ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
48) เตรียมตัวสู่ความเปลี่ยนแปลง
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ หลังการจองจำ “โอซิริส” แบบปิดตาย เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม—แต่การสอบปากคำ ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ
ริชชี่ยังคงตอบคำถามด้วยความใสซื่อเหมือนเดิมและไม่มีข้อมูลที่โยงขึ้นไปถึงผู้บงการอย่างเซเรสได้เลย
ราห์ซูร์ก็ให้ข้อมูลจากอนาคตได้ไม่มากนักเพราะในเหตุการณ์ที่เขาเคยเห็นนั้น—กราวด้าเป็นผู้คุมขังวิญญาณของโอซิริสไว้ใน “สุสานเงา” สถานที่ลึกลับที่เขาเองก็รู้จากเพียง “ประกาศทางการของราชสำนัก” เท่านั้น
ตัวกราวด้าในปัจจุบันก็ไม่รู้เช่นกันว่า “สุสานเงา” คือที่ใด—เป็นสถานที่จริง หรือเป็นมิติหนึ่ง ทำให้การกำจัดโอซิริสในตอนนี้ทำไม่ได้ ทุกอย่างที่ทำได้มีเพียงการจองจำร่างของเธอ/เขาไว้ในคุกใต้ดินเท่านั้น
บ่ายวันหนึ่ง
ราชาดัลเทรนน์เรียกราห์ซูร์ไปพบ การเรียกครั้งนี้ไม่ใช่พิธีการ ไม่ใช่ราชกิจแต่เป็นการคุยแบบ “คนธรรมดา” มากกว่า
ดัลเทรนน์ยิ้มบาง ๆ พาเขาเดินเข้าไปใน ห้องฉลองพระองค์ “วันนี้อยากรบกวนเจ้าสักครั้ง” ราชาตรัสพร้อมถอดเสื้อคลุมพระองค์เหลือเพียงเสื้อลำลองสีขาวเรียบ
เมื่อดัลเทรนน์เปิดตู้เสื้อผ้า ราห์ซูร์เผลอเลิกคิ้วทันทีเพราะชุดที่พระองค์หยิบขึ้นมานั้น—เก่า แตกต่างจากชุดอื่นที่งดงามและประณีต แต่กลับถูกซักและดูแลเป็นอย่างดี
“ถ้าเป็นพระประสงค์ของท่าน กระหม่อมก็ยินดีครับ”
ราห์ซูร์ตอบทั้งที่สายตายังจับอยู่ที่ชุดนั้น
ดัลเทรนน์สวมชุดเก่านั้นอย่างคล่องแคล่วราวกับเคยใส่มันนับครั้งไม่ถ้วนแล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า
“วันนี้อยากไปเดินเล่น”
ราห์ซูร์รู้ทันทีว่า “เดินเล่น” ของดัลเทรนน์ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน
“ท่านแต่งตัวแบบนี้… ดูเหมือนจะตั้งใจ ‘แอบ’ ไปเดินในเมืองนะครับ”
ดัลเทรนน์หัวเราะเบา ๆ เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบ วิกผมยาวสีเทา ราวกับคนแก่ผมหงอกทั้งศีรษะ
แล้วสวมอย่างคล่องมือ
“ใช่… ข้าแอบไปที่เมืองบ่อย ๆ เวลาว่างน่ะ”
ราห์ซูร์ยืนดูเงียบ ๆ จนดัลเทรนน์หยิบ หนวดปลอม มาติด ต่อด้วย ถุงมือโปร่งใสลายแผลเป็น เมื่อสวมแล้ว ลวดลายแผลปลอมประสานเข้ากับมือของพระองค์เหมือนเป็นแผลจริงมาแต่กำเนิด
หลังการแปลงโฉมเกือบเสร็จ ราห์ซูร์ก็อุทานหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
“เดี๋ยวก่อน!! ท่าน…ท่านนี่มัน…‘ตาแก่คริต’ คนที่มานาน ๆ ครั้ง…เป่าขลุ่ยเปิดหมวกอยู่ที่ตลาด!!?”
ดัลเทรนน์หยิบขลุ่ยเก่า ๆ ใส่ในกระเป๋าแล้วยิ้มอย่างภูมิใจ
“ใช่ ข้านี่แหละ—คริต”
เขาตบไหล่ราห์ซูร์เบา ๆ
“พร้อมไปเดินเล่นหรือยัง?”
ทั้งคู่เดินออกจากห้องฉลองพระองค์กำลังจะก้าวออกจากประตูวัง—ก็พบ คาเรน ยืนพิงกำแพง ราวกับตั้งใจ “ขวาง” ไว้เล็กน้อยทำเอาราห์ซูร์ใจหายวาบ
เพราะตอนนี้เขาเดินอยู่กับ คริต ไม่ใช่ราชาดัลเทรนน์ในคราบราชาแล้วคาเรน…รู้หรือไม่ว่าตาแก่คนนี้คือใครกันแน่?
คาเรนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ ตามสไตล์
“จะไปเปิดหมวกอีกแล้วหรือ…คริต?”
น้ำเสียงนั้นทำให้ราห์ซูร์แทบหยุดหายใจแต่ดัลเทรนน์—ในคราบคริต—กลับตอบได้อย่างเนียนจนสมบทบาท
“ใช่… จะไปเดินเล่นหน่อย อยากได้อะไรจากตลาดไหม? เดี๋ยวฉันซื้อฝาก”
คาเรนส่ายหน้าอย่างรำคาญนิด ๆ
“ไม่ล่ะ… แต่ถ้าจะพา เจ้าชายคนใหม่ ไปด้วยก็ระวังด้วย ข้าห่วงเขามากกว่าท่านอีก”
พูดจบเขาก็เดินสวนไปทันที ไม่ใส่ใจอะไรอีกแม้แต่น้อย
ราห์ซูร์กลืนน้ำลาย—โล่งอกไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังงงกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ว่าคาเรนรู้ว่าคริตคือราชาดัลเทรนน์ แต่เข้าแสดงได้แนบเนียน?
ไม่นาน คริตและราห์ซูร์เดินเข้าสู่เขตเมือง เมื่อเริ่มเข้าสู่แหล่งผู้คน ชาวบ้านเริ่มเหลือบมองราห์ซูร์เป็นระยะ
ยังไม่แน่ใจนักว่าใช่ “เจ้าชายองค์ใหม่” หรือไม่เพราะพวกเขาเพิ่งเห็นเขาในพิธีไม่นานมานี้เอง
จนทั้งสองมาถึง ลานตลาดกลางเมือง พ่อค้าแม่ค้าเริ่มเปิดร้านเรียกลูกค้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักของตอนเช้า
ทันทีที่พ่อค้าบางคนเห็นคริตก็โบกมือทักอย่างสนิทสนม
“เฮ่ คริต!! ไม่เห็นตั้งนาน ไปเปิดหมวกที่ไหนมา?”
คริตตอบด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
“ก็แถวชายแดนมอร์ดานิสน่ะสิ ที่นั่นต้องการเพลงกล่อมเด็ก ฉันได้เงินพอจะซื้อแอปเปิ้ลถุงหนึ่งเลยนะ!”
พ่อค้าหัวเราะ ไม่มีใครสนใจราห์ซูร์ด้วยซ้ำเขากลมกลืนไปกับฝูงชนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
คริตเดินไปยัง “ที่ประจำ” ของเขาวางกระเป๋ารับเงินก่อนเริ่มเป่าขลุ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ
เสียงขลุ่ย…ไม่ไพเราะนัก แต่ก็ไม่แย่จนทนไม่ได้ เป็นเสียงที่คุ้นเคยสำหรับชาวเมือง
ราห์ซูร์ยืนมองเขาเปลี่ยนไปทีละนาที ภาพที่เคยเห็นในวัยเด็ก—ตาแก่ไร้อนาคตคนหนึ่ง—กลับกลายเป็น
ราชาผู้แฝงกายมาเรียนรู้ชีวิตประชาชนด้วยตนเอง
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า…“คริต” ไม่ใช่ตัวตลกในเมือง แต่เป็น “ตาแก่ผู้เฝ้ามองบ้านเมืองอย่างเงียบงัน”
คนเดินผ่านไปมา บางคนไม่สนใจ บางคนหย่อนเหรียญลงกระเป๋าให้แล้วเดินต่อด้วยรอยยิ้ม
คริตเป่าขลุ่ยอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ยืนอยู่อย่างนั้นนานจนราห์ซูร์ยังประหลาดใจ
ราชาที่อดทนขนาดนี้…มีอยู่จริงด้วยหรือ?
สายตาของคริตยังคงสำรวจผู้คน
ร้านค้า
บ้านเรือน
ราวกับกำลังอ่าน “สภาวะของอาณาจักร” ผ่านชีวิตประจำวันของประชาชน แทนที่จะเชื่อรายงานแห้ง ๆ จากขุนนาง
จนกระทั่งเหรียญเต็มถุงพอซื้อผลไม้ได้หนึ่งถุง
คริตก็เก็บของแล้วพาราห์ซูร์เดินออกจากเมืองในตอนเย็น
เดินไปตามถนนนอกกำแพงเมือง
ดัลเทรนน์ (ในร่างคริต) ก็พูดขึ้นอย่างเงียบงัน
“ราห์ซูร์… บรรณารักษ์ผู้สงบเสงี่ยมแห่งห้องสมุด ข้าเคยเห็นเจ้าเมื่อก่อนนะ—ที่ตลาดนั่น”
ราห์ซูร์หัวเราะเขิน ๆ
“ใช่ครับ ผมเองก็เคยเห็นท่านแต่ไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะเป็นราชาแถม…ไม่เคยบริจาคเงินให้ท่านด้วย หึหึ”
ดัลเทรนน์หัวเราะดัง
ฮ่า ฮ่า! ถ้าเจ้าหยอดให้ข้าบ้างก็ดีนะ แต่นั่นก็ช่างเถอะ”
น้ำเสียงของเขานิ่งลงก่อนพูดประโยคที่แตกต่างจากบรรยากาศคึกคักเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“บ้านเมืองสงบก็ดี ราชวงศ์ของข้าก็ดี เพราะไม่มีใครคิดจะแย่งบัลลังก์เลย”
ราห์ซูร์ตอบตามจริง
“เพราะทุกคนเห็นว่าท่านทำได้ดีมากอยู่แล้วครับ”
ดัลเทรนน์พยักหน้าเบา ๆ แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความหนักใจ
“ใช่…นั่นแหละปัญหาเพราะไม่มีใครคิด—ก็ไม่มีใครเตรียมตัว ข้าไม่มีลูก ญาติห่าง ๆ ของข้า…ก็ไม่ได้สนใจการปกครองเลยสักคน”
คำพูดนั้นหนักกว่าที่ราห์ซูร์คาดแต่เขาก็พยายามปลอบ
“ผมว่าไม่น่ากังวลนะครับ เลือกเชื้อพระวงศ์คนเหมาะ ๆ มาฝึกก็ได้…”
ดัลเทรนน์มองท้องฟ้ายามอาทิตย์ตกแล้วพูดสิ่งที่ทำให้ราห์ซูร์หยุดหายใจ
“ใช่…ถ้าข้ามีเวลา แต่ข้า…และราชินี…กำลังป่วย”
ราห์ซูร์ชะงักทันที
“…ป่วย? หมายความว่ายังไงครับ ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?”
ดัลเทรนน์นิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยเสียงเรียบ แต่หนักด้วยความจริง
“ใช่…มันไม่มีทางรักษา”
(ดัลเทรนน์ป่วยด้วย “โรคร้ายแรงระดับมะเร็ง” แต่ในโลกนี้ยังไม่รู้จักวิธีรักษา)
“ไม่มีใครรู้วิธีเยียวยา และไม่มีใครรู้…ว่าอาการจะทรุดลงเมื่อไร”
ราวกับเขาไม่เพียงบอก “ความลับของราชวงศ์” แต่ยังฝากความหวังบางอย่าง…ไว้กับราห์ซูร์
“เป็นไปได้ยังไงครับ… ก็เห็นท่านปกติดี…”
ราห์ซูร์นิ่งงัน คล้ายสมองตามไม่ทันกับความจริงที่ได้ยิน
ดัลเทรนน์ยืนมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความอบอุ่น
“ฉันเชื่อว่า…ผู้นำที่มี หัวใจบริสุทธิ์จะนำอาณาจักรให้ฟันฝ่าวิกฤตไปได้เสมอและราห์ซูร์… ฉันยังหาใครที่เหมาะสมกว่าเจ้าไม่ได้เลย”
คำพูดนั้นหนักราวกับราห์ซูร์ถูกดึงให้หยุดหายใจสักครู่
เขารีบส่ายหน้า เสียงสั่นน้อย ๆ
“แต่ผมไม่เก่งเรื่องแบบนั้นเลยครับ…ปกครองไม่เป็น ไม่มีอะไรเหมาะกับตำแหน่งนี้เลย”
ดัลเทรนน์หัวเราะดัง อารมณ์ดีอย่างประหลาด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ก็ใช่—เจ้าไม่ได้เก่งอะไรแบบนั้นหรอก”
ราห์ซูร์หน้าเหวอไปหนึ่งจังหวะ แต่ดัลเทรนน์พูดต่อ
“แต่เท่าที่ข้าเห็น…คนรอบตัวเจ้ากลับ เปลี่ยนไปเพราะเจ้า ตอนแรกข้ายังไม่อยากเชื่อ แต่ทุกอย่างมันชัดเจน”
เขาเริ่มไล่ความจริงทีละข้อ เหมือนกำลังกางผลสอบประกอบการพิจารณาบัลลังก์
“เจ้าทำให้กราวด้า—หญิงที่ไม่เคยเปิดใจให้ใคร—มีใจให้”
“เจ้าทำให้ตระกูลวาเลน—มือสังหารในเงามืด—ยอมเดินสู่แสงสว่าง โดยไม่ถูกเปิดเผยตัวตน”
“เจ้าทำให้ ความมืด ถึงกับหน้ามืด เพราะสะดุดกับความซื่อจนโง่ของเจ้า”
ดัลเทรนน์หัวเราะเบา ๆ ก่อนตบบ่าราห์ซูร์
“แม้เจ้าจะซื่อจนบื้อ แต่เจ้ามีคนที่พร้อมจะเคียงข้าง—และพร้อมจะช่วยเจ้าด้วยความเต็มใจ”
ราห์ซูร์ขำออกมาอย่างหมดทางเถียง
“อะ…ซื่อจนบื้อ… ฮ่ะ ๆ ๆ”
ดัลเทรนน์หัวเราะด้วยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“กราวด้า…เหมาะมากที่จะเป็นราชินี เธอฉลาด มีเหตุผล และคอยแนะนำเจ้าทุกก้าว”
“และแซร์ค—หากเขายอมรับเจ้าเป็นราชา เมื่อถึงวันที่ทำ พันธะสัญญาแห่งเลือด เขาจะเป็นทั้งดาบและโล่ที่คอยปกป้องเจ้า”
เขาหันมามองราห์ซูร์ตรง ๆ
“เห็นไหม? เจ้ามีทุกอย่างพร้อมแล้ว”
ความคิดของราห์ซูร์เริ่มไหลย้อนกลับ
คำพูดของดัลเทรนน์ทำให้เขาชะงักเพราะมันคือมุมมองกว้างใหญ่ของ “ราชา” มุมที่เขาไม่เคยมองมาก่อน
การแต่งงานกับกราวด้า…มันเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้จริง—ไม่ใช่จินตนาการ
แซร์ค…ตอนนี้ก็เป็นองครักษ์ของเจ้าชายไปแล้ว
เส้นทางทั้งหมดเหมือนถูกจัดวางไว้ล่วงหน้า แต่ไม่ใช่ด้วยโชคชะตา
—เป็นการเลือกของผู้คนรอบข้าง
—เป็นการตอบสนองของหัวใจเขาเอง
แล้วเขาก็ย้อนคิดถึงตัวเอง—
การไล่ตามเอมิลี่ เป้าหมายจากอนาคตที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แล้วต่อไปล่ะ?
ถ้าตอนนี้หัวใจเขาเริ่มมีกราวด้าอยู่ในนั้น เขาจะยังทำตัวเหมือนเด็กวิ่งไล่ฝันต่อไปอีกหรือ?
หรือเขาควร…ทำสิ่งที่ “ควรทำ” ในเส้นเวลานี้?
ราห์ซูร์ถามเสียงแผ่ว
“แต่…ถ้าผมทำมันพังล่ะครับ?”
ดัลเทรนน์ยิ้มกว้างแล้วกวักนิ้วเรียกเขาเข้ามาใกล้เหมือนอยากกระซิบความลับของโลกใบนี้ให้ฟังเพียงคนเดียว
ราห์ซูร์โน้มตัวเข้าไป—สนใจจนลืมหายใจ
ดัลเทรนน์พูดเบา ๆ แต่ดังพอให้หัวใจสะดุ้ง
“ต่อให้เจ้าทำมันเละเป็นโจ๊ก—ข้าก็ ไม่รับผิดชอบ ที่เลือกเจ้านะ”
เขาหรี่ตาเจ้าเล่ห์
“และข้าจะ ไม่ ลุกขึ้นมาจากหลุม…เพื่อมาสาปแช่งเจ้า โอเคไหม?”
แล้วราชาผู้ยิ่งใหญ่ก็หัวเราะออกมาเต็มเสียง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เสียงหัวเราะนั้นไม่ใช่เสียงหัวเราะของคนสิ้นหวัง แต่เป็นเสียงหัวเราะของคนที่ ฝากความหวังทั้งหมด…ไว้กับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ยังไม่รู้ตัวว่ามีค่ายิ่งกว่าที่คิด
หลังเสียงหัวเราะสุดท้ายของดัลเทรนน์เงียบลง เหลือเพียงลมเย็นยามเย็นพัดผ่าน ราห์ซูร์ยืนมองราชาด้วยหัวใจเต้นแรง เหมือนโลกทั้งใบเพิ่งถูกเปลี่ยนทิศให้เขาก้าวไปข้างหน้า
เขาเงยหน้าขึ้นตอบอย่างหนักแน่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
“ถ้าอย่างนั้น…ผมจะลองดูครับ ผมยอมรับ และพร้อมช่วยงานราชการเท่าที่ทำได้”
ดัลเทรนน์ยิ้ม รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มของคริต แต่คือรอยยิ้มของราชาผู้วางใจ
“ดีมากราห์ซูร์ ถือว่าเป็นการฝึกงาน…ของว่าที่ผู้นำแห่งวาเลเธียก็แล้วกัน”
คำว่า ว่าที่ผู้นำ ทำให้ราห์ซูร์หน้าแดงนิด ๆ แต่เขาก็ยืนยันด้วยแววตาจริงจังว่า
เขาอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างจริง ๆ
เดือนต่อมา
ดัลเทรนน์เริ่มอธิบายอย่างเป็นระบบ เหมือนถ่ายทอดความลับของอาณาจักรให้ผู้สืบทอด
ราห์ซูร์ต้องนั่งฟังเหล่ารัฐมนตรี ขุนนาง และนักเวทผู้ดูแลแต่ละกรม ตั้งแต่เรื่องภาษี ผลผลิต ยุทธศาสตร์ทหาร ไปจนถึงเรื่องร้องเรียนของประชาชน เรียนรู้ปัญหาจริงของประชาชน เขียน “คำสั่งระดับเจ้าชาย” แบบง่าย ๆ และฝึกทักษะการเจรจา เพราะผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่แข็งที่สุด แต่เป็นคนที่ “พูดแล้วคนฟังยอมเดินตาม” เป็นทักษะที่ทำให้ราห์ซูร์เหงื่อแตกมากกว่าการต่อสู้เสียอีก
ในวันที่ราห์ซูร์เริ่มกำลังเข้าที่กับงานฝึก ดัลเทรนน์ก็แจ้งข่าวหนึ่งซึ่งทำให้ราห์ซูร์ชะงัก ราชาเอ่ยเสียงเรียบแต่คมในทีเดียว
“เดือนหน้า เจ้าชายแห่งมอร์ดานิสจะมาเป็นทูตสันถวไมตรีของเรา”
ราห์ซูร์พึมพำเบา ๆ
“มอร์ดานิส…”
อาณาจักรแห่งนักรบ ดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งสงครามและเป็นบ้านเกิดของริชชี่—โอซิริส
ดัลเทรนน์วางมือบนไหล่เขาเบา ๆ
“ราห์ซูร์…เจ้าจะต้องเป็นคนต้อนรับเขาในฐานะ ‘เจ้าชายคนใหม่ของวาเลเธีย’”
หัวใจราห์ซูร์เต้นแรงนี่ไม่ใช่แค่ต้อนรับแขกแต่มันคือ บททดสอบทางการทูตครั้งแรกของเขา
ดัลเทรนน์พูดต่ออย่างช้า ๆ
“เขาจะมาดูว่าเจ้าคือใคร และวาเลเธีย…กำลังจะฝากอนาคตไว้ที่ใคร”
ราห์ซูร์สูดลมหายใจลึกในใจรู้ดีว่าตัวเอง “ไม่พร้อม” แต่ก็รู้เช่นกันว่า…
นี่คือเส้นทางที่เขาต้องเลือกเดิน
เขาเงยหน้าขึ้นตอบด้วยเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่เคยมี
“ผมจะทำให้ดีที่สุดครับ ท่านราชา”
ดัลเทรนน์ยิ้ม—รอยยิ้มของคนที่เห็นความหวังในอนาคต
หลังจากราห์ซูร์เริ่มทุ่มเทให้กับงานราชการอย่างจริงจัง ตารางชีวิตของเขาเปลี่ยนไปทันทีจากชายหนุ่มที่วิ่งตามเป้าหมาย กลายเป็นเจ้าชายที่เข้า–ออกห้องประชุมจนหัวหมุน
แซร์คที่เคยใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ข้างราห์ซูร์ก็เริ่ม หงอย อย่างเห็นได้ชัด
ตอนที่ราห์ซูร์ก้มหน้าก้มตาศึกษารายงานแซร์คก็นั่งมอง
ตอนที่ราห์ซูร์เดินตรวจราชกิจแซร์คก็เดินตามแบบหมดแรง
ตอนราห์ซูร์ซ้อมทักษะการพูดแซร์คยืนหลังคอเกร็งราวกับจะหลับคาเท้า
เขาเข้าใจนะว่าเพื่อนตัวเองต้องเติบโตแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า…
“เราจะไม่ได้วิ่งเล่นเป็นหมาหอบแดดด้วยกันแล้วสินะ…”
และในฐานะองครักษ์เจ้าชายเขาก็ต้องตามเพื่อนต้อย ๆ แม้จะเบื่อจนอยากไปกลิ้งที่สนามหญ้าก็ตาม
ด้านกราวด้า
หลังเหตุการณ์ความตาย กราวด้าไม่ได้ทำงานวิจัยอีกเลย เธอมุ่งสอนเหล่าจอมเวทใหม่แทน
และมีเวลาว่าง…มากพอจะ คอยแอบดูราห์ซูร์ เวลาประชุม
ทุกครั้งที่เห็นเขานั่งตรง ท่าทีจริงจังคอยจด คอยฟัง คอยซักถามขุนนาง เธอก็หน้าแดงโดยไม่รู้ตัว
“ตาบ้า…มันหน้าหยิกชะมัด…”
ในหัวเธอผุดขึ้นมาตอนไต่สวนริชชี่ ตอนที่ริชชี่พูดว่า “เขียนชื่อคนที่ชอบแล้ววาดรูปหัวใจลงไป” เธอควร…ลองบ้างไหมนะ?
คืนนั้น กราวด้าหยิบสมุดเล่มใหม่ขึ้นมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เธอบรรจงเขียนลงตรงกลางหน้า
“ราห์ซูร์ วาเลเธีย”
แล้วก็—
นั่งจ้อง
และจ้อง
และจ้อง…
มือที่ถือดินสอค่อย ๆ ขยับจะวาดรูปหัวใจ
แต่ก็ชะงัก
แล้วก็ลองใหม่
แล้วก็ชะงักอีก
เขิน… เขินมาก… เขินจนอยากจุดไฟเผาตัวเองหายไปเลย
และในวินาทีนั้นเอง—
แอ๊ดดดด…
เจ้าหุ่นขี้ผึ้งเดินเข้ามาและเห็นเต็มสองตา
มันร้องดังลั่นจนกราวด้าสะดุ้ง
“ทำอะไรอยู่นะเจ้าคะ!? โอ๊ย!! นั่นมัน…!! จะเขียน ‘รูปหัวใจ’ ใส่ชื่อนายราห์ซูร์หรือเจ้าคะ!?
อุ๊ย ๆ ๆ ๆ น่าอายจริง ๆ เลย!!!”
หน้าเธอแดงจนเหมือนลูกตำลึงสุก
กราวด้าถลึงตา…ก่อนลุกพรึ่บขึ้นมาพร้อมสมุดในมือ
“บอกให้หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!!”
เธอไล่ตีเจ้าหุ่นด้วยสมุดแบบไร้เมตตา เจ้าหุ่นร้องกรี๊ดลั่นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
แล้วมันก็คว้าสมุดของตัวเองออกมาอวดด้วยความภาคภูมิใจ
“ดูของฉันบ้างเจ้าค่ะ!! นี่ไง—!!”
มันเปิดหน้าแรกให้เธอดู ภาพวาดคือ
ราห์ซูร์กำลังจับมือมันและข้างบนมีหัวใจสีชมพู ใหญ่เท่าครึ่งหน้า
กราวด้าตาแทบถลน
“หยุดเลยนะ!! นั่นมันของฉัน!! เอามาเดี๋ยวนี้!!”
“กรี๊ด ๆ ๆ ๆ เดี๋ยวนี้ยอมรับแบบไม่อายแล้วนะเจ้าคะ~!”
และสงครามปาหมอน
—ปาโต๊ะ
—ปาหนังสือ
—ก็ปะทุขึ้นทันที จนห้องเละตามระเบียบ
แต่เสียงหัวเราะ…กลับดังต่อเนื่องทั้งสองฝ่าย
มันเป็นช่วงเวลาที่เบาและอบอุ่นที่สุดท่ามกลางโลกที่กำลังคืบคลานไปสู่สงครามระหว่างแสงสว่างและความมืด
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ