เรื่องหลอกจากรัตติกาล

-

เขียนโดย ศรายะ

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561 เวลา 22.36 น.

  5 ตอน
  3 วิจารณ์
  1,204 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 3 มกราคม พ.ศ. 2562 23.45 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น

แชร์เรื่องสั้น Share Share Share

 

3) หลอก 2 สัมผัสด้วยใจ

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

 

สัมผัสด้วยใจ

 

          เขาได้เจอเนตรทิพย์ครั้งแรกกลางเวทีแสดง เธอกำลังซ้อมบรรเลงเปียโนก่อเกิดเป็นท่วงทำนองเพลงอันไพเราะ นั่นทำให้จิตใจของเขาสั่นไหว เมื่อบทเพลงนั้นจบลง ขณะที่มีคนพาเธอก้าวลงมา เขาไม่รีรอที่จะเข้าไปทำความรู้จัก เธอไม่ได้มองมาที่เขา อันที่จริงไม่ได้มองมาที่ใครเลย เธอตาบอด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความมีชีวิตชีวาของเธอดูลดน้อยลง

          “ผมขอเบอร์มือถือคุณได้ไหม” เขาถาม

          หญิงสาวเม้มริมฝีปาก กลั้นยิ้มเอาไว้จนแก้มป่องเหมือนเด็ก นั่นทำให้เขาคิดว่าเธอยิ่งน่ารัก “ฉันคิดว่าเรายังไม่รู้จักชื่อกันเลย”

          เขายกมือแปะบนหน้าผากตัวเอง ใบหูเริ่มเห่อร้อน “ครับจริงด้วย ผมภามครับ”

          “ค่ะ ภาม...เนตรทิพย์ค่ะ”

          ‘ให้ตายเถอะ เธอยิ้มสวยจริงๆ’ เขาอุทานในใจ ถึงแม้เธอจะมองไม่เห็น แต่ก็ไม่มีอะไรมาบดบังความงามนั้นได้

          หลังจากนั้นสามเดือนต่อมา เขาตัดสินใจขอเธอเป็นแฟน มันเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุด ดีใจมากที่ไม่ถูกปฏิเสธ เนตรทิพย์บอกกับเขาว่านี่เป็นโอกาสที่เราจะได้รู้จักกันมากขึ้น

          “เนตรอยากให้ภามรู้จักพี่ปรางค์จัง” เธอกล่าวกับเขาในวันนั้น

          “พี่สาวของเนตรน่ะเหรอ” เลิกคิ้ว

          “อืม” เธอพยักหน้า เอียงคอเล็กน้อย จับติ่งหูของตนเอง “ก็เราเป็นแฟนกันแล้วนี่ อีกอย่างเนตรก็พบกับแม่ของภามตั้งหลายครั้ง”

          “ดีจังเนอะ” เขากุมมือเธอไว้ ขณะยืนพิงแกรนด์เปียโนตัวใหญ่

          เธอเงยหน้ามาหา ทั้งที่มองไม่เห็น แต่ก็ใช้มือข้างที่ว่างลูบแก้มของเขา เลื่อนลงมายังริมฝีปากที่กำลังแย้มยิ้ม “ยังไงคะ”

          “ภามเป็นผู้ชายที่โชคดีมากๆ มีแม่ที่น่ารัก แล้วตอนนี้ก็มีแฟนที่สวย เก่ง แล้วก็น่ากอดชะมัด” ดึงตัวเธอเข้ามากอดอย่างไม่ทันตั้งตัว “เป็นผู้หญิงสองคนบนโลกนี้ที่ภามจะรักตลอดไป”

          เธอตีเขาเบาๆ “เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นหรอก อายเขา”

          “ไม่เห็นเลย” เขาเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากให้ลูกน้องของตนเงียบเสียง พวกนั้นเงยหน้าจากการจัดซุ้มดอกไม้ด้านล่างเวทีขึ้นมามอง แล้วหัวเราะคิกคักไม่หยุด “มันน่านัก” เขาหลุดปาก

          หยิกเข้าที่หลังเขา เอ่ยอย่างขวยเขิน “น่าไม่อาย”

          เขาหัวเราะทุ้มน่าฟังในลำคอ “แล้วจะพาภามไปเปิดตัวกับพี่สาวตอนไหนดีครับ แฟน”

          แก้มเธอแดงเหมือนผลมะเขือเทศ เก็บปอยผมตัวเองทัดหูไว้ “วันนี้ค่ะ ช่วงเย็นๆ พี่ปรางค์กลับมาบ้านพอดี”

          ภามพยักหน้า กังวลเล็กน้อยว่าปรางค์ทิพย์จะรู้สึกอย่างไรกับเขา ซึ่งใช้เวลาไม่กี่เดือนก็ตกลงคบกับน้องสาวของเธอแล้ว

 

 

          เย็นวันนั้นภามได้ไปบ้านของเนตรทิพย์ แสงตะวันสีส้มสาดกระทบตัวบ้านสีฟ้าอ่อนให้ความรู้สึกอบอุ่น ลมพัดเบาๆ ส่งผลให้กระดิ่งลมรูปนกที่แขวนอยู่หน้าบ้านเกิดเสียง ใบไม้วูบไหวเชื่องช้า นั่นทำให้ความประหม่าในใจของชายหนุ่มเบาบางลงเล็กน้อย เนตรทิพย์ให้เขานั่งรออยู่ที่โซฟาหนังสีน้ำตาลแก่ ก่อนที่เธอจะหายเข้าไปในห้องครัว เขานั่งตัวเกร็งไปหมด ประสานมือไว้บนตัก ได้ยินเสียงพวกเธอกำลังคุยกัน

          “พี่ปรางค์ เนตรพาภามมาแล้วค่ะ”

          “เหรอจ้ะ ไปรอข้างนอกก่อน เดี๋ยวพี่ชงกาแฟออกไปให้” น้ำเสียงเนิบช้า ฟังละมุนตอบกลับมา พร้อมกับเนตรทิพย์ถือจานใส่ขนมคุกกี้เดินมาหา ขณะที่มือซ้ายสัมผัสกำแพงเพื่อจับทิศทาง

          ลุกไปช่วยถือจานพร้อมจับมือของเธอมานั่งที่โซฟาพร้อมกัน เนตรทิพย์หันหน้ามาหาเขาแล้วยิ้มให้ เป็นจังหวะเดียวกับปรางค์ทิพย์ถือแก้วใส่กาแฟหอมกรุ่นเดินออกมา

          ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นอีกครั้ง หวังช่วย แต่เจ้าของบ้านสาวได้วางแก้วบนโต๊ะกลางเสียก่อน เขาจึงทำได้เพียงเช็ดฝ่ามือกับกางเกงแล้วยกมือขึ้นไหว้ “สวัสดีครับ”

          ปรางค์ทิพย์รับไหว้ รอยยิ้มคล้ายเนตรทิพย์ “ตามสบายนะ”

          “ครับพี่ปรางค์” รับคำ ลูบหลังคออย่างประดักประเดิด

          ปรางค์ทิพย์เลิกคิ้ว ย้ำอีกครั้ง “ตามสบายนะภาม”

          “ครับ”

          หลังจากนั้นการสนทนาทั้งหมดจึงเป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไป ลามไปถึงเรื่องชอบหรือไม่ชอบอะไร หรือกระทั่งอาชีพการงานของเขาอย่างที่ผู้ปกครองของเนตรทิพย์ควรกระทำ กระทั่งราวสองทุ่มเศษ ภามจึงขอตัวลากลับบ้าน ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดีกว่าที่คิด ปรางค์ทิพย์น่าจะเต็มใจให้เขากับเนตรทิพย์คบกัน

          กระทั่งในคืนนั้น...เขาเริ่มฝันร้าย!!

 

 

          ภามยืนอยู่ที่หน้าบ้านของเนตรทิพย์ รั้วที่เคยเป็นสีขาวนั้นเก่าครำคร่าจนเปลี่ยนเป็นเหลืองหม่น มีรอยหักบิ่นบ้างตามกาลเวลา บางส่วนมีร่องรอยเล็บของสัตว์ข่วนตะกรุย ชายหนุ่มชะโงกหน้าผ่านประตูรั้วที่สูงเพียงอกเข้าไปภายในบ้าน กดออดแต่กลับไม่มีเสียงสะท้อนของมันจึงตัดสินใจตะโกนเข้าไป

          “เนตรครับ เนตรอยู่ไหม”

          ไม่มีเสียงตอบกลับ ภามลองจับประตูบ้านของเธอ พบว่ามันไม่ได้ล็อคไว้ จึงเปิดเข้าไปภายใน จู่ๆ ลมแรงก็พัดมา ท้องฟ้าเปลี่ยนสีเป็นส้มเจือฟ้าครามคล้ายเวลาโพล้เพล้ในยามเย็น กระดิ่งลมส่งเสียงและสะบัดไปตามกระแสลม ภามเงยหน้ามองแล้วถอนหายใจ พลางคิดว่าฝนกำลังจะตก

          เขาถือวิสาสะเดินเข้าไป ภายในบ้านเมื่อไม่ได้เปิดไฟจึงมืดสนิทมีเพียงแสงรำไรลอดผ่านผ้าม่านจากภายนอก “สวัสดีครับ มีใครอยู่ไหม...เนตร...พี่ปรางค์”

          ตึง!!

          ภามสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากในครัว พร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้คล้ายเนื้อเน่าถูกย่าง อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดจมูก คลำทางในความมืดเพื่อดูให้แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่

          “พี่ปรางค์เหรอครับ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาขานชื่อปรางค์ทิพย์ออกไป แทนที่จะเป็นเนตรทิพย์ หากสิ่งที่พบทำให้ตาเบิกกว้าง เข่าแทบทรุดถ้าไม่ได้จับเคาน์เตอร์ล้างจานไว้

          เศษร่างแข็งค้างดำไหม้เป็นตอตะโกนอนอยู่ที่พื้น บางส่วนเหลือเพียงโครงกระดูกสีขาวเหลืองปนดำไม่ครบส่วน ควันยังคงลอยกรุ่นออกมา แขนชิดแนบลำตัวพร้อมข้อมือบิดผิดรูป นิ้วมือหงิกงอ ปากอ้ากว้างเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ตาเหลือกถลนเบิกโพลง หงายเงยหน้าขึ้น คล้ายกำลังกรีดร้องอย่างทุกทรมาน

          ภามวิ่งถลาออกมา เข่าทรุดล้มลง อาเจียนในที่สุด กระทั่งน้ำสีเหลืองใสรสชาติขมขย้อนออกมาจนหมด ขนแขนลุกชัน เสียวสันหลังวาบ รู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูก

          แต่แล้วเสียงกระแทกก็ดังตึงใหญ่ ชายหนุ่มเหลือบไปมอง กำมือแน่น ร่างกายสั่นสะท้านหวาดกลัว หากสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการค้างคาใจในสิ่งที่อยากรู้  เมื่อเดินกลับมาแล้วก็ต้องพบกับร่างนั้นเปลี่ยนอิริยาบทเป็นนั่งแน่นิ่ง นั่นทำให้ภามมีเหงื่อไหลออกมาจากข้างขมับ แต่เท้าก็ยังก้าวเข้าไปเรื่อยๆ

          หากจู่ๆ ร่างไหม้เกรียมนั้นก็สั่นกระตุกเคลื่อนไหว ก่อนที่มันจะกระโจนเข้ามาหาเขา ชายหนุ่มล้มหงายหลังพร้อมกับร่างนั้นทับอยู่บนตัว เขาได้กลิ่นเหม็นติดปลายจมูก ผมสีดำของมันค่อยๆ งอกออกมาจากหนังศีรษะไหม้เกรียม ก่อนครอบคลุมปิดร่างเอาไว้จนมิด มันแน่นิ่งอีกครั้ง!!

          ภามไม่กล้าแม้กระทั่งหายใจ กลัวมันจะเคลื่อนไหวอีก แต่ความอยากรู้โง่ๆ ของเขาก็เป็นตัวกระตุ้นให้เอื้อมมือไปเปิดกลุ่มผมที่ปิดบังใบหน้านั้น ภาวนาอย่าให้เป็นเนตรทิพย์ ใต้กลุ่มผมนั้นเขาเห็นดวงตาที่ปิดสนิทกับผิวหน้าของมนุษย์ทั่วไป แต่นั่นยิ่งสร้างความตกตะลึงให้กับเขามากกว่า อุทานออกมา

          “นี่...”

          ดวงตานั้นเบิกโพลงขึ้นพร้อมกับเลือดไหลออกมา ก่อนจะอาบย้อมตาขาวให้เป็นสีแดง ชายหนุ่มผลักร่างนั้นออกอย่างแรง ตะเกียกตะกายลุกวิ่งหนีไปที่หน้าประตู เปิดผางออกไปภายนอก แล้วก็ต้องชะงักอีกรอบ พายุลมแรงที่ก่อนหน้านั้นเคยปรากฎกลับไม่เคลื่อนไหว กระดิ่งลมค้างเติ่งกลางอากาศในท่ากำลังถูกพัด ต้นไม้ก็เช่นกัน คล้ายเวลากลับหยุดลง

          เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นเบื้องหลังประตูเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงดำเนินต่อ พร้อมกับประกายไฟโชติช่วงขึ้น พาลให้คนมองรู้สึกสั่นสะท้าน

 

 

          กริ๊งๆ

          เสียงนาฬิกาปลุกในช่วงหกโมงเช้าทำให้ภามสะดุ้งตื่นขึ้น เหงื่อไหลลงมาข้างขมับ เขาฝันร้ายเรื่องเดิมติดต่อกันถึงสามวันแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กล้าที่จะเล่าให้คนรักฟัง หญิงสาวที่เขาเห็นคือพี่สาวของเธอ...

          ปรางค์ทิพย์

          “บ้าเอ้ย” เขาสบถแทบสติแตก

          หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก สักพักจึงมีคนรับสาย “ค่ะภาม”

          “เนตรอยู่ไหนครับ”

          ปลายสายหัวเราะ เว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนตอบ “บ้านค่ะ วันนี้ไม่ได้รับงาน”

          “อยู่คนเดียวเหรอ” ลองหยั่งเชิง

          “ค่ะ พี่ปรางค์ออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืด”

          ชายหนุ่มเม้มปาก ครุ่นคิด กล่าวออกไปอย่างตัดสินใจได้ “ภามเข้าไปหาที่บ้านนะครับ กลางวันจะซื้อก๊วยจับญวณเข้าไปฝาก ร้านเปิดใหม่ในตลาดแถวบ้านอร่อยมาก”

          เขาจินตนาการว่าเธอกำลังยิ้มแน่นอน “ค่ะ”

          จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันอีกสองสามประโยคก่อนจะตัดสายไป ภามลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว แล้วมานั่งดูแปลนซุ้มดอกไม้กับแบล็คดรอปที่บริษัทของเขารับจ้างจัดงานแต่งในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้สมาธิฟุ้งซ่านของเขาจางหายไป นั่งพะวงอยู่พักใหญ่จึงตัดสินใจปิดคอมพิวเตอร์ แหงนมองนาฬิกาแขวน กำลังจะสิบเอ็ดโมงก็สตาร์ทรถออกจากบ้าน ในใจภาวนาให้สิ่งที่เขาจะไปพิสูจน์เป็นเพียงเรื่องเหลวไหล

 

 

          ระหว่างรอเนตรทิพย์ ภามมองดูรั้วบ้านที่ขาวสะอาดตา ไม่มีรอยขีดข่วนใดๆ หญิงสาวเคาะไม้เท้าช่วยนำทางออกมาเปิดประตู เขาให้เธอแตะแขนเดินกลับเข้าไปภายในบ้านพร้อมกัน ระหว่างนั้นภามได้สังเกตเห็นกระดิ่งลมลู่ไหวตลอดเวลา ไม่เหมือนกับในความฝัน แต่สัญชาตญาณบางอย่างก็ทำให้ฝ่ามือเย็นเฉียบ หายใจติดขัด อดหวาดกลัวไม่ได้

          “เนตรจะกินก๊วยจับเลยไหม กำลังร้อนๆ” หยิบหนังสือที่เธอกำลังควานหาบนโต๊ะกลางส่งให้ถึงมือ

          “ค่ะ” ทำท่าจะลุก แต่ภามแตะบ่าให้เธอนั่งลงที่เดิม

          “ภามไปใส่ชามให้ เดี๋ยวจะลวกมือเนตร”

          เนตรทิพย์หัวเราะ แสร้งเย้าชายหนุ่ม “ค่ะ คุณเจ้าของบ้าน”

          “โธ่ ภามงอนแล้วนะ” สร้างเสียงหัวเราะจากเธอดังกว่าเดิม ชายหนุ่มจึงโน้มหน้าไปหอมแก้ม ถือวิสาสะโมเม “นี่ไม่ต้องง้อภามแบบนี้ก็ได้ อ่ะ ภามหอมให้อีกข้าง” หอมแก้มซ้ำอีกที

          เนตรทิพย์สีหน้าแดงซ่าน พร้อมกับมือของเธอที่ไวพอๆ กัน ตีลงที่แขนเขาอย่างสะเทิ้นอาย ภามหัวเราะกลับบ้าง แล้วผละออกมา ร่างสูงเดินตรงไปที่ห้องครัว

          แต่แล้วกลับนึกถึงความฝันนั้นขึ้นมา ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกขนลุก เย็นยะเยียบที่แผ่นหลังคล้ายกำลังถูกจับจ้อง เขาหันกลับไปหาเนตรทิพย์ที่กำลังลูบนิ้วไปตามหนังสืออักษรเบลของเธอต่อ ไม่ได้หันหน้ามาทางนี้ แม้ถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศอึดอัดหายไป

          ภามสะบัดหัวให้กับตัวเองเล็กน้อย ขณะก้าวเดินอีกครั้งกลับชะงักเท้า กลั้นใจโดยไม่รู้ตัว ชะโงกหน้าเข้าไปเป็นอันดับแรก พบว่าไม่มีอะไร แล้วก็เกิดหัวเราะโล่งอกขึ้นมา จัดแจงเอาก๊วยจับใส่ถ้วย

          “อ้าวพี่ปรางค์กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เสียงเนตรทิพย์ทักขึ้นจากในห้องรับแขกเล็กๆ ของเธอ

          เขาสะดุ้ง น้ำซุปหกออกมาเลอะโต๊ะ “บ้าเอย” เขาสบถ รีบหาผ้ามาเช็ด

          ได้ยินน้ำคำติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย “ฝนกำลังจะตกน่ะ พี่ก็เลยรีบกลับมาก่อน ใครมาบ้านเราล่ะ”

          “ภามค่ะ”

          เขานิ่งฟัง เผลอกำมือโดยไม่รู้ตัว แล้วเทก๊วบจับญวณอีกถุงที่ซื้อมาลงชาม เมื่อหันกลับไปก็ผงะเล็กน้อย ร่างผอมบางของปรางค์ทิพย์ยืนอยู่ที่ทางเข้าหน้าห้องครัว ริมฝีปากยิ้มหากแววตาสาดประกายดุดัน

          “สวัสดีจ้ะภาม แหม่...มาบ้านก็ไม่บอกพี่ก่อนเลยนะ”

 

 

          ภามมองเนตรทิพย์ทานก๊วยจับญวนอย่างเอร็ดอร่อย เบนสายตาไปทางปรางค์ทิพย์ที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้แตะต้องอาหารหรือน้ำ อ้างว่ายังไม่ค่อยหิว ภามจึงต้องรับหน้าที่ทานส่วนของเธอไปด้วยเพราะกลัวเสีย

          จากนั้นจึงมานั่งสมทบกันที่โซฟา ปรางค์ทิพย์หันมาคุยกับน้องสาวและเขาบ้างเป็นบางครั้งเรื่องข่าวน้ำท่วมทางภาคเหนือ

          เมื่อไม่มีอะไรน่าสนใจ ภามจึงกวาดสายตาไปทั่วบริเวณบ้าน เห็นรูปครอบครัวในกรอบสีทอง ภาพเด็กหญิงอายุราวสิบปีกำลังอุ้มทารกน้อยยืนยิ้มแป้น เบื้องหลังเป็นพ่อแม่ของพวกเธอ เขาอดยิ้มตามไม่ได้ ข้างกันนั้นเป็นกรอปรูปขนาดเล็กกว่า เนตรทิพย์ในชุดนักเรียนม.ต้นถูกปรางค์ทิพย์สวมกอดจากทางด้านหลัง แววตาของพวกเธอดูมีชีวิตชีวา

          ภามขมวดคิ้ว มีบางอย่างคล้ายผิดที่ผิดทาง อย่างแรกคือเขาอดแปลกใจไม่ได้ที่ปรางค์ทิพย์ซึ่งอายุห่างจากน้องสาวถึงสิบปีจะดูเด็กไม่เปลี่ยนไปจากในภาพ อย่างที่สองเนตรทิพย์ไม่ได้ตาบอดตั้งแต่เกิด แต่เธอไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้...ทำไมกัน?

          “มีอะไรหรือเปล่า” เสียงเนิบนาบทักขึ้น เป็นปรางค์ทิพย์ที่จับจ้องเขาอยู่

          “ไม่มีอะไรครับ” ภามปฎิเสธ

          ฝ่ายตรงข้ามเพียงเลิกคิ้วเป็นเชิงไม่เชื่อคำพูด ส่งผลให้เขาจำใจต้องเอ่ย “คือ...” ถูฝ่ามือเข้าหากัน “ผมว่าพี่ปรางค์ดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ”

หญิงสาวจ้องมองเขาไม่หลบตา “เหรอจ้ะ”

          ‘อย่ายุ่ง’

          เสียงกระซิบแว่วดังใกล้หู ขนคอลุกชัน ผงะมองข้างตัวแต่ไม่พบอะไร ต่อเมื่อนึกได้ว่าอาจจะเป็นปรางค์ทิพย์จึงหันหน้าไปทางเธอ

          “ติ๊กต๊อก...ติ๊ก...ต๊อก......ติ๊ก........ต๊อก”

          ภามได้ยินเพียงเสียงเข็มนาฬิกาดังช้าลงเรื่อยๆ เมื่ออ้าปากจะเรียกเนตรทิพย์กลับไม่มีเสียงลอดออกมา ร่างกายราวกับถูกตอกตรึงอยู่กับที่ ทำได้เพียงมองปรางค์ทิพย์เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธอ โดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

          ปรางค์ทิพย์หันกลับมามองเขาเชื่องช้า เห็นเพียงเสี้ยวหน้าเป็นเงามืด แผ่บรรยากาศเย็นเยียบ กระทั่งภามรู้สึกลมหายใจกลายเป็นควัน เธอลุกขึ้นอย่างเงียบงัน มีเพียงเสียงโซฟาดังยามขยับตัว

          “อย่ายุ่งเรื่องของกู...อย่ายุ่งกับน้องกู!!”

          ตะโกนหวีดแหลมออกมา สะบัดมือตะปบลงบนโต๊ะ เล็บแหลมคมกรีดลากจนเนื้อไม้เป็นรอยยาวพร้อมกับเลือดสดไหลออกมาจากปลายนิ้ว

          ร่างกายกลับมาขยับได้อีกครั้ง เขาผงะถอย หนีตายออกมาหน้าบ้าน ก่อนชะงักค้างไป เมื่อทุกอย่างคล้ายถูกหยุดเวลาเหมือนอย่างในฝัน ต้นไม้แห้งเหี่ยวใกล้ตาย แต่เพิ่มเข้ามาคือความรู้สึกร้อนระอุเบื้องหลัง เขาเห็นกับตา ไฟกำลังไหม้บ้านหลังนี้ เปลวไฟร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ไม่ปราณีใคร สะเก็ดไฟแตกดังเปราะพร้อมกับเสียงโหยหวนเรียกสติเขากลับมา

          “เนตร” คนรักของเขาติดอยู่ในนั้น “เนตรครับ” กำลังจะวิ่งเข้าไปช่วย แต่กลับมีมือหนึ่งเขย่าตัวอย่างแรง

          ภามลืมตาขึ้น หายใจหอบถี่ เห็นเนตรทิพย์หัวเราะออกมา “คนอะไรนั่งหลับกลางวันเฉย”

          “ครับ?” ยังคงงงงัน จับข้อแขนของฝ่ายเรียก มองให้ชัดๆ “เนตรยังอยู่ตรงนี้ใช่ไหม”

          เธอขมวดคิ้ว “ค่ะ ถามอะไรแปลกๆ เนี่ย” หยิกแก้มเขาทีหนึ่ง

          ภามจับมือของเธอไว้เพื่อเรียกสติ ต่อเมื่อเห็นปรางค์ทิพย์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่งยิ้มมาให้ หากอะไรบางอย่างทำให้เขารู้ว่าตนไม่เป็นที่ต้อนรับ

 

 

          วันถัดมาภามไปดูสถานที่จัดงานเปิดตัวสินค้าภายในโรงแรมตามที่ได้รับว่าจ้างเอาไว้ กว่าจะตกลงกับพวกเขาเสร็จว่าต้องการอะไรบ้างก็ราวทุ่มครึ่ง รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยเมื่อฝนกำลังจะตก

          ต่อเมื่อสังเกตเห็นนักศึกษาหญิงยืนตัวสั่นอยู่หน้าโรงแรม มือสองข้างจับสายกระเป๋าเป้กระชับแน่น ผมตรงยาวนั้นชี้ฟูไม่เป็นระเบียบ ภามได้แต่ขมวดคิ้วแล้วเดินเลยผ่านไป นึกว่าเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงาน แต่กระนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามเบื้องหลัง เมื่อหันไปมอง เธอกลับสะดุ้งตกใจเมื่อถูกเขาจับได้ ฝีเท้าชะงักแล้วรีบก้มหน้าหลบสายตา

          เขาโคลงศีรษะ “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

          อ้าปากคล้ายจะกล่าวบางอย่าง แต่อ้ำอึ้งไม่ยอมพูดเสียที ต่อเมื่อถามย้ำ เธอกลับกล่าวเสียงสั่น “มะ...ไม่มีอะไรค่ะ” ส่ายหน้า วิ่งย้อนกลับไปทางเดิม หากเพียงครู่กลับสะดุ้งแล้วชะงักเท้า ภามได้ยินหญิงสาวบ่นพึมพำบางอย่างอยู่คนเดียว ยกมือขาวซีดขยี้ผมตนเอง เดินตรงมาหาเขาอีกครั้ง หน้าตาแดงก่ำ เบะปากเหมือนจะร้องไห้ “คือ...”

          ภามตอบรับ “ครับ” ตั้งใจฟังว่ามีอะไรกับเขากันแน่

          “คุณต้องระวังผู้หญิงคนนั้นนะคะ”

          “ครับ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว

          หญิงตรงหน้าหันไปมองข้างตัวซึ่งว่างเปล่า แววหวาดหวั่นฉายชัดบนใบหน้า จนฝ่ายรอฟังชักไม่แน่ใจว่าเธออาจเป็นคนวิกลจริต

          “ผู้หญิงชื่อปรางค์ทิพย์น่ะค่ะ เธอไม่ใช่คน” กลั้นใจกล่าวออกมา แต่ดูเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองกล่าวอะไรผิดไป ตาเบิกโพลง รีบกล่าวแก้           “คือ...คือหมายถึงเธอไม่ธรรมดา มีคนอยาก...อยากให้ฉันมาเตือนคุณ ฉันไม่เกี่ยวนะคะ”

          ประโยคหลังคล้ายไม่ได้พูดกับเขา ถอยหลังสองสามก้าวแล้ววิ่งหนีไป กว่าภามจะตั้งตัวได้ก็ต่อเมื่อเธอหายลับไปกับมุมถนน

          ถึงแม้จะมาจากปากของคนแปลกหน้า แต่คำทักนั้นก็ทำให้เขาสังหรณ์ใจอย่างประหลาด ถ้าไม่รู้สึกสะกิดใจอะไรเลยก็คงจะแปลก เพราะมันประจวบเหมาะกับสิ่งที่เขาสงสัยอยู่พอดี ถึงแม้มันจะไม่น่าเชื่อถือเลยก็ตามที

          ภามโทรศัพท์หาเนตรทิพย์เพื่อนัดพบกับเธอ หากแท้จริงคือต้องการไปพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับปรางค์ทิพย์ เขาขับรถมาถึงบ้านของสองพี่น้องในตอนเกือบห้าทุ่ม รออยู่เพียงครู่จึงเห็นร่างบางเดินออกมารับเขา เพราะมืดมากภามจึงพยายามหรี่ตามอง เมื่อหญิงสาวเข้ามาใกล้จากรอยยิ้มจึงกลายเป็นชะงักค้าง เมื่อคนที่ออกมาเป็นปรางค์ทิพย์

          เธอหยักยิ้มมุมปากหากแววตาไร้ความรู้สึก กระทั่งฝ่ามือเย็นของเขาชื้นเหงื่อ

          “ผมนัดกับเนตรไว้ครับ”

          ปรางทิพย์ไม่ได้เอ่ยคำ เพียงผายมือให้เข้าไปด้านใน แล้วเดินตามมาด้านหลังเงียบๆ ต่อเมื่อเขาไม่เห็นเนตรทิพย์พร้อมกับบ้านที่ปิดไฟมืดสนิท มีเพียงแสงหนึ่งเดียวจากโทรทัศน์

          หันไปหวังถามเจ้าของบ้าน เห็นเพียงเธอก้มหน้าอยู่ “นี่ไม่เข้าใจจริงๆ ใช่ไหมว่าให้อยู่ห่างน้องสาวของฉัน”

          “ผม...” ภามอ้ำอึ้งไป แต่แล้วก็รวบรวมความกล้ากล่าวออกไป “ผมรักเนตรครับ แล้วผมก็จะไม่เลิกกับเธอแน่”

          เธอหัวเราะออกมา ก่อนถลึงตาใส่ สบถหยาบคาย “มึงเนี่ยนะ...มึงเนี่ยนะจะรักน้องสาวกูจริง รู้จักกับเธอไม่ถึงปีด้วยซ้ำ แล้วนี่อะไร คิดจะลวนลามเนตรในบ้านของกู มึงคิดว่ากูไม่รู้หรือไง”

          “พี่ปรางค์ครับ ผมไม่ได้คิดที่จะล่วงเกินเนตร” น้ำเสียงเข้ม สายตาแน่วแน่ ไม่มีแววหวั่นไหว “ผมรักเนตร แล้วผมจะไม่มีวันทำให้เธอเสียหายก่อนที่เราจะแต่งงานกัน”

          “แล้วมึงรับแบบนี้ได้ไหมล่ะ” ร่างกายปรางค์ทิพย์เกิดประกายไฟขึ้นมา ก่อนเธอจะดิ้นทุรนทุรายร่างกายไหม้เกรียมต่อหน้าต่อตาภาม

          ชายหนุ่มผงะล้มลง เมื่อได้เห็นวาระสุดท้ายของใครคนหนึ่งเป็นครั้งแรก เขาอาเจียนออกมา ตะเกียกตะกายหนี ร่างที่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโกซึ่งควรจะแน่นิ่งไปกำลังคลานตรงมาหา

          “อย่ายุ่งกับน้องกู!!” เสียงหวีดแหลมดังใกล้หู พยายามจะกระโจนใส่เขา

          ภามไวกว่า ผละหนีออกมานอกบ้าน ตั้งปณิธานไว้กับตนเอง พร้อมตะโกนก้องกลับไป “ยังไงผมก็จะใช้ชีวิตคู่กับเนตรให้ได้ ผมจะกลับมาแน่นอน พี่ปรางค์จะได้รู้ว่าห้ามผมไม่ได้ ไม่มีวัน”

 

 

          ภามวางแผนพบกับเนตรทิพย์อีกครั้ง โดยหวังไม่ให้ปรางค์ทิพย์รู้ เขาแอบตามเธอไปงานแสดงเปียโน เนตรทิพย์ดีใจมากที่ได้พบเขาเพราะนี้เป็นการแสดงใหญ่ครั้งแรกของเธอ ภามจึงไม่อยากให้เธอเสียสมาธิ ตั้งใจจะบอกหลังการแสดงจบลง

          หากระหว่างที่รอ เขากลับได้ยินเสียงประหลาดแว่วอยู่ข้างหู กำมือแน่นเมื่อคาดเดาได้ว่าเป็นใคร พร้อมกันนั้นเก้าอี้ข้างตัวก็ล้มหงายลง ส่งให้ภามผงะถอย เสียงนั้นยังคงวนเวียนอยู่ไม่ไกล เป็นจังหวะเดียวกับการบรรเลงดนตรีช่วงสุดท้ายจบลง

          เมื่อเนตรทิพย์ก้าวลงจากเวที ภามไม่รอช้ารีบจูงมือของเธอหลบมาอีกทางหนึ่ง เขาจับบ่าคนรักเอาไว้ มือสั่นสะท้าน เหงื่อไหลลงตามข้างขมับ นั่นทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจ “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

          “ภามมีเรื่องจะบอก” ตาหลุกหลิกมองไปทั่ว กลัวใครจะได้ยิน “คือ...คือ”

          “อะไรคะ” เนตรทิพย์หน้าซีด จับมือของเขาแน่น

          ลูบใบหน้าของเธอแผ่วเบา ให้ตั้งใจฟัง “ภามสงสัยว่าพี่ปรางค์จะไม่ใช่คน”

          มือเลื่อนตกลงข้างตัว ยิ้มเจื่อนส่งให้ คิดว่าเขาแกล้ง “ล้อเล่นอะไรกันคะ นี่มันไม่ขำเลยนะ”

          “ภามไม่ได้ล้อเล่น นี่มันเรื่องจริงนะ”

          เนตรทิพย์ดันตัวเขาออกห่าง รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเครียดขรึม “บ้าไปแล้ว อย่ามาโกหกเนตรแบบนี้นะ เนตรไม่ชอบ”

          “เนตร ฟังภามนะ พี่ปรางค์ไม่ได้อยู่โลกเดียวกับเรา” ภามกอดปลอบเธอ “พี่ปรางค์อาจจะโกหกเนตรได้ แต่ไม่ใช่กับคนอื่น”

          เนตรทิพย์ผลักภามออก ตวัดมือจะตบหน้าเขา แต่พลาดปลายเล็บไปโดนคางแทน “ภามจะโกหก จะล้อเล่นอะไรกับเนตรก็ได้ แต่ไม่ใช่เรื่องพี่ปรางค์”

          “แต่ภามพิสูจน์ได้นะ ภาม...”

          หญิงสาวเอ่ยขัดขึ้น น้ำตาไหลออกมา “เนตรไม่อยากฟัง”

          “ภามห่วงเนตรนะครับ” เมื่อรู้ว่าคนรักเริ่มโกรธจึงจำกล่าวเสียงอ่อน “ฟังภามบ้าง”

          “กลับไปก่อนเถอะ เนตรยังไม่อยากคุยกับภามตอนนี้” คล้ายขอร้อง “ได้โปรด”

 

 

          กว่าสัปดาห์แล้วที่ภามติดต่อกับเนตรทิพย์ไม่ได้ นั่นทำให้เขาเป็นห่วง เกรงเธอจะเป็นอะไร ยิ่งไปกว่านั้นกลัวใจของปรางค์ทิพย์ หวั่นว่าจะทำร้ายน้องสาวตัวเอง กระทั่งเป็นฝ่ายหญิงโทรติดต่อกลับมาหาเขาเอง

          รีบรับโทรศัพท์ ใจสั่นเกิดหวาดหวั่นขึ้นมา “ครับเนตร เจอกันครับ ภามไปรับ” วิ่งไปสตาร์ทรถเพื่อรอรับหญิงสาวออกมาทานข้าวด้วยกัน

          วันนี้เนตรทิพย์ดูเงียบไป เขาเองก็รู้สึกผิดที่ใจร้อนพูดเรื่องของพี่สาวเธอออกไปเช่นนั้น

          “ภามขอโทษนะครับที่พูดไปแบบนั้น” เขาจับมือเธอไว้ “เราไม่น่ามาทะเลาะกันในเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้เลย”

          เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อย กำมือแน่น คิ้วขมวดแทบเป็นปม “ที่จริง เนตรต้องขอโทษภามมากกว่า เนตรก็...” คล้ายลังเล “สงสัยพี่ปรางค์เหมือนกัน แต่เนตรไม่อยากที่จะคิดแบบนั้น ไม่อยากให้มันกลายเป็นเรื่องจริง”

          ภามดึงตัวเธอเข้ามากอด รู้ว่าเสียใจแค่ไหน แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่ปลอบ ตัวของเนตรทิพย์สั่นเทา เสียงสะอื้นทำให้เขาปวดใจ ฟังเธอเล่าต่ออย่างเงียบงัน

          “รู้ไหมว่าเนตรโกรธภามมากแค่ไหนที่พูดแบบนั้นออกมา แต่ก็โกรธตัวเองมากกว่าที่คิดแบบนั้นกับพี่ปรางค์เหมือนกัน เนตรเห็นแก่ตัวมากเกินไป มันรู้สึกผิดอยู่ในใจ ไม่อยากจะยอมรับมัน กระทั่ง...” สะอื้นออกมาอีกครั้ง “คิดที่จะเลิกกับภาม”

          นาทีนี้เป็นเขาเองที่เป็นฝ่ายหวาดกลัวขึ้นมา ใจสั่นไปหมด ยิ่งกว่าตอนที่เจอปรางค์ทิพย์หลอกหลอน ซุกหน้ากับบ่าของเธอ

          “แต่พี่ปรางค์ก็ทำให้เนตรคิดได้ พี่ปรางค์บอกให้เนตรมาคุยกับภามให้รู้เรื่อง มาปรับความเข้าใจกัน เธอบอกว่าภามเป็นคนดีและจะดูแลเนตรได้ ทั้งๆ ที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราทะเลาะเรื่องอะไรกัน ไม่รู้ว่าพวกเรากำลังคิดอะไรกับเธออยู่ มันทำให้เนตรรู้สึกผิดมากๆ ”

          เมื่อถึงตรงนี้ภามกลับรู้สึกประหลาดใจมากกว่า ทั้งที่ปรางค์ทิพย์พยายามจะหลอกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อที่จะให้เขาเลิกกับเนตรทิพย์ แต่ทำไมกลับบอกกับเธอตรงกันข้าม ไม่รู้ว่ากำลังเล่นสงครามประสาทอะไรกันแน่ เขาคลายอ้อมกอด “เนตรครับ เรามาพิสูจน์กันไหม”

          เนตรทิพย์ถอยห่างออกมา เขารู้ว่าเธอลังเลจึงให้ความมั่นใจ “ภามไม่ได้คิดจะใส่ร้ายพี่ปรางค์ แต่ถ้าปล่อยให้ค้างคาใจอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น สู้พิสูจน์ความจริงให้รู้กันไปเลย ถ้าใช่ เนตรต้องปล่อยพี่ปรางค์ไป เธอจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้อีก...” ลูบศีรษะของเธอคล้ายปลอบประโลม “แต่ถ้าไม่ใช่อย่างที่ภามคิด ภามยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เนตรกับพี่ปรางค์สบายใจ ถ้าเนตรไม่อยากที่จะคบกับภามอีก...ภามก็พร้อมจะไปครับ”

 

 

          ภามวางแผนกับเนตรทิพย์ โดยแสร้งไปต่างจังหวัดด้วยกัน หากแท้ที่จริงพวกเขาแอบซุ่มดูปรางทิพย์ กระทั่งในเวลาตีหนึ่งไฟภายในบ้านก็เปิดสว่างขึ้น เขาเห็นเงาร่างไหววูบของเธอภายในบ้าน

          “เห็นพี่ปรางค์แล้วครับ”

          เนตรทิพย์จับมือเขาไว้แน่น รู้ว่าเธอประหม่า “ไปกันเถอะค่ะ”

          เขาพยักหน้า จูงมือของเนตรทิพย์เข้าไปด้านใน ซุ่มแอบอยู่หลังตู้ใบหนึ่ง เห็นปรางค์ทิพย์เดินมาหยุดตรงหน้า ฉับพลันร่างกายของเธอก็เกิดลุกไหม้ขึ้น กรีดร้องอย่างน่าเวทนา

          เนตรทิพย์ตัวสั่นสะท้าน แม้มองไม่เห็น แต่ก็สัมผัสได้จากเสียงโหยหวนทรมาน พร้อมกับได้กลิ่นเหม็นไหม้ น้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว กำแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ซุกหน้ากับอกกว้าง

          ภามนึกสงสาร กอดคนรักไว้ในอ้อมแขน ดวงตายังจับจ้องอยู่กับร่างปรางค์ทิพย์ที่กำลังมอดไหม้ โดยที่เขาช่วยอะไรไม่ได้ หากฉับพลันร่างตรงหน้าก็เลือนหายไป

          ปรางค์ทิพย์ปรากฎร่างอีกครั้งด้านข้างของพวกเขา น้ำตาของเธอไหลอาบแก้มเช่นกัน เบือนหน้าไปมองทางน้องสาว “พี่ขอโทษ”

          เนตรทิพย์หยุดร้องไห้ หากยังคงไว้ด้วยเสียงสะอื้น ผละจากอ้อมกอดของเขา หวังตรงไปหาพี่สาว แต่ชายหนุ่มกลับจับข้อมือของเธอ ดึงรั้งไม่ให้เข้าไปใกล้กว่านี้ เธอพยักหน้ารับเข้าใจดี

          เป็นฝ่ายปรางค์ทิพย์ก้าวเข้ามาใกล้เธอ ลูบหัวอย่างเอื้อเอ็นดู “พี่ขอโทษนะเนตร” กล่าวซ้ำ

          เนตรทิพย์ลูบมือของภามคล้ายให้วางใจ เขาจึงจำใจต้องปล่อยมือ เป็นเธอที่โผเข้าไปกอดปรางค์ทิพย์เสียเอง “ขอโทษเหมือนกันค่ะ ที่ไม่รู้อะไรเลย ต้องปล่อยให้พี่ทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้”

          สองพี่น้องกอดกันแน่น “เพราะไฟไหม้ในครั้งนั้นใช่ไหมคะ ที่ทำให้พี่ต้องเป็นแบบนี้”

          “ใช่” พยักหน้ารับ “พ่อแม่เราต้องตายในกองไฟในบ้านหลังนี้...รวมทั้งพี่ด้วย”

          “แต่...แต่ตอนนั้น ตอนที่บ้านเราไฟไหม้ เนตรยังเห็นพี่ปรางค์กอดเนตรอยู่” เธอขมวดคิ้ว

          “พี่น่ะคือคนที่ตายไปแล้ว เนตรยังจำได้ไหม ตอนที่เนตรกลับมาจากโรงเรียน บ้านเราก็ถูกไฟไหม้ไปเกือบครึ่งหลังแล้ว ต้นเพลิงเกิดจากในครัว” ปรางค์ทิพย์หันมองไปทางนั้น “พี่เป็นคนทำไฟไหม้เอง ถูกไฟคลอก พ่อแม่สำลักควันแล้วไปตายที่โรงพยาบาล ที่เนตรเห็นเป็นวิญญาณของพี่เอง พี่เป็นห่วงเนตร รู้สึกผิดกับพ่อแม่ที่ทำให้ครอบครัวของเราต้อง...” สะอื้นไห้ น้ำตาหลั่งเป็นสายเลือด

          “ตอนนั้นเนตรตกใจมาก พยายามจะวิ่งเข้าไป พี่จำเป็นต้องจับเนตรไว้ แต่สะเก็ดไฟนั่น เปลวไฟนั่น มันทำให้พี่เสียใจยิ่งกว่า พี่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เนตรต้องตาบอด”

          “ไม่!!” เนตรทิพย์ส่ายหน้า “อย่าโทษตัวเอง เนตรไม่โทษพี่ เนตรรักพี่”

          ภามสงสารพวกเธอที่ต้องพบเจอกับโศกนาถกรรมเช่นนี้ กล่าวหนักแน่น “ผมจะดูแลเนตรเองครับ”

          “ขอบคุณค่ะ” ปรางทิพย์ยิ้มกว้างจริงใจให้เขาเป็นครั้งแรก “แล้วต้องขอโทษคุณด้วยที่ทำอย่างนั้น เพราะฉันอยากจะมั่นใจว่าสามารถฝากเนตรไว้กับคุณได้”

          ภามพยักหน้า ตั้งมั่นว่าจะไม่ยอมให้เนตรทิพย์ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะเขารักเธอมาก ไม่อยากที่จะให้เธอเสียใจอีกต่อไป เขาจะเป็นคนดูแลเนตรทิพย์เอง

          “ผมสัญญา”

 

 

 

 

 

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา