เรื่องหลอกจากรัตติกาล

-

เขียนโดย ศรายะ

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561 เวลา 22.36 น.

  5 ตอน
  3 วิจารณ์
  1,209 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 3 มกราคม พ.ศ. 2562 23.45 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น

แชร์เรื่องสั้น Share Share Share

 

2) หลอก 1 อุโมงค์

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

 

หลอก 1 อุโมงค์

 

 

          ในเวลาราวสามทุ่มยี่สิบซึ่งการจราจรเริ่มบางตา ภูมิขับรถยนต์ขนาดกลางแล่นไปตามถนนสายหลัก เขาเหลือบมองหุ่นยนต์แปลงร่างที่เบาะข้าง ยิ้มออกมา ลูกชายของเขาจะต้องชอบแน่ เพราะจำได้ว่าเคยบ่นอยากได้ แล้วนี่ก็เป็นวันเกิดของแก

 

          เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เหลือบมองหน้าจอ เสียบหูฟังแล้วรับสาย “ครับ”

 

          “ถึงไหนแล้วพ่อ ลูกรออยู่นะ” น้ำเสียงอ่อนหวานตอบกลับมา

 

          มุมปากชายหนุ่มยกขึ้นพร้อมดวงตาหยีโค้ง แม้ปลายสายจะไม่เห็นก็ตามที “ใกล้ถึงแล้วแม่ พ่อกำลังลอดอุโมงค์” ขับเบี่ยงเข้าเลนซ้าย เพียงครู่เลี้ยวเข้าอุโมงค์พอดี

 

          “แม่ให้ลูกกินข้าวรอไปก่อนนะ แล้วค่อยเป่าเค้กพร้อม...ตืดๆ ...” เสียงสัญญาณบางอย่างเสียดแทงแทรกเข้ามา รีบกระชากหูฟังทิ้งทันที

 

          ขณะเดียวกันรถเกิดกระตุก ก่อนจะดับสนิท “เวร!!” เขาสบถ ปลดเข็มขัดนิรภัย รีบลงมาเข็นชิดขอบทาง โชคยังดีที่ไม่มีพาหนะอื่นขับต่อท้าย

 

          ลองเปิดฝากระโปรงรถดูเครื่องยนต์ ตรวจเช็คภายในแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ สุดท้ายพยายามติดต่อช่างให้มาลากรถออกจากอุโมงค์ แต่โทรศัพท์ กลับยังไม่มีสัญญาณ ราวสามสิบนาทีจึงถอดใจ “โธ่เว้ย!!”

 

          เสียบกุญแจ ลองสตาร์ทดูอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ติด ร่างท้วมออกแรงดันรถอีกครั้ง หากเสียงหนึ่งดังมาจากเบื้องหลัง “กรร!!”

 

          ภูมิสะดุ้งแล้วหันไปมอง ด้านหน้าเป็นสุนัขสีดำตัวใหญ่ แยกเขี้ยวข่มขู่ น้ำลายของมันไหลยืดลงพื้น ดวงตาคล้ายมีหลุมดำกลวงโบ๋ จากระยะไม่ถึงสิบก้าว เขาได้กลิ่นลมหายใจเหม็นเน่าอย่างกับซากศพ

 

          มันย่อกายลงคล้ายเตรียมกระโจนเข้าหา ชายหนุ่มถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณ เหงื่อตก มือไม้สั่น ออกตัววิ่งทันทีเมื่อมันตามมา ปากตะโกนไล่ทั้งที่รู้ว่าไม่เป็นผล “ไอ้หมาโง่อย่าตามกูมา”

 

          อีกนิดเดียวเท่านั้น ทางออกจากอุโมงค์อยู่เบื้องหน้า แต่เขาก็รู้สึกถึงลมหายใจเป่ารดต้นคอ เสียวสันหลังวาบ หักห้ามใจไม่ให้หันไปมอง ความพะวงทำให้สะดุดล้มไหล่กระแทกลงกับพื้น ตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่แข้งขาอ่อนเปลี้ยกระทั่งยอมคลุกคลานออกมาจากปากทางลอด ท้ายที่สุดจำใจหันกลับไปเผชิญหน้า หากสุนัขนั่นได้อันตธานหายไปแล้ว

 

          “มันไปไหนวะ” มองไปรอบตัว ระแวงว่า ‘สุนัขผี’ จะโผล่มาจากตรงไหนซักที่ หยัดร่างลุกขึ้น รีบวิ่งออกมาจากตรงนั้น

 

          กระทั่งหยุดวิ่ง งอตัว ใช้มือยันกับเข่า หายใจเหนื่อยหอบ มองนาฬิกาข้อมือบ่งบอกว่าเป็นเวลาใกล้สี่ทุ่ม สบถไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ของคืนนี้ เดินลากขาอ่อนเปลี้ยไปป้ายรถประจำทาง แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมของขวัญวันเกิดลูกชาย นั่งยองบนส้นเท้า กุมขมับแล้วตะโกนออกมา “ซวยฉิบหาย”

 

          ฉับพลันนั้นแสงไฟส่องสะท้อนสาดเข้ามา เอามือป้องตาบังแสงข้างหนึ่ง กระทั่งรถโดยสารวิ่งเข้ามาใกล้ ยืดตัวขึ้น รีบกวักเรียก หากแต่มันวิ่งผ่านไปโดยไม่จอดรับ น่าแปลก เขาฉงนในใจ และเป็นเช่นนี้ถึงสองคันซ้อน ขยี้หัวตัวเอง ถอนหายใจหนักหน่วง “เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย”

 

          เขารออย่างอดกลั้น กระทั่งคันต่อมากลับจอดลงตรงหน้า เมื่อประตูเปิดออกจึงรีบขึ้น หากแต่เหลือบมองทางหางตาเห็นหญิงสาวที่เดินสวนลงไปสะดุ้งสุดตัว หล่อนเบิกตากว้างมาทางเขา ก่อนที่จะหลับตาลง ตัวสั่นสะท้าน พึมพำอะไรสักอย่างคล้ายคนเสียสติ

 

          ภูมิชะโงกหน้ามองหล่อนที่เข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น แต่เขาไม่คิดที่จะลงไปช่วย เพราะไม่ใช่ธุระกงการอะไร เพิ่งสังเกตเห็นว่าด้านหลังมีหญิงสาวอีกคนยืนนิ่งอยู่ข้างหล่อน ก่อนจะย่อตัวลงกระซิบอะไรบางอย่างจนหญิงเสียสติกรีดร้องออกมา พยายามสะบัดข้อมือที่ถูกอีกฝ่ายเกาะกุมไว้ เขาเพียงโคลงศีรษะเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ หาที่นั่งใกล้ประตู กระทั่งรถโดยสารออกตัวห่างออกไปจากพวกเธอ

 

          ความเหนื่อยล้า พร้อมกับลมเย็นทำให้เปลือกตาหนักอึ้ง แต่กลับสะดุ้งวาบเมื่อได้ยินเสียงสุนัขข่มขู่ เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายจากข้างขมับจนถึงปลายคาง หายใจขาดช่วง กลั้นใจเบี่ยงกายหันไปด้านหลัง หากไม่พบสิ่งใด ถอนหายใจหนัก ไหล่ห่อลง

 

          ฉับพลันกลับมีเสียงคล้ายนกหวีดดังขึ้นในหูก่อนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงบีบแตร พบว่าตนเองนั่งจับพวงมาลัยบังคับรถ หักหลบกระทันหันเมื่อมีสัตว์สี่ขาวิ่งตัดหน้า ก่อนท้ายรถสะบัดกระดอนขึ้นคล้ายมีบางอย่างกลิ้งอยู่ข้างใต้ ภูมิตั้งสติเหยียบเบรกได้ในที่สุด

 

          เขาลงมาดู พบลาบราดอร์สีดำตัวใหญ่นอนบาดเจ็บอยู่ใกล้ล้อหลังท้ายรถ เลือดเจิ่งนอง กระโหลกยุบไปซีกหนึ่ง ถึงกระนั้นก็ยังได้ยินเสียงครางหงิงออกมา ขาทั้งสี่สั่นกระตุก มีน้ำตาไหลออกมาคล้ายมนุษย์ ภูมิตกใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความรู้สึกขยะแขยง

 

          “ไอ้หมาเวรตะไล รถกูเจ๋งหมด” ก้มมองท้ายรถตัวเอง พบว่ามีเพียงรอยถากเล็กน้อย ไม่ได้หนักหนาเหมือนอย่างที่พูด

 

          หันไปมองสัตว์บาดเจ็บอีกครั้ง กล่าวเย็นชา “ตายนี่ล่ะมึง” ขับรถออกไป ไม่ไยดีต่อร่างที่หายใจรวยริน...คล้ายสิ่งมีชีวิตที่ไร้ค่า!!

 

          ภูมิเหลือบมองจากกระจกมองหลังอีกครั้ง ร่างแข็งค้าง เมื่อเห็นสุนัขใกล้ตายกลับลุกขึ้นยืน ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูปทรงตัวยืน กลับเตรียมกระโจนวิ่งตามรถ

 

          เขาสะดุ้งตื่นขึ้น พบตนเองนั่งเลยมาหนึ่งป้ายจึงรีบลง หายใจหอบเหนื่อย วิ่งหน้าตั้งเมื่อได้ยินเสียงเห่าหอน

 

          กลับมาถึงหน้าบ้านทาวเฮ้าส์สองชั้น ราวกับได้ชัยชนะ ตบกระเป๋ากางเกงควานหากุญแจ มือสั่น “สงสัยลืมไว้ในรถ”

 

          รีบกดกริ่งให้ภรรยาออกมาเปิดประตู แต่ในบ้านยังคงเงียบ รอสักพักยังไม่วี่แววว่าจะมีใครออกมา ชะโงกหน้าผ่านรั้วเข้าไปภายในที่ปิดสนิท เห็นเพียงห้องนอนชั้นบนที่เปิดไฟอยู่ ตะโกนเรียก หากแต่ไม่มีสัญญาณใดตอบกลับออกมา

 

          มันทำให้ภูมิหงุดหงิดอีกครั้ง ปีนประตูรั้วเข้าไป ได้ยินเสียงภรรยาคุยกับใครคนหนึ่ง

 

          เขากำหมัดแน่น ขบฟันเข้าหากัน รีบวิ่งขึ้นไปบนบ้าน แทบไม่ต้องเปิดประตูห้องนอน เห็นเธอกำลังกอดกับผู้ชายอีกคนและน้ำตาไหลออกมา

 

          ภูมิคล้ายหายใจไม่ออก เดินเข้าไปหวังจะกระชากเธอออกมาจากอ้อมกอดของมัน หากแต่เขาสัมผัสหล่อนไม่ได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น

 

          “แม่คิดถึงพ่อ” นั่นหมายความว่ายังไง

 

          “ครับ ผมรู้” มันลูบหลังเธอ กำลังพูดอะไร หลอกลวงอะไรภรรยาเขา “ผมก็คิดถึงพ่อ แต่มันสิบกว่าปีแล้วนะครับ”

 

          ในนาทีนั้น เมื่อมันหันมา ภูมิตาเบิกกว้าง หน้าตาละม้ายลูกของเขามาก แต่โตกว่า พยายามหันไปถามแต่เธอไม่ได้ยิน หากแต่เดินผ่านไป หยิบกรอปรูปหนึ่งขึ้นมา

 

          ภาพถ่ายขาวดำของเขาเอง!!

 

          เขาพบหุ่นยนต์ในสภาพเก่าวางพิงกำแพงด้านหลัง ข้างกันนั้นเป็นโกศใส่อัฐิวางอยู่

 

          ภูมิสั่นสะท้าน ขนแขนลุกชัน ถอยหลังออกมาจากประตูห้อง มันไม่จริง สะดุดขาตนเองกระทั่งกลิ้งตกลงมาจากบันได ตะเกียกตะกายพยุงตัวลุกขึ้น ขณะที่กำลังออกวิ่ง เขารู้สึกเหมือนถอยหลัง ยิ่งวิ่งยิ่งถอย ตาเบิกกว้างเมื่อก้มมอง มวนท้องจนอยากจะอาเจียนเมื่อพบว่าปลายเท้าหันไปทิศทางตรงกันข้าม ศีรษะบิดหมุนกลับไปด้านหลัง แล้วเสียงนาฬิกาข้อมือก็ดังขึ้น

 

          เวลา 22.00 น.

 

          มันเป็นเวลาเป่าเค้กของลูกชายเขา

 

          แล้วเขาก็นึกอะไรออก

 

          ตืดๆ...สัญญาณโทรศัพท์ตัดไป เขาถอดหูฟังออก ซวยชะมัด รถก็มาดันเสียในอุโมงค์บ้านี่อีก เมื่อก้าวลงมาจากรถ เขาได้ยินเสียงหนึ่งมาจากทางด้านหลังพร้อมกับแสงไฟหน้ารถอีกคันสาดใส่หน้า

 

          แรงกระแทกส่งร่างของเขาลอยขึ้นจากพื้น แล้วตกลงมาจากถนนอีกครั้ง เสียงกระดูกลั่นพร้อมล้อรถเสียดสีจะตามมา

 

          ร่างของภูมิกระตุก ลมหายใจขาดห้วง ได้ยินเสียงสุนัขโหยหวน มือพาลสั่นระริก ดวงตาเริ่มปรือปิดลง

  

          ‘ตายนี่ล่ะมึง’ ได้ยินเสียงตนเองในอดีต พร้อมกันนั้นราวกับถูกกระชากวิญญาณกระแทกกับอุโมงค์ เห็นร่างของตนนอนแน่นิ่ง

 

          ภูมิตายแล้ว!!

 

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา