ทฤษฎีรหัสเลือด (กลทฤษฎี) สนพ.เฟยฮุ่ย

-

เขียนโดย coralgladiolus

วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 15.57 น.

  14 ตอน
  0 วิจารณ์
  5,346 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562 23.24 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

3) ตอนที่ 3

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

          อาคารพาณิชย์ขนาดกลางสี่ชั้นติดถนนใหญ่ สภาพกลางเก่ากลางใหม่ติดแนวรถไฟฟ้า มีผู้คนเดินสัญจรไปมามากหน้าหลายตา หากเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวสักหนึ่งคูหาในที่ทำเลทองนี้ เจ้าของร้านอาจจะได้อยู่อย่างสุขสบายมีลูกหลานสืบทอดกิจการ แล้วตัวเองก็ไปฮันนีมูนรอบสองที่ยุโรปกับเถ้าแก่เนี๊ยะได้อย่างไร้กังวล

          ชั้นล่างสุดของตึกสองคูหาตรงกลางถูกตีทะลุถึงกันและเปิดเป็นร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

          ซอกแคบติดกับตึกสองคูหาถูกแบ่งเอาไว้สำหรับบันไดปูนขึ้นสู่ชั้นสอง อันที่จริงก่อนหน้านี้ทางขึ้นแคบๆ นี่แทบจะไม่มีใครสังเกตเห็นด้วยซ้ำหากเจ้าของไม่นำแผ่นป้ายไม้สักขัดเงาวับแผ่นใหญ่ที่ดูหรูหราเกินหน้าเกินตาสถานที่ ติดอยู่เหนือประตูอะลูมิเนียมด้วยตัวอักษรที่ฉลุด้วยไม้ลงสีทอง ‘สำนักงานนักสืบประณพ’

          เจ้าของสองคูหานี้คือนักสืบเอกชนที่รักในอุดมการณ์มากกว่าชื่อเสียงเงินทอง นักสืบประณพ เกริกอินทรา เขาประกอบอาชีพนักสืบเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมาสามสิบปี เคยแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่ยังไม่ทันมีทายาทภรรยาก็ขอหย่าขาดเสียก่อน โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่เคยทำหน้าที่สามีที่ดีให้แก่เธอ ไม่กลับบ้านช่อง เสาร์อาทิตย์นักขัตฤกษ์ก็ยังต้องทำงาน สรุปง่ายๆ คือไม่มีเวลาให้ และประณพก็ยอมหย่ากับเธออย่างง่ายดายเพราะความรักในอาชีพมีมากกว่าความรักที่ให้ภรรยา แต่มีหรือที่เจ้าตัวจะยอมรับ ทุกครั้งที่มีใครเอ่ยถึงเรื่องภรรยาของเขา ข้ออ้างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้มักจะเป็น...

          ...เพราะรักคือการให้ไป...

           “นายไม่ต้องเป็นห่วงนะ ยังไงฉันจะจัดการให้”

          เสียงของประณพฟังดูจริงจัง จนปรียาเลขาส่วนตัวของเขายังต้องทิ้งจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าเงยขึ้นมองเจ้านายที่นานๆ จะเข้าโหมดจริงจังกับเขาสักที

          ชายวัยกลางคนสวมเสื้อสูทเนื้อผ้าไหมอย่างดีดูภูมิฐาน ทรงผมหวีเสยที่ถูกออกแบบมาให้เข้ารับกับใบหน้าทรงเสน่ห์ยิ่งเสริมบุคลิกภาพให้ดูดีมากขึ้น ทั้งสองนั่งเผชิญหน้ากันบนชุดโซฟาผ้ากำมะหยี่สีควันบุหรี่โดยที่มีโต๊ะกระจกวางคั่นกลาง บนโต๊ะเตี้ยตัวนั้นมีรูปถ่ายผู้หญิงสาววัยสิบแปดสิบเก้าปีขนาดสี่คูณหกนิ้ววางอยู่

          “ต้องรบกวนนายแล้วล่ะ...” ชายวัยกลางคนยิ้มให้กับนักสืบที่เขามาจ้างวาน “...ขอบใจนายเลยมากนะ” 

          ร่างใหญ่ลุกขึ้นจากโซฟาเต็มความสูง หยิบแว่นตากันแดดแบรนด์เนมสีชาออกจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตมาใส่ จากนั้นเดินตรงไปที่ประตูกระจกที่ติดฟิล์มสีดำสนิทและยื่นมือไปผลักประตูจนเปิดออก

          ตึก

          “โอ้ย! เปิดประตูหัดดูคนบ้างเซ่!” เสียงประตูชนโดนหัวใครบางคนดังขึ้นก่อน จากนั้นเสียงหวานแสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นตามมา

          คนที่เป็นคนเปิดประตูรีบดึงประตูกลับเข้าหาตนและดันจนสุดล็อกของมัน

          “ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ทันมอง” เขารีบขอโทษขอโพยผู้เสียหาย “เป็นอะไรมากไหมครับ”

          ดาริกาที่ยกมือขึ้นกุมหน้าผากบริเวณที่โดนกระแทก เงยหน้ายกคางขึ้นสูงหวังจะต่อว่า แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยคำใดๆ ออกไป ร่างบางก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดนั้นลงคอเสียก่อน

          เพราะว่า...ผู้ชายตรงหน้าเธอ คือ คุณป้อง ชัชชัย อดีตนักร้องเพลงป๊อบยอดนิยม ที่ตอนนี้ผันตัวเองมาเป็นโปรดิวส์เซอร์ให้กับค่ายเพลงชื่อดัง เป็นทั้งไอดอล เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และยังเป็นคนที่ทำให้เธอฝันอยากเป็นนักแต่งเพลงอย่างทุกวันนี้ ดาริกาเก็บสะสมซีดีเพลงของเขาทุกอัลบัม ไปคอนเสิร์ตทุกงาน มีโปสเตอร์ของผู้ชายคนนี้ติดเต็มห้องนอน เรียกได้ว่า แฟนคลับตัวจริงเสียงจริง

          ดาริกายืนอ้าปากค้างก่อนจะค่อยๆ เค้นคำพูดออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก

          “อ่า...ไม่ เป็น ไร ค่ะ”

          ...โอ้ว คุณพระ พี่ป้องตัวจริงเสียงจริงเจ้าค่ะ เดี๊ยนล่ะอยากจะกระโดดกอดแล้วหอมแก้มสักสองฟอด...

          “ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ต้องขอโทษจริงๆ ครับ”

          ชัชชัยโค้งตัวนิดๆ ก่อนจะก้าวขายาวลงบันไดไป ปล่อยให้แฟนคลับผู้เสียหายยืนอ้าปากค้างมองตามตาปริบๆ

          “ไอ้จือ...จะยืนอ้าปากอีกนานมั้ย แมลงวันบินเข้าทั้งฝูงแล้วนั่น”

          คนเป็นอาเรียกชื่อเล่นของหลานสาวอย่างสนิทสนม นึกเหนื่อยใจกับนิสัยชอบแสดงโอเว่อร์เกินเหตุของหลานตัวแสบยิ่งนัก

          เพราะเสียงเรียกของประณพดังขึ้นเรียกสติที่กระเจิงไปไกลของดาริกาให้กลับเข้าร่างเหมือนเดิม จากนั้นเธอก็ยกมือขึ้นตีแก้มตัวเองเบาๆ

          “เจ็บจริงๆ ด้วย ฉันไม่ได้ฝันไป” เสียงกระซิบบอกกับตัวเอง ก่อนจะหันตัวกลับเข้าไปในสำนักงานแล้วตะโกนขึ้นเสียงดังอย่างกับอยู่ในคอนเสิร์ต “พี่ป้องตัวจริง ใช่มั้ยอา!!”

          ประณพสะดุ้งจนตัวโยนไม่คิดว่าจะโดนพลังคลื่นเสียงจู่โจมอย่างกระทันหัน ปรียาที่นั่งพิมพ์งานอยู่ที่โต๊ะก็มีอาการตกใจไม่ต่างกัน

          “เออ ตัวจริง” เสียงทุ้มของคนที่ถูกถาม ตอบชัดถ้อยชัดคำ

          ดาริกาทำตาโตใส่ประณพแล้ววิ่งพรวดเข้ามา จ้องมองใบหน้าแป้นที่มีแว่นตาทรงเหลี่ยมอันเล็กวางอยู่บนสันจมูก เธอก้มต่ำลงจนใบหน้ามนแทบจะติดกับหน้าผากเถิกไร้ผมของอาแท้ๆ

          “แล้วเขามาทำไมอ่ะ” จากเสียงดังปรอทแตกเมื่อครู่ถูกปรับต่ำลงจนกลายเป็นเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ

          ประณพสบตาหลานครู่หนึ่งก่อนเบือนหน้าหนีแล้วตอบอย่างไม่ใส่ใจ “มาจ้างอาทำงานน่ะสิ”

          “งานอะไร...” ดาริกาทำสีหน้าร้อนรนถามอย่างจริงจัง “...ให้ช่วยสืบอะไรหรอคะ”

          ประณพแสร้งถอนหายใจ “สนใจทำไมนักหนา ทีเรื่องของลูกค้าคนอื่นยังไม่เห็นสนใจอย่างนี้เลย”

          “ก็มันไม่เหมือนกันนี่...” ดาริกาตอบพลางยืดอกแสดงความภาคภูมิใจ “...คนนี้ไม่เหมือนคนอื่น นี่เป็นพี่ป้องเลยนะ แฟนคลับตัวจริงเสียงจริงอย่างจือก็ต้องรู้ทุกความเคลื่อนไหว ไม่งั้นก็เสียชาติเกิดแย่นะสิ แล้วตกลงมีเรื่องอะไรกัน”

          เมื่อเจอคำถามตรงๆ บวกกับท่าทางอยากรู้ใจจะขาดของหลานสาว ประณพจึงอยากแกล้งต่อด้วยความเอ็นดู เขาทำเป็นไม่ใส่ใจกับคำถามพลางเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วนี่ไปไหนมา งานที่ให้ทำน่ะเสร็จแล้วหรอ”

          “อาไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลย ตอบคำถามของจือมาก่อน” ดาริกาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาพลางเขย่าแขนขวาชายวัยกลางคนที่ทำหน้าตาสบายอกสบายใจที่ได้แกล้งหลานสาวตน “นะนะ บอกหน่อยนะ ถ้าไม่รู้เรื่องที่อยากรู้ ต่อมเผือกมันจะแย่งความสามารถในการทำงานจนไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานน่ะอา นะนะนะ บอกหน่อยนะ”

          เมื่อเจอลูกอ้อนเข้าไปประณพก็ทำท่ากุมขมับ

          “ทำอย่างกับว่าถ้ารู้เรื่องที่อยากรู้แล้ว จะขยันทำงานมากขึ้นงั้นแหละ” เขาหยั่งเชิงถามเสียงสูง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากหลานสาว เธอปล่อยแขนเขาแล้วหันไปถามเลขาของเขาแทน

          “พี่ยาคะ เรื่องพี่ป้อง...” เสียงหวานยังถามไม่จบ ฝ่ายที่โดนถามก็ชิงตอบขึ้นมาก่อนคล้ายกับรอจังหวะนี้มานานแล้ว

          “เรื่องลูกสาวน่ะค่ะ เห็นว่ามีพฤติกรรมแปลกๆ กลัวว่าจะไปทำอะไรไม่ดี ก็เลยมาจ้างให้คุณประณพช่วยสืบน่ะค่ะ” ปรียาแจกแจงอย่างละเอียด

          “อ้ออออ” ดาริกาลากเสียงยาว แล้วหันไปทำหน้าอย่างผู้มีชัยใส่ประณพที่นั่งมองหน้าเธออยู่ก่อนแล้ว

          “แล้วก็เห็นว่า...” เสียงของปรียาที่ดังขึ้นมาอีกครั้ง เรียกความสนใจให้กับดาริกาอย่างมาก

          “ค่ะค่ะ” ดาริกาขานรับ บอกว่าเธอกำลังตั้งใจฟังอยู่

          ปรียาเอียงคอออกจากหน้าคอมพิวเตอร์

          “เห็นว่าไม่อยากจ้างนักสืบคนอื่นเพราะกลัวข่าวหลุดออกไปน่ะค่ะ” เธอเว้นวรรคสักครู่ก่อนพูดในสิ่งที่ดาริกาฟังแล้วแทบช็อค “ที่มาจ้างคุณประณพ ก็เพราะเป็นเพื่อนเก่าแก่...ทำให้วางใจได้ว่าจะไม่ถึงหูนักข่าวอย่างแน่นอน”

          หญิงสาวยืนอ้าปากค้างอีกครั้งวันนี้เป็นวันเรื่องประหลาดแห่งชาติหรือไง ทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องแปลกๆ จนต้องยืนอึ้งกิมกี่มาหลายครั้ง หลังจากต้องรับมือกับคนแปลกๆ เมื่อบ่ายแล้วยังต้องมาเจอเรื่องแปลกๆ ของอานิสัยแปลกๆ ของเธออีก

          หลังจากที่ได้ยินความจริงที่ไม่น่าเชื่อและไม่เคยได้ยินมาก่อน ดาริกาก็ขมวดคิ้วลงอย่างฉงนหันหน้าไปถามเจ้าตัวต้นเรื่อง “อาเป็นเพื่อนกับพี่ป้อง?”

          ประณพส่ายหน้าน้อยๆ กับการพูดจาไม่รู้กาลเทศะของเลขา “ปรียา...”

          เสียงตำหนิของเจ้านายทำให้หญิงสาววัยสามสิบห้าผู้สวมแว่นตากรอบเล็กสีแดงและรวบผมสีน้ำตาลตึงเป๊ะต้องคอหดเข้ากระดอง แล้วหันไปสนใจงานตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเธอต่อ

          ดาริกาเห็นประณพไม่พอใจการกระทำของเลขาหญิง จึงออกตัวรับผิดแทน “อาคะ อย่าไปว่าพี่ยาเลย จือเป็นคนถามเองนะ...พี่ยาก็แค่ตอบ”

          “จริงค่ะ ยาก็แค่ตอบคำถามน้องจือ...อีกอย่างนะคะถึงคุณประณพไม่อยากบอกเรื่องที่คุณเป็นเพื่อนกับคุณป้องให้น้องจือรู้ ไม่ช้าก็เร็วน้องก็ต้องรู้...ยังไงน้องจือก็ต้องหาข้อมูลของคนที่ให้ไปสืบ ส่งให้คุณประณพเหมือนทุกที” เมื่อสบโอกาสปรียาก็ร่ายเหตุผลยืดยาวออกมา

          “รู้ได้ไงว่างานนี้ฉันจะให้จือทำ” ประณพหันไปหาปรียาใช้น้ำเสียงและท่าทางอย่างเอาเรื่อง

          ปรียาหน้าเจื่อนลง “อ้าว งานนี้คุณประณพจะไม่ให้น้องจือทำหรอคะ”

          “ไม่เอา จือจะทำค่ะอา” ยังไม่ทันที่ประณพจะตอบ คำถามเลขาหญิง เสียงหวานก็พูดแทรกขึ้น “ห้ามตัดจือออกจากทีมเด็ดขาดนะ งานนี้สำคัญต่อจือมาก”

          “สำคัญยังไง” ประณพถามหลานสาวเสียงสูง

          “ก็...” ดาริกาหรี่ตาลงทำหน้าเจ้าเล่ห์ “...ถ้างานนี้เสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จือก็จะให้อาบอกพี่ป้องว่า จือคือคนสำคัญของงานครั้งนี้ ตั้งใจทำงานหาข้อมูลอย่างขยันขันแข็งจนประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม” เธอแสยะรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย

          “จะให้อาโกหกกับเพื่อน? แล้วยังไงต่อ” เสียงกระเซ้าของประณพทำเอาหญิงสาวหุบยิ้มแล้วถลึงตาใส่แทน

          “ไม่ได้โกหกสักหน่อย จือก็ตั้งใจทำงานทุกครั้งนะ...อามั่วแล้ว” เธอเบ้ปาก

          “โอเค ตั้งใจทำงานทุกครั้ง แล้วถ้าอาพูดอย่างนั้นกับเพื่อน จือจะให้ทำอะไรต่อ” ประณพเลิกคิ้วขึ้นถามหลานสาวที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ข้างๆ

          “ก็ฝากงานให้จือไง” ดาริกาถลาตัวเข้าไปนั่งติดกับคนข้างๆ มากกว่าเดิม “พี่ป้องต้องเห็นถึงความตั้งใจทำงานของจือ จนอยากได้ตัวไปทำงานด้วยแน่ๆ” เธอพยักหน้าให้กับความมั่นอกมั่นใจในตนเองอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งความฝันและความหวังที่จะเข้าสู่วงการเพลงได้ฝากไว้กับการเจรจาในครั้งนี้

          เมื่อได้รู้จุดประสงค์อย่างชัดเจน ประณพถึงกับส่ายหน้าช้าๆ ให้กับหลานสาวหัวหมอของตัวเอง

          “คืออยากจะเปลี่ยนงาน? งานเอกสารที่จือช่วยอาทำ ก็ดีอยู่แล้วนี่” ประณพแหย่หลานสาว 

          “ทุกวันนี้ที่จือทำงานในสำนักงานนักสืบประณพนี่ เขาเรียกว่า...งานประจำแบบชั่วคราวค่ะอา” ดาริกาทำสีหน้าจริงจังเมื่อพูดถึง สถานภาพไม่มีงานประจำเป็นหลักแหล่งของเธอ ซึ่งตอนนี้ก็อาศัยความเป็นเด็กเส้นใหญ่เข้าทำงานในสำนักงานนักสืบที่มีอาแท้ๆ เป็นเจ้าของ

          “แล้วคือ...อยากได้งานประจำแบบถาวร?”

          “ใช่สิคะ”

          “เห้อ...ก็ที่ไม่เคยบอกว่าอาเป็นเพื่อนกับป้อง ก็เพราะกลัวว่าจืออยากจะใช้วิธีนี้นี่แหละ”

          เมื่อถูกตำหนิโดยนัย ดาริกาถึงกับหน้าเจื่อนลงและใช้น้ำเสียงออดอ้อน

          “โถ่อา จือก็ไม่ได้จะให้อาช่วยฟรีๆ นะ จือก็ทำงานแลกไง แต่ต้องให้อาช่วยใช้คำพูดนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเองแหละ” เธอเอื้อมมือไปเขย่าแขนป้อมเบาๆ “นะๆ ช่วยๆ กัน”

          คำพูดที่ฟังดูแสนง่ายต่างกับการลงมือทำที่ยากเหลือหลาย ประณพเผลอใจอ่อนไปชั่ววูบกับสายตาอ้อนวอนและคำพูดหว่านล้อมของหลานสาว “พูดน่ะมันง่าย แต่จะให้อาช่วยงานใหญ่ขนาดนี้โดยที่มีค่าตอบแทนแค่สืบเรื่องลูกสาวใจแตกน่ะ...อาว่ามันไม่ค่อยแฟร์นะ”

          ดาริกาลอบถอนใจเมื่อเจออาจอมเคี่ยวของตนพยายามจะหาข้อเสนอใหม่

          “แล้วอาจะให้จือทำอะไรล่ะ”

          “ตอนนี้ยังไม่รู้” พูดจบร่างท้วมก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังโต๊ะทำงานที่มีเอกสารทั้งเก่าและใหม่วางอยู่ท่วมท้น

          ดวงตากลมส่งสายตาอ้อนวอนอย่างน่าสงสารมองตามร่างท้วมตาปริบๆ “อาอย่าเบี้ยวจือนะ นี่เป็นโอกาสครั้งสำคัญ เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตจือเลยนะ”

          “เออ...เข้าใจแล้ว หัวหมอไม่มีใครเกินจริงๆ ไอ้หลานคนนี้” ประณพบ่นอุบ แต่หลานสาวที่ถูกกล่าวถึงก็ได้หาสนใจไม่ เธอนั่งลูบๆ คลำๆ เบาะโซฟาหลังจากถามปรียาว่าพี่ป้องของเธอเคยนั่งอยู่ตรงไหน เมื่อเห็นพฤติกรรมแบบนั้นคนเป็นอาก็ได้แต่ส่ายหน้า

          “จะชอบก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย จะว่าไปป้องมันก็รุ่นเดียวกับอา ไปเรียกมันว่า ‘พี่ป้อง’ น่ะไม่รู้สึกแปลกๆ รึไง”

          “ไม่อ่ะ...” ดาริกาตอบขึ้นทันที “...แต่ถ้าเรียกอาว่าพี่ณพนี่สิถึงจะแปลก”

          เมื่อเจอหลานสาวย้อน ประณพก็ถึงกับไปไม่ถูกกันเลยทีเดียว เขากำลังจะเบนสายตาออกจากตัวหลานสาวแล้วแต่ก็ต้องสะดุดตรงบาดแผลที่หัวเข่าขวาเสียก่อน

          “จือ...หัวเข่าไปโดนอะไรมาล่ะนั่น”

          เมื่อถูกทัก คนที่ลืมไปเสียสนิทว่าหัวเข่าตนกำลังมีบาดแผลก็ถึงกับร้องโอดโอยเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้

          “โอยเจ็บจัง นี่ถ้าอาไม่ทักนี่ลืมไปแล้วนะเนี่ยว่ามีแผล”

          คนเป็นอาถึงกับส่ายหัวให้กับความโก๊ะขนาดลืมความเจ็บเพราะมัวแต่ปลื้มนักร้อง

          “ยา...ไปทำแผลให้จือมันทีสิ” ประณพหันไปสั่งเลขาหญิงที่รู้หน้าที่ดีเพราะตั้งแต่ที่ประณพทักเรื่องบาดแผล เธอก็เดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาเตรียมไว้เรียบร้อยอยู่ก่อนแล้ว

          ...ถึงจะเป็นพวกช่างเม้าท์ แต่ก็รับผิดชอบงานได้ดีเยี่ยม...

          ปรียานั่งคุกเข่าลงหน้าดาริกาที่ก้มมองบาดแผลของตนอยู่ “เดินท่าไหนถึงล้มล่ะคะเนี่ย”

          “ท่าพระจันทร์ค่ะ แถวนั้นมีร้านขนมไทยร้านนึงอร้อยอร่อยค่ะพี่ยา” หญิงสาวตอบกวนโอ้ยใส่เลขาหญิงของอา

          ปรียาเงยหน้ามองหญิงสาวที่นั่งยิ้มแป้นกับคำตอบของเธอ “น้องจือทำพี่อยากกินจ่ามุงกุฏนะคะ”

          “พอดีเลยค่ะ จือก็อยากกินขนมชั้นเหมือนกัน เอาไว้เลิกงานแล้วไปท่าพระจันทร์กันนะคะ”

          “จัดไปค่ะน้องจือ” ปรียายิ้มกว้างจนตาหยีให้กับหญิงสาวที่นั่งสูงกว่า

          ประณพที่ฟังเลขาหญิงกับหลานสาวหยอดมุขต่อกันไปมา จำต้องแกล้งกระแอมไอขึ้นเพราะอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงของบาดแผลนั่น

          “แล้วตกลงไปโดนอะไรมา”

          ดาริกาแสร้งถอนใจออกมาดังๆ “หกล้มระหว่างเป็นคนดีช่วยจับโจรวิ่งราวน่ะค่ะ”

          “หืม? โจรวิ่งราว” ประณพถึงกับอุทานเสียงหลง

          หญิงสาวทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเล่า แต่ก็ต้องจำใจเล่าตั้งแต่ต้นจนจบเพราะต้านแรงกดดันจากทั้งอาทั้งเลขาของอาไม่ไหว

          “คือ...มีโจรคนนึงขโมยกระเป๋าของคุณน้าคนนึง ซึ่งจือก็เป็นพลเมืองดีคนนึงที่จะวิ่งตามไปเอากระเป๋ามาคืนให้ แต่ว่าดันหกล้มซะก่อน เพราะรถของคนรวยคนนึง แล้วคนรวยคนนั้นก็ดันเป็นคนเกือบดีคนนึงที่วิ่งเร็วกว่าจือ ก็เลยได้หน้าไปเพราะเป็นคนไปเอากระเป๋ามาคืนคุณน้าได้ก่อน”

          เล่าจบ ทั้งอาและเลขาของอาก็มองหน้ากันอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับเรื่อง ‘คนนึง’ ของหลานสาว

          “แต่ว่านะ!” เสียงหวานโพล่งขึ้นจนสองคนที่มองหน้ากันอยู่ต้องหันมามองเธอเป็นตาเดียว “...ไอ้เจ็บตัวน่ะไม่เท่าไหร่ ที่เจ็บใจสุดน่าจะเป็นคนรวยที่เกือบจะเป็นคนดีคนนั้นแหละ เป็นคนประเภทไหนก็ไม่รู้นะคะ สามารถเอาสูตรฟิสิกส์มายืนคำนวณให้ฟังเป็นฉากๆ แถมยังมีน่ามาบอกว่าตามทฤษฎีแล้วไม่มีทางที่จือจะถูกรถของเขาชน พอพูดจนพอใจแล้วก็เดินจากไปทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

          “แล้ว...” ปรียาที่นั่งคุกเขาอยู่ตรงหน้าถามอย่างใคร่รู้เรื่องราวต่อ

          “ยังเป็นพวกจำทศนิยมสามตำแหน่งด้วยค่ะ คนปกติจะพูดว่ารถของเขามีความยาวสี่เมตรกว่า แต่ตานั่นพูดว่ารถเขามีความยาวสี่จุดบลาๆๆ เท่าไหร่ก็ไม่รู้จือจำไม่ได้ แต่เลขมาแบบเป๊ะมากค่ะ” หญิงสาวเปลี่ยนสรรพนามให้ชายหนุ่มไม่น่าคบเสร็จสรรพ

          “งั้นหรอ เอ้อเป็นคนที่แปลกดีนะ...” แม้ปรียาไม่อยากเชื่อแต่ก็ไม่ได้พูดแย้งอะไรหลานสาวเจ้านาย “...แล้วเรื่องนี้จบยังไงคะ”

          “ก็จบแค่นี้แหละค่ะ จือก็เลยขึ้นรถเมล์กลับมาในสภาพนี้ ส่วนตานั่นก็คงขับรถหรูไปพูดจาไม่น่าคบแถวๆ ที่คนเพี้ยนๆ เขาไปกันน่ะค่ะ” ดาริการ่ายยาวปลดปล่อยความอึดอัดใจออกมาจนหมดสิ้น

          “สรุปก็คือ ทำดีไม่ขึ้นแถมยังเจ็บตัวกลับมาอีกสินะ” ประณพที่นั่งฟังเรื่องราวมานานหาข้อสรุปให้เรียบร้อยเสร็จสรรพ

          ดาริกาพยักหน้าแรงๆ แทนคำตอบ และต้องร้องออกมาเสียงดังเมื่อสำลีชุบเบตาดีนสัมผัสลงบนแผล

          “เจ็บค่ะเจ็บ พี่ยาเบาๆ หน่อย”

          “ฮ่าฮ่าฮ่า” ประณพปล่อยหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางร้อยโอดโอยของหลานสาวที่ไม่เคยต่างไปจากตอนเด็กๆ เลย

          “ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะนะจือ”

 

          พื้นที่สำหรับตู้รับจดหมายของแต่ละห้องพักถูกจัดเอาไว้ที่ชั้นล่างสุดของอพาร์ทเมนท์ขนาดกลางแถบชานเมือง ที่บัดนี้มีชายหนุ่มผิวสองสีกำลังเปิดตู้จดหมายทำจากอลูมิเนียมออก เพื่อหยิบซองจดหมายสองสามซองที่บุรุษไปรษณีย์ส่งมาให้ถึงที่ เขาพลิกดูจ่าหน้าซองแต่ละฉบับเพื่อดูว่ามีเอกสารอะไรส่งมาถึงบ้าง

          ค่าบัตรเครดิต ค่าประกันชีวิต และซองขาวที่ถูกจ่าหน้าถึงตัวเขาแต่ไม่มีแสตมป์ แสดงว่าอีกฝ่ายต้องมาหย่อนจดหมายฉบับนี้เอง

          ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความระคนสงสัย และแกะซองจดหมายออกเพื่อดูกระดาษที่มีข้อความข้างในโดยเร็ว

หัวใจที่เต้นผิดจังหวะกับเหงื่อเม็ดโตที่ผุดขึ้นที่หน้าผาก ดวงตาเบิกกว้าง พลันหันซ้ายหันขวาด้วยความระแวดระวังกลัวว่ามีบุคคลที่สองเห็นอาการที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะแสดงออกมาเข้า

          เขาเดินไปที่ลิฟต์เพื่อกลับไปยังห้องพักอย่างเร่งรีบ เมื่อเข้ามาถึงยังพื้นที่ส่วนบุคคล เขาก็ยกกระดาษแผ่นเดิมขึ้นมาอ่านอีกครั้ง เรื่องราวในอดีตถูกขุดคุ้ยขึ้นมาปรากฏอย่างชัดเจน...จนเหมือนกับเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน

          ติ้งต่อง ติ้งต่อง

          ร่างผอมสูงสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ เสียงออดหน้าห้องก็ดังขึ้น แสดงถึงการมาเยือนของใครบางคน เขารีบเอากระดาษในมือสอดแทรกเข้าไปในกองกระดาษปึกหนึ่งบนโต๊ะทำงานเพื่อซ่อนข้อความข้างในอย่างลุกลี้ลุกลน

          “อาจารย์อยู่ไหมคะ”

          เมื่อรอได้สักพักคนหน้าห้องก็ส่งเสียงเรียกคนข้างใน เผื่อว่าวันนี้คนที่เธอต้องการมาพบอาจจะไม่อยู่ห้องก็เป็นได้

          ตึก

          ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออกด้วยแรงคนข้างใน ชายหนุ่มผิวสองสีในเสื้อเชิ้ตสีอ่อนดูสุภาพ ยืนยิ้มโชว์ฟันขาวต้อนรับแขกด้วยความเป็นกันเอง

          “สวัสดีครับ”

          หญิงสาวตัวเล็กผิวสีน้ำผึ้งเงยขึ้นหน้าสบตากับเจ้าของห้อง ก่อนเอ่ยเสียงใส

          “สวัสดีค่ะ ดิฉันมาจากสำนักพิมพ์สาระสารค่ะ เอ่อ...จะมาขอรับต้นฉบับ...” ช่วงท้ายเสียงใสแผ่วเบาไปเพราะเธอกำลังมาทวงงานที่โดนผัดผ่อนการส่งมาหลายครั้งแล้ว

          ถึงกระนั้นชายหนุ่มเจ้าของห้องยังคงยิ้มสู้ “แก้เสร็จพอดีเลยครับ เดี๋ยวผมไปเอามาให้นะ”

          ร่างบางถอนใจด้วยความสบายใจ เธอคิดถูกจริงๆ ที่ลงทุนมาทวงงานถึงที่บ้านหลังจากที่เธอต้องเทียวส่งอีเมลมาทวงงานเขาอยู่เป็นระยะๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วนักข่าวอาชญากรรมภาคสนามอย่างเธอไม่น่ามีความรับผิดชอบในส่วนการวิจัยค้นคว้าหรือบทความทางวิชาการแต่อย่างใด แต่เพราะช่วงนี้เธอกำลังว่างและพนักงานที่รับผิดชอบงานนี้ดันลาคลอดสามเดือน ทำให้เธอต้องมารับผิดชอบงานนี้แทนอย่างช่วยไม่ได้

          มือกร้านใหญ่รวบเอากระดาษปึกหนึ่งมากระทุ้งลงโต๊ะสองสามทีเพื่อให้สันตรงกันแล้วจับใส่ซองเอกสารสีน้ำตาลปิดผนึกเรียบร้อย

          “นี่ครับ อย่างนี้คุณธิติมาก็ไม่ต้องคอยส่งเมลมาทวงงานผมแล้วนะครับ” เขายื่นเอกสารในมือให้หญิงสาวที่ยืนรออยู่หน้าห้องก่อนพูดแซวทิ้งท้าย

          คนถูกแซวปั้นหน้าไม่ถูก ก็ได้แต่ยื่นมือออกไปรับซองเอกสารมาแล้วส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป

          “เข้ามาทานน้ำก่อนไหมครับ” เจ้าของห้องเอ่ยชวนด้วยท่าทางสุภาพ

          ธิติมารับรู้ได้ถึงแววตาที่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยของอีกฝ่าย ถึงแม้เธอจะไม่ใช่คนรูปร่างหน้าตาดีแต่ก็ถูกฝึกให้รู้จักการวางตัวอย่างเหมาะสม

          “ไม่ดีกว่าค่ะ ดิฉันมีงานที่จะต้องทำต่อ ขอบคุณมากนะคะ”

          คำปฏิเสธอย่างสุภาพทำให้ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก

          “ไม่เป็นไรครับ หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันอีก”

          “ค่ะ ไม่มีอะไรแล้ว งั้นดิฉันขอตัวก่อน...สวัสดีค่ะ” ธิติมาหันหลังแล้วก้าวออกไปทันทีที่พูดจบ

          ธิติมากลับมาที่รถโตโยต้าวีออสสีม่วงเข้มที่จอดนิ่งสนิท เธอวางเอกสารไว้ที่เบาะข้างคนขับแล้วขับรถออก ตรงไปยังสำนักพิมพ์ที่เธอทำงานอยู่เพื่อจะได้จัดการงานมอบหมายพิเศษให้เสร็จเสียที บทความทางวิชาการที่อาจารย์มหาวิทยาลัยขอไปแก้ไขบางส่วนก่อนส่งตีพิมพ์ไม่กี่วัน ทั้งยังไม่ยอมส่งเป็นไฟล์งานแต่กลับจะทำเป็นฮาร์ดก็อปปี้สร้างความลำบากให้แก่หญิงสาวที่ต้องคอยทวงเช้าทวงเย็นมาหลายวันเลยทีเดียว เมื่อกลับมาถึงโต๊ะทำงานที่แสนรกรุงรังของเธอ ร่างเล็กก็ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเก้าอี้ตัวเก่าที่สืบทอดมาหลายรุ่นก่อนเธอจะเข้าทำงาน พลางเปิดซองเอกสารในมือที่เพิ่งได้รับมาเพื่อจะเอางานด้านในมาตรวจทานก่อนตีพิมพ์

          มือเล็กพลิกกระดาษไปมาเพื่ออ่านข้อความคร่าวๆ แล้วต้องสะดุดลงตรงกระดาษเอสี่ที่ถูกแทรกเข้ามา เพราะมันไม่ได้มีตัวหนังสือมากมายเหมือนหน้าก่อนๆ กลับเป็นแค่กระดาษขาวโล่งๆ ที่มีตัวอักษรปรากฏอยู่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

          คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน อ่านข้อความที่ปรากฏอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ

          “เข็ม บทความของอาจารย์โกศลได้มารึยัง รู้สึกจะเอาไปแก้นานแล้วนะ”

          เสียงเรียกชื่อทำให้หญิงสาวต้องลดความสนใจต่อกระดาษปริศนาลง แล้วหันหน้าไปตอบคำถามแทน

          “ได้มาแล้วค่ะพี่กาย เดี๋ยวหนูตรวจทานให้ก่อนแล้วจะส่งให้นะคะ” ธิติมาตอบบ.ก.หนุ่มที่ถึงแม้ว่าจะอายุใกล้เลขสี่แล้วแต่ใบหน้าเขายังดูอ่อนเยาว์เหมือนเพิ่งจะสามสิบ

          บ.ก.กรวิวัฒน์ หนุ่มตี๋ สูงโปร่ง ตาตี่เป็นเอกลักษณ์ ผิวขาวราวหยวกกล้วย ที่สำคัญคือเฮียแกโสดสนิท เป็นขวัญใจเหล่าชะนีน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงในสำนักพิมพ์ เขาทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการและทำคอลัมน์เกี่ยวกับด้านการศึกษาโดยตรง

          “โอเค แหมดีจริงๆ ที่มีคนมาช่วยเป็นฝ่ายพิสูจน์อักษรให้พี่ด้วย ย้ายมาอยู่กับพี่ไหมเข็ม จะได้ไม่ต้องออกไปตากแดดตากลมวิ่งตามขอสัมภาษณ์ตำรวจกับพวกผู้ร้ายที่คอยแต่จะหลบนักข่าวน่ะ”

          กรวิวัฒน์พูดชักชวนเพื่อนรุ่นน้อง ซึ่งเขาเองก็เคยทำงานเป็นนักข่าวฝ่ายอาชญากรรมภาคสนามมาก่อน แต่เพราะทนกับความหดหู่ใจกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทุกวี่ทุกวันไม่ไหว มีแต่การทำร้าย เข่นฆ่า แย่งชิง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ฝ่ายการศึกษาที่มีแต่เรื่องจรรโลงใจแทน เขาไล่สายตามองหญิงสาวที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ ตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางเอ่ยขึ้นอย่างล้อเลียน

          “ดำขนาดนี้เดี๋ยวก็ไม่มีหนุ่มมาแลหรอก”

          หญิงสาวไม่ถือสาหาความกับคำพูดของรุ่นพี่ ทั้งยังหัวเราะร่วนกับคำพูดตรงๆ นั่นอีก ผิวสีเข้มๆ ของเธอจะดำลงได้อีกแค่ไหนกันเชียว

          “โถ หนูน่ะดำดีสีไม่ตกนะคะพี่กาย แล้วก็หนูน่ะชอบวิ่งตามขอสัมภาษณ์มากกว่า มันท้าทายความสามารถดี...ขอบคุณนะคะที่ชวน” พูดจบก็ยิ้มกว้างเห็นฟันขาวสวย หวังเรียกคะแนนจากรอยยิ้มพิมพ์ใจนั่น

          “อืม...ก็ตามใจ” กรวิวัฒน์ส่ายหัวน้อยๆ ให้กับคนรักอุดมการณ์ แต่ก่อนที่จะเดินจากไปทำงานของตนต่อ เขาก็ได้โปรยยิ้มกว้างให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

          ธิติมาอมยิ้ม แม้จะเป็นแค่บทสนทนาสั้นๆ แต่มันก็ช่วยรดน้ำให้ใจชุ่มชื้นขึ้น แถมด้วยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ที่สามารถชาร์จพลังทำงานเกินร้อยให้แก่เธอได้

          หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งสูดหายใจลึกหันหน้ากลับมายังเอกสารในมือเธอต่อ กระดาษปริศนายังคงคาอยู่ที่เดิม เธอทวนอ่านข้อความซ้ำอีกรอบก็ยังไม่เข้าใจความหมายของมัน...หรืออาจจะเป็นบทคัดย่อ แต่ข้อความแผ่นนี้กับเนื้อหาทั้งปึกกระดาษไม่ได้มีความสอดคล้องกันสักเพียงนิด แล้วกระดาษแผ่นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เจ้าของจะต้องการเอามันคืนไปหรือเปล่า หรือมันอาจเป็นแค่เศษกระดาษไร้ค่าที่บังเอิญสอดอยู่ในเอกสารปึกนี้ก็เป็นได้

          เมื่อคิดไม่ตก เธอจึงยอมตัดใจทิ้งความสงสัยพร้อมทิ้งกระดาษปริศนาแผ่นนั้นให้รวมอยู่กับกระดาษหน้าเดียวสำหรับรียูสใต้โต๊ะทำงาน

 

          ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปิดให้บริการตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงตีสอง ประดับร้านด้วยดวงไฟหลากหลายสีสันเพิ่มความสว่างไสวให้กับบรรยากาศในยามค่ำคืน รวมถึงการต้อนรับลูกค้าที่จะมารับประทานอาหารเย็นกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงในบรรยากาศริมแม่น้ำเช่นนี้

          รถเก๋งสีเงินคันเล็กเปิดไฟกระพริบชิดซ้ายเทียบริมถนนเพื่อจอดส่งผู้โดยสาร

          “ขอบคุณมากค่ะพี่ยา” ดาริกายกมือไหว้ขอบคุณหญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย

          “จ้ะๆ ไม่เป็นไร อย่าลืมของล่ะ” ปรียาส่งยิ้มให้เป็นการรับไหว้

          “ไม่ลืมค่ะ อยู่นี่หมดแล้ว” เธอพูด พลางยกมือขวาขึ้นให้อีกฝ่ายเห็นถุงใส่ขนมไทยหลายถุงในมือ

          “งั้นจือไปก่อนนะคะ” หญิงสาวเปิดประตูก้าวขาลงไปจากตัวรถ แล้วเดินไปเปิดประตูด้านหลังต่อเพื่อหยิบกล่องใส่กีต้าร์ใบใหญ่

          ...สรุปแล้ว พวกเธอก็ไปท่าพระจันทร์ซื้อขนมไทยกันมาจริงๆ

          ดาริกายืนรอจนรถของปรียาแล่นออกไป จากนั้นเธอจึงค่อยเดินเข้าไปในร้านอาหาร สถานที่ทำงานอีกที่หนึ่งของเธอในค่ำคืนนี้

          พื้นที่ถูกยกระดับขึ้นเล็กน้อยมีบันไดสามก้าวสำหรับเดินขึ้น ใช้เป็นเวทีการแสดงความสามารถของเธอ หญิงสาวเดินเอากล่องกีต้าร์วางไว้ที่ด้านข้างเวทีก่อนมองหันซ้ายหันขวาราวกับหาใครบางคน

          “วันนี้เรามาถึงก่อน...” เสียงทุ้มคุ้นหูกับสรรพนามที่ใช้ก็บ่งบอกถึงความสนิทสนมของทั้งสองดังขึ้นจากด้านหลัง “...ชอบหาว่าเรามาสาย วันนี้ตัวเองสายเองนะครับ” ชายหนุ่มยักคิ้วหนึ่งทีแสดงความเป็นผู้ชนะ

          “หรอยะ เป็นผู้หญิงก็ต้องสายนิดๆ หน่อยๆ เป็นมารยาทน่ะนะ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน” ดาริกายักไหล่สองสามทีแสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

          “หนอย ทีเรามาสายล่ะบ่นเป็นชั่วโมง ทีตัวเองมาสายล่ะบอกเป็นมารยาทของผู้หญิง เชื่อเขาเลย” ชายหนุ่มพูดแขวะเสียงสูง แต่หญิงสาวข้างกายก็หาได้ใส่ใจกับคำพูดนั้นไม่

          “พูดแบบนี้ งั้นนี่ก็ไม่ต้องเอา” พูดจบเธอก็ยกมือขวาขึ้นเพื่ออวดของที่อยู่ในมือตน ในนั้นคือขนมทองหยอดที่ถูกเรียงใส่กล่องอย่างสวยงาม ขนมห          วานของโปรดของเพื่อนที่เธอรู้ดีว่านายคนนี้จะยอมศิโรราบก็ต่อเมื่อมีทองหยอดมาล่อเท่านั้น

          ชายหนุ่มมองทองหยอดในมือเล็กตาละห้อย แล้วลอบกลืนน้ำลายลงคอก่อนเสียงทุ้มจะลดระดับลงบอกในสิ่งที่ตนต้องการ

          “ส่งมาเดี๋ยวนี้”

          หญิงสาวยิ้มกริ่ม มาดเข้มที่เอาไว้สร้างภาพเก๊กหล่อต่อหน้าสาวเล็กสาวใหญ่มลายหายหมดสิ้น สายตาออดอ้อนจะเอาของที่ตนต้องการถูกงัดออกมาใช้บ่อยๆ ยามอยู่กับเธอลำพัง คงเป็นเพราะความสนิทชิดเชื้อจนไม่ต้องเสียเวลาสร้างภาพกระมัง เขาจึงกล้าแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้อย่างไม่มีปิดบัง

          “ก็เอาไปสิ แล้วก็เลิกบ่นฉันได้แล้ว...ไปเก็บของก่อนล่ะ” ว่าแล้วก็ยื่นถุงขนมส่งให้ก่อนแยกตัวออกไปเก็บข้าวของที่ห้องล็อกเกอร์หลังร้าน ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนสงบปากสงบคำถือขนมของโปรดที่ทำให้เขาเลิกบ่นไปได้

          “จือ ช่วงนี้เปิดให้ส่งเพลงเข้าประกวดแล้วนี่” ชายหนุ่มถามขึ้นหลังจากเห็นดาริกาเดินมาแต่ไกล เขาเห็นประกาศ จากโลกโซเชียลผ่านโทรศัพท์มือถือขณะที่นั่งกินขนมทองหยอดกล่องใหญ่ไปด้วย

          “ใช่ ฉันเริ่มแต่งเพลงใหม่แล้วล่ะ”

          “ปีนี้ก็จะส่งเพลงเข้าประกวดอีก? โอโห...สุดยอดความพยายาม” เขาถามโดยตั้งใจที่จะจี้ใจดำของหญิงสาว

          หญิงสาวเบะปากกลอกลูกตาขึ้นมองสูง แล้วตอบกลับเสียงดัง “เออ...ปีนี้ก็จะส่งอีก แล้วถ้าฉันได้รางวัลนะ ฉันจะให้สัมภาษณ์ว่า ฉันน่ะส่งเพลงเข้าประกวดมาห้าปีแล้ว แต่ไม่เคยเข้ารอบเลยสักครั้ง แล้วพอเข้าปีที่หก...”

          “...ก็หกสมชื่อ ตกรอบแรกอีกไง” อีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาโดยที่หญิงสาวยังไม่ทันพูดจบประโยค

          “เฮ้ย...มันต้องไม่เป็นแบบนั้นสิ” พูดจบเธอก็ได้แต่ถอนใจเบาๆ

          ห้าปีมาแล้วกับเส้นทางแห่งความฝันที่มีแต่ขวากหนามเรียงรายพร้อมที่จะทิ่มแทงชีวิตเด็กวิทย์หัวใจศิลป์อย่าง ‘ดาริกา เกริกอินทรา’ ตลอดมา หญิงสาวย่างเข้าวัยยี่สิบแปด จบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา เรียนไปได้สักพักเธอก็เพิ่งรู้ตัวว่านี่ไม่ใช่ตัวตนของเธอ แต่จะให้กลับลำก็เกิดเสียดายเวลาที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมา หญิงสาวรักเสียงดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เริ่มหัดดีดกีต้าร์มาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นแถมยังมีพรสวรรค์ในการร้องเพลง หากเธอเป็นผู้ชายคงจะเนื้อหอมมากเลยทีเดียว เส้นทางแห่งความฝันเริ่มจากการแต่งเพลงส่งเข้าประกวดเพื่อเป็นใบเบิกทางก้าวเข้าสู่วงการเพลงโดยสมบูรณ์และเธอยังหวังว่าสักวันบทเพลงที่เธอแต่งจะกลายเป็นเพลงประกอบละครที่ฟังฮิตติดหูกันทั่วบ้านทั่วเมือง

          ...ถึงแม้ว่าเธอจะมีพรสวรรค์ในการร้องเพลง แต่สำหรับการแต่งเพลงแล้ว...มันคนละเรื่องกัน...

          “อุตส่าห์ขายรถหาทุนเที่ยวรอบโลกจะหาแรงบันดาลใจ ขอให้ได้สักทีเหอะ จะได้เป็นฝั่งเป็นฝากับเขาสักที วันๆ ที่ลอยไปลอยมานี่สบายตัวมากไปนะ”  

          “จ้า พ่อคนหน้าตาดีมีสาระ” เสียงหวานเหน็บกลับบ้าง พลันไล่สายตามองชายหนุ่มตรงหน้า

          ใบหน้าเรียวยาวผิวสีคล้ำแดดแต่คมเข้มมีมาดอย่างนายตำรวจหนุ่ม คิ้วเข้มตรงหนาเชิดขึ้น หนวดเคราบางๆ ที่ถูกตัดแต่งเรียบร้อยรอบกรอบริมฝีปากเข้ารูป ผมตัดสั้นบางส่วนปรกลงมาบังกรอบหน้าเสริมสร้างมิติ

          ...ก็เป็นผู้ชายประเภทหน้าตาดีนั่นแหละ...

          “ก็รู้ดีนี่” ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการขวยเขินที่ถูกชม แต่กลับยืดอกรับคำชมด้วยความภาคภูมิใจ

          ดาริกาลอบถอนใจ นึกด่าตัวเองไม่น่าออกปากชมประชดอย่างนั้น

          “นอกจากจะหน้าตาดีแล้ว ขนก็ยังเยอะเหมือนลิงอีกต่างหาก สงสัยคราวหน้าคงต้องซื้อกล้วยมาให้ทั้งเครือแทนทองหยอดซะละมั้งเนี่ย” พูดพลางยักคิ้วส่งยิ้มกว้าง รู้สึกสะใจที่ได้เอาปมด้อยของเพื่อนมาล้อบ้าง

          มือใหญ่ให้มะเหงกเป็นรางวัลแก่หญิงสาว ทำเอาเจ้าตัวต้องใช้มือต่อกรกับอีกฝ่ายบ้าง มือเล็กโบกไปมาหมายตีให้โดนตัวอีกฝ่าย แต่แค่เขาใช้มือดันหัวเอาไว้สุดแขน แขนสั้นๆ ของเธอก็ทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว

          ดาริกาล้มเลิกความพยายาม ก่อนก้าวยาวๆ ขึ้นไปบนเวทีแล้วหยิบกีต้าร์ในกล่องใหญ่ออกมาเสียบเข้าลำโพงเพื่อทดสอบเสียง

          ...อุตส่าห์ขายรถหาทุนเที่ยวรอบโลกจะหาแรงบันดาลใจ ขอให้ได้สักทีเหอะ จะได้เป็นฝั่งเป็นฝากับเขาสักที วันๆ ที่ลอยไปลอยมานี่สบายตัวมากไปนะ...

          ที่เขาพูดก็ถูก ตอนนี้เธออาศัยสำนักงานนักสืบประณพทำงาน ที่ดูเหมือนว่างานเอกสารที่แสนน่าเบื่อกำลังจะกลายเป็นงานประจำของเธอในเร็ววัน หากเพลงของเธอยังไม่เป็นที่ถูกใจของเหล่าโปรดิวส์เซอร์ และยังไม่ได้รับเกียรติในการเข้าทำงานในฐานะนักแต่งเพลงของสังกัด เมื่อเทียบกับ อาชวิน หรือจะเรียกให้เต็มยศว่า ‘ร้อยตำรวจโทอาชวิน ยศวิริยะ’ แล้วเธอช่างต่างกับเขาอย่างสิ้นเชิง ทั้งหน้าที่การงาน ความมั่นคง รายได้ และรูปร่างหน้าตา

          ข้อหลังสุดนี่เธอไม่อยากยอมรับเท่าไหร่นักว่าเพื่อนสนิทของเธอคนนี้ ช่างดูดีและโดดเด่นมากขึ้นตามอายุจริงๆ ยิ่งเข้ารับราชการเป็นผู้ชายในเครื่องแบบด้วยแล้ว สาวน้อยสาวใหญ่รอบข้างก็ยิ่งอยากจะก่อคดีอาชญากรรมพิสดารให้ผู้หมวดจับใส่กุญแจมือเข้าตารางกันเป็นว่าเล่น

          อาชวินมองตามหลังบางพลางลอบยิ้มมุมปากอย่างมีความนัย การทำให้หญิงสาวตัวดีโกรธเป็นความสุขเล็กๆ อย่างหนึ่งของเขา ก่อนจะดันตัวขึ้นยืนแล้วไปหยิบกีต้าร์ของตนมาเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในค่ำคืนนี้

          เสียงหวานกล่าวทักทายลูกค้าของร้านอาหารให้หันมาสนใจเธอและคู่หูที่คืนนี้มาเล่นดนตรีที่ร้านอาหารประจำของพวกเขา เมื่อเธอพูดจบ อินโทรเพลงก็ดังขึ้นจากกีต้าร์ของชายหนุ่มที่นั่งบนเก้าอี้ตัวสูงข้างๆ กัน เสียงหวานใสของหญิงสาวก็สะกดผู้ฟังได้ในทันทีที่เนื้อเพลงขึ้น ท่วงทำนองและเสียงสอดประสานร้องเข้ากันอย่างกลมกล่อมพอดี ไม่มีใครดูโดดเด่นกว่าใคร ทุกอย่างดูลงตัวอย่างน่าประหลาด เพราะเสียงทั้งสองถูกกลั่นกรองออกมาจากหัวใจจึงไม่น่าแปลกที่จะเข้าไปตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้รับฟังด้วยเช่นกัน

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา