The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  171 LV
  22 วิจารณ์
  87.09K อ่าน

แก้ไขเมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16.46 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

27) ลาจาก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เครดิตภาพจาก  https://www.pexels.com

 

 

 

……………………….

 

“ อย่าไปนะ ” มาวินสะดุ้งเฮือกและทำท่าจะลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าร่างกายหนักราวกับตะกั่ว เมื่อมองไปที่หน้าอก ก็พบมือบางทาบทับอยู่ โสตประสาทแว่วเสียงห้าวของหญิงสาว กระแสนั้นดังมาจากด้านบน 

 

“ อยู่เฉย เจ้าลิงหัวเขียว ชั้นกำลังจะรักษานายอยู่ ” 

        

 

        เด็กหนุ่มรีบเงยหน้าขึ้นมอง จึงพบว่าคนที่พูดอยู่คือเด็กสาวร่างสูง ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้าย "จัน" 

 

“ เฮ้อ.....นี่ชั้นฝันอีกแล้ว ใช่มั้ย ” เด็กหนุ่มทอดถอนใจ เขารู้สึกผิดหวัง เหตุการณ์เมื่อครู่คงเป็นแค่ความฝัน

 

“ และคงเป็นฝันร้าย เพราะเมื่อกี้นายละเมอเสียงดัง ” เด็กสาวร่างสูงกล่าวเสริม

 

“ อืม....คงใช่มั้ง ว่าแต่ที่นี่คือที่ไหน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ” เด็กหนุ่มเอามือก่ายหน้าผาก 

 

“ ที่นี่คือลานกว้างใกล้น้ำตกที่เราใช้ฝึกวิชา ตรงถ้ำที่เคยอยู่ มันเกลื่อนไปด้วยซากของพวกกาสเซ่ ชั้นเลยย้ายนายมาที่นี่  ” เด็กสาวตอบเรียบๆ

 

" เออ ใช่แล้ว พวกเรากำลังสู้กับแก๊งเจ้ากอริลลาอยู่นี่นา แล้วพวกโจรที่เหลือล่ะ " เด็กหนุ่มร้องถาม น้ำเสียงดูร้อนรน

 

" ไม่ต้องห่วง ชั้นจัดการหมดแล้ว " เด็กสาวตอบสั้นๆ

 

 “ อ้อ..... อย่างนี้นี่เอง ” เมื่อรับทราบเหตุการณ์ มาวินก็รู้สึกโล่งอก ความเย็นจากละอองน้ำและความชุ่มชื่นของป่าเขียวขจี ประกอบกับเสียงนกร้อง ทำให้บรรยากาศสงบร่มเย็นจนชวนให้หลับไปซะเดี๋ยวนั้น 

        

 

        เวลาต่อมา มาวินก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเริ่มสำรวจตัวเอง เด็กหนุ่มพบว่าทุกบาดแผลบนร่างกายถูกพันด้วยผ้าขาวสะอาด แขนซ้ายถูกดามด้วยไม้ท่อนเขื่อง แต่จุดสำคัญที่ทำให้รู้สึกเขินอาย ก็คือ.....เขากำลังนอนหงายสิ้นท่า มีตักนุ่มๆของเด็กสาวรองหัวให้หนุนแทนหมอน 

 

“ ตายล่ะ เหมือนในฝันเปี๊ยบเลย หรือนี่คือฝันซ้อนฝัน ” เด็กหนุ่มคิดในใจ 

 

“ นายสลบไปวันหนึ่งเต็มๆ ตอนนี้เป็นเวลาเช้าของอีกวัน เป็นยังไงบ้าง ” เด็กสาวเอ่ยถามเรียบๆ น้ำเสียงโทนเดียวแบบนี้ ทำให้คาดเดาได้ยากว่าเจ้าตัวรู้สึกอย่างไร 

 

“ เจ็บระบมไปทั้งตัว แถมไม่มีเรี่ยวแรง ” เด็กหนุ่มตอบเขินๆ พลางคิดในใจว่า 

 

" งวดนี้ยัยนี่ไม่ยักกะอ่านใจ คงไม่ใช่ความฝันแล้วล่ะมั้ง " 

 

“ นั่นเป็นเพราะเสียเลือดไปมาก แถมยังมีอาการบอบช้ำภายใน อยู่เฉยๆ ชั้นจะรักษานายเอง ” เด็กสาวพูดต่ออย่างเป็นงานเป็นการ ก่อนกดน้ำหนักลงไปที่มือขวาซึ่งทาบทับอยู่บนหน้าอกของเด็กหนุ่ม 

 

“ อ่อ…ได้ ” เด็กหนุ่มออกอาการเขินนิดๆ แต่ก็พยายามกลบเกลื่อน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนคิดอะไรอยู่ 

         

 

        ทันใดนั้นเอง แสงสีฟ้าก็แผ่ออกมาจากฝ่ามือขวา ทำให้มาวินรู้สึกตกใจ 

 

“ เฮ้ย...... นี่มันคืออะไร ทำไมจู่ๆ มือของเธอถึงเปล่งแสงออกมา ” มาวินเริ่มโวยวายและพยายามจะดิ้นหนี แต่เด็กสาวใช้มืออีกข้างกดร่างเอาไว้แน่น พลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิด 

 

“ ใจเย็นก่อน เจ้าลิงหัวเขียว นี่เป็นแค่เวทมนตร์ฟื้นฟูร่างกายเท่านั้น นายจะตกใจไปทำไม ” เด็กสาวตอบสั้นๆ คล้ายว่าสิ่งที่บังเกิด เป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ 

 

“ ฮ้า...... เวทมนตร์ ที่นี่มีของแบบนี้ด้วยหรือ จริงๆแล้ว เธอเป็นแม่มด ใช่มั้ย ” มาวินหันมาทึ่งแทน เขาพูดส่งเดชไปเรื่อยเปื่อยตามประสาลิงปากเปราะ 

 

“ ไม่ใช่ ชั้นเป็นนักสู้ธรรมดา แต่นี่คือคาถารักษาขั้นพื้นฐานที่ทุกสายอาชีพสามารถใช้ได้ ” เด็กสาวตอบกลับแบบจริงจังจนมาวินอดเหวอไม่ได้

        

 

        มาวินหยุดพล่ามไปชั่วขณะ เพราะสมองกำลังพยายามประมวลเรื่องประหลาดอย่างหนักหน่วง แสงสีฟ้าในมือของเด็กสาวเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆจนใกล้เคียงกับคบไฟดวงน้อย อึดใจต่อมา เธอก็ร่ายคาถา

 

“ ฮีล...... ” 

        

 

         ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่ากำลังกายเริ่มฟื้นคืน ทุกบาดแผลที่แสงสีฟ้าสัมผัสถูก ล้วนทุเลาอาการเจ็บปวด

 

“ ว้าว….นี่น่ะหรือ เวทมนตร์ เจ๋งอ่ะ สอนชั้นบ้างดิ ” เด็กหนุ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจ เขากระสันอยากจะทำบ้าง

 

“ ฮะๆ นายเป็นสายไร้อาชีพ แถมไม่มีพลังเวทในตัว จะฝึกเวทมนตร์ได้ยังไง ” เด็กสาวหัวเราะเบาๆในความไม่ประสาของมาวิน มือที่เปล่งแสงสีฟ้าเลื่อนไปตามจุดต่างๆบนร่างกาย

 

“ อ้าว....เหรอ แล้วชั้นต้องทำไง ถึงจะมีพลังเวทกับเขาบ้าง ” ใบหน้าของมาวินงองุ้ม เขารู้สึกงอแงนิดๆ 

 

“ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นสายอาชีพนักศึกษา แล้วอัพเลเวลเป็นอาชีพนักเวทย์ ซึ่งเป็นอาชีพขั้นสอง จากนั้น ค่อยบ่มเพราะพลังเวท เพื่อฝึกการใช้คาถาต่างๆ ” เด็กสาวอธิบายยาวเหยียด

 

“ แล้วใช้เวลานานมั้ย กว่าจะทำแบบที่เธอว่าได้ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวถามต่อ สีหน้าดูคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม 

 

“ น่าจะใช้เวลาแรมปีเลยทีเดียว ” เด็กสาวตอบตรงๆ น้ำเสียงไร้อารมณ์ 

 

“ เหอๆ งั้นเปลี่ยนใจ ไม่เรียนแล้ว ” เด็กหนุ่มหัวเราะแห้งๆ พลางล้มเลิกความคิดอย่างฉับพลัน 

         

 

         เด็กสาวใช้คาถา “ฮีล” รักษาอยู่ครู่ใหญ่ ก็เป็นอันสิ้นสุด กำลังกายของมาวินเริ่มฟื้นคืนจนสามารถลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เดินและสะบัดแขนขาตามลำดับ แน่นอนว่ายังมีอาการติดขัดตามร่างกายอยู่ แต่ก็รู้สึกดีกว่าในตอนแรกนับสิบเท่า 

 

“ โห..... นี่น่ะหรือเวทมนตร์ เยี่ยมจริงๆ เหมือนจะหายดีเลย ทั้งที่ชั้นบาดเจ็บถึงขนาดนั้น ” ท่าทางของเด็กหนุ่มดูร่าเริง 

 

“ ใช่ มันเยี่ยมก็จริง แต่คาถาสายฟื้นฟูที่ใช้นั้น รักษาแค่บาดแผลภายนอกและฟื้นกำลังให้กลับคืนมาบางส่วน แต่ไม่อาจรักษาอาการบอบช้ำภายใน สมานกระดูกที่หัก ต้องพักผ่อนและรักษาด้วยวิธีอื่น ” เด็กสาวอธิบายต่อ 

 

“ อืม..... ” มาวินพยักหน้ารับคำ

 

“ อีกประการ ด้วยพลังเวทที่จำกัด ชั้นจึงใช้คาถา “ฮีล” ได้เพียงวันละสามครั้งเท่านั้น จะใช้ได้อีก ต้องพักฟื้นเป็นเวลาหนึ่งวัน ” เด็กสาวกล่าวต่อ สีหน้าดูซีดเซียวลงเล็กน้อย 

 

“ อืม..... ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำอีกครั้ง ในใจนึกสงสัยว่าวันนี้ เด็กสาวร่างสูงใช้คาถานี้ไปกี่ครั้ง 

 

“ เอาล่ะ นายนอนพักผ่อนซะ อย่าเพิ่งซ่า เดี๋ยวชั้นจะย่างปลาให้กินเอง ” เด็กสาวกล่าวเรียบๆ ก่อนเดินตรงไปที่ริมน้ำ

 

“ เอ๋……ยัยโย่งทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ ใจดีจนเหลือเชื่อ ” มาวินรู้สึกงงกับน้ำใจที่ได้รับ แต่เขาก็ล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย เพื่อฟื้นฟูพละกำลังตามที่เด็กสาวบอก เมื่อหัวถึงหมอน จิตก็ดำดิ่งสู่นิทรารมย์ 

 

……………………….

         

        มาวินตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ เขาไม่รู้ว่าตัวเองนอนไปนานแค่ไหน แต่พอมองไปรอบๆ ก็พบกับม่านราตรีที่ดำมืด สิ่งเดียวที่เห็นในยามนี้ก็คือ.....แสงจากกองไฟซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่าง

 

“ ตื่นแล้วหรือ เจ้าลิงหัวเขียว ” เสียงห้าวของเด็กสาวร่างสูงดังขึ้น มาวินเลยหันไปมอง เขาจึงพบว่าเธอกำลังนั่งอยู่บนขอนไม้ฝั่งตรงข้าม โดยมีกองไฟขวางกั้น 

 

“ อือ.... ตื่นแล้ว มีอะไรให้กินมั่ง ” มาวินรู้สึกหิวโหย เพราะไม่ได้กินอะไรมาเกือบสองวัน เด็กสาวจึงส่งปลาย่างให้สี่ไม้ พร้อมกระติกน้ำ เด็กหนุ่มรับไปจัดการอย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปไม่นาน ทุกอย่างในมือก็ถูกเสกเข้าไปในท้องจนหมดสิ้น 

 

“ อ่า….อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ ” มาวินทิ้งตัวลงนอนแผ่หลา ใบหน้ายิ้มละไมอย่างเป็นสุข 

 

“ ฮะๆ นายนี่ก็มีคำพูดแปลกๆออกมาอยู่เรื่อย จริงๆแล้ว นายมาจากที่ไหนกันแน่ ” แม้เด็กสาวจะขบขัน แต่ก็ไม่วายไถ่ถาม

        

 

        สีหน้าของมาวินดูงงๆ วันนี้เด็กสาวร่างสูงมาแปลก เธอพูดมากและหัวเราะง่ายกว่าปกติ แต่มึนได้ไม่นาน เขาก็ตอบกลับ พร้อมมองตรงไปข้างหน้าอย่างปราศจากจุดหมาย 

 

“ เฮ้อ..... ที่ๆชั้นจากมา มันอยู่ไกลมาก ชั้นเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่นี่เขาเรียกสถานที่แห่งนั้นว่าอะไร ” 

 

“ แล้วนายก็อยากกลับบ้านมาก ” เด็กสาวเอียงคอถามต่อ 

 

“ ใช่แล้ว ” มาวินตอบสั้นๆ เขาแหงนหน้ามองดาวนับล้านที่พร่างพราวอยู่บนท้องฟ้า พลางคิดว่าดวงไหนคือดาวที่จากมา 

 

“ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้นายอยากเดินทางไปแคว้นเยอมาเนีย ซึ่งเป็นแคว้นที่มีเทคโนโลยีสูงที่สุดในโลกใบนี้ ใช่มั้ย…” เด็กสาวถามต่อ 

 

“ ใช่แล้ว ถ้าเป็นที่นั่น อาจพอมีหวังที่จะส่งชั้นกลับบ้าน ” เด็กหนุ่มพูดเรื่อยๆ โดยไม่มองหน้า 

 

“ อืม….เข้าใจแล้ว ” เด็กสาวรับคำ ทันใดนั้นเอง มาวินก็นึกถึงเรื่องที่สำคัญ แต่ไม่กล้าพูดออกมา 

 

“ เอ่อ…..ชั้นยัง…” 

 

“ ยังอะไรอีกล่ะ ” เด็กสาวใช้ไม้เขี่ยท่อนฟืนในกองไฟ

 

“ เอ่อ...ชั้นยังไม่ได้ขอบคุณ เรื่องที่เธอช่วยฝึกวิชาให้เลย ” มาวินตัดสินใจพูด แม้จะรู้สึกเขินอายก็ตามที 

 

“ ถือว่าเจ๊ากัน นายเองก็ช่วยชั้นในวันที่ต่อสู้กับกลุ่มโจร ” เด็กสาวตอบเรียบๆแบบไม่ใคร่จะสนใจนัก ดวงตาคมยังจับจ้องอยู่ที่กองไฟซึ่งลุกโชน 

 

“ ไม่หรอก ในวันที่สู้กับกลุ่มโจร ส่วนหนึ่งก็คือการช่วยเหลือตัวเอง ” มาวินปฏิเสธผลงาน พร้อมเบนหน้าหนีไปทางอื่น 

 

“ ถึงกระนั้น นายก็ไม่ได้หนีเอาตัวรอด ทั้งที่จะทำจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ” เด็กสาวกล่าวต่อ 

 

“ เอ่อ..... จริงแล้ว ชั้นก็อยากหนีนะ แต่ที่ไม่หนี เป็นเพราะว่า...... ” ยิ่งพูดออกไป มาวินยิ่งดูสับสนและเคาะเขิน  

 

“ เพราะว่า..อะไร ” เด็กสาวเอ่ยถามลอยๆ ท่าทางเมินเฉย ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงแววคาดคั้นอยู่เล็กน้อย 

 

“ เอ่อ….เพราะชั้นกลัวหลงป่าน่ะ ” เด็กหนุ่มพูดจบ ก็ล้มตัวลงนอนตะแคงและหันหลังให้เด็กสาว 

        

 

         ในป่าอันมืดมิด มีเพียงแสงจากกองไฟที่ลุกโชน เสียงจักจั่นเรไรและแมลงเล็กๆดังระงมอยู่ไม่ขาดจนดูคล้ายดนตรีป่า ทุกสรรพสำเนียงทำให้มาวินรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด แต่พอนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยถามเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ 

 

“ พรุ่งนี้ก็ครบหนึ่งเดือนแล้ว เธอจะทำยังไงต่อไป ” 

 

“ เราก็แยกทางกัน นายไปตามทางของนาย ชั้นไปตามทางของชั้น ” เด็กสาวตอบเรียบๆ 

       

 

         พอถึงตรงจุดนี้ มาวินก็รีบลุกพรวดขึ้นมานั่ง ดวงตาเรียวเล็กจับจ้องไปยังเด็กสาว จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย 

 

“ เราจะจากกันแล้ว ใช่มั้ย เวลาหนึ่งเดือน มันเร็วจังเลยนะ ” 

 

“ ใช่แล้ว เรากำลังจะจากกัน เว้นแต่……นายจะตามชั้นมา ” เด็กสาวหยุดเขี่ยกองไฟ ก่อนเงยหน้าขึ้นมอง

 

“ ฮ้า....... ” เด็กหนุ่มร้องเสียงหลง เขาออกอาการสะอึกนิดๆ 

 

“ ว่ายังไงล่ะ จะตามชั้นมามั้ย ” เด็กสาวเอียงคอถาม 

         

 

         มาวินรู้สึกกดดันไม่ใช่น้อย แม้จะรู้สึกดีที่มีเด็กสาวร่างสูงคอยอยู่เป็นเพื่อน แต่ถ้าติดตามต่อไป ก็จะไม่ได้ไปแคว้นเยอมาเนียอันเป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง เมื่อไปไม่ถึง โอกาสกลับบ้านก็เป็นศูนย์ ไม่ว่าจะยังไง เขาก็อยากกลับบ้านอยู่ดี 

        

 

        เด็กสาวร่างสูงมองสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมาวิน อึดใจต่อมา ก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ดูเหมือนเธอจะแอบสะใจอยู่นิดๆ จากนั้นก็ออกคำสั่ง 

 

“ เอาล่ะ นอนซะ นายต้องการพักผ่อน เพื่อฟื้นฟูร่างกาย ” 

 

“ อืม....... ” เด็กหนุ่มรับคำสั้นๆ ก่อนล้มตัวลงนอนในบัดดล

        

 

          มาวินรู้สึกสับสน เขาควรจะทำยังไงต่อไป สมองคิดทบทวนอยู่นานเกือบชั่วโมง ก่อนที่ความอ่อนเพลียจะคืบคลานเข้ามาเกาะกุมจิตใจ ในที่สุด เด็กหนุ่มก็ผล็อยหลับข้างกองไฟอันอบอุ่น 

 

……………………….

        

         เช้าวันรุ่งขึ้น มาวินลืมตาตื่น เด็กหนุ่มยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ก่อนจะเปิดดูเวลาจากนาฬิกาสีกระดำกระด่างบนข้อมือ จึงพบว่าตอนนี้เป็นเวลา 7 โมงเช้า นั่นทำให้เขาตกใจ

 

“ เฮ้ย ตื่นสายนี่หว่า ได้เวลาฝึกแล้ว ” 

       

 

          แต่พอเด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงทรุดตัวลงนั่งชันเข่า

 

“ เออ จริงสินะ วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งเดือนตามกำหนดเวลาของยัยโย่งนี่นา ” 

       

 

          ระหว่างที่มาวินกำลังนั่งทอดอาลัยอยู่นั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นว่าเด็กสาวร่างสูงหายไป สิ่งนั้นทำให้รู้สึกใจหายและกระวนกระวายจนอดไม่ได้ที่จะร้องตะโกน

 

“ ยัยโย่ง เธอหายไปไหน ” 

        

 

         มาวินร้องเรียกเด็กสาวร่างสูง พร้อมเหลียวมองไปรอบๆ ไม่นาน เสียงห้าวๆก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง

 

“ จะตะโกนอะไรนักหนา หนวกหู ” 

        

 

         มาวินรีบหันกลับมา ก็เห็นเด็กสาวร่างสูงยืนสงบอยู่ด้านหลัง นั่นทำให้เขารู้สึกโล่งอก แต่ภายนอก แกล้งทำเป็นกระแอมดังๆ พลางแถไปเรื่อยแบบไม่เนียน 

 

“ ไม่มีอะไร แค่ถามหาเฉยๆ ตอนนี้เริ่มหิวแล้ว มีของกินมั้ย ” 

       

 

         เด็กสาวร่างสูงไม่ตอบคำใด แต่โยนกองผ้าหอบใหญ่มาให้ มาวินไม่ทันระวังตัว เจ้าสิ่งนั้นจึงกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง ทันทีที่เด็กหนุ่มขยับปากจะโวย เสียงห้าวๆก็ดังแทรกขึ้นมา 

 

“ ไปอาบน้ำซะ สิ่งที่อยู่ในมือคือของจำเป็นที่ใช้ในการเดินทาง ” 

       

 

        มาวินก้มลงมองสัมภาระที่อยู่ในมือ จึงพบว่ามันคือ.....เสื้อผ้าใหม่เอี่ยมชุดหนึ่ง พร้อมกรรไกรและกระจก เขานึกสงสัยว่าเด็กสาวร่างสูงให้ของพวกนี้มาทำไม 

 

“ จะสงสัยอะไรนักหนา ชั้นให้นายเอามาใช้ตัดผม จะได้ดูเรียบร้อยมากกว่านี้ ไปอาบน้ำซะสิ แอ่งน้ำอยู่ตรงนั้น ” เด็กสาวชิงพูดขึ้นมาก่อน เพราะรู้ว่ามาวินคิดอะไรอยู่ 

 

………………………

          

          มาวินใช้เวลาไม่นาน ก็จัดการตัวเองจนเสร็จสรรพ ขณะนี้เขาอยู่ในชุดกังฟูแขนกุดสีเขียวที่ใหม่เอี่ยม ผมกลับมาอยู่ในทรงหน้าสั้นตั้งเป็นกระบัง ด้านหลังยาวเป็นรากไทรดุจเดิม ใบหน้าเล็กเรียวที่เคยขมุกขมัวกลับกลายมาสดใสตามวัย เพราะได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ แถมยังได้อาบน้ำชำระล้างร่างกาย สภาพในตอนนี้ดูสมบูรณ์มาก ถ้าไม่นับผ้าพันแผลตามตัวและไม้ดามกระดูกที่ท่อนแขนซ้าย 

 

“ อืม..... ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง ” เด็กสาวร่างสูงทัก 

 

“ เชอะ ใครบอกเล่า หล่อเหลาจนบอกไม่ถูกเลยต่างหาก ” เด็กหนุ่มหันไปค้อน 

 

“ ฮะๆ ” เด็กสาวหัวเราะนิดๆ ท่าทางผ่อนคลาย 

        

 

          บรรยากาศที่เบิกบานคงอยู่ชั่วขณะ มาวินก็เริ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม 

 

“ เอ่อ…….เรื่องที่เธอถามเมื่อคืน ชั้นคิดได้แล้วว่าจะทำยังไงต่อไป ” 

 

“ ทำยังไง ” เด็กสาวถามเรียบๆ ดวงตาคมยังมองตรงไปข้างหน้า 

 

“ ชั้นจะไปแคว้นเยอมาเนีย ” มาวินตอบสั้นๆ น้ำเสียงแสดงออกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างชัดเจน 

 

“ อืม.... ” เด็กสาวรับคำสั้นๆ สีหน้าดูเฉยเมยจนไม่อาจคาดเดาถึงอารมณ์

 

“ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชั้นต้องกลับบ้านให้ได้ มีคนรอชั้นอยู่ที่นั่น ” มาวินพูดต่อ ท่าทางเด็ดขาด แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บปวดกับการจากลา แต่เขาจำเป็นต้องทำแบบนั้นจริงๆ 

 

“ คนๆนั้นคือ จัน ใช่มั้ย ” เด็กสาวถามขึ้นมาลอยๆ 

 

“ เอ๊ะ ” มาวินอุทานดัง พร้อมหันกลับมา เขาเห็นเด็กสาวมองอยู่ก่อนแล้ว แม้ใบหน้าของเธอจะเรียบเฉยจนเรียกว่าตายด้าน แต่ดวงตาคมกลับเปล่งประกายประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูด 

 

“ เอ่อ…..” เด็กหนุ่มนิ่งอึ้ง เขาคิดไม่ออกว่าจะตอบคำถามนี้ยังไง 

        

 

          เด็กสาวร่างสูงยิ้มนิดๆ ก่อนยื่นมือออกมาข้างหน้า เพื่อแสดงเจตนาจะขอจับมือ

 

“ งั้นก็โชคดีนะ เจ้าลิงหัวเขียว ” 

 

“ อืม.... ” เด็กหนุ่มหัวเขียวก้มหน้า สีหน้าดูเศร้าสร้อย เขายื่นมือออกมาจับ พร้อมเขย่าแรงๆ เพื่อจากลา 

        

 

         เด็กสาวร่างสูงหันไปรวบกระเป๋าสะพายขนาดกลางขึ้นคล้องหัวไหล่ ท่าทางดูทะมัดทะแมงและเคร่งขรึม ส่วนทางฝั่งมาวิน เขาก็รวบรวมสิ่งของจำเป็นใส่กระเป๋าเป้สะพายหลังเช่นกัน จังหวะที่ยอดกังฟูสาวกำลังจะจากไป เด็กหนุ่มก็ร้องทักเสียงดัง 

 

“ แล้วเธอจะไปที่ไหน ” 

       

 

        เด็กสาวร่างสูงหยุดนิ่ง ก่อนหันกลับมาบอกด้วยใบหน้ายิ้มละไมที่ดูอ่อนหวานไม่ต่างจาก "จัน" ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเขินอายจนต้องหลบตา

 

“ ก็ไปแคว้นเยอมาเนียไง นึกว่านายจะไม่ถามซะแล้ว ” เด็กสาวร่างสูงตอบกลับมาเบาๆ

 

“ อ้าว...... เอ๋ เธอไปแคว้นเยอมาเนีย นี่.....ก็แปลว่า ” เด็กหนุ่มอุทานดัง เขารู้สึกงุนงงและตกใจ เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มก็ผุดออกมา 

 

“ ตกลง จะไปด้วยกันมั้ย นายตั้งใจจะไปแคว้นเยอมาเนียอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ ” เด็กสาวพยักหน้าให้มาวินนิดหนึ่ง ก่อนเดินต่อไป 

 

“ ไป.... ไปสิ ไปอยู่แล้ว ” เด็กหนุ่มยิ้มทะเล้นๆตามสไตค์ของตัวเอง พร้อมวิ่งตามเด็กสาวที่เดินนำในทันที 

       

 

          พอมาวินตามทัน เขาก็ถามในสิ่งที่อยากรู้มานาน 

 

“ รู้จักกันมาตั้งหนึ่งเดือน ชั้นยังไม่รู้เลยว่าเธอชื่ออะไร ” 

     

 

          ทันทีที่ได้ยินคำถาม เด็กสาวก็ตอบกลับสั้นๆ สีหน้าเรียบเฉย 

 

“ ชั้นชื่อ เหมยลี่ ” 

 

“ ส่วนชั้นชื่อ มา…” เด็กหนุ่มพยายามแนะนำตัว 

 

“ รู้แล้วน่า เจ้าลิงหัวเขียว ” เหมยลี่ตอบกลับอย่างรวดเร็ว ทั้งที่มาวินยังพูดไม่จบ 

 

“ ไม่ใช่โว้ย ชั้นชื่อ มาวิน ” เด็กหนุ่มตะโกนใส่ ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบสรรพนามที่เหมยลี่เรียก 

 

“ เข้าใจแล้ว เจ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวตอบกลับหน้าตาย มือสองข้างยกขึ้นมาอุดหู เพื่อป้องกันภัยทางโสตประสาท 

 

“ ชั้นชื่อ มาวิน ” เด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้ เขายังแนะนำตัวต่อไป 

 

“ อืม..... ลิงหัวเขียว ” เด็กสาวไม่ยอมแพ้เช่นกัน 

 

“ ไม่ใช่โว้ย ชั้นชื่อมาวิน ” เด็กหนุ่มแหกปากตะโกน พลางกระโดดโลดเต้นไปรอบตัว แน่นอนว่าการโต้เถียงด้วยเรื่องไร้สาระยังดำเนินต่อไปอีกยาวนาน อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา