ทฤษฎีรหัสเลือด (กลทฤษฎี) สนพ.เฟยฮุ่ย

-

เขียนโดย coralgladiolus

วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 15.57 น.

  14 ตอน
  0 วิจารณ์
  5,348 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562 23.24 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

4) ตอนที่ 4

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

          “ข่าวต่อไปเป็นเหตุฆาตกรรม บ่ายวานนี้พบศพชายวัยกลางคนถูกยิงจนเสียชีวิตที่ตึกร้างเลขที่สิบห้าทับเก้าสอง จังหวัดปทุมธานี ทราบชื่อภายหลังว่าผู้ตายคือนายมิ่ง คำแดง อายุสี่สิบห้าปี อดีตนักโทษต้องขังคดีฆ่าชิงทรัพย์ที่เพิ่งจะพ้นโทษออกจากเรือนจำเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สภาพศพมีร่องรอยการต่อสู้และถูกไม้หน้าสามตีเข้าที่ท้ายทอย ก่อนจะเสียชีวิตด้วยการถูกยิงตัดขั้วหัวใจ จากสภาพการแข็งตัวของศพคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณสองวัน บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุเป็นที่เปลี่ยวอีกทั้งเวลาเกิดเหตุยังเป็นตอนกลางคืนทำให้ไม่มีพยานพบเห็นเหตุการณ์ และสิ่งที่ทำให้เป็นที่น่าประหลาดใจก็คือข้างศพมีตัวเลขแปดไทยที่ถูกเขียนด้วยเลือด เหมือนกับปริศนาที่คนร้ายทิ้งเอาไว้ในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสิบปีก่อน แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อว่านี่คือเหยื่อรายใหม่ในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องครั้งนั้น อาจจะเป็นพวกทำคดีเลียนแบบเพื่อก่อความวุ่นวาย ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้เร่งมือสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงจากปริศนาตัวเลขแปดที่คนร้ายจงใจทิ้งเอาไว้โดยเร็ว...”

          คิ้วเข้มหนาขมวดเข้าหากันทำให้เห็นริ้วรอยที่เกิดมากขึ้นตามวัย หลังจากได้ฟังข้อความผ่านผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์

          “ที่มาก็เพราะเรื่องนี้แหละ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียกให้ชายเสื้อลายสก็อตสีแดงเปลี่ยนความสนใจจากเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมตรงหน้าเป็นแขกผู้มาเยือนแทน

          ประณพใช้นิ้วดันกรอบแว่นอันเล็กขึ้นจนชิดสันจมูก ก่อนหันมามองชายตรงหน้าที่ท่าทางเคร่งเครียดไม่แพ้กัน “นายจะทำคดีนี้ต่อ?”

          “ใช่...ฉันรู้สึกว่าคดีนี้กับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสิบปีก่อน จะเป็นคดีเดียวกัน” เขาตอบด้วยแววตามุ่งมั่น เลือดตำรวจที่ไหลเวียนในร่างพันตำรวจเอกคุณากรกำลังร้อนได้ที่ ถึงแม้จะเลยช่วงวัยหนุ่มไฟแรงมานานพอควร แต่แรงไฟก็ยังไม่ได้มอดไปหมดจนกลายเป็นเถ้าถ่านและที่สำคัญในตอนนี้มันก็ได้กลับมาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

          “นายแน่ใจ?” ประณพถามทั้งที่รู้คำตอบของนายตำรวจมากฝีมือตรงหน้า

          เขาพยักหน้าแทนคำตอบ พลางเอ่ยตอกย้ำความมั่นใจ

          “ถึงแม้จะคนละกระบอกกับตอนก่อคดีเมื่อสิบปีก่อน แต่ปืนที่ใช้ก็เป็นปืนพกเหมือนเดิม แล้วก็รูปแบบในการฆาตกรรมและยังมีตัวเลขนั่นอีก...ทำไม? ครั้งนี้นายจะไม่ช่วยฉัน?” เขาถามเสียงสูง

          “เปล่า” ประณพตอบแทบจะทันที “ฉันเอาด้วยแน่ คดีที่มันยังปิดไม่ได้มันทำเอานอนไม่หลับมาหลายปีแล้ว แต่...มันไม่ใช่คดีเลียนแบบแน่นะ” เขายังถามซ้ำเพื่อขอความมั่นใจมากขึ้น

          ฝ่ายถูกถามยกมือกุมกันแนบริมฝีปากราวกับใช้ความคิด สองคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

          “ไม่น่าจะใช่” สายตาช้อนขึ้นมองผู้ถาม สายตาที่แอบมีความไม่แน่ใจแฝงอยู่อ่อนๆ

          “อะไรทำให้แน่ใจ” ประณพถามขึ้นอีกแล้วนั่งรอคำตอบที่ถูกเว้นวรรคไปด้วยความคาดหวัง

          “เซนส์ของตำรวจ”

          แม้คำตอบที่ได้รับจะฟังดูไร้สาระไม่มีเหตุผลทางตรรกศาสตร์ แต่ก็ทำประณพรู้สึกถูกใจได้ เขามองหน้านายตำรวจตรงหน้าตรงๆ เลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วถามกลับเสียงดัง

          “เซนส์?”

          “ใช่...แล้วเซนส์ของนักสืบล่ะ” คุณากรยิ้มพลางถามถึงความคิดของอีกฝ่ายบ้าง

          ประณพเบนสายตาออกจากผู้ถาม แล้วไล่สายตาไปบนบอร์ดหลังโต๊ะทำงานที่มีรูปถ่ายและข้อความสำคัญเกี่ยวกับคดีที่เขากำลังตามสืบมาเป็นเวลาสิบปี หลังจากที่เห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าก่อนที่นายตำรวจจะมาถึง เขาก็ได้ขุดคุ้ยเอาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับคดีนั้นออกมาตรวจสอบใหม่ไปแล้ว

          ...เซนส์ของนักสืบเองก็บอกว่า คดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสิบปีก่อน มันยังไม่จบ...เช่นกัน...

          “จากหลักฐานชิ้นใหม่ที่ได้มาจะนำพาเราไปสู่การคลี่คลายปมคดีเก่าที่ยังค้างคาอยู่” นักสืบเปรยเบาๆ “สิบปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยวางคดีนี้ลงเลยแม้แต่นาทีเดียว ทุกๆ อย่างมันยังวนอยู่ในนี้...” เขาชี้ไปที่ขมับจากนั้นนิ้วก็เลื่อนลงมาชี้ที่หน้าอกซ้าย “...กับในนี้” เขาเว้นวรรคเพียงนิดก่อนเอ่ยปนหัวเราะ “เซนส์ของนักสืบมันก็สั่งให้ฉันขุดเอาของพวกนี้ออกมา แล้วก็มานั่งอ่านใหม่ทั้งหมด จนตอนนี้รู้สึกเหมือนเหตุการณ์ครั้งนั้นมันเพิ่งเกิดไปเมื่อวาน” พูดพลางชี้นิ้วไปที่กระดานเพื่อให้อีกฝ่ายได้เห็นสิ่งที่ตนกำลังพูดถึง

          คุณากรหรี่ตาลงมองอย่างเข้าใจในความหมายแฝงที่อีกฝ่ายต้องการสื่อ “งั้นเราก็คิดเหมือนกัน”

          เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นายตำรวจนอกเครื่องแบบยื่นมือขวาออกมาพลางเอ่ย “ยินดีที่ได้ร่วมงานกันอีกครั้ง...คุณนักสืบประณพ”

          ประณพยิ้มมุมปากอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนส่งมือไปสัมผัสอีกฝ่ายที่ยื่นมือมารออยู่ก่อน “ยินดีเช่นกันครับ...ท่านผู้กำกับการ”

          ชายสองคนในวัยไล่เลี่ยกัน ยืนจ้องตากันด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องค้างคาใจกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องปริศนานี้ หากโอกาสในครั้งนี้สามารถแก้ข้อกังหาในใจออกไปได้ทั้งหมดยากแค่ไหนพวกเขาก็จะทำ ไม่ปล่อยให้เรื่องทั้งหมดถูกสรุปได้โดยง่ายเหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว

          พลั่ก

          เสียงเปิดประตูที่ทำจากกระจกติดฟิล์มดำดังขึ้น เรียกความสนใจจากชายทั้งสอง

          “อา ดูข่าวเมื่อเช้ายัง?” เสียงหวานดังขึ้นแสดงการมาถึงของหญิงสาว เธอก้าวเท้าเข้ามาใกล้อาของตนเรื่อยๆ “โจรขโมยกระเป๋าวันก่อนที่จือเล่าให้ฟัง โดนยิงตายแล้วนะ เห็นข่าวบอกว่าเขาเพิ่งออกจากคุกด้วย สงสัยโดนเจ้าของกระเป๋ายิงล่ะสิ แทนที่ออกมาจะปรับปรุงตัวทำตัวเป็นคนดี ไหนกลับมาทำนิสัยเดิมๆ นี่ถ้าไม่ตายก่อนนะ สงสัยคงต้องกลับไปนอนในคุกอีกแน่ๆ” เธอเปล่งเสียงหวานวิพากษ์วิจารณ์ออกมารัวเร็วเป็นเอ็มสิบหก พร้อมทั้งทำหน้าจริงจังแบบที่นานๆ ครั้งจะปรากฏให้เห็น

          “อาว่ามั้ย?”

          ประณพมองหน้าหลานสาวที่อยู่ไกลออกไปเพียงฟุตเดียวและเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี “นี่ถ้าไม่รู้นะนึกว่าจือเป็นญาติไอ้โจรวิ่งราวนั่นซะอีก...ทำไมต้องทำหน้าจริงจังขนาดนั้นด้วย”

          ดาริกาคลายใบหน้าจริงจังแล้วส่งยิ้มกว้างเอียงคอเล็กน้อยเหมือนเด็กสาวที่กำลังเจอของถูกใจ

          “ก็นี่ไง...” ไม่พูดเปล่าเธอชี้นิ้วแสดงถึงสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘นี่’ ให้อาของเธอต้องร้องอ๋อ “ก็...ท่านผู้กำกับมาที่นี่ แสดงว่า เรื่องคดีที่ว่ามันต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”

          นายตำรวจที่ถูกหญิงสาวชี้มาที่ตนอมยิ้มกับท่าทางที่ดูเหมือนไร้เดียงสา แต่ไหวพริบที่เดาเรื่องราวได้ถูกต้องก็บ่งบอกถึงความฉลาดเฉลียวของเธอได้อย่างดี

          “จือนี่เดาเรื่องเก่งนะ รู้ได้ยังไงว่าพวกอากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่”

หญิงสาวหันไปหาผู้ถามโดยเร็ว

          “ก็ ข่าวที่ดังที่สุดในตอนนี้คือเรื่องนี้นี่คะ แล้วพอรู้จากพี่ยาว่าคุณอาผู้กำกับมาหา ก็เลยพอเดาเรื่องได้ ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจข่าวหรอกค่ะแต่เพราะเสื้อมือชูสองนิ้วนั่นแหละเลยจำได้ว่าเป็นโจรคนนั้น” เธอเล่าอย่างละเอียดโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องถาม

          “แล้วถ้าบอกว่าอาไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอยู่ล่ะ” ประณพหันไปถามหลานสาว นึกหมั่นไส้กับท่าทางมั่นใจเกินร้อยของเธอยิ่งนัก

          “เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าอาสองคนมาเจอกันเมื่อไหร่ ต้องมีเรื่องสนุกๆ ให้ทำทุกครั้ง...” ดาริกาเถียงกลับโดยเร็ว อ้างถึงประสบการณ์ที่เจอด้วยตัวเอง “...คดียากๆ ก็ช่วยกันไขมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่”

          ตั้งแต่ที่เธอมาช่วยงานที่สำนักงานนักสืบก็เห็นผกก.คุณากรเทียวไปเทียวมาอยู่หลายครั้งหลายคราและทุกๆ ครั้งก็มักจะมีคดีแปลกประหลาดมาให้คุณนักสืบช่วยอยู่เสมอ

          พันตำรวจเอกคุณากรเป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยมัธยมปลายของนักสืบประณพ (รวมทั้งโปรดิวส์เซอร์ป้อง ชัชชัย ด้วยอีกคน) สนิทสนมกันตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงปัจจุบัน อาจเป็นเพราะเรื่องหน้าที่การงานที่ทำให้ต้องติดต่อกันบ่อย ทั้งสองร่วมมือกันปิดคดีดังๆ มาแล้วหลายคดี จนคุณากรมีผลงานได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเป็นคนใหญ่คนโต สาเหตุหนึ่งก็เพราะมีประณพคอยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนมาโดยตลอด

          “ถ้าเหตุการณ์ปกติดีน่ะอาสองคนคงไม่มาเจอกันในสำนักงานนักสืบหรอกนะ” ดาริกาพูดขึ้นอีกอย่างรู้ทัน เมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนทั้งสองในห้องไม่มีใครเอ่ยปฏิเสธสิ่งที่เธอพูด

          คำพูดของเธอทำเอาประณพกุมขมับ แต่เขาก็ยอมรับในใจว่าหลานสาวจอมแก่นคนนี้เดาเรื่องราวได้อย่างแม่นยำ

          “แล้วยังไง พูดแบบนี้แสดงว่าวางแผนอะไรมาอีกล่ะสิ” ประณพที่รู้จักหลานสาวคนนี้มาพอที่จะเดาเรื่องของเธอกลับบ้าง หลังจากที่โดนหญิงสาวเล่าเรื่องราวที่จินตนาการเองออกมาเป็นฉากๆ

          ดาริกาขมวดคิ้วทำหน้าฉงนแบบโอเว่อร์แอกติ้งสุดๆ ใส่ซ้ำยังทำหน้าซื่อตาใสถามคำถามกลับไปอีก

          “อารู้ได้ไงว่าจือมีแผน!”

          ประณพถอนใจแรงๆ แล้วพูดอย่างตัดรำคาญ “อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้วจือ...มีอะไรก็ว่ามา”

          “ถ้าบอกแล้วอาจะให้ได้ป่ะล่ะ” หญิงสาวยังลองเชิงถาม

          “นั่นก็อยู่กับว่าจือจะเสนออะไรมา” ประณพมองใบหน้ามนอย่างจับผิด

          “ก็...” ดวงตากลมใสเบนหนีสายตาจับผิดที่อาส่งมาให้ “...จือคิดว่า สวรรค์คงต้องการให้จือช่วยไขคดีนี้ให้โจรคนผู้โชคร้ายนั้น ก็เลยส่งเรามาทำความรู้จักกันก่อน ถึงจะไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ก็เถอะ” คำทิ้งท้ายเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า

          ประณพหันไปสบตาคุณากรอย่างขอความเห็น แต่คุณากรก็ได้แค่ยักไหล่ส่งเป็นคำตอบให้

          “เพราะฉะนั้น...” เหมือนหญิงสาวจะรู้ว่าอาชายทั้งสองตรงหน้าจะงุนงงกับคำพูดของเธอ จึงรีบอธิบายต่อ “...จือก็ไม่อยากขัดบัญชาสวรรค์ เลยอยากอาสาช่วยงานนี้ค่ะ” เธอยิ้มกว้างส่งไปให้ แววตาฉายประกายเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างไม่ปิดบัง

          “นั่นเขาไม่ได้เรียกว่ารู้จักหรอกนะ ไอ้การที่ไปวิ่งไล่จับเขาน่ะ” ประณพเปรยขึ้นเพื่อดับความคิดพิเรนทร์ของหลานสาวที่คิดว่าการสืบคดีเป็นเรื่องน่าบันเทิงเริงใจ

          เมื่อรู้ว่าตนกำลังถูกสกัดดาวรุ่ง ดาริกาจึงต้องแถข้างๆ คูๆ เอาสีข้างเข้าถูไปก่อน

          “นั่นแหละ ก็ถือว่าเคยพบพานโคจรมาเจอกันแล้วกัน แสดงว่าต้องเคยทำบุญหรือทำกรรมกันมาแต่ชาติปางก่อน” พลางพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของตัวเอง

          “ไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหน...” เสียงทุ้มของประณพกล่าวอย่างไม่ใส่ใจกับคำพูดของหลานสาว ทำเอาผู้ฟังที่กำลังยืนยื่นข้อเสนอขอร่วมงานอย่างเต็มที่ต้องถอนหายใจ “...แล้วทำไมถึงอยากจะทำคดีนี้มากถึงขนาดนั้นด้วย” ถึงกับทุ่มสุดตัวยกสารพัดเหตุผลที่คิดได้มาใช้อ้างเพื่อขออนุญาตจากเขา

          “ก็...” ผู้ถูกถามเว้นวรรคเพียงครู่ ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าอาที่ยืนกอดอกตรงหน้ารอฟังคำตอบของเธออย่างตั้งใจ “...เห็นว่าเป็นคดีใหญ่นี่คะ ถ้าจือทำงานนี้สำเร็จคงสมน้ำสมเนื้อพอที่อาจะฝากงานให้จือกับพี่ป้องได้”

          เสียงหวานพูดแผ่วเบาเหมือนไม่มั่นใจที่จะพูด ทั้งๆ ที่ตอนแรกมั่นใจเกินร้อยแท้ๆ แต่เธอก็ยอมบอกสิ่งที่ตนต้องการแต่โดยดี

          โชคดีที่เธอเจอกับปรียาที่เซเว่นและรู้ว่ามีแขกคนสำคัญมาพบประณพจึงนึกแผนต่อรองนี้ขึ้นมาได้ ตอนแรกดาริกาก็รู้สึกตกใจไม่ใช่น้อย หลังจากดูข่าวดังทางโทรทัศน์แล้วจำได้ว่าชายผู้เสียชีวิตในข่าวคือโจรวิ่งราวเมื่อวันก่อนเพราะเสื้อลายสะดุดตาสีขี้ม้าตัวนั้น เธอมาแค่จะบอกเรื่องนี้ให้ผู้เป็นอาทราบเท่านั้น แต่เมื่อได้รู้ข่าวจากปรียาเกี่ยวกับการมาพบกันกับผกก.คุณากรแล้ว ทำให้เธอพอเดาเรื่องราวคร่าวๆ ออก

          การมาพบกันของนายตำรวจและนักสืบที่กลายๆ ว่าเป็นคู่หูกันในครั้งนี้ช่างตรงจังหวะกับการเกิดคดีฆาตกรรมประหลาดที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสิบปีก่อนได้อย่างเหมาะเจาะ ทั้งความไม่ชอบมาพากลและปริศนาที่ถูกทิ้งเอาไว้มากมาย ราวกับต้องการเชิญชวนให้ผู้ที่อยากท้าทายความสามารถมาแสดงการคลี่คลายคดี ด้วยทั้งรู้ว่าชายทั้งสองโปรดปรานการแก้ไขปมเงื่อนงำซับซ้อนมาเพียงใดก็ยิ่งทำให้ดาริกามั่นใจยิ่งขึ้นว่าทั้งสองจะไม่ยอมนิ่งดูดายให้คดีประหลาดนี้หลุดมือไปอย่างแน่นอน

          ...โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าชายทั้งสองเคยร่วมมือกันทำคดีนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน...

          หญิงสาวยืนใจตุ้มๆ ต่อมๆ มองปฏิกิริยาของชายตรงหน้า...ไม่รู้ว่าข้อเสนอของเธอจะผ่านการอนุมัติหรือไม่

          “ก็ไม่ได้ห้ามให้ทำเอกสารนี่นะ” ประณพกล่าวกับหลานสาวด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย พูดจบก็หันหลังให้แล้วเดินตรงไปที่บอร์ดหลังโต๊ะทำงานแสร้งยืนอ่านข้อความในกระดาษเอสี่ที่ถูกติดอยู่บนนั้น

          “ก็ถ้าทำเอกสารอย่างเดียวอาจะฝากงานให้จือกับพี่ป้องมั้ยล่ะ”

          ค้อนวงใหญ่ถูกส่งไปตรงๆ แต่ประณพก็ไม่ได้หันมาเพื่อรับมัน แต่ส่งคำตอบสั้นๆ กลับมาในทันที

          “ไม่”

          ใบหน้าบึ้งตึงส่งเสียงตอบกลับในทันทีเช่นกัน “ก็นั่นไง จือเลยต้องมาเสนอตัวช่วยยังไงล่ะ จะให้ปลอมตัว แปลงกาย ลักขโมยหลักฐาน หรืออะไรก็ได้จือทำได้หมด อาอย่าลืมสัญญาของเราสิ เป็นผู้ใหญ่พูดแล้วห้ามคืนคำนะ!”

          ดาริกาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนทิ้งน้ำหนักตัวลงบนโซฟาสีควันบุหรี่ แล้วยกมือขึ้นกอดอกเอ่ยทวงสัญญาระหว่างเธอกับประณพขึ้นมา นึกปลงกับตัวเอง...คาดเอาไว้อยู่แล้วว่าประณพคงจะไม่ให้การสนับสนุนกับความคิดนี้มากนัก พลางส่งสายตาไปมองนายตำรวจนอกเครื่องแบบที่อยู่ในห้องด้วยกันเพื่อขอความช่วยเหลือ

          คุณากรที่นั่งเงียบมองดูเหตุการณ์อาหลานเถียงกันตั้งแต่ต้นจนใกล้จบ และดูเหมือนว่าจะจบโดยที่จะต้องมีใครเจ็บเสียด้วยและเขาก็ไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนั้น การอาสามาช่วยงานของดาริกาในวันนี้สร้างความประหลาดใจแก่เขาไม่ใช่น้อย ทั้งที่เห็นว่าปกติไม่ค่อยจะชอบยุ่งงานการสืบสวนเสียเท่าไหร่ ทุกครั้งก็ได้แต่หาข้อมูลเกี่ยวกับคดีให้เท่านั้น แต่วันนี้ลมอะไรพัดมาให้เธอนึกอยากจะมาช่วยงานสืบสวนลงภาคสนามกับเขาบ้างและก็ถึงบ้างอ้อเมื่อรู้สาเหตุว่าเธอมีข้อแลกเปลี่ยนกับเจ้าของสำนักงานนักสืบ โดยถ้าเธอช่วยงานนี้ได้สำเร็จ...ประณพจะฝากงานของหญิงสาวให้กับชัชชัยนั่นเอง

          “จริงสิ จืออยากทำงานเพลงนี่นะ ป้องก็เพื่อนอาเหมือนกัน ถ้ายังไง...”

          “ไม่ต้องเลยกร...งานนี้มันอันตรายแค่ไหนนายก็รู้ เด็กอย่างจือจะไปช่วยอะไรได้” ยังไม่ทันที่คุณากรจะพูดจบประณพก็พูดขัดคอขึ้นมาก่อน เมื่อรู้ดีว่านายตำรวจกำลังจะยื่นทางเลือกใหม่ให้แก่ดาริกา

          แต่ดาริกาก็หาได้สนใจคำสบประมาทของประณพไม่ กลับทำท่าหูผึงสนใจในคำพูดของคุณากรอย่างออกนอกหน้า

          “ยังไง...อะไรหรอคะ”

          “ใจเย็นสิณพ ฉันยังพูดไม่จบ” คุณากรเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่ายกับความใจร้อนมุทะลุของเพื่อน คิดเองตัดสินใจเองทั้งที่ยังฟังเรื่องราวไม่จบ

          เมื่อโดนตำหนิโดยนัยประณพก็ได้แต่เบือนหน้าเคร่งเครียดออกเลี่ยงการสบตาตรงๆ ผิดกับดาริกาที่นั่งยิ้มร่ารู้สึกเหมือนกับตนได้พวกพ้องมาเพิ่มและพวกพ้องคนนี้ก็ดูจะหาทางออกที่ดีให้แก่เธอได้

          “แผนของคดีครั้งนี้น่ะจะต้องใช้คนเยอะหน่อย ซึ่งตอนนี้ฉันก็กำลังคัดเลือกทีมสืบสวนอยู่...” คุณากรพูดพลางหันหน้าสบตาประณพทีดาริกาที แล้วอธิบายต่อ “...ฉันจะส่งคนไปตามประกบผู้ต้องสงสัยจากคดีนี้ ทั้งคอยเฝ้าระวังไม่ให้เขาไปก่อเหตุเพิ่ม และไม่ให้ถูกทำร้ายโดยฆาตกรตัวจริง”

          “จือค่ะจือค่ะ จืออาสาเป็นสมาชิกให้นะ...นะคะ...นะนะ” เรียวปากอิ่มส่งยิ้มแป้นไปให้คุณากรเอ่ยข้อร้องอย่างกระตือรือร้น หลังจากที่ฟังคำอธิบายงานจากปากนายตำรวจ ทำเอาเธอนึกอยากทำตัวเป็นนักสืบสาวขึ้นมาทันใด

          ผิดกับประณพที่มีฐานะผู้ปกครองในตอนนี้ ยืนทำหน้าเครียดตึงส่งมาให้

          “จะให้จือไปทำงานแบบสายลับน่ะหรอ...ถ้าพ่อมันรู้นะ ฉันตายแน่”

          เมื่อคนเป็นอากล่าวถึงพ่อของตน ทำเอาหญิงสาวต้องกลอกลูกตาขึ้นสูงอย่างเหนื่อยหน่าย เธอรู้ดีว่าพ่อคนไหนก็ไม่อยากให้ลูกสาวต้องไปทำงานเสี่ยงอันตราย แต่ในสถานการณ์นี้เดิมพันด้วยความฝัน ไม่ว่ายังไงจะต้องทำให้อารับข้อเสนอของเธอให้ได้

          “โธ่อา...ถ้าอาไม่พูด จือไม่พูด พ่อก็ไม่รู้หรอก”

          “จะให้อาปิดบังเรื่องนี้หรอ” ประณพก้มหน้าไปถามดาริกาที่นั่งต่ำกว่าระดับสายตาตน

          เธอสะบัดหน้าไปมาปฏิเสธทันที “เปล่านะ จือหมายถึงถ้าพ่อไม่ถามอาก็ไม่ต้องพูด หรือถ้าถามก็บอกว่าจือทำงานอยู่กับอาเหมือนเดิม อาไม่ได้โกหกนะ แค่บอกความจริงไม่หมดเท่านั้นแหละ” 

          ประณพที่เข้าใจในสิ่งที่หลานสาวหัวหมอพูดเป็นอย่างดี ก็เอาแต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ จะฉลาดก็ฉลาดได้เหมาะกับสถานการณ์เหลือเกิน ดาริกาเป็นเด็กไหวพริบดี แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง เอาตัวรอดได้ และช่างสังเกต แววความเป็นนักสืบเลยผลุบๆ โผล่ๆ ให้ผกก.คุณากรเห็นอยู่เนืองๆ ปกติแล้วการคัดเลือกผู้จะมาเป็นนักสืบให้กับทีมของเขาไม่ง่ายนักแต่ก็คงเป็นเพราะคุณสมบัติที่หญิงสาวมี ทำให้เธอดูเหมาะสมที่จะรับงานนี้ไปเต็มๆ ซึ่งตัวเขาเองก็มองเห็นถึงสิ่งนั้นเช่นกัน

          “อีกอย่างนึง คดีนี้ฉันได้หมวดอาชวินมาร่วมงานด้วย” เสียงคุณากรดังขึ้นแทรกการคิดไตร่ตรองของประณพเขาสังเกตเห็นเพื่อนหัวคิ้วกระตุกนิดหนึ่งก่อนคลายออกราวกับแปลกใจในสิ่งที่เขาเอ่ย

          “อย่างนี้น่าจะวางใจได้หน่อยนึง”

          ประณพค่อยๆ หันหน้าไปมองนายตำรวจที่เพิ่งพูดจบ คุณากรรู้ในสิ่งที่เขากำลังเป็นกังวลและกำลังหาสิ่งโน้มน้าวใจให้ดาริกาได้ร่วมงานนี้กับพวกเขา แววตาฉายชัดถึงความสับสน คิ้วหนาที่มีเส้นสีขาวขึ้นแซมเป็นหย่อมๆ ขมวดน้อยๆ เข้าหากัน ยืนกำมือหนาสองข้างไว้หลวมๆ 

          ท่าทางของประณพบ่งบอกอย่างชัดเจนว่ากำลังจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง ทำเอาดาริกาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด หายใจไม่ทั่วท้อง รู้สึกถึงเวลาแห่งการรอคำพิพากษาช่างยาวนานเสียจริง

          หลายสิบคดีที่ร่วมมือทำร่วมกันมา ก็มีหลายคดีที่จะต้องใช้นักสืบมาร่วมทีมด้วย มีทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ต้องยอมรับว่าการมีพวกเขาร่วมงานอยู่ด้วยช่วยให้คดีคลี่คลายได้เร็วขึ้น งานของนักสืบเหมือนเป็นกุญแจที่คอยเปิดประตูบานสำคัญเชื่อมโยงเรื่องราวให้คนที่ยืนหลังประตูเช่นเขาหรือพวกตำรวจไม่อาจได้เห็น อีกทั้งผกก.คุณากรก็ให้ความสำคัญกับกลุ่มของนักสืบมากเป็นพิเศษ มองถึงความปลอดภัย ค่าตอบแทน ชื่อเสียง ตลอดจนประวัติแต่ละคนจะถูกเก็บเป็นความลับ จึงไม่น่าห่วงเลยหากหลานสาวได้ร่วมงานกับนายตำรวจคนนี้ 

          แต่ด้วยพฤติกรรมบางอย่างของหญิงสาวก็ไม่อาจทำให้เขาวางใจได้ เธอยิ่งเป็นพวกติงต๊องเป็นที่หนึ่ง ซุ่มซ่ามเป็นที่สอง แล้วอย่างนี้จะวางใจให้ทำงานใหญ่ขนาดนี้ได้แน่หรือ

          ดาริกากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก พลางจ้องหน้าประณพที่ยืนทำปากขมุบขมิบเหมือนพูดกับตัวเองเขม็ง เธอไม่อยากพลาดสิ่งที่อาของตนจะทำต่อไปแม้สักวินาทีเดียว

          สายตากดดันที่ถูกส่งมาจากทั้งคุณากรและดาริกา บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ประณพจะต้องตัดสินใจ

          “เอาล่ะ บอกแผนของนายมาให้หมด”

          เสียงของประณพทำให้ดาริกาเกือบหยุดหายใจ เธอรอที่จะฟังประโยคต่อไปของอาแทบไม่ไหว จึงทำท่าจะลุกขึ้นยืนแต่ก็ถูกเสียงทุ้มเรียกเอาไว้ก่อน

          “จือนั่งฟังแผนด้วยกันก่อน...จะได้รู้เรื่องว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าจะช่วยทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย”

          ดวงตากลมทำตาโตกว่าเดิม ร่างบางนั่งนิ่ง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เธอได้รับอนุญาตให้เป็นนักสืบของคดีนี้ เธอได้ช่วยงานนักสืบของอา หากเธอทำให้ปิดคดีนี้ได้สำเร็จ...เธอก็จะได้เข้าไปทำงานเพลงที่เธอรัก!

          “อาให้จือทำงานนี้?” เสียงหวานพูดกับตัวเองแผ่วเบาแต่มันก็ดังพอที่ประณพจะได้ยิน

          “ก็ใช่น่ะสิ ตามที่ตกลงกัน ถ้าช่วยทำให้คดีปิดได้อาก็จะช่วยฝากงานให้” เหมือนเสียงของประณพเป็นเสียงประกาศิตจากสวรรค์ ดาริกาได้แต่ยิ้มกว้างแสดงการรับรู้ แล้วกว่าจะเอ่ยคำพูดต่อไปได้ก็นานจนคนเป็นอานึกว่าหลานสาวดีใจจนเสียสติไปแล้ว

          “ขอบคุณค่ะอา จือสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานนี้อย่างสุดความสามารถ” ร่างบางเด้งตัวขึ้นจากโซฟาพลันวิ่งเข้ากอดแขนใหญ่แน่น เปล่งเสียงกล่าวขอบคุณ

          ประณพเห็นท่าทางอย่างนั้นก็นึกหมั่นไส้เลยส่งมะเหงกให้หนึ่งลูกพร้อมคำขู่ที่เจือความเป็นห่วงอย่างยิ่ง “ต้องเชื่อฟังคำสั่งนะ ถ้าดื้อเมื่อไหร่จะปลดออกทันที”

          เธอปล่อยมือออกจากแขนใหญ่ แล้วทำท่าตะเบ๊ะอย่างล้อเลียน “ครับพ้ม!”

          คุณากรมองสองอาหลานแล้วยิ้ม ใจหนึ่งก็ดีใจที่ได้ดาริกาหญิงสาวมากความสามารถมาร่วมงาน หลังจากที่เห็นแววของเธอมานาน อีกใจหนึ่งก็ตื่นเต้นที่จะได้เริ่มทำคดีเก่าเอามาเล่าใหม่เสียที

          “เอาล่ะ มานั่งได้แล้ว ฉันจะบอกแผนการให้ฟัง”

          พลั่ก

          ปรียาเปิดประตูกระจกพลางฮัมเพลงเข้ามาในห้องอย่างอารมณ์ดี โดยที่ไม่รู้สถานการณ์ก่อนหน้านี้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งสามชีวิตในห้องต่างหันไปมองผู้มาเยือนคนใหม่กันเป็นตาเดียว

          “ปรียา...ให้ไปซื้อน้ำกับขนมที่เซเว่นข้างล่างแค่นี้ จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่”

          ประณพถามเลขาคิ้วกระตุก ทำเอาคนที่ถูกถามหน้าเจื่อนลงอย่างรู้ความผิด

          “เอ่อ พอดียาเจอคนรู้จักน่ะค่ะ เลย...แหะ ทักทายกันนานไปหน่อย” เธอส่งยิ้มแห้งๆ ให้เจ้านายที่ทำหน้าตึงแผ่รังสีออร่าชวนขนลุกออกมา

          ปรียาถูกใช้ให้ไปซื้อของว่างเพื่อต้อนรับแขก นอกจากจะบังเอิญเจอดาริกาที่นั่นแล้วเธอยังบังเอิญเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมอีก หลังจากที่หลานสาวเจ้านายขึ้นมาที่สำนักงานก่อนเธอก็มัวแต่ยืนพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบกับเพื่อนเก่าที่เจอกันหลังจากที่เธอซื้อของเสร็จแล้วกว่าจะได้ร่ำลากันก็กินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ทำให้เธอเพิ่งจะกลับเข้ามาสำนักงานเอาป่านนี้

          “งั้นก็หักเงินนาทีละห้าสิบบาทแล้วกัน” ประณพลอยหน้าลอยตาพูดอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ในทางกลับกันคนเป็นเลขาถึงกับออกปากโวยวายและหาขอโทษขอโพยแทบไม่ทัน

          “คุณประณพทำอย่างนี้ไม่ได้นะคะ ปรียาขอโทษค่ะ ทำผิดแค่นี้ไม่เห็นต้องหักเงินกันเลยนี่คะ” ปรียาหน้าบูด มือที่ถึอถุงพลาสติกใส่ขวดเครื่องดื่มและขนมเค้กชิ้นเล็กถูกแกว่งไปมา

          “คุณประณพ...” เสียงอ้อนวอนอย่างสำนึกผิดถูกส่งไปอีกครั้ง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเพราะประณพเมินหน้าให้กับท่าทางเหล่านั้นของเธอโดยสิ้นเชิง เขากลับเดินไปชงกาแฟที่โต๊ะเล็กมุมห้องด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ

          ปรียาจึงต้องมองหาตัวช่วยแถวนั้น แววตาขอคะแนนสงสารถูกส่งมาให้ดาริการับไปเต็มๆ“น้องจือคะ ช่วยพี่ด้วยค่ะ”

          ดาริกายิ้มแบ่งรับแบ่งสู้ เธอก็ใช่ว่าจะมีปัญญาช่วยเสียที่ไหนกัน อาของเธอเป็นพวกตรงต่อเวลาขนาดไหนก็น่าจะรู้กันอยู่

          “เอาล่ะกร ว่าแผนของนายมาได้แล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยเชิงเป็นคำสั่ง ประณพรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่ปรียาจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ตามนิสัยของเธอ

          คุณากรแอบเห็นใจปรียาที่เบะหน้าเหมือนคนจะร้องไห้จึงหันไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าเข้าโหมดจริงจังแล้วค่อยๆ เล่าแผนการของตนอย่างใจเย็น

          ดาริกานั่งฟังข้อมูลของงานชิ้นใหม่อย่างตั้งใจ ในใจคิดแต่จะรีบปิดคดีนี้โดยเร็วเพื่อความฝันอันสูงสุดของเธอจะกลายเป็นความจริงเสียที่ แม้จะยากลำบากแค่ไหนเธอก็ไม่กลัว แววตาอันมุ่งมั่นฉายชัดในดวงตากลมโต มือสองข้างกำเข้าหากันแน่นเพื่อเพิ่มพลังใจ

          ในที่สุดปฏิบัติการจับผู้ร้ายเฉพาะกิจก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทุกอย่างล้วนแต่ถูกกำหนดรูปแบบเอาไว้แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นไม่มีใครล่วงรู้ ผลจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครล่วงรู้เช่นกัน และที่สำคัญไม่มีใครล่วงรู้ว่างานในครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา