The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  171 LV
  22 วิจารณ์
  87.12K อ่าน

แก้ไขเมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16.46 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

102) ทวารที่ 1

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เครดิตภาพจาก  https://www.wallpaperflare.com

 

      แม้มาวินจะทำให้โจจี้รู้สึกรำคาญ แต่หนุ่มผมทองก็ยังไม่เลิกตอกไข่ใส่สี เขาเริ่มเขย่าขวัญด้วยน้ำเสียงที่ชวนหลอน

 

“ นายเป็นคนสุดท้ายที่ได้สัมผัสกายเนื้อ ดังนั้นมันจึงรู้สึกผูกพันกับนาย ชั้นคิดว่าวิญญาณสัตว์ร้ายน่าจะวนเวียนอยู่แถวนี้ ” 

 

“ เหวอ....... ” มาวินตะโกนดังลั่นป่า พร้อมกอดโจจี้แน่นกว่าเดิมอีกหลายเท่าจนทั้งคู่เกือบจะล้มลงไปนอนกองกับพื้น

 

“ เฮ้ย ไอ้บ้า จะล้มอยู่แล้ว ปล่อยก่อน...... ” โจจี้โวยวาย พร้อมผลักไสให้ถอยห่าง ในใจรู้สึกรังเกียจ ด้วยใบหน้าของมาวินแทบจะแนบชิดกับเขาอยู่แล้ว 

 

“ ไม่ นายต้องช่วยชั้นก่อน ไม่งั้น อย่าหวังว่าจะหนีไปไหนได้ ” มาวินขอร้องแกมบังคับ น้ำหูน้ำตาไหลนองหน้า โจจี้ทนสภาพดังกล่าวไม่ได้ เขาจึงรีบตัดบท

 

“ เออ มีทางช่วยเหลือ แต่ถ้าไม่ถอยออกไป ชั้นจะบอกวิธีแก้ให้นายได้ยังไงเล่า ” 

            

 

      คิ้วเรียวของมาวินกระตุกนิดๆ เขารีบถอยฉากออกมานั่งพับเพียบเรียบร้อย มันเกิดขึ้นรวดเร็วจนโจจี้รู้สึกตกใจ

            

 

       เมื่อมาวินเช็ดน้ำหูน้ำตาของตัวเองเสร็จ เขาก็รีบทวงถามถึงวิธีแก้ไขด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะสุภาพ

 

“ ตกลงพี่ท่านจะบอกเกล้ากระผมได้รึยังขอรับว่า….วิธีแก้อาถรรพ์งูผีคืออะไร” 

 

“ ฮะๆ ” โจจี้หัวเราะน้อยๆด้วยความขบขัน แม้กระทั่งเหมยลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆก็อดอมยิ้มไม่ได้ 

 

“ เฮ้ ตกลงจะบอกหรือไม่บอก นี่ชั้นพยายามขอร้องนายอย่างสุภาพที่สุดแล้วนะ พี่ชายผมทอง ” มาวินเริ่มเสียงเเข็ง ใบหน้าเล็กเรียวขมวดนิ่ว

 

“ โอ้.... โอเค ไม่ขำแล้ว อุ้บ ฮิๆ อ้า บอกแล้ว บอกก็ได้ หึๆ ” โจจี้พยายามกลั้นหัวเราะ ถึงกระนั้น เขาก็แอบสะอึกอยู่เล็กน้อย

 

“ เออ เอาแต่หัวเราะอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมบอกซักที ดีล่ะ ชั้นไปดีกว่า ” มาวินกระชากเสียง เพราะเริ่มงอน จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน ทว่าโจจี้ก็ก้าวมาขวางหน้า พร้อมร้องบอกรัวร็ว 

 

“ อุ้บๆ หึๆ โอเค คราวนี้เลิกขำเด็ดขาด ชั้นจะบอกนายจริงๆแล้ว ” 

 

“ เออ ว่ามา ” มาวินตอบสะบัด ดวงเล็กเรียวเบิกโพลง พร้อมรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ

             

 

       โจจี้พยายามสงบอารมณ์อยู่พักหนึ่ง อึดใจต่อมา เขาก็กล่าวกับมาวินด้วยท่าทางที่ดูเคร่งขรึม ราวกับเป็นผู้ทรงภูมิในโลกลี้ลับ 

 

“ วิธีแก้อาถรรพ์ของผู้ที่กำลังโดนวิญญาณตามล่ามีอยู่มากมาย แต่หนทางที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดนั่นก็คือ……ปิดทวารที่หนึ่ง ” 

 

“ เอ๋....... ” ใบหน้าของมาวินเบี้ยวเล็กน้อย เพราะตั้งแต่เกิดมา เขาเคยได้ยินแต่ปิดทวารทั้งห้า ปิดทวารทั้งเก้า แต่ไม่เคยได้ยินวิธีปิดทวารที่หนึ่งเลยซักครั้ง 

 

“ เอ๊ะ นายทำหน้าแบบนี้ หมายความว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ชั้นพูดล่ะสิ งั้นก็ตามสบายนะ หาวิธีแก้ไขเอาเองแล้วกัน ” คราวนี้เป็นฝ่ายโจจี้ที่เชิดใส่บ้าง 

 

“ โอเค ยอมก็ได้ เพราะถ้าไม่เชื่อนาย ก็ไม่รู้จะเชื่อหมาที่ไหนแล้ว ว่ามา วิธีนี้เป็นยังไง ” มาวินรีบคว้าแขนโจจี้ พร้อมอ้อนวอนสุดชีวิต 

 

“ วิธีนี้ก็คือ……..หึๆ ” โจจี้หยุดเดิน เขาหันกลับมาบอกเบาๆ ใบหน้าเรียวประดับรอยยิ้มที่ดูชั่วร้าย คล้ายตัวโกงในหนังไทยสมัยโบราณ 

 

“ เหอๆ คิดถูกมั้ยเนี่ยที่หวังพึ่งมัน ” มาวินรู้สึกจิตตก เขารำพึงรำพันกับตัวเอง

 

............................

             

       หลังจากบอกวิธีแก้อาถรรพ์ให้กับมาวิน ทั้งหมดก็เก็บสัมภาระ เพื่อเตรียมออกเดินทาง แต่ก่อนจะเคลื่อนขบวน โจจี้ก็เตร่มาบอกเหมยลี่ด้วยท่าทางที่ดูลิงโลด

 

“ โชคดีมาเยือนแล้ว เพราะพวกเราจะปลอดมลพิษทางหูและประสาทไปอีกหนึ่งวัน ” 

            

 

       แม้เด็กสาวไม่เอ่ยถาม แต่สายตาที่ชำเลืองมาเต็มไปด้วยความสงสัย หนุ่มผมทองจึงเป็นฝ่ายเฉลย

 

“ คืองี้ ชั้นได้บอกวิธีแก้อาถรรพ์ให้น้องชายหัวเขียวว่า…..มันต้องทำการปิดทวารหนึ่งหรือปิดปากของตนเองเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม ไม่ว่าจะมีอะไร ห้ามพูดโดยเด็ดขาด หลังจากนั้นวิญญาณของงูร้ายก็จะเลิกตามรังควาน เป็นไง เจ๋งมั้ย ” 

           

 

       พอโจจี้พูดจบ เหมยลี่ก็หรี่ตาลงเล็กน้อยเป็นเชิงตำหนิ แต่เมื่อนึกถึงความบ้าบอ งี่เง่า และน่ารำคาญของมาวิน เด็กสาวก็เริ่มเห็นด้วย พร้อมผลักดันมาตรการให้เข้มยิ่งกว่าเดิม

 

“ ทำไมไม่แกล้งหลอกให้มันปิดปากไปซักสามวันล่ะ ” 

 

……………………….

           

       ทั้งสามเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีโจจี้เดินนำหน้า มาวินเป็นคนที่สอง ส่วนเหมยลี่เป็นคนปิดท้าย

            

 

       โจจี้นำพาพรรคพวกขึ้นสู่เขาสูง หนทางค่อนข้างลาดชัน มีหลายครั้งที่มาวินอยากจะบ่น แต่เมื่อนึกถึงการปิดทวารที่หนึ่ง เด็กหนุ่มก็สะกดใจและกัดฟันเดินต่อไป โดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา

              

 

       ทีมตามล่ามอนสเตอร์ทั้งเดิน ทั้งไต่ ทั้งคลานตามภูมิประเทศที่ปรากฏจนเหงื่อไหลโชกโทรมกาย โชคดีที่พวกเขาล้วนแต่เป็นนักสู้ที่มีกำลังเหนือกว่าคนธรรมดา จึงทำให้การเดินทางไม่ติดขัด

 

“ เอาล่ะ เราจะหยุดพักกันตรงนี้ ” หลังพามาถึงลานกว้างขนาด 30 เมตร โจจี้ก็กล่าวกับเพื่อนร่วมทีม

 

“ ฮ้าว..... ง่วงจังเลย ชั้นขอนอน.... อุ้บ ” มาวินเป็นคนแรกที่บิดขี้เกียจ พร้อมหาวยาวๆ แต่ในขณะที่จะกล่าวคำ เขาก็เกิดฉุกคิดและหุบปากของตัวเองได้ทัน ท่าทางของเด็กหนุ่มดูสงบจนผิดปกติ ไม่นาน เจ้าจ๋อจอมซนก็ผล็อยหลับ 

 

“ หึๆ ได้ผลแฮะ รู้งี้แกล้งบอกให้มันเงียบซักอาทิตย์ดีกว่า” โจจี้ลอบสังเกตอาการของเด็กหนุ่ม เขารู้สึกยินดี เพราะเจ้าลิงจ๋อประจำคณะแปรเปลี่ยนเป็นเรียบร้อย ราวกับผ้าพับไว้

           

 

        โจจี้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า หลังจากนั้นก็ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ จึงพบว่าเวลาได้ล่วงเข้าสู่ 15.00 น. ถ้าพิจารณาตามหลักการ พวกเขาน่าจะเดินทางต่ออีกสองชั่วโมง น่าแปลกที่ฮันเตอร์หนุ่มตัดสินใจพักตรงนี้ เหมยลี่เลยเอ่ยถาม 

 

“ ดูจากเวลา น่าจะเดินทางต่อได้อีกหน่อย ทำไมนายถึงหยุดพักล่ะ ” 

            

 

        โจจี้ที่เริ่มก่อกองไฟ เกิดชะงักขึ้นมาแวบหนึ่ง จากนั้นก็ตอบกลับมาเนือยๆ โดยที่สองมือยังคงทำงาน

 

“ ตามข่าวที่ได้รับรายงานมา พบว่าเหยื่อรายสุดท้ายที่ถูกคองโกล่าทำร้ายอยู่บนยอดเขาลูกนี้ ซึ่งกว่าจะไต่ไปถึง น่าจะใช้เวลาอีกชั่วโมงเศษ ถึงตอนนั้นมันจะมืดพอดี การตั้งแคมป์ใกล้บริเวณที่มอนสเตอร์ร้ายกาจอาศัยอยู่ เป็นวิธีการที่ไม่ปลอดภัย ” 

             

 

       ทันทีที่เหมยลี่รับฟัง เธอก็พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ในใจนึกชมเชยความละเอียดรอบคอบของฮันเตอร์หนุ่ม เวลาต่อมา ทั้งสองก็แยกย้ายกันทำงาน เพื่อสร้างแคมป์ชั่วคราวเอาไว้พักแรม 

 

………………………

 

“ เหวอ..... ” มาวินสะดุ้งสุดตัว พร้อมตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน ปิดท้ายด้วยการจามอย่างรุนแรง

 

“ ฮัด......เช้ย ” 

             

 

       น้ำมูก น้ำลายหลั่งทะลักออกมาอย่างเนืองนอง อันชวนสังเวชและน่ารังเกียจที่สุด ทว่ามาวินกลับสบถเบาๆ ท่าทางภูมิใจ 

 

“ จามแบบนี้ สงสัยจะมีคนคิดถึงแหงๆ ” 

            

 

        ทันใดนั้นเอง เสียงนิ่มนวลของโจจี้ก็ลอยมาตามลม

 

“ เฮ้......ทวารที่หนึ่ง ” 

              

 

        คำพูดนั้นทำเอาเด็กหนุ่มหัวเขียวสะดุ้งแรง ในใจระลึกถึงสิ่งที่ต้องกระทำ นั่นก็คือปิดปากเงียบไปตลอดทั้งวัน 

            

 

        โจจี้เหลือบมองหน้าซีดๆของเด็กหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย แล้วปลอบประโลม 

 

“ เมื่อกี้ถือว่าสบถกับตัวเอง ไม่นับว่าพูดก็ได้ แต่ยกเว้นให้ครั้งเดียวเท่านั้นนะ ” 

 

“ ได้เลย อุ้บ......ไม่พูด ” เด็กหนุ่มหัวเขียวรีบตอบกลับ แต่เมื่อฉุกคิดว่าตนเพิ่งจะเผลอพูดออกมา เขาก็รีบปิดปากตัวเอง

 

 

สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา