ทฤษฎีรหัสเลือด (กลทฤษฎี) สนพ.เฟยฮุ่ย

-

เขียนโดย coralgladiolus

วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 15.57 น.

  14 ตอน
  0 วิจารณ์
  5,344 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562 23.24 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

1) ตอนที่ 1

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

           ตึก ตัก ตึก ตัก

เสียงลงส้นเท้าหนักดังมาแต่ไกลเรียกความสนใจให้แก่ชายชราที่นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์บนระเบียงทางเดินให้ร้องทัก

          “รองสารวัตร...จะรีบไปไหน”

          “อ่อ ท่านนายพล...เมื่อสักครู่เพิ่งมีเหตุด่วนแจ้งเข้ามาครับ” ชายในเครื่องแบบหยุดฝีเท้าหันกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงปนหอบและใบหน้าที่ตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

          พล.ต.ต.สรพงศ์ กีรตินิมมานต์ นายตำรวจวัยเกษียณ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ทำท่าสนอกสนใจกับ ‘เหตุด่วน’ ที่รองสารวัตรคุณากรพูดถึง

          “เราพบเหยื่อรายที่สี่ครับ”

          ชายชราขมวดคิ้วแน่นลุกขึ้นพรวด ไม่คาดคิดว่าระยะเวลาแค่สองวันฆาตกรต่อเนื่องจะลงมือก่อเหตุถึงสามคดีติด

          “ที่ไหน...”

          “ท่าเรือครับผม”

          “นำทางไปที”

          แม้ปัจจุบันสรพงศ์จะไม่ได้มีตำแหน่งอะไรแล้วในกองปราบฯ แต่คุณากรก็คำนับรับคำสั่งด้วยความนอบน้อมพลางเดินนำหน้าอดีตผู้บังคับบัญชาออกไป

 

          ร่างไหม้เกรียมของชายที่ตกเป็นเหยื่อรายที่สี่ถูกห่อด้วยผ้าพลาสติกมิดชิดและหามออกจากสถานที่เกิดเหตุเพื่อส่งต่อให้ฝ่ายนิติเวชตรวจสอบ

          “คราวนี้เป็นเลขเจ็ด” ประณพ นักสืบเอกชนที่ได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษให้เข้าร่วมการสืบคดีนี้เอ่ยขึ้น หลังจากที่เห็นรองสารวัตรคุณากรเดินเข้ามาในที่เกิดเหตุ

          “หนึ่ง เก้า หก แล้วเป็นเจ็ดงั้นหรือ” เขาหรี่ตาลงมองเพื่อนที่เป็นนักสืบ สีหน้าไม่สู้ดีของเพื่อนทำเอาเขาใจเสีย  

           คดีฆาตกรรมต่อเนื่องสะเทือนขวัญ ฆาตกรจงใจทิ้งตัวเลขไทยปริศนาเอาไว้ในทุกๆ คดีที่เขาก่อ ตัวเลขในหลักหน่วยที่กระโดดข้ามไปข้ามมา โดยไม่มีใครรู้ถึงความหมายของมัน

          ...คนร้ายจะทิ้งปริศนานี้เพื่ออะไร แล้วตัวเลขเหล่านั้นจะสิ้นสุดที่ตรงไหน...

          เพราะรูปแบบคดีที่แปลกประหลาดเรียกความสนใจแก่อดีตตำรวจสรพงศ์เป็นอย่างมาก จนต้องขอเข้าร่วมการสืบสวนด้วยตนเอง  

          “ผู้ตายคือใคร” สรพงศ์หันไปถามนักสืบ ถึงแม้จะเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกแต่นายตำรวจใหญ่ก็ยอมรับฝีไม้ลายมือในการสืบสวนที่ไม่ธรรมดาของนักสืบผู้นี้

           คนถูกถามชะงักไปนิดก่อนตอบด้วยสีหน้าหม่นหมองลง “เห็นว่าชื่อวรโชติครับ”

           ชื่อผู้ตายลอยกระแทกเข้าโสตประสาทของคุณากร นั่นทำให้เขาเข้าใจถึงสีหน้าและแววตาที่ไม่เป็นปกติของเพื่อน

           แม้ประณพจะพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าของตนเองให้เป็นปกติจนแนบเนียนที่สุด แต่อดีตตำรวจฝีมือเยี่ยมก็ยังจับพิรุธได้...เขากำลังปิดบังอะไรบางอย่าง

          ทั้งสามเดินเข้ามาใกล้บริเวณที่พบศพ สีสเปรย์สีขาวพ่นล้อมรอบพื้นซีเมนต์ที่มีรอยเผาไหม้และเขม่าสีดำติดแน่น คุณากรทิ้งตัวลงนั่งยองข้างๆ เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐาน 

          “สาเหตุการตายล่ะ”

          “สภาพศพถูกเผาจนเกรียมทำให้ยังไม่รู้ถึงสาเหตุการตายที่แท้จริงครับ...ต้องรอผลจากแลปถึงจะยืนยันได้” เจ้าหน้าที่ตอบอย่างแข็งขัน

          คุณากรพยักหน้าตอบรับ พลางเสมองไปที่ตัวเลขเจ็ดไทยสีแดงคล้ำบนพื้นข้างบริเวณที่เคยมีร่างคนตาย

          คดีฆาตกรรมปริศนาทำเอาเขายุ่งหัวหมุนมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว เหตุการณ์ที่มีหญิงสาวถูกฆ่าข่มขืนโดยฆาตกรจงใจทิ้งตัวเลขหนึ่งไทยไว้ในที่เกิดเหตุ ในตอนแรกก็ไม่มีใครนึกว่าจะเป็นการก่อคดีต่อเนื่องแต่อย่างใด 

          จนกระทั่ง...เมื่อคืนวาน เกิดเหตุลักษณะเดียวกันนี้ซ้ำ...ตัวเลขเก้าในคดีที่สอง และตัวเลขหกในคดีที่สาม จะว่าเป็นการเลียนแบบก็ไม่น่าใช่เพราะปืนที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นปืนกระบอกเดียวกัน

          และช่วงเย็นของวันนี้ก็พบกับเหยื่อรายล่าสุด...คดีที่สี่กับตัวเลขเจ็ดในที่เกิดเหตุ

          ...ดังนั้น คดีปริศนานี้ จึงถูกระบุเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องไปโดยปริยาย

          ขณะที่สมองกำลังวิเคราะห์สภาพของสถานที่เกิดเหตุ หางตาของรองสารวัตรก็บังเอิญเห็นใครบางคนที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล

          “เอ๊ะ...นั่น?” จู่ๆ เขาก็ร้องขึ้นอย่างประหลาดใจที่เห็นหลานชายของอดีตผู้บังคับการอยู่ที่นี่ด้วย

          ทั้งสรพงศ์และประณพหันขวับไปตามเสียงของรองสารวัตร

          “ที? มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย” ชายชราเรียกชื่อเด็กหนุ่มใส่แว่นที่กำลังก้มๆ เงยๆ คล้ายหาอะไรบางอย่าง

          เด็กหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ด ทั้งที่ไม่ได้เป็นเด็กแล้วแต่ทุกคนที่นี่ก็ยังเห็นว่าเขาเป็นเด็กอยู่เสมอ เขามักจะหงุดหงิดใจทุกครั้งเมื่อโดนกีดกันจาก ‘เรื่องของผู้ใหญ่’ ที่โดนยกมาอ้าง หากเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เขารับรู้

          “ผมเพิ่งเลิกเรียน ระหว่างที่รอเมล์ก็บังเอิญเห็นรถของอานักสืบ ผมนึกสงสัยก็เลยตามมา...” เด็กหนุ่มว่า “...แล้วก็เป็นไปตามคาดเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ เสียด้วย”

          ใบหน้าคมก้มเก็บคาง ดันแว่นสายตาขึ้นตามสันจมูก แสดงท่าทางเขร่งขรึมอย่างเป็นผู้ใหญ่เกินตัว

          ผู้ใหญ่สามคนมองหน้ากันไปมาอย่างขอความเห็น ตั้งแต่ที่สรพงศ์ได้เข้าร่วมการสืบสวนครั้งนี้ก็ได้หลานชายจอมอัจฉริยะมาเป็นของแถม เขาขอตามมาเพื่อตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ บ่อยครั้งก็มักจะหลุดข้อสันนิษฐานที่ผู้ใหญ่มองข้ามไปซึ่งนับว่าเป็นข้อดี แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบจับนู่นหยิบนี่ที่เป็นหลักฐานในที่เกิดเหตุโดยพลการ และเด็กหนุ่มก็มักจะโดนตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตำหนิมาทุกครั้ง แม้จะเป็นหลานชายของอดีตผู้บังคับการฯ ก็ตาม

          เพราะอย่างนั้น สรพงศ์ที่ยอมให้ตามมาด้วยจึงต้องกำชับนักหนาว่าอย่าแตะต้องอะไรในสถานที่เกิดเหตุเป็นอันขาด

          ...แต่เด็กหนุ่มก็หาจะเชื่อฟังไม่...   

          “แล้วได้อะไรบ้างล่ะ” อดีตตำรวจที่มีศักดิ์เป็นปู่ของเด็กหนุ่มเอ่ยถามลองเชิง...เด็กคนนี้ชอบอวดเก่งดีนัก ลองแกล้งถามให้ดีใจหน่อยจะเป็นไรไป

          “รอยไหม้พวกนี้เกิดเป็นวงแคบ...เขาน่าจะตายก่อนที่จะโดนเผาครับ”

          “จริงอย่างที่ทีพูด เขาไม่ได้ถูกจับมัดไว้ ถ้าเป็นการเผาทั้งเป็นก็น่าจะมีการดิ้นทุรนทุรายมากกว่านี้” นักสืบประณพเอ่ยความเห็น แววตาเศร้าๆ ของเขากระตุ้นความสงสัยแก่สรพงศ์ยิ่งนัก

          “แล้วยังไงเขาโดนใครบางคนฆ่า? แล้วก็เผา?” คุณากรถามเสียงสูง หลังจากปะติดปะต่อเรื่องราวจากบทสนทนาเมื่อครู่

          “จากสภาพที่เห็น ก็คงจะเป็นอย่างนั้น”

          นักสืบประณพลอบถอนใจ นึกสงสารเหยื่อทุกรายที่ตายในสภาพทรมาน

          ฆาตกรใจโหดที่ลงมือฆ่าคนอย่างเลือดเย็น แถมทิ้งท้ายด้วยปริศนาแปลกประหลาดคล้ายต้องการเย้ยหยันในชัยชนะของตัวเอง ตราบใดที่ยังไม่มีใครแก้ปริศนาเหล่านั้นและจับตัวเขามาลงโทษได้

          ...เขาจะไม่มีทางปล่อยให้คนชั่วลอยนวลแน่ หลับให้สบายเถิดนะ...วรโชติ นักสืบประณพสาบานกับตัวเอง

          สองวันต่อมา มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและผลการชันสูตรศพ รวมถึงข้อสรุปอันแสนโหดร้ายต่อความรู้สึกของคนเป็นนักสืบเหลือเกิน  

          ผู้ตายคือนายวรโชติ อายุสามสิบห้าปี อาชีพรับจ้างอิสระ เสียชีวิตโดยการถูกยิงจากทางปากและเผาอำพรางที่ท่าเรือในจังหวัดสมุทรปราการ บนพื้นข้างศพมีตัวเลขเจ็ดไทยที่เขียนด้วยเลือดของเขา ที่น่าแปลกคือเขากำปืนที่ใช้ในการก่อคดีที่สองและสามเอาไว้ในมือ

          แม้จะดูไม่สมเหตุสมผล...เขายิงฆ่าตัวตายจากทางปากแล้วยังมีปัญญาที่ไหนจุดไฟเผาตัวเองล่ะ

          แต่ในเมื่อไม่มีหลักฐานอื่นที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ของวรโชติ ตามรูปคดีสุดท้ายจึงตัดสินได้แค่ว่า...

          ฆาตกรต่อเนื่องฆ่าตัวตาย...

 

          เรื่องราวคงจะจบแค่นั้น...ถ้าหากหนึ่งสัปดาห์ต่อมาไม่มีเทปปริศนาของใครบางคนส่งมา...

          เนื้อหาในนั้นเป็นคำสารภาพโดยผู้ชายที่อ้างตัวว่า...

          เป็นฆาตกรต่อเนื่องตัวจริง!

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา