สาบสมิง

-

เขียนโดย ลูกคนเดียว

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เวลา 10.39 น.

  30 ตอน
  2 วิจารณ์
  1,652 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562 11.58 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

5) บทที่ห้า

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

                หลวงพ่อดำนั่งมองไอ้หนุ่ย เด็กวัดที่กำลังวิ่งหน้าตื่นแล้วกระโจนพรวดเดียวมานั่งหอบอยู่บนกุฎิท่าน พระชราปล่อยให้เด็กวัดตัวเล็กพักครู่หนึ่ง เมื่อเห็นระดับการหายใจของเจ้าหนุ่ยคงที่ดังเดิมแล้ว หลวงพ่อจึงเอ่ยขึ้น

                “มีอะไรว่ะไอ้หนุ่ย ถึงวิ่งหน้าตื่นมาขนาดนี้”

                “อีเขียวครับหลวงพ่อ อีเขียวมันหายไปแล้ว”

                อีเขียวเป็นหมาวัด ตอนนี้มันกลายเป็นหมาแม่ลูกอ่อนเลี้ยงลูกอยู่หลังโบสถ์ริมวัด

                “มันจะหายไปไหนล่ะ เมื่อวานข้าก็เห็นมันเลี้ยงลูกอยู่ที่เดิม”

                “แต่เมื่อเช้าผมเอาข้าวไปให้มัน ไม่เจอมันแล้วนะหลวงพ่อ” เจ้าเด็กวัดลดเสียงลงเป็นกระซิบ “นอกจากนั้นไอ้เสือไอ้สิงห์ อีดำไอ้ขาวก็หายไปหมดเลยนะหลวงพ่อ”

                ครั้งนี้ภิกษุชรานิ่งงัน ดวงตาแวววาวอย่างประหลาด แต่ยังคงเอ่ยตอบเสียงเรียบๆ

                “ไม่มีอะไรหรอกไอ้หนุ่ย บางทีพวกมันอาจจะออกไปเที่ยวเล่นตามประสาหมา เดี๋ยวตอนเย็นเอ็งช่วยดูอีกรอบ ถ้าพวกมันยังไม่กลับมาคงต้องลองตามหาดู”

                “ได้ครับหลวงพ่อ”

                “เอ็งไปโรงเรียนได้แล้ว สายแล้ว อย่ามัวโอ้เอ้”

                เด็กวัดกราบลาหลวงพ่อแล้ววิ่งหายไป คล้อยหลังเจ้าหนุ่ยไม่นาน ชัชวาลก็พาร่างผอมๆเข้ามานั่งสงบเบื้องหน้า เขาก้มลงกราบอดีตพรานดำ แล้วนั่งนิ่งไม่พูดอะไรจนกระทั่งหลวงพ่อดำถอนหายใจ

                “มีอะไรล่ะไอ้ชัช มาแล้วจะนั่งเงียบไม่พูดไม่จาหรือยังไง”

                ชัชวาลเองก็ถอนหายใจ

                “หลวงพ่อคงทราบเรื่องบ้างแล้ว”

                “เรื่องหมานะเหรอ”

                “ครับหลวงพ่อ ตอนนี้หมามันหายไปจากตำบลของเรามากเหลือเกิน ไม่ต่ำกว่าสี่สิบตัว พวกชาวบ้านเริ่มสงสัยว่าหมาหายไปไหนครับ”

                “อืม เมื่อกี้ไอ้หนุ่ยก็เพิ่งมาบอกว่าพวกหมาวัดหายไปหลายตัว”

                ชัชวาลขมวดคิ้ว วัดอยู่เกือบจะกลางตัวอำเภอ แวดล้อมด้วยบ้านเรือนและความพลุกพล่านของผู้คนแต่หมาก็ยังคงหายอย่างไร้ร่องรอยได้

                “ไอ้ตัวประหลาดมาเขมือบหมาถึงที่นี่เลยเหรอครับ”

                หลวงพ่อดำส่ายหน้า

                “ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก หมาพวกนั้นอาจจะไปเที่ยวตามประสามันก็ได้ บางครั้งพวกมันก็หายไปบ่อยๆ”

                “แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ครับหลวงพ่อ หมาของคนงานที่ไร่หายไปสองตัวเหมือนกัน ผมสงสัยเลยตรวจสอบร่องรอยดู แล้วก็พบรอยนี้ครับ”

                ชัชวาลยื่นโทรศัพท์ให้หลวงพ่อดำ พระชราพิจารณารูปนั้นอยู่นาน แม้จะแน่ใจว่าเป็นภาพรอยอะไรตั้งแต่แรกเห็น แต่อดีตพรานดำก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี

                “เอ็งไปเจอที่ไหน”

                “ท้ายไร่ แถวที่ผมล้มหมูป่าได้ครับ”

                ภาพนั้นเป็นรอยตีนจางๆจนเกือบจะมองไม่ชัด แต่ก็ยังคงเห็นลักษณะอุ้งเท้า รอยบุ๋มของนิ้วเท้าทั้งห้า นอกจากนั้นชัชวาลยังวางเหรียญห้าบาทเทียบด้านข้างทำให้ประเมินขนาดความใหญ่โตของเจ้าของรอยได้เป็นอย่างดี สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ภิกษุชราเผลอถอนหายใจออกมาอีกครั้งก็คือรอยตีนนั้นไม่มีรอยเล็บ รอยแบบนั้นเขาเคยพบเห็นบ่อยครั้งเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว ในช่วงที่ยังดำรงตนด้วยอาชีพพรานใหญ่ออกป่าล่าสัตว์

                “เสือใหญ่”

                “ครับหลวงพ่อ รอยไอ้ลาย”

                “แต่ป่าบ้านเราไม่มีเสือโคร่งมานานปี ครั้งสุดท้ายที่ข้าได้ยินมันร้องก็เกือบจะสามสิบที่แล้ว”

                ชัชวาลโคลงศีรษะ

                “ผมเองก็ยังสงสัย ถ้าเป็นเสือที่มาลักหมาไปกินจริงๆ ทำไมไม่มีใครสังเกตเห็นมันสักคน แล้วอีกอย่างมันถึงกับกล้าบุกเข้ามาลากมาถึงในเมืองเลยเหรอ”

                ปริศนาข้อนี้หลวงพ่อดำก็กำลังใคร่ครวญอยู่เช่นกัน

                “แล้วถ้าหากมันเป็นเสือผีล่ะครับหลวงพ่อ”

                ลูกศิษย์คนโปรดพูดเสียงทุ้มต่ำ หลวงพ่อหรี่ตา

                “เอ็งหมายถึง สมิงเหรอ”

                “ผมไม่แน่ใจ แต่รู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา”

                “อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรเลยไอ้ชัช ยังไม่แน่หรอกว่าหมาในอำเภอที่หายไปจะเป็นฝีมือของเจ้าของรอยตีนนี่”

                “แสดงว่าหลวงพ่อไม่เชื่อ”

                “ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ข้าคิดว่าเรายังไม่มีหลักฐาน ไว้มีหลักฐานที่ชัดเจน เราค่อยมาหารืออีกทีก็ยังทันนะไอ้ชัช”

                เสียงถอนหายใจหนักๆดังมาจากชายหนุ่ม

                “ผมกลัวว่ามันจะไม่ทันสิครับหลวงพ่อ ตอนนี้ยังเป็นหมา แล้วต่อๆไปล่ะ สักวันหนึ่งต้องมีคนตายเพราะไอ้เสือผีแน่”

                “รอดูกันก่อน อาจจะไม่เป็นอย่างที่เอ็งคิดก็ได้ชัชวาล”

                ชัชวาลไม่กล่าวอะไรอีก เขากราบลาหลวงพ่อเมื่อเวลาเกือบสิบโมงเช้า

 

                ดวงตะวันตรงศีรษะ แสงแดดร้อนแรงแผดเผาทุกสิ่งจนแทบจะละลายไม่เว้นแม้แต่ความคิดอันสับสนของเขา  ชัชวาลแทบจะไม่อยากเชื่อว่าตอนนี้ยังอยู่ในฤดูหนาว นี่มันหน้าโครตร้อนต่างหากล่ะ เขาครุ่นคิดอย่างหงุดหงิดใจ คนสนิทของจอมภพยังคงค้นหาปริศนาของเขาต่อไป เขาตั้งคำถามและตั้งข้อสังเกตไว้ตอบตัวเองมากมาย สุดท้ายทุกข้อสงสัยก็วนมาบรรจบกับคำว่าลึกลับเหนือธรรมชาติเสมอ ชัชวาลจอดรถบริเวณหน้าบ้านของทิดน้อย หนึ่งในผู้เสียหายคนสุดท้ายที่เขาจะมาหาข้อมูลในวันนี้ ไอ้แดงหมาของทิดน้อยหายไปอย่างไร้ร่องรอย ชายหนุ่มตะโกนเรียกเจ้าของบ้าน ครู่เดียวทิดน้อยก็เดินยิ้มออกมาหาเขา ทิดน้อยกับเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ทั้งคู่ยังเด็ก

                “ว่าไงว่ะไอ้ชัช มีเรื่องอะไรถึงมาหาข้าถึงที่นี่ได้”

                “ข้าแค่อยากมาถามอะไรเอ็งนิดหน่อย”

                ทิดน้อยพาเพื่อนไปนั่งหลบร่มบนแคร่ใต้เงามะม่วงใหญ่

                “เรื่องอะไรว่ะ”

                “หมาของเอ็ง”

                “หมาข้า” เจ้าของบ้านทวนคำอย่างสงสัย “ทำไมว่ะ”

                “มันหายไปไหน”

                “ใครบอกเอ็ง”

                “เมียเอ็งไปเล่าให้คนทั้งตลาดฟัง ข้าก็เลยรู้”

                “ก็แค่หมาหายเอง เอ็งสงสัยอะไร”

                ชัชวาลส่ายหัว

                “ถ้าหมาเอ็งหายแค่ตัวเดียวก็ไม่น่าสงสัยหรอก แต่หมาที่ไร่ข้า แล้วก็หมาของชาวบ้านรวมทั้งหมาวัดหายไปหลายสิบตัว มันเลยน่าสงสัย”

                “หลายสิบตัวในคืนเดียว”

                “ใช่ เจ้านายเขาใช้ให้ข้ามาตามดูเรื่องหมา”

                ทิดน้อยหัวเราะเบาๆ

                “คุณจอมพลเนี่ยนะจะใช้เอ็ง ไม่เอาน่าไอ้ชัช มีอะไรก็บอกกันตรงๆดีกว่า”

                รองผู้จัดการไร่ถอนหายใจหนักหน่วง

                “ข้าแค่สงสัยว่าไอ้ตัวที่มันลากหมาไปกินจะไม่ธรรมดา”

                “ทำไมว่ะ มันเป็นภูติผีวิญญาณ หรือว่า” เจ้าของบ้านเว้นระยะ นัยน์ตาฉายแววหวาดหวั่นเล็กน้อย “หรือเอ็งคิดว่ามันเป็นสมิง”

                ชัชวาลพยักหน้ารับ

                “ใช่ ข้าคิด”

                ทิดน้อยสยิวไปทั้งหัวใจ อยู่ดีๆบรรยากาศโดยรอบก็เยือกเย็นลง เสียงแมลงและนกต่างๆเหมือนจะหยุดลง เขาหวนคิดถึงตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์ร้ายกึ่งภูติอย่างเสือสมิง นอกจากนั้นยังนึกไปถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดคราวหนึ่งเมื่อเขาและบุคคลตรงหน้านี้ไปนั่งห้างรอดักยิงสัตว์ป่าด้วยกันในป่าตอนที่ลึกที่สุด ช่วงนั้นทั้งเขาและชัชวาลยังห่ามคะนองอย่างวัยรุ่นชอบลองของทั่วไป อีกทั้งชัชวาลเองก็ร้อนวิชาจากพรานดำ ต้องการที่จะลองคาถาอาคม คืนนั้นเป็นคืนที่ดวงจันทร์สว่างสาดแสงอยู่กลางฟ้า ภาพเหตุการณ์วันนั้นยังกระจ่างชัดในความทรงจำ

 

                อากาศยามดึกหนาวยะเยือกทั้งที่อยู่ในช่วงฤดูร้อน นอกจากเสียงแมลงกลางคืนร้องระงมแล้ว ทิดน้อยก็ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าใดทั้งสิ้น ชัชวาลยังคงนั่งหลับตา ปากก็พึมพำบริกรรมคาถาอาคมที่เพิ่งจะได้รับประสิทธิ์ประสาทมาจากพรานดำ ทิดน้อยอ้าปากหาว เพื่อนของเขาก็เป่าลมพรวดทางด้านที่โป่งใหญ่ตั้งอยู่แล้วหันมายกนิ้วโป้งให้

                “เรียบร้อย ถ้าคืนนี้ไม่ได้ยิงสัตว์ใหญ่ ข้าจะเลิกเป็นพรานเลย”

                ชัชวาลกระซิบ ทิดน้อยพยักหน้าอย่างละโหย พลันอาการง่วงหาวของเขาก็ปราสนาการเมื่อเสียงหนึ่งกระทบโสตประสาท เสียงฝีเท้าย่ำเหยียบใบไม้แห้ง พร้อมกันนั้นกลิ่นสาบของบางอย่างก็โชยกระจบจมูก สรรพเสียงเงียบเหมือนปิดสวิทซ์ ทิดน้อยพยายามเพ่งตามองผ่านความมืดแต่ก็ไม่มีสิ่งใดปรากฎขึ้น เขาหันไปมองหน้าของชัชวาล เพื่อนของเขาเองก็แสดงสีหน้าประหลาดใจเช่นเดียวกัน

                ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะหายสงสัย เสียงฝีเท้านั้นก็ดังขึ้นอีก พร้อมทั้งที่แสงไฟสลัวรางจากคบเพลิงสาดมาด้านหน้า ทั้งคู่มองตามไปเห็นเป็นชายวัยกลางคนเปลือยอก รอยสักดำเข้มเต็มพรืดทั้งส่วนบนกำลังเดินอย่างช้าๆ คราวนี้ทั้งคู่สงสัยหนักกว่าเดิม ทิดน้อยหันไปมองเพื่อนคู่หู ชัชวาลกระชากลูกซองขึ้นมากำแน่น ทั้งที่อากาศเย็น แต่เม็ดเหงื่อเกาะพราวเต็มใบหน้า

                ร่างของชายคนนั้นเดินๆหยุดๆเหมือนระแวดระวังภัย จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าห้างยิงสัตว์ เขาก็เงยหน้ามองขึ้นมา นัยน์ตาคู่นั้นลุกวาวอย่างประหลาด เสียงแหบต่ำลอยมาตามลม

                “พ่อหนุ่ม ลุงขอขึ้นไปหลบบนนั้นด้วยได้มั้ย ข้างล่างมันน่ากลัวเหลือเกิน”

                ทิดน้อยมองเขม็ง กำลังจะเอ่ยปากตอบก็พอดีได้ยินเสียงลั่นเปรี้ยง เขาอุทานอย่างตกใจ หันมองชัชวาลด้วยความฉงนแล้วมองด้านล่างอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มวัยรุ่นแทบผงะ ร่างของชายวัยกลางคนหายไปแล้ว เสือลาดพาดกลอนใหญ่ดวงตาแดงฉานจ้องมองอย่างอาฆาตยืนอยู่ในตำแหน่งของชายปริศนา ชัชวาลบริกรรมคาถา ยิงเปรี้ยงอีกหนึ่งนัด เสือสมิงคำรามก้องสะท้านทั้งป่าแล้วโจนหายไปในความมืด นั่นเองคือครั้งสุดท้ายที่ทิดน้อยเข้าป่า

                ทิดน้อยตื่นจากภวังค์เมื่อชัชวาลสะกิดหัวไหล่ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

                “หรือบางที มันอาจะเป็นอะไรที่มีอำนาจมากกว่าสมิง ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก”

                เจ้าของบ้านพยักหน้า

                “เมื่อคืนข้าเห็นบางอย่าง ตอนแรกนึกว่าตาฝาด ตอนนี้ชักไม่มั่นใจ”

                “เอ็งเห็นอะไร”

                “เงาดำ มันกระโจนหายไปหลังพุ่มไม้นั่นก่อนที่ไอ้แดงจะหายไป”

                ทิดน้อยชี้ที่พุ้มไม้รกเรื้อห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร เขามองตาม บริเวณนั้นเต็มด้วยสุมทุมพุ่มไม้สลับต้นไม้เล็กๆ แม้จะเป็นเวลากลางวันก็ยังดูร่มครึ้ม ชัชวาลลุกเดินตรงเข้าหาบริเวณนั้นพร้อมกับเพื่อนคู่หู เขากวาดตามองค้นหาครู่ใหญ่ก็มาสะดุดกับรอยเท้าหมาบนพื้นที่ค่อนข้างนุ่มช่วงหนึ่ง

                “รอยหมา”

                เขาชี้ เจ้าของบ้านพิจารณาแล้วเอ่ยแผ่วเบา

                “รอยไอ้แดง ข้าจำได้”

                ชัชวาลเงียบไม่ได้พูดอะไร เขาสอดส่ายสายตามองหาร่องรอยอื่นต่อ เดินห่างออกมาอีกสักสิบห้าเมตร รอยที่สองก็ปรากฎ เลือดสีคล้ำกองอยู่บนพื้นดิน

                “มันขย้ำหมาเอ็งตรงนี้” เขามองหลายทางก่อนจะเจอรอยลากจางๆ “มันลากหมาเอ็งไปทางนี้”

                ถึงไม่บอก ทิดน้อยก็พอจะมองออก เขาเงยหน้ามองรอบกาย ทั้งคู่ล่วงล้ำเข้ามาในกลางละเมาะไม้ แสงแดดดูมืดมัวลง เขามองด้านหน้าอย่างกังวล แนวเขตอุทยานแห่งชาติอยู่ห่างไม่ถึงยี่สิบห้าเมตร

                “มันคงลากหมาเอ็งเข้าไปในป่านั้นแล้ว”

                “เอ็งว่ามันเป็นตัวอะไร”

                “ข้าไม่แน่ใจ แต่ภาวนาอย่าให้มันเป็นอย่างที่พวกเราคิดเลย”

                ทั้งคู่กลับออกมานั่งเงียบที่แคร่ตามเดิม

                “เอ็งตามเรื่องนี้ทำไมว่ะ ไอ้ชัช”

                “ไม่รู้สิ” ชายหนุ่มส่ายหน้า “ข้าแค่อยากรู้ บางทีข้าอาจจะแค่กำลังกลัว”

                “มันจะใช่สมิงตัวนั้นไหม”

                “ไม่น่าใช่ ป่านนี้สมิงตัวนั้นเป็นฝุ่นไปแล้วละมั้ง แล้วเมื่อคืนเอ็งเห็นอะไรผิดปกตินอกจากเงานั่นอีกหรือเปล่า”

                ทิดน้อยสั่นหัว

                “ไม่มีนะ”

                ชัชวาลผงกหัว

                “แปลกนะที่มันไม่จัดการกับวัวเอ็ง แต่เลือกหมาแทน”

                “มันอาจจะยังไม่แกร่งพอก็ได้” คู่หูของเขาพูดปนหัวเราะ ชัชวาลกลับเบิกตากว้าง เขาลืมนึกถึงเหตุผลนี้ได้ยังไง ตอนนี้เงานั้นอาจจะอ่อนแอเกินกว่าจะจัดการกับสิ่งมีชีวิตที่มีพลังชีวิตเหนือกว่ามัน

                “น่าจะใช่”

                “ใช่อะไรว่ะ”

                “ตอนนี้มันอ่อนแออยู่ แต่เมื่อคืนมันซัดหมาไปเยอะขนาดนั้น ครั้งต่อไปมันอาจจะกินตัวอะไรที่ใหญ่ขึ้นไปอีก”

                ทิดน้อยฟังแล้วสยองทั้งหัวใจ อดที่จะเหลือบมองวัวที่กำลังเพลิดเพลินกับหญ้าห่างไม่ไกลของตัวเองไม่ได้

                “ครั้งหน้าอาจจะเป็นวัว หรือบางที บางที”

                คนสนิทของจอมภพหยุดคำพูดของตัวเองไว้แค่นั้น เขาบอกลาเพื่อนคู่หู มุ่งตรงกลับบ้านทันที ห้วงความคิดยังคงนึกถึงคำพูดที่ค้างคาไว้ หรือบางทีอาจเป็นคน

 

                ดึกสงัด จอมขวัญในชุดนอนบางเบาจับจ้องมองดวงจันทร์ซึ่งเริ่มแซมด้วยสีดำเข้มดวงเดิม มันซ่อนตัวอย่างเลือนลางอยู่หลังเงาหมอก อากาศหนาวเย็นจนหล่อนสั่นทั้งตัว มีเรื่องมากมายให้หญิงสาวต้องคิด ทั้งความหวาดกลัวการนอนหลับ หล่อนไม่อยากตื่นนอนเพื่อมาพบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้  ทำไมนะ โรคบ้าๆนี่ไม่หายไปสักที หล่อนยังจำคำพูดปลอบประโลมทั้งจากหมอ พี่ชาย หรือพ่อของหล่อนว่าไม่ต้องกังวลโรคนี้จะหายไปเมื่อหล่อนเจริญวัยเพิ่มมากขึ้น มันคงจะเป็นกรรมของเรา โรคบ้านี่ถึงเล่นงานเราอยู่ตลอด แล้วช่วงหนึ่งใบหน้าคมสันของชานนท์ก็แวบเข้ามาในความคิด คุ้นเคยอย่างประหลาด เหมือนว่าสนิทเสน่หากันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน  ยังไม่ทันที่ห้วงคำนึงจะสิ้นสุดลง ขนแขนของหญิงสาวก็ลุกตั้งชัน ไอความชั่วร้ายแผ่กระจายมาจากความมืดในเงารกครึ้ม หล่อนเพ่งตามองก่อนจะพบกับดวงตาแววสีเหลืองอมแดงคู่หนึ่งลอยเด่นอยู่ในเงาตะคุ่มนั้น ร่างนั้นคล้ายหมอบซุ่มแต่ครู่เดียวมันก็ลุกขึ้นยืนเต็มสัดส่วนสูงใหญ่ สัตว์ป่าเหรอ หญิงสาวถามตัวเอง โน้มตัวเพื่อที่จะจ้องมองให้ชัดเจน แสงจันทร์สาดส่องตกลงร่างนั้นอย่างบังเอิญ คราวนี้หล่อนอุทานเบาๆ สีเหลืองเป็นพื้น ตัดสลับด้วยลายพาดสีดำสนิทเหมือนจะเรืองแสงได้ในความมืด แต่ถึงกระนั้นเรือนร่างกำยำก็พร่ามัวอย่างพิกล มันยืนด้วยขาทั้งสี่ที่ทรงพลัง ใบหน้านั้นช่างดูชั่วร้าย เหมือนกับว่ากำลังแสยะยิ้มซึ่งมีฟันแหลมคมเต็มทั้งปากมาทางหล่อน จอมขวัญผงะ พริบตาเดียวเสือใหญ่ตัวนั้นก็วิ่งเต็มกำลังมาทางหล่อน ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะกรีดร้อง เจ้าเสือประหลาดก็เปลี่ยนทิศทาง มันพุ่งตัวหายลับเหลี่ยมมุมบ้านพ้นสายตาหล่อน จอมขวัญหน้าซีดแล้วฟุบนิ่งกองบนพื้นห้อง ลูกสาวคนเล็กของตระกูลจอมเป็นลมไปแล้วด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด ก่อนจะหมดสติ หูทั้งสองของหล่อนสดับเสียงหัวเราะแผ่วจาง

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา