ทฤษฎีรหัสเลือด (กลทฤษฎี) สนพ.เฟยฮุ่ย

-

เขียนโดย coralgladiolus

วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 15.57 น.

  14 ตอน
  0 วิจารณ์
  5,345 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562 23.24 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

2) ตอนที่ 2

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

          สายเรียวเล็กยาวที่ถูกตรึงแน่นไว้ระหว่างบริดจ์และแกนทำมาจากเส้นโลหะและไนล่อนทั้งหกเส้นกำลังสั่นไปมาตามแรงจากปลายนิ้วเรียวที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นลง เสียงที่สะท้อนออกมาจากกล่องกำทอนก้องกังวาลใสและเมื่อได้ผสมผสานกับเสียงขับร้องหวานฉ่ำจับใจด้วยแล้ว ใครก็ตามที่ได้ยินก็เหมือนโดนมนต์สะกดให้หยุดยืนฟังเพื่อซึมซับความไพเราะของการประสานเสียงทั้งสองไว้ให้ได้มากที่สุด

          น่าเสียดาย...ที่วันนี้กลับเป็นช่วงบ่ายวันอังคารที่แสนหดหู่ ผู้คนในเมืองส่วนมากใช้เวลาทำงานในออฟฟิศจึงไม่มีใครมาเดินเที่ยวสวนสาธารณะใจกลางกรุงเทพในเวลานี้ นอกจากเจ้าตัวแล้วก็ไม่มีใครเลยที่ได้ซึมซับความไพเราะนั่นไป

          ตรึ๊ง ตรึ๊ง

          คิ้วเรียวขยับเข้ามาขมวดกันตรงกลาง ดินสอที่ถูกทัดไว้ที่หูถูกดึงออกมาใช้ จากนั้นเจ้าของมือเรียวก็ก้มตัวลงเขียนแก้ไขบางสิ่งลงไปในกระดาษเอสี่ที่วางอยู่บนพื้นหญ้าข้างหน้าตน

          บรรยากาศอันเงียบเหงาในสวนสาธารณะที่ปกคลุมไปด้วยไม้ยืนต้นนานาพันธุ์สร้างความร่มรื่นให้กับผู้คนในเมืองที่มาแวะเวียนมาเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่สำหรับหญิงสาวมาดเซอร์ กับกีต้าร์คสาสิกตัวโปรด ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ริมสระน้ำนี่แหละ คือที่สถานที่สร้างผลงานชิ้นโบแดง

          ...เธอเป็นขาประจำของที่นี่...

          ลมเอื่อยๆ ที่พัดมาปะทะกับใบหน้ากลมมนเป็นสิ่งกระตุ้นตัวขี้เกียจได้ดี เธอเอนตัวลงใช้โคนต้นไม้เป็นที่พักพิงหลังจากที่เค้นสมองสร้างสรรค์ผลงานเพลงชิ้นใหม่มาตลอดครึ่งวัน เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนจากการย้อมที่ตัดแต่งเป็นทรงบ๊อบสั้น ปกติจะถูกปล่อยให้เกลียวใหญ่ๆ ตรงปลายสยายออก แต่บัดนี้ถูกเจ้าของมัดหลวมๆ เอาไว้ด้วยกัน ผมบางช่อหลุดรุ่ยออกมาทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงทันทีที่หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองสูง แสงแดดตอนบ่ายไม่ได้ทำให้แสบตาเพราะมีใบไม้หนาทึบเป็นเกราะป้องกันที่ดีให้แก่เธอ

          ดาริกาเอียงคอไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า ก่อนก้มมองนาฬิกาเรือนเงินที่ข้อมือและรู้สึกว่าถึงเวลาที่จะต้องกลับไปทำงาน (เกือบ) ประจำของเธอต่อ หลังจากที่โดดมาครึ่งวัน ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าของสำนักงานจะทำหน้าอย่างไรเมื่อรู้ว่าหลานสาวตัวแสบอู้งานมานั่งแต่งเพลงอยู่แบบนี้ เธอพยุงตัวเองขึ้นยืนเต็มความสูงหนึ่งร้อยหกสิบสาม มือขาวเรียวปัดเศษหญ้าและใบไม้แห้งที่ติดกระโปรงบาติกสีส้มเข้มสั้นเท่าเข่า ก่อนเอื้อมไปหยิบกีต้าร์ที่ตั้งพิงอยู่ใส่กล่องพร้อมเดินหิ้วออกไป

          เธอเดินออกมาหน้าสวนสาธารณะและเดินขึ้นสะพานลอยที่ตั้งห่างออกไปสองร้อยเมตรเพื่อจะข้ามฝั่งถนนไปรอรถเมล์ที่ป้ายตรงสุดบันไดของอีกฝั่ง

          ในระหว่างที่เธอกำลังยืนรอรถเมล์อยู่นั้น...ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น

          “ช่วยด้วยค่ะ!! โจรขโมยกระเป๋า”

          เสียงแหลมเล็กของผู้หญิงดังขึ้นกระทบกับโสตประสาทของดาริกา ด้วยสัญชาตญาณดาริกาจึงรีบหันไปมองทางต้นเสียงจากด้านซ้ายทางฝั่งถนนเดียวกันห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตรเธอเห็นชายใส่เสื้อสีขี้ม้าสกรีนด้วยสัญลักษณ์มือชูสองนิ้วกำลังวิ่งเลี้ยวซ้ายออกมาจากซอยเล็กๆ โดยที่ในมือมีกระเป๋าหนังสีน้ำตาลอ่อนแกว่งอยู่ สักอึดใจหนึ่งต่อมาก็มีหญิงวัยกลางคนวิ่งเลี้ยวออกมาจากซอยเดียวกันนั้นและกำลังตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ

          เร็วเท่าความคิดดาริการีบวิ่งตามไป แต่ด้วยความเร่งรีบที่อยากจะเป็นพลเมืองดีของสังคมกลับทำให้เธอไม่ทันมองความปลอดภัยของตัวเอง

          ปี้นนนนนนน

          เสียงบีบแตรดังขึ้นจากทางซ้ายมือทำให้ดาริกาหันขวับมอง เห็นรถบีเอ็มดับบลิวเอ็กซ์หกสีดำที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงอันแสบแก้วหูนั่นอยู่

          “เฮ้ยยย!!” ดาริการ้องเสียงดังด้วยความตกใจ ขาทั้งสองชะงักกึก อีกทั้งยังมีแรงเหวี่ยงจากกล่องใส่กีต้าร์ใบใหญ่ในมือทำให้หญิงสาวเซจนทรงตัวไม่อยู่

          เสี้ยววินาทีที่เธอล้มลงเกิดเสียงหัวเข่ากระแทกพื้นคอนกรีตดังจนคนในรถได้ยิน แต่หญิงสาวก็ไม่วายที่จะลุกขึ้นแล้วออกวิ่งตามต่อ โดยที่ทิ้งกล่องกีต้าร์ใบใหญ่เอาไว้ตรงหน้ารถอย่างนั้น

          รถบีเอ็มดับบลิวสีดำที่เพิ่งวิ่งตรงออกมาจากหอสมุดแห่งชาติเบรกกะทันหัน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบตั้งตัวไม่ทัน ชายหนุ่มหลังพวงมาลัยรถใช้สายตาคมกริบมองลอดแว่นตาไร้กรอบเพ่งไปในทิศทางที่หญิงสาวกำลังวิ่งไป สายตาแหลมคมไล่มองเห็นชายเสื้อสีขี้ม้าถือกระเป๋าหนังของผู้หญิงและหญิงวัยกลางคนที่กำลังตะโกนหอบด้วยความเหนื่อย เขาใช้เวลาตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาที ขายาวรีบก้าวลงจากรถแล้ววิ่งเข้าซอยเล็กเพื่อไปดักรออีกทาง จากการคาดคะเนวิถีการวิ่งหลบหนีของชายเสื้อสีขี้ม้าจะต้องเป็นไปตามที่เขาคิดอย่างแน่นอน

          “ไอ้โจรคนนั้นน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” เสียงแหลมเล็กตะโกนดังลั่นหวังให้ชายที่วิ่งอยู่ข้างหน้าหยุดฝีเท้า

          “จะบ้าหรอ...หยุดก็โง่น่ะเซ่!!”

          ชายเสื้อสีขี้ม้าตะโกนตอบโต้และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดฝีเท้าลงตามคำพูดของหญิงสาว ทั้งยังเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นด้วยซ้ำ เขาเบี่ยงตัวหลบผู้คนที่เดินสวนทางมาและเลี้ยวซ้ายเข้าตรอกแคบๆ แถวนั้น ดาริกาจึงต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วมากขึ้นไปอีก

          ด้วยร่างกายที่แข็งแรงจากการเล่นกีฬาและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ชายหนุ่มสามารถวิ่งไปดักหน้าชายเสื้อสีขี้ม้าในอีกเส้นทางหนึ่งได้ทันเวลาพอดี

          ...เป็นไปตามที่คำนวณ ซอยเล็กข้างหอสมุด มีทางทะลุมาถึงตรอกนี้...ถ้าจะวิ่งไม่ให้ถูกจับได้ล่ะก็ต้องเลี้ยวเข้าตรอกซอกซอยแบบนี้แหละ...

          “แฮ่กๆๆ โอยเหนื่อย...นี่คุณน่ะช่วยฉันจับผู้ชายคนนั้นทีเขาเป็นโจร!” เสียงหวานตะโกนบอก หลังจากที่เห็นว่ามีชายหนุ่มอีกคนยืนหอบน้อยๆ อยู่ไม่ไกล

          แม้ว่าหญิงสาวไม่บอก แต่เขาก็สามารถคาดคะเนเรื่องราวได้ถูกต้อง แล้วเมื่อได้ยินอย่างนั้นจึงตั้งท่าจะคว้าตัวเจ้าโจรนั่นไว้ แต่โจรฉลาดเลี้ยวเข้าทางเล็กๆ ที่พื้นเฉอะแฉะจากน้ำทิ้งตามบ้านเรือนแถวนั้นเสียก่อน ทำให้ทั้งสองต้องวิ่งตามเข้าไปในทางนั้นด้วย

          “พลั่กกก...โอ๊ย!!” ไม่ทันที่จะคว้าตัวโจรได้ ดาริกาก็ดันลื่นล้มไปเพราะน้ำที่เจิ่งนองทั่วบริเวณ ความเจ็บปวดยิ่งทวีคูณซ้ำเติมแผลเก่าที่ล้มกลางถนนเมื่อสักครู่

          “นี่คุณ เป็นอะไรไหม” ชายหนุ่มที่วิ่งนำหน้าไปแล้วหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมาถาม

          “นำไปก่อนเลย จับโจรให้ได้นะคุณ” ดาริกาโบกมือไล่ให้ไป ก่อนจะเอามืออีกข้างกุมหัวเข่าข้างขวาไว้

 

          ฝีเท้าของชายเสื้อสีขี้ม้าเริ่มอ่อนลงเพราะวิ่งหนีมาไกล เขายกมือดันกำแพงอิฐมอญเอาไว้เพื่อพยุงตัวระหว่างพักหายใจ ร่างผอมบางมีเหงื่อออกโทรมกายชะเง้อหน้ามองเส้นทางที่ตนวิ่งมา สายตาสอดส่องมองด้วยความระแวดระวัง ในใจหวังว่าตนจะวิ่งนำมาไกลจนชายหนึ่งคนหญิงหนึ่งคนตามเขามาไม่ทัน

          แต่เขาก็ต้องตกใจจนตาแทบถลน เมื่อมีมือปริศนามาสะกิดเรียกเขาจากทางด้านหลัง

          ยังไม่ทันที่จะหันหน้าไปมอง ขาก็ถูกเตะจนหัวเข่ากระแทกลงกับพื้น แขนถูกจับไพล่หลังและกระเป๋าหนังที่คล้องอยู่ที่แขนก็ถูกรูดออกไป

          เมื่อถูกจับได้โจรขโมยกระเป๋าจึงคิดหาวิธีเอาตัวรอด เขารวบรวมแรงทั้งหมดสะบัดแขนออกจากการจับกุม ถึงแม้เขาจะตัวเล็กกว่าชายหนุ่มที่กำลังจับตัวเขาไว้ แต่ด้วยความไม่ทันระวังก็ทำให้ชายหนุ่มตัวสูงถึงกับเซไปด้านหลัง ทันทีที่แขนเป็นอิสระชายเสื้อสีขี้ม้าก็หันกลับมาเตะเข้าที่ท้องของอีกฝ่ายก่อนที่เจ้าตัวจะออกวิ่งไปตามทางแคบข้างหน้าต่อจนลับสายตา

          ชายหนุ่มพลเมืองดียกมือขึ้นกุมท้อง อาการจุกเล็กน้อยไม่ได้ทำให้เขาหวั่น แต่การที่ปล่อยให้โจรขโมยกระเป๋าหลุดมือไปได้นี่สิ ทำให้เขารู้สึกผิดอย่างมหันต์

          ถึงจะเซ็ง...แต่ก็เอาของกลับมาได้ เขานึกปลอบใจตัวเอง

          เมื่อเขาหันหลังหวังจะเดินกลับในเส้นทางเดิมที่ตนวิ่งมา ก็ต้องชะงักฝีเท้าเพราะตกใจกับจำนวนไทยมุงที่วิ่งตามมาดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

          “ขอบคุณมากนะคะ ที่เอากระเป๋าคืนมาได้” หญิงวัยกลางคนที่พยายามแทรกตัวออกมาจากไทยมุงอยู่นาน พูดกับชายหนุ่มพลเมืองดีด้วยความปลาบปลื้ม

          “คุณ...เป็นเจ้าของกระเป๋าใช่ไหม” เขาสบตาแล้วเอ่ยถาม ผู้หญิงตรงหน้าเขาทำหน้าฉงนสงสัยในคำถามนั้น “ผมขออนุญาตตรวจสอบหลักฐานก่อน มีบัตรประชาชนไหมครับ” เขาไม่รอให้โดนถามก็ชิงขอตรวจสอบหลักฐานการอ้างตัวเป็นเจ้าของกระเป๋าเสียก่อน

          หญิงวัยกลางคนชักสีหน้าไม่พอใจกับคำพูดของคนอายุน้อยกว่าทั้งที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ...นี่เขาคิดว่าหล่อนเป็นพวกสิบแปดมงกุฎมาสวมรอยเพื่อเอากระเป๋าใบนี้อย่างนั้นหรือ แต่เพราะอยากได้ของคืนใจจะขาดหล่อนก็ได้แต่เพยิดหน้าส่งๆ ไปให้เขาพิสูจน์หลักฐานที่ว่าจนคลายสงสัย เมื่อเห็นท่าทางแสดงว่าอนุญาต ชายหนุ่มจึงรูดซิปกระเป๋าออกแล้วล้วงมือเข้าไปหากระเป๋าสตางค์ขนาดกลางสีแดงเลือดหมูเพื่อตรวจสอบบัตรประชาชนที่อยู่ในนั้น

          เขายื่นมือส่งกระเป๋าหนังสีน้ำตาลอ่อนคืนแก่เจ้าของทันที หลังจากที่รูปในบัตรประชาชนนั้นหน้าตาเหมือนกับผู้หญิงตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน

          “ขอบคุณมาก” หล่อนชักสีหน้ากลับมาเป็นปกติเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยื่นของของหล่อนส่งมาให้

          “ไม่เป็นไรครับ แต่ว่า...” เขาพูดค้างไว้แล้วปรายสายตาให้ผู้ฟังมองไปตามทิศทางสายตาของเขา

          หญิงสาวพลเมืองดีที่ตอนนี้มอมแมมเหมือนเด็กน้อย กระโปรงสีส้มเลอะเทอะเปรอะเปื้อนดินเป็นจุดๆ เธอกำลังเดินกะเผลกเข้ามาท่ามกลางไทยมุงและตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในที่นั้นทันที

          “ผมเห็นเธอวิ่งตามคนร้ายอยู่ผมเลยมาช่วยเธอเท่านั้น ถ้าจะขอบคุณผม...ไปขอบคุณเธอน่าจะเหมาะกว่าครับ” เขายังพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาคมมองตรงไปที่หญิงสาวกลางวง

          “หืม? มีอะไรกันคะ” ดาริกาทำหน้าฉงนเมื่อเห็นว่าผู้คนรอบกายหันมามองที่เธอเป็นตาเดียว แล้วเผยยิ้มแห้งๆ ก่อนที่จะเอ่ยอย่างติดตลก “ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า”

          ...เธอไม่ได้ยินคำสนทนาก่อนหน้านี้ของชายหนุ่มและหญิงวัยกลางคน ถ้าจะงงก็คงไม่แปลก...

          “ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วย...ไม่งั้นฉันคงแย่แน่” หญิงวัยกลางคนกล่าวกับหญิงสาวพลเมืองดี

          “หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลย ขอบคุณคุณคนนั้นก็ถูกแล้วล่ะค่ะ...” ดาริกาตอบพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่แสนสดใสออกมา พลันหันมาหาชายแปลกหน้าที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเธอจับโจรในวันนี้ “...ขอบคุณคุณด้วยนะคะ ถ้าไม่ได้คุณวันนี้คงไม่ได้กระเป๋าคืน” ดาริกายิ้มกว้างด้วยความจริงใจให้แก่ชายหนุ่ม

          ชายหนุ่มยืนปั้นหน้านิ่งพยักหน้าเบาๆ ตอบรับคำขอบคุณจากดาริกาและหันไปสบตาหญิงวัยกลางคนอีกครั้ง ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

          “ถึงจะได้ของคืนแล้ว แต่ก็ควรไปแจ้งความไว้ด้วยนะครับ”

          “ฉันทราบค่ะ ขอบคุณทั้งสองคนอีกครั้งนะคะ...” หญิงวัยกลางคนยิ้มบางๆ ให้ทั้งสอง “...ไม่รู้ว่าจะตอบแทนให้ยังไง”

          ดาริกาถอนใจน้อยๆ แล้วพูดปนยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะ มีอะไรพอช่วยได้หนูก็ยินดีจะช่วย” 

          “อย่างที่เธอบอก ไม่เป็นไรครับ” ชายหนุ่มพูดเสริม ทั้งยังวางมาดสุขุม

          จากคำพูดนั้นของชายหนุ่มก่อให้เกิดเสียงกรี๊ดเบาๆ จากวงไทยมุง ทั้งหน้าตาดี แต่งตัวดี แถมยังเป็นคนดีอีก จะไม่ให้สาวน้อยสาวใหญ่เก้งกวางบ่างชะนีแถวนี้เกิดอาการปลาบปลื้มได้อย่างไรกัน

          “เธอดูผู้ชายคนนั้นสิดูดีสุดๆ เลยอ่ะ หน้าตาผิวพรรณก็ดี เขาเป็นใครมาจากไหนน่ะ”

          “ไม่รู้สิเธอ เท้เท่เนอะ”

          “ถึงภายนอกจะดูเนิร์ดไปหน่อย แต่ก็เก่งทั้งบุ๋นและบู๊เลยนะเธอ”

          “โห ชักอยากจะโดนกระชากกระเป๋าบ้างซะแล้วสิ ถ้ามีพระเอกหล่อขนาดนี้มาช่วย”

          เสียงคำซุบซิบจากลุ่มคนข้างหลังลอยมาตามลมกระทบเข้าหูของดาริกา จากคำพูดที่ฟังได้ศัพท์แล้วเธอจับมากระเดียด ทำเอาหญิงสาวต้องหันหน้าไปมองเจ้าตัวที่ตกเป็นบุคคลในบทสนทนาทันที

          ก่อนที่จะได้พิจารณาใบหน้าที่ได้ยินเสียงแว่วมาว่าหล่อเหลาให้ถ้วนถี่ หญิงสาวก็ต้องชะงักงันเมื่อดวงตากลมโตดันไปประสานเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลเข้มเรียวคมเข้าอย่างจัง ถึงแม้ว่าเขาจะมีเลนส์กระจกบดบังอยู่หนึ่งชั้น แต่ความคมโดดเด่นของดวงตาคู่สวยก็สามารถสะกดสายตาของหญิงสาวได้ในทันใด

          เจ้าของดวงตาคู่สวยยืนจ้องมองดวงตากลมโตที่ภายในฉายแววเป็นประกาย...ราวกับโดนสะกดเช่นกัน

          ดาริกากระพริบตาถี่ๆ เมื่อเริ่มรู้สึกถึงอาการตาแห้ง แล้วรีบเบนสายตาออกจากจุดโฟกัสเดิม เธอไม่ได้แค่รู้สึกชื่นชมความสวยคมของดวงตาคู่นั้นเท่านั้น แต่เธอยังรับรู้ได้ถึงความปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกจากทางแววตาที่เจ้าตัวคงไม่อยากเผยให้คนอื่นได้รับรู้ความคิดของตน

          “ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว งั้นผมขอตัวก่อน” เขาว่าก่อนโค้งน้อยๆ เพื่อเป็นการร่ำลาหญิงวัยกลางคน พร้อมกับเดินแหวกทางออกจากวงไทยมุงในตรอกแคบที่ต่างพากันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายทั้งภาพเหตุการณ์และชายหนุ่มพลเมืองดีแถมยังหน้าตาดีราวกับนายแบบกันให้มือเป็นระวิง

          เห็นอย่างนั้นดาริกาจึงเอ่ยขึ้นบ้าง

          “หนูต้องไปก่อนแล้วล่ะค่ะ โชคดีนะคะคุณน้า”

          เธอยิ้มแก้มปริก่อนจะโบกมือลา แล้วก้าวยาวๆ ตามหลังชายหนุ่มปริศนาไป

          “ขาเป็นอะไรมากไหม” ชายหนุ่มถามขึ้นหลังจากหลุดออกมาจากวงไทยมุงได้อย่างยากลำบาก เมื่อเดินมาได้ซักพักเขาก็หันกลับไปมองคนที่เดินตามมาและเห็นว่าหญิงสาวที่อยู่ข้างหลังเดินไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป

          “ไม่เป็นไร แค่เจ็บนิดหน่อยเองค่ะ” ดาริกาตอบ และพยายามทรงตัวเดินให้ตรงที่สุดดวงตากลมโตช้อนมองชายหนุ่มข้างหน้า เมื่อเห็นว่าเขาหยุดเดินแล้วหันมามองเธออยู่ จึงคิดไปเองว่าชายหนุ่มตรงหน้าอาจจะอยากสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเธอ

          “ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

          “ไม่เป็นไร” สายตาคมชำเลืองมองต่ำมาหาหญิงสาวเพียงครู่พร้อมคำตอบเสียงเข้มสั้นและง่าย ตัดบทคำสนทนาไปโดยอัตโนมัติ ก่อนที่ร่างสูงจะหันกลับไปเดินนำหน้าต่อ

          ดาริกายืนงงกับท่าทางที่ดูเย่อหยิ่ง ไว้ตัว และแววตาที่ไม่สื่ออารมณ์ ซึ่งขัดกับประโยคคำถามที่แสดงความห่วงใย เธอที่ทำอะไรไม่ได้ยืนหัวเสียบ่นอุบกับตัวเอง

          “ถ้าจะทำท่าหยิ่งขนาดนั้น ก็อย่ามาถามสิว่าฉันเป็นอะไรรึเปล่า”

          ...เป็นคนที่แปลกจริงๆ...

 

          “รถคุณไม่เป็นอะไรใช่มั้ย คือขอโทษด้วยที่ฉันไม่ทันมอง”

          เมื่อเดินกลับมาถึงจุดที่ทั้งสองพบกันจนเกิดอุบัติเหตุขนาดย่อมขึ้น ดาริกาก็รีบวิ่งเข้าหากล่องกีต้าร์สีดำที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นถนนจนลืมความเจ็บปวดที่หัวเข่า เธอพลิกซ้ายพลิกขวาสำรวจความเสียหายของกล่องกีต้าร์สุดรักสุดหวง พลางนึกขอบคุณที่ไม่มีใครขโมยของของเธอไปขณะที่กำลังปฏิบัติตัวเป็นพลเมืองดีศรีรัตนโกสินทร์อยู่ ระหว่างที่เธอกำลังยืนปัดเศษฝุ่นที่เกาะอยู่บนกล่องกีต้าร์ก็เหลือบตาไปเห็นปลายรองเท้าหนังสีดำหัวตัดทำให้นึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เธอต้องเป็นห่วง

          ก็คือ...รถคันใหญ่สีดำข้างๆ เธอ ที่ดูท่าว่าเจ้าของคงจะรักมันไม่ต่างกับที่เธอรักกีต้าร์ตัวโปรดเลย

          ชายหนุ่มที่นำมาก่อน ยืนด้อมๆ มองๆ กันชนหน้ารถ เงยหน้าขึ้นมาตอบหญิงสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่เรียบเฉย

          “เป็นไปไม่ได้!”

          “คะ?” ดาริกาเอียงคอถาม ที่คำพูดของอีกฝ่ายฟังดูแล้วไม่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้เลย

          “ปกติแล้วคนเรามีระยะเวลาการตัดสินใจในการเหยียบเบรกสองวินาที ซึ่งระยะทางจากการตัดสินใจจนเหยียบเบรกในความเร็วสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้นอยู่ที่ยี่สิบห้าเมตร และเมื่อเหยียบเบรกด้วยแรงเฉื่อยของรถจะทำให้เคลื่อนที่ออกมาอีกสิบสองเมตรรวมเป็นสามสิบเจ็ดเมตรจากจุดเริ่มต้นที่ผมมองเห็นคุณ...” เขาหยุดและปรายสายตามองไปที่คนตัวเล็กกว่า ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอา แล้วจึงเริ่มเอ่ยประโยคต่อไป

          “...ที่อยู่ดีๆ ก็วิ่งออกมาตัดหน้ารถผมแล้วก็ล้มไปตามแรงเก้าจุดแปดเมตรต่อวินาที น้ำหนักของรถคันนี้คือสองพันหนึ่งร้อยสี่สิบห้ากิโลกรัมและแรงเหยียบเบรกที่มีมากเป็นสามสิบหกเท่าจากแรงของผมทำให้มันหยุดลง ระยะทางตั้งแต่ที่ผมเริ่มเห็นคุณอยู่ห่างจากจุดนี้สี่สิบจุดสามสองเมตร ผลต่างสามจุดสามสองเมตรทำให้คุณไม่ถูกรถชน ดังนั้นตามทฤษฎีที่ว่ามา ไม่มีทางเลยที่ความยาวของรถสี่จุดแปดเจ็ดเจ็ดเมตรจะไปสัมผัสกับตัวคุณได้”

          ตัวเลขมากมายพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากบาง มีทั้งที่ดาริกาฟังทันและฟังไม่ทัน หรือถึงแม้จะฟังทันแต่เข้าใจหรือไม่เข้าใจนี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ทำเอาตัวเธอหน้าเจื่อนไปนิด อันที่จริงก็ไม่นิดหรอกนะ...แม้จะถึงบ้างอ้อแล้วก็ตาม เป็นไปไม่ได้ในความหมายของชายตรงหน้าคือ ‘เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะได้สัมผัสกับรถสุดหรูของเขา’ นั่นเอง

          นอกจากนี้เธอก็แอบคิดในใจว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ที่จะมีคนจำขนาดของรถตัวเองด้วยเลขทศนิยมสามตำแหน่งอยู่บนโลกนี้ด้วย!

          “อ่อค่ะ ดีแล้วล่ะ ถ้ารถแพงๆ ของคุณเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ฉันคงไม่มีปัญญาเอาไปซ่อมให้” เธอพูดประชดตัวเองพลางไล่สายตาพิจารณารถหรูเชื้อชาติเยอรมันตรงหน้า แล้วเบนหน้าออกอย่างหมั่นไส้ตัวเจ้าของ

          ชายหนุ่มยืนมองท่าทางของคนตัวเล็กกว่านิ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบอย่างไม่เกรงใจผู้ฟัง

          “ก็บอกแล้วไงว่าเป็นไปไม่ได้...หรือถ้าโชคร้าย รถผมเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่ให้คุณเอาไปซ่อมให้หรอกนะ เรื่องแค่นี้ผมจัดการเองได้”

          “ก็ดีค่ะ!” เธอตอบรับเสียงสูง และรอยยิ้มที่ไม่มีความจริงใจเจือปนถูกส่งตรงๆ ไปให้ชายหนุ่มปากร้ายหน้าตายตรงหน้า

          เขายกมือกอดอกขยับแว่นขึ้นแล้วหรี่ตาลง รับรู้ถึงความไม่จริงใจของรอยยิ้มนั่น แต่ก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไร เขาเลยเปลี่ยนเรื่องเสียก่อนที่จะโดนต่อความยาวสาวความยืดจนน่ารำคาญ

          “ล้างแผลก่อนดีไหม”

          สายตาที่ส่งมามองต่ำลงไปที่หัวเข่าข้างขวาของหญิงสาว ทำเอาเจ้าตัวต้องก้มมองตาม บาดแผลถลอกหนังกำพร้าเปิดออกกว้างมีเลือดสีแดงสดไหลลงมาตามแนวหน้าแข้ง มีบางส่วนที่แห้งไปแล้วและบางส่วนที่ยังคงเป็นของเหลว ดาริกาลอบกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ที่เห็นบาดแผลที่น่ากลัวเกินจินตนาการของตัวเอง

          “ไม่เป็นไรค่ะ...” ดาริกาเสียงแข็งเชิดหน้าขึ้นจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มตรงๆ ปลายจมูกแหลมรั้นขึ้นของเธอยิ่งเสริมให้ดูเป็นการท้าทายเขา “...เป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะติดเชื้อไวรัสเอชพีวีเพราะหกล้มบนพื้นถนน หรือถ้าโชคร้ายเป็นอะไรจริงๆ ฉันคงไม่ให้คุณพาไปโรงพยาบาลหรอกนะ เรื่องแค่เนี้ย...ฉันจัดการเองได้”

          เธอตั้งใจใช้คำพูดที่เลียนแบบมาจากชายหนุ่ม และก็ได้ผลคิ้วเข้มหนาค่อยๆ ขยับเข้าหากันทันทีหลังจากที่ประโยคจบ

          “เข้าใจแล้ว” เสียงเย็นเยียบพยายามสะกดอารมณ์เอาไว้ แม้ว่าในใจนึกขุ่นเคืองหญิงสาวตรงหน้าเต็มที

          คำพูดสั้นง่ายและตัดบทสนทนาของอีกฝ่ายหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากบาง และเขาก็ไม่อยู่ยืนรอดูผลงานที่ไม่ตั้งใจของตัวเอง ร่างสูงหันไปเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นในตำแหน่งคนขับทันที

          “...”

          ดาริกายืนอึ้งเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ของวัน นึกสงสัยนักว่าชายหนุ่มตรงหน้าไปหัดเรียนวิชาตัดบทสนทนาแล้วเดินจากไปนี่มาจากโรงเรียนไหน อาจจะเป็นที่สอนนักเรียนให้จำเลขทศนิยมสามตำแหน่งที่ไหนสักแห่ง ทำไมเขาช่างดูเคยชินกับพฤติกรรมแปลกๆ ที่เธอไม่เคยพบไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน

          ดวงตากลมมองตามรถยนต์ยุโรปสีดำที่แล่นผ่านหน้าเธอไปออกสู่ถนนทางหลวง และจับจ้องอยู่อย่างนั้นจนลับสายตา

          “ขออย่าให้ได้มาเจอกันอีกเลย” หญิงสาวภาวนา 

          ขาทั้งสองพาร่างที่แสนมอมแมมเดินบนฟุตบาท แขนที่มีรอยถลอกจางๆ หิ้วกล่องใส่กีต้าร์ใบใหญ่ ร่างบางเดินทรงตัวไม่ดีนักเพราะมีบาดแผลน่ากลัวชวนให้คนพบเห็นรู้สึกเจ็บปวดแทนที่หัวเข่าขวา แต่มันก็ยังใช้การได้ อย่างน้อยมันก็สามารถพาเธอกลับไปยังจุดหมายที่เธอต้องกลับไป

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา