช้สิ่งนี้เป็นไม้ตายในการต่อรองครั้งนี้ครับผม ” 

 

“ ฮ่าๆ นายนี่มันจริงๆเลย ” สารวัตรสิงห์หัวเราะชอบใจในการช่างสังเกตและไหวพริบปฏิภาณของเด็กหนุ่ม แต่ภายในใจของเขากลับรู้สึกโล่งอกและขบคิดในเชิงว่า…….โชคดีแล้ว ที่หมอนี่ไม่เป็นโจร ไม่งั้นเราคงทำงานยากน่าดู 

 

“ ว่าแต่พี่บอกตาหมวดหัวงูนั่นยังไง เขาถึงยอมพี่ถึงขนาดนี้ ” โอมถามต่อด้วยความสงสัย 

 

“ อืมๆ พี่ก็บอกไปว่า น้องคนนี้ยังโสด สวย และรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ ” สารวัตรหนุ่มตอบเบาๆ 

 

“ เอ.....แล้วพี่ให้เบอร์น้องไปให้ตาหมวดหัวงูนั่น น้องเขาจะไม่เสียใจหรือ ” หนุ่มโอมถามเรื่อยๆปานว่าจะหยั่งเชิงสารวัตรหนุ่ม 

 

“ ไม่เสียใจหรอก พี่ว่าเขาคงดีใจด้วยซ้ำที่อยู่ๆมีผู้ชายวัยเดียวกันโทรไปหาเขา ” สารวัตรหนุ่มตอบเรื่อยๆ มือก็พยายามแกะเทปกาวที่พันผนึกรอบกล่องอย่างตั้งใจ 

 

“ เอ๋ เดี๋ยวนะพี่ ในกระดาษเขียนว่า น้องจ๋า ไม่ใช่ว่าสาวคนนั้นอายุน้อยกว่าพี่หรือครับ ” คราวนี้เป็นทีของโอมที่เริ่มงงเป็นไก่ตาแตกบ้าง 

         

 

       สารวัตรหนุ่มละมือจากการแกะกล่อง และเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเด็กหนุ่ม ใบหน้าของเขาดูขบขันและออกอาการยิ้มมุมปากน้อยๆ ครู่หนึ่งสารวัตรก็เอ่ยปากอธิบายด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ 

 

“ เขียนว่า น้อง น่ะถูกแล้ว เพราะน้องจ๋าคนนี้เขาก็อายุน้อยกว่าหมวดแจ้จริงๆแต่ว่าน่าจะน้อยกว่าไม่เกินสามปี อย่างนี้แล้วเขียนว่า…..น้องจ๋า มันไม่ถูกตรงไหนหรือ ” 

 

“ เดี๋ยวนะ  ถ้าน้องจ๋าคนนี้อายุน้อยกว่าหมวดแจ้ประมาณสามปีอย่างที่พี่บอกจริงๆ เขาก็น่าจะไม่โสดและไม่ได้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ แบบนี้มันก็เท่ากับว่าพี่โกหกเขานี่ครับ ” โอมถามเร็วจี๋ สายตาเริ่มมองสารวัตรหนุ่มด้วยความหวาดระแวงเล็กน้อย 

 

“ ฮะๆ ไม่หรอก น้องจ๋าคนนี้โสดจริงๆเพราะแฟนของเขาเพิ่งจะเสียชีวิตไปได้เดือนเศษ และลูกสาวคนโตของเธอก็อายุคราวเดียวกับพี่จริงๆ แถมน้องจ๋าคนนี้ก็เป็นคนสวยใช้ได้เลยทีเดียว พี่ไม่ได้โกหกเขาซักคำ ” สารวัตรหนุ่มตอบพร้อมหัวเราะนิดๆแกมเจ้าเล่ห์หน่อยๆ 

 

“ เหอๆ ตกลงพี่จะบอกว่า ที่บอกว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่นั้นแท้จริงคือลูกสาวของป้าจ๋า ไม่ใช่ตัวป้าจ๋า เพราะพี่ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าใครกันแน่ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ จึงถือได้ว่าพี่ไม่ได้โกหก ” เด็กหนุ่มมาดเซอร์หัวเราะแห้งๆให้กับเล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราวของสารวัตรหนุ่ม 

 

“ ฮะๆ ก็ประมาณนั้น แต่เรื่องสวยน่ะ พี่ตรงไปตรงมานะ ป้าแกเป็นคนสวยจริงๆ ” สารวัตรหนุ่มตอบพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆแบบสะใจเล็กน้อย 

 

“ อื้อหือ ยอดจริงๆนะ คุณพี่ ” โอมหรี่ตามองในเชิงไม่ไว้วางใจ ภายในถึงกลับได้คิดว่า……พี่ชายคนนี้เจ้าเล่ห์ใช้ได้เลยนะ 

 

“ เอาเถอะ หันมาสนใจแฟ้มคดีที่อยู่ในกล่องพลาสติกกันดีกว่านะ ดูซิว่าในนี้มีอะไรพอใช้งานได้บ้าง ” นายตำรวจหนุ่มหันเหความสนใจคู่สนทนาพลางเปิดฝาของกล่องพลาสติกออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายในก็คือ……..แฟ้มใส่เอกสารปกสีเขียวจำนวนสองแฟ้ม นอกนั้นก็เป็นห่อถุงพลาสติกบรรจุข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อาทิเช่น เสื้อผ้า นาฬิกา และเครื่องประดับ 

          

 

       นายตำรวจหนุ่มเปิดเอกสารขึ้นดู และทันทีที่เขาเปิดเอกสารขึ้นมา เขาก็ร้องอุทานเสียงดังในลำคอแค่พอได้ยิน 

 

“ โห ผู้ตายนี่หน้าตาดีใช้ได้เลยนี่นา ” 

 

“ อืม ครับ ” โอมเหลือบไปมองก็พบรูปถ่ายหน้าตรงของกุลสตรียามมีชีวิต ซึ่งเธอผู้นี้ก็จัดว่าเข้าขั้นสวยตามที่สารวัตรหนุ่มกล่าวชม ไม่ว่าจะเป็นหน้ายาวทรงรูปไข่ ปากนิด จมูกหน่อย ดวงตาหวานซึ้งและผิวพรรณที่ขาวเนียนล้วนแล้วแต่จัดอยู่ในขั้นสมบูรณ์ตามมาตรฐานหญิงไทย แต่ทว่าโอมกลับไม่นึกนิยมยินดีไปกับสารวัตรหนุ่มรุ่นพี่เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับนึกหลอนอยู่ภายในใจว่า……. 

 

“ รอให้พี่เจอกุลสตรีเวอร์ชั่นปีศาจแบบที่ผมเจอก่อนเถอะ พี่จะพูดไม่ออก ” 

 

“ อืมๆ.....อ่านตามประวัติเบื้องต้นของผู้ตายก็ไม่มีอะไรผิดปกตินะ ไม่เคยโดนคดี ไม่มีประวัติยาเสพติด การศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดี อื้อหือ จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาลัยดังซะด้วย ถือว่าประวัติค่อนข้างเพอร์เฟคเลยนะนี่ ” สารบัตรหนุ่มพลิกเอกสารไปมาเพื่ออ่านคร่าวๆ ปากก็เอ่ยสรุปข้อมูลให้เด็กหนุ่มมาดเซอร์ได้รับฟัง 

        

 

       เด็กหนุ่มมาดเซอร์ไม่ตอบคำแต่ประการใด เขายังคงง่วนอยู่กับการค้นหาสิ่งของบางอย่างจากกองวัสดุมากมายที่ถูกบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกขนาดใหญ่ 

 

“ อืม ไม่มีข้อพิรุธอะไรที่จะบ่งชี้ได้ชัดเจนพอที่จะเป็นมูลเหตุให้น้องสาวคนนี้ฆ่าตัวตายเลย ถ้าเป็นพี่ พี่จะยังไม่สรุปคดีนี้ว่าเป็นคดีฆ่าตัวตายเร็วขนาดนี้นะ มันดูแปลกๆยังไงชอบกล ” สารวัตรหนุ่มเสนอความคิดเห็นที่ตนเองขบคิด หางตาก็เหล่มองเด็กหนุ่มมาดเซอร์ที่กำลังค้นหาของบางสิ่งอย่างขะมักเขม้น 

 

“ เอ นายหาอะไรอยู่หรือ ดูนายตั้งอกตั้งใจยังไงชอบกล ” สารวัตรหนุ่มเอ่ยปากถาม 

 

“ อ้อ ผมกำลังหาของบางอย่างที่มันน่าจะยืนยันสมมุติฐานของผมได้ ” โอมตอบเรื่อยๆ มือก็ยังง่วนอยู่กับการคลำหาของบางอย่างในกล่องดุจเดิม 

 

“ อะไรของนาย เอ๊ะ หรือว่าจะเป็นสิ่งนั้น ” สารวัตรหนุ่มกระตุกหนังตาขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยปากถาม 

 

“ หึๆ ใช่ครับ ก็อย่างที่พวกเรารู้กันว่า……คนเราจะใส่ตุ้มหูเพียงข้างเดียวได้ยังไงกัน ” โอมเงยหน้าขึ้นตอบยิ้มๆพร้อมชูถุงพลาสติกเล็กๆที่มีขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาถุงหนึ่ง ภายในถุงนั้นบรรจุตุ้มหูรูปดาวที่รมด้วยสีดำจางๆคล้ายสีของหมอกควันก็ไม่ปาน 

 

“ ใช่หรือเปล่า โอม ” สารวัตรหนุ่มถามเร็วจี๋ 

 

“ เดี๋ยวขอเอามาเทียบกันก่อนนะครับ ” โอมตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา มือขวาของเขาควานเอาของบางสิ่งออกจากกระเป๋ากางเกงของตัวเองออกมาวางเทียบกับตุ้มหูรูปดาวรมดำอันเป็นของกลางในคดี สิ่งนั้นก็คือตุ้มหูข้างหนึ่ง ซึ่งเมื่อตุ้มหูทั้งสองชิ้นถูกนำมาวางเทียบกันก็สามารถบอกได้ทันทีเลยว่า……ตุ้มหูทั้งสองข้างคือตุ้มหูคู่เดียวกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน 

 

“ ทีนี้ก็ชัดแล้วครับ ” โอมกล่าวตอบอย่างหนักแน่น ดวงตากลมโตเขม็งตึงและแวววาว 

 

“ อืม คดีนี้มันอาจไม่ใช่การฆ่าตัวตายตามปกติแบบที่นายว่าจริงๆ ” นายตำรวจกล่าวต่อ พลางผงกศีรษะรับคำ 

 

“ ครับ ตุ้มหูข้างที่ติดตัวกับศพของกุลสตรีเป็นคู่เดียวกันกับตุ้มหูข้างที่ผมบังเอิญพบเจอในตอนที่ผมไปสำรวจดาดฟ้าอันเป็นที่เกิดเหตุของคดี (รายละเอียดอ่านได้ใน บทที่ 9 ปริศนาบนชั้นดาดฟ้า) แน่นอนว่าถ้าเป็นการฆ่าตัวตายธรรมดา ผู้ตายจะมีความคิดที่ทำการปลดตุ้มหูข้างหนึ่งของตัวเองทิ้งก่อนที่จะโดดตึกฆ่าตัวตายเพื่ออะไรกัน ” โอมเอ่ยปากถามความเห็นจากนายตำรวจหนุ่มช้าๆ ซึ่งนายตำรวจหนุ่มนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะตอบกลับอย่างเชื่องช้าอย่างครุ่นคิดว่า…….. 

 

“ อาจเป็นไปได้ว่าผู้ตายอาจจะปลดมันออกเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างที่เรายังไม่รู้ ” 

 

“ ซึ่งไม่ใช่การปลดออกโดยนิ่มนวลแน่ พี่ลองสังเกตดูที่ตะขอเกี่ยวของตุ้มหูข้างที่ผมเก็บได้ซิ ถ้าดูดีๆจะพบว่าตะขอเกี่ยวของตุ้มหูข้างนั้นมีรอยหักงอและบิ่นเล็กน้อย มันคล้ายกับว่า…..” โอมกล่าวต่อ น้ำเสียงดูเอาจริงเอาจังอย่างเป็นงานเป็นการ 

 

“ มันหลุดออกจากแรงกระชาก แต่นายไม่คิดว่าผู้ตายเขาอาจจะสะเทือนใจ ไม่รู้ทำยังไงจนเกิดอาการคลุ้มคลั่งแล้วกระชากตุ้มหูทิ้งซะเองล่ะ ” นายตำรวจตั้งสมมุติฐานใหม่ 

 

“ สิ่งที่พี่พูดเป็นไปได้ครับ แต่ไม่ว่ากุลสตรีจะคลุ้มคลั่งแค่ไหน ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะสามารถเสกรอยเท้าของรองเท้าส้นสูงคู่ที่สองได้อย่างแน่นอน ” โอมพยักหน้ารับสมมุติฐานใหม่ที่นายตำรวจหนุ่มกล่าวมาเมื่อครู่ แต่เขาก็เอาพยานหลักฐานอื่นที่พบเจอในที่เกิดเหตุมากล่าวค้านสมมุติฐานใหม่นั้น 

 

“ อืมๆ......” สารวัตรหนุ่มนิ่งคิดตรึกตรองในเหตุผลที่เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นมา  

        

 

        โอมสงบนิ่งไปชั่วอึดใจ จากนั้นเด็กหนุ่มมาดเซอร์ก็กล่าวขึ้นมาเบาๆด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น 

 

“ หรือสมมุติฐานอีกอย่างก็คือ เมื่อกุลสตรีขึ้นมาบนชั้นดาดฟ้าแล้วเกิดการใช้กำลังกันกับเจ้าของรองเท้าส้นสูงปริศนาจนทำให้ตุ้มหูข้างนี้หลุดจากใบหูของกุลสตรี ” 

          

 

       สิ่งนั้นคือสมมุติฐานที่เขาเพิ่งคิดได้เมื่อครู่นี้หลังจากพบว่าตุ้มหูข้างที่เขาเก็บได้บนชั้นดาดฟ้า มันก็คือตุ้มหูคู่เดียวกันกับข้างที่ติดกับตัวของผู้ตาย 

          

 

       ทั้งสองนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง แต่แล้วก็เป็นฝ่ายนายตำรวจหนุ่มที่เป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงเครียดขึ้ง 

 

“ อย่างนี้มันก็อาจจะไม่ใช่คดีฆ่าตัวตายแล้วซิ แต่มันจะกลายเป็นคดีฆาตกรรมแทน ” 

 

“ เป็นไปได้ครับ แต่จุดสำคัญในการแก้ไขคดียังเหมือนเดิม นั่นคือตามหาเจ้าของรองเท้าส้นสูงปริศนาให้ได้ ” โอมก้มหน้าลงเล็กน้อย แววตามุ่งตรงไปที่ตุ้มหูรูปดาวคู่นั้นแน่วนิ่ง  

 

“ แล้วนายจะทำยังไงต่อ ” นายตำรวจหนุ่มถามไถ่ พลางเอามือปาดเหงื่อที่เริ่มไหลหลั่งประปรายตรงบริเวณใบหน้าคมคาย 

         

 

       โอมไม่ตอบในทันที แต่เขาคว้าแฟ้มเขียวขึ้นพลิกไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ยกแฟ้มขึ้นมาให้นายตำรวจหนุ่มดูข้อความในแฟ้มนั้น………ข้อความในหน้านั้นคือ เลขที่ห้องของอพาท์เม้นท์ที่กุลสตรีอยู่อาศัย 

 

“ อย่าบอกนะว่านายจะ…..” นายตำรวจถามเสียงสั่น สีหน้าดูตื่นตระหนกในสิ่งที่เด็กหนุ่มคิดจะทำ 

 

“ ใช่ครับ ถ้าเราไม่เข้าถ้ำเสือ เราก็ไม่ได้ลูกเสือ ” โอมตอบกลับแบบไม่มองหน้าด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด ไร้แววขี้เล่นปรากฏขึ้นมาบนสีหน้าและท่าทางของเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย ทำให้สารวัตรหนุ่มอดประหลาดใจไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter  

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา