Who am i? (ฉันเป็นใคร?) ภาค change myself

7.3

เขียนโดย Gawee

วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565 เวลา 11.23 น.

  9 ตอน
  5 วิจารณ์
  904 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565 09.42 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

2) ตอนที่ 2 'ฉันเป็นใคร แล้วนายเป็นใครกัน'

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

     

ณ โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ในห้องผู้ป่วยธรรมดา

     "โธ่ๆๆ...อึ๊ก...ฟ้าใสลูกแม่ ตื่นขึ้นมาสิลูก ลืมตาขึ้นมาสิลูกแม่" หญิงสาววัยกลางคนร้องห่มร้องไห้พลางลูบหัวลูกสาวสุดที่รัก

     ทันใดนั้นเอง 'เด็กสาววัย ม. ปลาย' ก็ได้ขยับนิ้ว และค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ

     ทะ…ที่นี่ที่ไหนกัน? เพดานสีขาวโพลน ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ กับเตียงแข็งๆ และความรู้สึกปวดตุบๆ ที่หัวอย่างแรงนี่มัันอะไรกัน? แล้วเสียงร้องไห้สะอื้นของหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เตียงฉันนี่อีก

     "ฟะ...ฟ้าใสลูกแม่! ลูกได้ยินแม่ใช่ไหม!?" หญิงผู้เรียกตัวเองว่า แม่ กำลังเรียกชื่อใครกันน่ะ?

     "คุณหมออยู่ไหนค่ะ ลูกฉันฟื้นแล้วค่ะ" หญิงวัยกลางคนวิ่งไปเรียกคุณหมอนอกห้อง

     "ฟ้าใส ลูกจำแม่ได้ไหมจ๊ะ?" หญิงที่เรียกตัวเองว่า แม่ ถามฉัน

     "คะ...คุณเป็นใครค่ะ แล้วฟ้าใสนี้คือใครค่ะ?" ฉันเอ่ยถามหญิงคนนั้นด้วยเสียงอันแห้งผาก

     "วะ...ว่าไงนะจ๊ะ นะ...นี่แม่เองไงลูก แล้วฟ้าใสก็คือลูกไงจ๊ะ...ฮื้อๆๆ..." หญิงที่เรียกฉันว่า ลูก พูดขึ้นอย่างตกใจแล้วโอบกอดฉันร้องไห้หนักขึ้น

     "ขะ...ขอโทษค่ะ แต่ฉันจำอะไรไม่ได้เลย...อะ...โอ๊ย...ปวดหัวจัง" ฉันพูดกับหญิงคนนั้นแล้วพยายามนึกเรื่องต่างๆ ให้ออก แต่มันก็ไร้ผล แถมยังปวดหัวหนักกว่าเดิมอีก

     "ไม่เป็นไรนะจ๊ะลูกแม่ ค่อยๆ นึกไปเรื่อยๆ เดียวก็จำได้เองล่ะจ๊ะ" หญิงคนนั้นพูดพลางลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน

     "เดียวแม่ไปตามคุณหมอมาก่อนนะจ๊ะ อยู่คนเดียวได้ใช่ไหมจ๊ะ?" หญิงคนนั้นพูดขึ้นพลางลุกเดินไปที่ประตู

     "ได้ค่ะ คุณไปเถอะค่ะ" ฉันพูดขึ้นในขณะที่หญิงคนนั้นทำท่าเสียใจหนักกว่าเดิม

     นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมฉันมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลได้ล่ะ? ฉันจำอะไรไม่ได้เลยทั้งแม่ของตัวเอง หรือแม้แต่ชื่อของตัวเอง 

     เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานนัก คุณหมอก็มาพร้อมกับหญิงที่เรียกฉันว่า ฟ้าใส จากนั้นคุณหมอก็ทำการตรวจร่างกายฉันจนเสร็จเรียบร้อย

     "ดูเหมือนผู้ป่วยจะสูญเสียความทรงจำชั่วคราวครับ อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้ หากได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองหรือทางจิตใจอย่างรุนแรงครับ" คุณหมออธิบายหลังครวจเสร็จ

     "แล้วมีวิธีรักษาหรือฟื้นความทรงจำไหมค่ะ?" หญิงคนนั้นถามขึ้นด้วยน้ำเสียงมีความหวัง

     "คงต้องค่อยๆ ให้ผู้ป่วยฟื้นความทรงจำเองครับ หมั่นพาไปในสถานที่ๆ มีความทรงจำ หรือให้ดูรูปถ่ายในอดีตของเขาก็ช่วยได้เช่นกันครับ" คุณหมอตอบ

     "อะ...เออ ขอโทษนะค่ะ เกิดอะไรขึ้นกับฉันหรือค่ะ?" ฉันถามขึ้นอย่างสงสัย

     "คุณแอดมินเข้าฉุกเฉินจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนครับ ตอนนั้นคุณอาการหนักมากๆ จนทางเราคิดว่าคุณอาจไม่รอดหรือไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย นี่ถือเป็นปาฏิหารเลยครับ"  คุณหมออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพลางเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจร่างกาย

     "ผมคิดว่าให้ผู้ป่วยพักต่อสัก 1 สัปดาห์ เพื่อรอดูอาการ และเอ็กซเรย์สมองด้วยครับ แล้วจึงค่อยกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะครับ" คุณหมอพูดพลางเดินออกไป

     "ถ้างั้นเดียวแม่มานะจ๊ะ ขอไปคุยกับคุณหมอเพิ่มอีกหน่อย ลูกจะเอาอะไรไหม เดียวแม่จะแวะซื้อด้วยเลย" หญิงคนนั้นพูดพลางลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเงิน

     "ถะ...ถ้าไม่เป็นการรบกวนคุณมากเกินไป ขอเป็นน้ำผลไม้ล่ะกันค่ะ ขอบคุณคุณมากเลยค่ะ" ฉันพูดพลางก้มหัวเป็นเชิงบอกขอบคุณ

     "ธะ...โธ่ๆ ลูกแม่ เรียกแม่สิจ๊ะ ลูก" คนเป็นแม่ พูดพลางเดินมาลูบหัวฉัน

     "คะ...ค่ะ หนูจะพยายามค่ะ...คุณมะ....แม่" ฉันพูดขึ้นพลางเอื้อมมือไปกุมมือหญิงคนนั้น จากนั้นเธอก็เดินออกจากห้องผู้ป่วยไป

     ถึงฉันจะยังจำอะไรไม่ได้สักอย่าง แต่ฉันรู้สึกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้คือ แม่ ของฉันแน่นอน เพราะความอบอุ่นและอ่อนโยนจากมือของเธอ ทำให้ฉันสัมผัสได้แบบนั้น

     เมื่อแม่ฉันออกไป ความเงียบสงัดก็เข้ามาแทนที่ ฉันเลยเปิดทีวีดู เพื่อรอให้แม่กลับมา ซึ่งฉันคิดว่าอาจนึกอะไรได้บ้างจากข่าวประจำวันในทีวีก็ได้

     "วันนี้ ท่านประธานใหญ่ของบริษัทเครือ A กรุ๊ป ได้ร่วมเป็นประธานในงานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ของบริษัทเครือ A กรุ๊ปครับ" เสียงทีวีรายงานข่าวทั่วไป 

     แล้วฉันก็อึ้งไปเลยกับภาพในทีวีที่มีทีมผู้บริหารของบริษัทในเครือ A กรุ๊ป สายตาของฉันไปสะดุดอยู่ที่ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

     "คนอะไรจะหล่อเบอร์นั้น ขนาดกล้องถ่ายจากมุมไกลๆ นะเนี้ย" ฉันพึมพำกับตัวเองเบาๆ

     และเมื่อกล้องซุมไปใกล้ชายคนนั้น วินาทีนั้นตัวของฉันชาไปหมด หัวของฉันขาวโพลนดุจดั่งหิมะ รีโมททีวีที่ถืออยู่หลุดจากมือไปตอนไหนก็ไม่รู้ตัว

     "ฉะ...ฉันรู้จักเขา ฉันต้องรู้จักเขาแน่ๆ แต่ฉันจำไม่ได้เลย หน้าเขาคุ้นมากจริงๆ อะ...โอ๊ย...ปะ...ปวดหัว" ฉันพูดขึ้นพลางนอนเอามือกุมหัวตัวเอง

     "ก๊อกๆๆ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจครับ ขอเข้าไปหน่อยครับ" เสียงทุ้มใหญ่ดังขึ้นจากหลังประตูห้องผู้ป่วย

     "ขะ...เข้ามาได้เลยค่ะ ประตูไม่ได้ล็อค" ฉันพูดพลางปิดทีวีลง ซึ่งอีกใจก็อยากดูต่อ

     "สวัสดีครับ ผมเป็นตำรวจแผนกสืบสวนที่รับผิดชอบคดีอุบัติเหตุรถยนต์ชนของคุณ ได้ยินว่าคุณฟื้นแล้ว พอจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไหมครีบ?" คุณตำรวจแนะนำตัวพลางชูบัตรประจำตัวตำรวจและสอบถามฉัน

     "ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ แต่ฉันจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยค่ะ" ฉันตอบพลางก้มหน้าและส่ายหัวไปมา

     "จำไม่ได้งั้นหรอ? ความหมายว่าไงครับ?" คุณตำรวจถามฉันขึ้นมาอย่างสงสัย

     "ครื้น---พวกคุณเป็นใครค่ะเนี้ย!?" แม่ฉันเปิดประตูเข้ามาแล้วถามอย่างตกใจพร้อมวิ่งมาที่ฉัน

     "พวกเราเป็นตำรวจครับ กำลังสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นจากผู้เสียหาย แต่เธอบอกว่า จำอะไรไม่ได้เลย มันความหมายว่าไงครับ?" ตำรวจหันไปตอบคุณแม่แล้วหันมาทางฉัน

     "ลูกสาวของฉัน เธอสูญเสียความทรงจำค่ะ จำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้หรอกค่ะ แม้แต่ชื่อตัวเองเธอยังจำไม่ได้เลยค่ะ" คุณแม่ตอบอธิบายให้ตำรวจฟัง

     "วะ...ว่าไงนะครับ!? อื้ม---งั้นก็ยากกว่าเดิมเเล้วสิเนี้ย" คุณตำรวจอุทานขึ้นอย่างตกใจแล้วก็พึมพำกับตัวเอง

     "มีอะไรหรือเปล่าค่ะ? คุณตำรวจ" ฉันเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าท่าทางคุณตำรวจแปลกไป

     "คือจากที่ทางตำรวจได้ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุและพยานรู้เห็นเหตุการณ์ ได้ผลว่า พื้นที่เกิดเหตุไม่พบรอยเบรกที่คาดว่าเกิดจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เลยครับ" ตำรวจอธิบายผลการตรวจสอบที่เหตุเกิด

     "มะ...หมายความว่าไงค่ะ?" ฉันเอ๋ยถามขึ้น

     "ก็หมายความว่า รถยนต์คันนั้นตั้งใจขับพุ่งชนคุณ แล้วหลบหนีไป หรือไม่ก็ผู้ขับรถยนต์คันนั้นมองไม่เห็นคุณ และเมื่อชนคุณก็ไม่รู้สึกว่าชน ก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้น" คุณตำรวจอธิบายผลการวิเคราะห์ไห้ฟัง

     "และจากการสอบถามพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ดูเหมือนว่าตอนเกิดเหตุจะไม่มีใครรู้จักคุณอยู่แถวนั้นเลยครับ" คุณสำรวจอธิบายเสริม

     "งั้นก็หมายความว่า ตอนนี้ยังจับตัวคนชับไม่ได้ใช่ไหมค่ะ?" แม่ฉันถามขึ้น

     "ใช่ครับ แต่มีเรื่องน่าแปลก คือ พยานบอกว่าตอนนั้นเป็นสัญญาณไฟเขียวที่ให้รถวิ่ง และตรงนั้นก็เป็นทางม้าลายสี่แยก คนยืนรอสัญญาณไฟปกติจะถูกรถยนต์ชนที่กลางถนนได้อย่างไง?" ตำรวจหันที่ถามฉันจากนั้นก็พูดประโยคที่ทำให้ฉันตัวชาไปทั้งตัว

     "นอกเสียจากมีใครบางคนผลักคุณจากริมฟุตบาทหรือไม่ก็---คุณกระโดดให้รถยนต์ชนเอง" ตำรวจพูดประโยคสุดท้ายพลางเดินมาข้างๆ เตียงฉัน

     "พูดเหลวไหลอะไรค่ะ!! คุณตำรวจ ลูกสาวฉันไม่มีทางฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน เธอไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร แถมยังเป็นเด็กดี เรียนเก่งอีกด้วยนะค่ะ" คุณแม่พูดพลางผลักคุณตำรวจออกไปอย่างโมโห

     "ผมก็แค่พูดตามที่วิเคราะห์ครับ แต่ในเมื่อตอนนี้ผู้เสียหายสูญเสียความทรงจำก็คงจะถามอะไรกับเจ้าตัวไม่ได้แล้ว" ตำรวจพูดพลางเดินไปที่ปลายเตียง

     "พวกคุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ ถ้าลูกสาวฉันจำอะไรได้ ฉันจะติดต่อไปเองค่ะ" คุณแม่พูดขึ้นเหมือนจะไล่ตำรวจออกไป

     "งั้นก็รบกวนด้วยครับ นี่คือเบอร์ติดต่อผมโดยตรง ลาล่ะครับ" ตำรวจพูดพลางให้นามบัตรแล้วเดินออกไปจากห้องผู้ป่วย

     "ไร้มารยาทจริงๆ เลย ตำรวจคนนี้ พูดกับคนป่วยแบบนี้ได้อย่างไง? ลูกไม่เป็นไรนะจ๊ะ?" แม่ฉันถามขึ้นพลางเดินมาลูบหัวฉัน

    "หนูไม่เป็นไรค่ะ คุณแม่" ฉันตอบพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้คุณแม่

     จากนั้นแม่ก็ขอตัวกลับบ้านไปเอาเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวต่่างๆ มาให้ฉัน

          ….5 วันต่อมา….

     ฉันได้นอนพักฟื้นดูอาการที่โรงพยาบาลอย่างที่คุณหมอสั่ง และได้เอ็กซเรย์สมอง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร คุณหมอเลยวิเคราะห์ว่า อาจเป็นผลจากการกระทบกระเทือนทางจิตใจจากอุบัติเหตุนั้น ทำให้ฉันความจำเสื่อมชั่วคราว และวันนี้ก็เป็นวันที่ 5 ที่ฉันนอนโรงพยาบาล แต่ก็ยังดีที่ตอนนี้ฉันสามารถเดินไปไหนมาไหนได้เอง (ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยัน)

     ส่วนคุณแม่ก็มาเยี่ยมฉันทุกวัน จนถึงตอนนี้ฉันก็สามารถเรียกเธอคนนี้ว่า แม่ ได้อย่างไม่ติดขัดอะไร แต่ดูเหมือนวันนี้ คุณแม่จะติดธุระสำคัญมาเยี่ยมฉันไม่ได้ ฉันเลยเกิดเบื่อๆ จนออกมาเดินเล่น ถือเป็นการออกกำลังกายด้วย

          ณ ทางเดินไปโรงอาหารในโรงพยาบาล

     ฉันกำลังจะเดินเล่น และว่าจะไปหาซื้ออะไรที่โรงอาหารด้วย เพราะรู้สึกว่า อาหารผู้ป่วยไม่ค่อยถูกปากฉันเท่าไร อิอิ แต่ด้วยความที่ขาฉันยังไม่ค่่อยแข็งแรง ทำให้ฉันต้องเกาะราวที่ติดกับกำแพงที่มีไว้ให้ผู้ป่วยเกาะเวลาเดิน ส่วนอีกมือก็ใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินกระเพลกๆ ไป

     แล้วอยู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินตรงมาที่ฉัน มองจากไกลๆ เขาดูคุ้นมากเลย เหมือนฉันจะรู้จักกับเขามาก่อน

     และเมื่อเขาเข้ามาใกล้ฉันในรัศมีที่มองเห็นหน้าได้ชัดเจน นั้นก็ทำให้หัวใจฉันเต้นเร็วและแรงขึ้นอย่างประหลาด ใบหน้าของเขาที่ดูแล้วก็รู้เลยว่า อายุพอๆ กับฉัน และที่สำคัญ ฉันมั่นใจมากว่า เขาต้องเป็นคนที่ฉันรู้จักอย่างแน่นอน

     เด็กหนุ่มที่อายุพอๆ กับฉัน เดินเข้ามาใกล้ฉันขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับใบหน้าที่หล่อคมเข้มได้รูป คิ้วหนา และจมูกที่โด่งรับเข้ากับรูปตาที่คมดุจดั่งเหยี่ยว ความคมเข้มนั้นตัดกับผิวสีขาวของเขาได้อย่างลงตัว

     และทันใดนั้น เขาคนนั้นก็เดินผ่านฉันไปแบบใกล้ชิดติดไหล่ฉันเลยทีเดียว ฉันได้กระทำบางอย่างที่แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังไม่ทันได้รู้สึกตัวว่าทำลงไป

     "นะ...นายรู้จักฉันหรือเปล่า?" ฉันหันไปจับแขนที่มีกล้ามของเขา แลัวเอ๋ยคำถามที่ฟังดูปัญญาอ่อนสุดๆ ออกมา

     และด้วยความที่เขาแรงเยอะกว่าฉัน ทำให้ฉันเสียหลักพุ่งเข้าไปที่หน้าท้องของเขาที่เต็มไปด้วยซิกแพ็ค (ถึงไม่ต้องเปิดเสื้อดูฉันก็รู้ได้เลย เพราะมือฉันจับเต็มๆ หน้าท้องเขาเลย) ฉันเงยหน้าขึ้น และสบตากับเขา

     "ฉะ...ฉันมั่นใจเลยว่า ฉันต้องรู้จักนายแน่ๆ นายเป็นใครกันแน่?" ฉันเอ่ยถามพร้อมกับใบหน้าที่ร้อนผล่าว

     ฉันมั่นใจมากว่า ฉันต้องรู้จักหมอนี่แน่ๆ และดูเหมือนเขาจงใจเดินมาที่ฉัน ก็แสดงว่า เขาต้องรู้จักฉันด้วยเช่นกัน แต่ๆๆๆ แต่ทำไมเขาดูตกใจกับคำถามของฉันขนาดนั้นละ!?

จบตอนที่ 2

เตรียมพบกับ

ตอนที่ 3 'ยัยเกี๊ยวขี้แพ้ หรือว่าฉันจะฆ่าตัวตายจริงๆ!?"

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
8 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
7 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
7 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา