The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  171 LV
  22 วิจารณ์
  87.22K อ่าน

แก้ไขเมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16.46 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

91) รู้ผลแพ้ชนะ

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เครดิตภาพจาก  https://www.uhdpaper.com

 

       โจจี้ถึงกับตาเหลือก เพราะตอนนี้เขาโดนต้อนเข้ามุม ดวงตาจับจ้องมาที่มาวินซึ่งกำลังเกร็งกาย เพื่อปลดปล่อยท่าไม้ตายสูงสุดออกมา 

 

“ เสือดาวไล่เหยื่อ ” 

      

 

       สิ้นเสียงร้อง มาวินก็สืบเท้าเข้ามาโจมตี แต่ในจังหวะนั้นเอง เด็กหนุ่มก็รู้สึกจุกอย่างรุนแรง คล้ายมีของแข็งกระแทกท้อง

 

“ อุก…..นี่มันอะไรกัน ” มาวินก้มลงไปมอง จึงพบว่าสิ่งที่ทำให้กระอักก็คือ......ด้ามดาบคันตานะของโจจี้ ทว่าเด็กหนุ่มยังไม่ยอมแพ้ เขาข่มความเจ็บปวด พร้อมปล่อยท่าไม้ตายสูงสุดออกมาอีกครั้ง

 

“ หน็อย...... แค่นี้หยุดชั้นไม่ได้หรอก เสือดาวไล่….”  

          

 

       แต่ก่อนที่มาวินจะได้ปล่อยกระบวนท่า โจจี้ก็ชิงลงมือก่อน ด้ามดาบคันตานะนับสิบพุ่งเข้าใส่ร่างเล็กบางของเด็กหนุ่ม มันเป็นการโจมตีที่รุนแรงและแม่นยำ 

 

“ ปึก ปึก ปึก...... ” 

          

 

       มาวินกระเด็นไกลถึงห้าเมตรและร่วงหล่นลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น

           

 

       โจจี้ยืนนิ่งอยู่บนลานประลอง มือขวากระชับดาบคันตานะแน่น ใบหน้าซีดเผือดด้วยอาการช็อก ถ้าเมื่อกี้ โจมตีช้าไปนิดเดียว คนที่ล้มก็ควรเป็นเขา ขณะที่หนุ่มหล่อกำลังอึ้ง เด็กสาวร่างสูงก็เอ่ยถาม

 

“ เป็นไง ทีนี้นายรู้ซึ้งถึงฝีมือของเจ้าลิงหัวเขียวแล้วรึยัง ” 

            

 

       โจจี้ปรับสีหน้าของตนเองให้เป็นปกติ จากนั้นก็หันกลับไปตอบ น้ำเสียงดูจริงจัง 

 

“ อืม..... พอรู้ฝีมือบ้างแล้ว แต่ว่าที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ.....ความคิดของมัน ” 

 

“ ใช่แล้ว แม้เจ้าลิงหัวเขียวยังไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ทั้งไหวพริบ ปฏิภาณและความคิดพลิกแพลงล้วนอยู่ในขั้นสุดยอด เลยเป็นคนที่รับมือยาก ” เหมยลี่เสริม พร้อมนึกถึงช่วงเวลาที่เคยฝึกซ้อมกับมาวิน มีหลายครั้งที่เธอเกือบเสียท่า

 

“ ฮะๆ ตอนนี้ก็สรุปได้แล้ว……หมอนี่อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราพิชิตคองโกล่า ” โจจี้หัวเราะ พร้อมหันไปมองมาวินที่นอนสลบไสล ประกายตาแฝงแววคาดหวัง   

 

……………………….

 

“ เฮ้ย อะไรกันฟะ ” มาวินผวาเฮือกใหญ่ พร้อมลุกขึ้นมาตะโกน แต่สิ่งที่เห็นคือ.......ความมืดมิดยามราตรี

 

“ ที่นี่คือ…” มาวินพยายามสงบสติอารมณ์และนึกทบทวนอยู่พักใหญ่ จึงรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไร 

 

“ จำได้แล้ว ชั้นกำลังสู้กับโจจี้อยู่นี่หว่า มันอยู่ที่ไหนฟะ ” มาวินกระชากเสียงกร้าว พร้อมยันกายลุกขึ้นยืน แต่ก่อนจะได้ขยับตัว ความรู้สึกปวดแปล๊บนับสิบจุดก็บังเกิดขึ้นบนร่างกาย ความรุนแรงไม่ต่างจากถูกเข็มแหลมทิ่มแทง 

 

“ โอ๊ย นี่มันอะไรกัน ” มาวินทรุดกายลงนั่งคุกเข่า สีหน้าบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บปวด 

 

“ กระบวนท่าที่โดนไปเมื่อครู่คือ….พันเข็มทิ่มแทง เป็นกระบวนท่าที่ใช้คมดาบแทงเข้าไปนับสิบ หลักการก็คล้ายๆท่าพยุหะแมวป่าของนายนั่นแหละ แต่ของชั้นจะพิเศษกว่าตรงที่ทำให้ผู้ที่โดน เกิดความรู้สึกเจ็บปวดคล้ายโดนเข็มแทง ” เสียงนิ่มๆของโจจี้ดังขึ้นที่ด้านข้าง มาวินเลยหันไปมอง จึงพบกับหนุ่มหล่อที่กำลังเอนหลังพิงขอนไม้ ทำให้รู้ว่า…..เขาพ่ายแพ้ในการต่อสู้ไปแล้ว 

 

“ บ้าชะมัด นี่ชั้นแพ้แล้วหรือนี่ ” มาวินกัดฟันกรอดใหญ่ เขารู้สึกเจ็บใจเป็นที่สุด อากัปกิริยาของเด็กหนุ่ม ทำให้โจจี้ที่ลอบสังเกต ถึงกับเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย 

 

“ นี่ถามจริงเถอะ นายคิดว่าจะเอาชนะชั้นที่เป็นนักสู้ขั้นสามจริงๆเหรอ ลืมไปแล้วรึไงว่าตัวเองเป็นแค่นักสู้ขั้นหนึ่ง ” 

 

“ เออ ใช่ดิ ชั้นอุตส่าห์ไล่ต้อนนายจนมุมได้แล้วแท้ๆ เอ๊ะ แต่เดี๋ยวก่อน ” มาวินฉุกคิดขึ้นมาได้ 

 

“ อะไรของนาย ” โจจี้ถาม 

 

“ นายบอกชั้นเอง….จะไม่ตอบโต้ในสิบกระบวนท่าแรก แต่พอเข้าสู่กระบวนท่าสุดท้าย นายกลับอัดชั้นด้วยท่าพันเข็มบ้าๆบอๆอะไรนั่น แบบนี้ มันขี้โกงนี่หว่า ” มาวินร้องด่าอย่างดุเดือด เมื่อรู้ว่าหนุ่มหล่อเล่นตุกติก

 

“ เหอๆ ” โจจี้หลบหน้าไปทางอื่น พร้อมหัวเราะแก้เขิน 

 

“ ตกลงจะเอายังไง หือ..... ไอ้ขี้โกง ” มาวินตวาดซ้ำ เขาทำท่าจะลุกขึ้นมาขย้ำ

 

“ เหอๆ ก็ไม่ไงหรอก แต่ชั้นว่า….เอ่อ นายน่าจะนับกระบวนท่าผิดนะ ” โจจี้แก้ตัวตะกุกตะกัก 

 

“ เป็นไปไม่ได้ ชั้นคิดอยู่ตลอดว่าจะไล่ต้อนนายให้จนมุมยังไง และจะใช้กระบวนท่าไหนปิดเกม รับรองเลยว่านับไม่ผิดอย่างแน่นอน ” มาวินเถียงกลับ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

 

“ แต่ชั้นว่านายน่าจะลืมนับกระบวนท่าแรกไปนะ ” โจจี้ร้องท้วง 

 

“ นับแล้วโว้ย กระบวนท่าแรกคือท่าที่ชั้นพุ่งเข้าไปต่อยนายไง ” มาวินเถียง 

 

“ โอ้ๆ ไม่ใช่แล้ว นั่นคือ.....กระบวนท่าที่สองต่างหาก ” โจจี้ปฏิเสธ ทำนองจะตำหนิคู่สนทนาว่า….คุณพลาดแล้ว 

 

“ จะบ้าเหรอ จังหวะที่ชั้นพุ่งเข้าไปต่อย เป็นการโจมตีครั้งแรก มันจะเป็นกระบวนท่าที่สองได้ยังไง นายมึนแล้ว ไอ้บ้าห้าร้อย ” มาวินเถียงกลับ ใบหน้าขมวดนิ่วเป็นเชิงสงสัย

 

“ จุ๊ๆ ผิดแล้ว นั่นถือว่าเป็นกระบวนท่าที่สองต่างหาก กระบวนท่าแรกนั้นก็คือ……” โจจี้จุ๊ปากและเตรียมเฉลย โดยมีเด็กหนุ่มหัวเขียวเอียงคอมองด้วยท่าทางที่ดูหงุดหงิด 

 

“ ท่าที่นายยกการ์ดขึ้นมาเตรียมต่อสู้ยังไงล่ะ ” 

            

 

       หลังจากโจจี้แถลง ทุกสิ่งในที่นั้นดูเงียบสงบ คล้ายเกิดอาการช็อกจากคำตอบที่แสนจะหน้าด้าน แต่พอมาวินตั้งสติได้ เขาก็เดือดดาลจนถลาเข้าไปกระชากคอเสื้อของหนุ่มผมทอง พร้อมตวาดเสียงดัง 

 

“ ไอ้บ้า แกโกงชั้นนี่หว่า ไอ้ทุเรศ ไอ้จอมโกง ไอ้ๆ...... ” มาวินจัดหนักทุกคำที่ด่า

 

“ ฮะๆ โทษที  ” โจจี้ได้แต่ยิ้มแห้งๆในลักษณะที่คล้ายจะสำนึกผิด 

           

 

       มาวินกัดฟันกรอดใหญ่ พร้อมแสดงอาการขึงขังอยู่พักหนึ่ง ต่อมาเขาก็เริ่มได้คิดและคลายมือจากปกเสื้อของหนุ่มผมทอง ปิดท้ายด้วยการตอบกลับเสียงอ่อย 

 

“ เฮ้อ....... จะว่าไปแล้ว ชั้นก็สู้ไม่ได้จริงๆนั่นแหละ นายมีเซ้นส์และประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สามารถอ่านการโจมตีได้อย่างทะลุปรุโปร่ง มิหนำซ้ำกระบวนท่าก็ยังรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ได้มีแต่ความหนักหน่วงแบบที่ชั้นเข้าใจในตอนแรก ” 

             

 

       โจจี้เงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่ม สายตาคมซึ้งสังเกตเห็นแววโศก ทำให้เขานึกสงสัย.....ทำไมมาวินต้องจิตตกขนาดนี้ เพราะการต่อสู้เมื่อครู่เป็นเพียงการเล่นสนุกเท่านั้น 

 

“ เฮ้ จริงจังไปรึเปล่า การประลองเมื่อกี้ มันแค่ซ้อมมือ อย่าซีเรียสนักเลย เปลี่ยนมาฟังชีวิตรักของชั้นต่อดีกว่า ยังเหลือประสบการณ์จากสาวๆอีกตั้ง 999 คนที่ยังไม่ได้เล่า ” 

           

 

        มาวินยิ้มเศร้าๆ พร้อมเหลือบมองโจจี้นิดหนึ่ง ก่อนตอบกลับเนือยๆ

 

“ ใช่ มันแค่การเล่นสนุก กระนั้นก็เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าชั้นอ่อนแอแค่ไหน และถ้ายังเป็นแบบนี้ คงไปไม่ถึงแคว้นเยอมาเนีย ” 

          

 

       โจจี้ลอบสังเกตอากัปกิริยาของมาวินมาตลอด เขานึกสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าทำไมเด็กหนุ่มถึงมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปแคว้นเยอมาเนียขนาดนั้น เพราะช่วงชีวิตที่ผ่านมา หนุ่มผมทองคิดแต่จะสนุกกับสิ่งที่นิยมชมชอบ อาทิเช่น การพนัน ผู้หญิงและเหล้า ส่วนเป้าหมายชีวิตหรือสิ่งที่คิดฝัน ไม่เคยปรากฏในหัวสมอง เลยทำให้เขาอยากรู้มากขึ้น จึงถามกลับมาตรงๆ 

 

“ ทำไมนายถึงอยากไปแคว้นเยอมาเนียขนาดนั้น มีอะไรรอนายอยู่เหรอ ” 

            

 

       มาวินฝืนยิ้ม พร้อมตอบแผ่วเบา อันค้านกับบุคลิกกวนๆของตนเอง 

 

“ ที่นั่นเป็นสถานที่ๆอาจทำให้ชั้นได้กลับบ้านเกิด ” 

 

“ บ้านเกิดของนายอยู่ไหน แล้วทำไมไม่เดินทางไปที่นั่นโดยตรง จะผ่านแคว้นเยอมาเนียให้มันยุ่งยากทำไม ” โจจี้ถามต่อ เขายอมรับว่ายิ่งพูดคุยกัน ยิ่งสงสัยเด็กหนุ่มมากขึ้น

 

“ นายไม่รู้หรอกว่าบ้านเกิดของชั้นอยู่ที่ไหน มันเป็นสถานที่ๆเหลือเชื่อเอามากๆ แต่บอกได้แค่คำเดียวว่าชั้นต้องไปแคว้นเยอมาเนียก่อน ถึงจะกลับบ้านได้ ” มาวินตอบเรียบๆ แต่ในช่วงสุดท้ายที่พูด โจจี้รับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ไม่เคยพานพบจากผู้ใด นั่นทำให้เขาต้องแอบพิจารณาเด็กหนุ่มผู้นี้ใหม่

 

“ หมอนี่มัน…..” 

           

 

        ทั้งสองเงียบไปชั่วขณะ พวกเขาเพ่งมองไปที่กองไฟซึ่งกำลังลุกโชน ในที่สุดโจจี้ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปาก

 

“ พูดตามตรง ถ้าอยากไปแคว้นเยอมาเนีย นายต้องเก่งกว่านี้ ” 

 

“ อืม....... ” มาวินพยักหน้ารับคำ ก่อนดำดิ่งสู่ภวังค์ ทำให้โจจี้ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆแอบชำเลืองมอง พร้อมเสนอตัว 

 

“ งั้นเอางี้มั้ย ชั้นจะสอนวิชาดาบให้ เผื่อว่านายจะเก่งขึ้นมาบ้าง ” 

           

 

        ทันทีที่สิ้นคำ มาวินถึงกับผงะ พร้อมตะโกนดังด้วยความตกใจ 

 

“ นายพูดจริงรึเปล่าฟะ พี่ชายผมทอง ”

 
 
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดารค์ไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา