เรื่องหลอกจากรัตติกาล

-

เขียนโดย ศรายะ

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561 เวลา 22.36 น.

  6 ตอน
  4 วิจารณ์
  1,776 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562 02.11 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น

แชร์เรื่องสั้น Share Share Share

 

6) หลอก 5 ศพนั้น...ที่ต้องเฝ้า

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

 

หลอก 5 ศพนั้น...ที่ต้องเฝ้า

 

‘แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมสบายดี หวังว่าคนทางนั้นคงสบายดีเช่นกัน รักษาสุขภาพด้วยนะครับแม่ ผมได้แต่หวังว่าเงินที่เสี่ยให้ไปคราวที่แล้วคงจะพอชดใช้หนี้ ไถ่สวนของเราได้ แล้วเจ้ากล้าเป็นยังไงบ้างครับ ปีนี้คงได้ ๑๐ กว่าขวบแล้วสินะ ฝากบอกว่าผมคิดถึงแกมาก คิดถึงเพ็ญด้วย ไว้ถ้าผมพ้นคดีเมื่อไหร่เราคงได้พบกันอีก สุดท้ายนี้ไม่ต้องพยายามติดต่อผมกลับมานะครับ

                                                                                                            ปล. รักและคิดถึงเสมอ

                                                                                                                        ลูกของแม่

นายพัดพับกระดาษใส่ซองอย่างประณีต กอดประทับไว้กลางอกเนิ่นนาน คิดหวังเพียงฝากไออุ่นไว้กับจดหมายก่อนปิดผนึก เป็นจังหวะเดียวกับประตูห้องพักถูกเคาะเรียก

เขาเดินกะเผลกเล็กน้อยที่ขาซ้ายไปเปิดประตู มองสำรวจเด็กชายที่สูงเพียงเอวแหงนหน้ามองแล้วยิ้มเผล่โชว์ฟันหลอซีกหน้า สวมเพียงกางเกงขาสั้นสีกรมท่า ตามตัวมีเศษทรายติดบ่งบอกลักษณะซุกซน “น้าพัด หลวงตาให้มาตามไปพบที่ศาลาครับ”

“เออๆ ขอหยิบกระเป๋าตังก่อน” จากนั้นจึงปิดเพียงประตูเอาไว้ไม่ได้ล็อก เพราะไม่ได้มีของมีค่าอะไร ด้านหลังเป็นเด็กเมฆเดินตามมา

ที่พักของเขาอยู่ด้านหลังวัด ฉะนั้นทุกครั้งจะต้องผ่านเมรุเผาศพก่อน พอเดินเลยไปอีกเล็กน้อยจะเป็นกุฏิพระกับหอระฆัง จากนั้นจึงเป็นศาลาการเปรียญที่อยู่ติดกับโบสถ์ เวลาหลวงตาเรียกจึงจำต้องเดินผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ ถ้าเป็นคนอื่นคงนึกหวาดระแวงมิใช่น้อย แต่ไม่ใช่กับนายพัดที่ค่อนข้างคุ้นชิน

หากเมื่อเข้ามาถึงศาลากลับชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาเห็นตำรวจสามนายนั่งพับเพียบตรงหน้าหลวงตา เมฆเงยหน้ามองเขา ขมวดคิ้วเล็กน้อย “น้าพัดเข้าไปสิครับ ประเดี๋ยวหลวงตาก็เอ็ดผมกันพอดีที่ไปตามช้า” เจ้าตัวเผยไต๋ว่าคงแอบเถลไถลก่อนที่จะมาตามเขา

เป็นจังหวะที่หลวงตายืนหันมาพบพอดีจึงกวักมือเรียก “อ้าว...มาพอดีเจ้าพัด”

นายพัดได้สติจึงค่อยเดินฝีเท้าเบา ก่อนยอบกายคลานเข่าเข้าไปหา กราบหลวงตาแล้วหันไปยกมือสวัสดีคนนอกด้วยท่าทางนอบน้อม ไม่วายถามหน้าซื่อ “มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

“ครับ” ตำรวจหนุ่มพยักหน้า เขาชี้ไปที่ห่อผ้าขาวขนาดใหญ่สามห่อ

นายพัดแง้มดูเล็กน้อย ขมวดคิ้ว กล่าวเชิงถาม “โครงกระดูกหรือครับ...ไร้ญาติ?”

นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า “ทางตำรวจเคยได้รับแจ้งว่ามีคนขุดพบโครงกระดูกท้ายสวนของชาวบ้าน นิติเวชได้ตรวจพิสูจน์แล้วพบว่ามีสามร่างที่ถูกฝัง แต่ลักษณะไม่ตรงกับทะเบียนที่แจ้งคนหาย พอพยายามสืบหา” ถอนหายใจ “ไม่มีใครแสดงตัวว่าเป็นญาติ ทั้งทรัพย์สินของผู้ตายก็ระบุตัวตนไม่ได้”

“อาจจะเป็นการฆ่ายกครัวหรือครับ?”

“สันนิษฐานว่าอย่างนั้นครับ แต่ไม่มีผู้ร้องทุกข์” เขาจับหมวกในมือเล็กน้อย “โครงกระดูกของครอบครัวนี้เลยยังถูกเก็บอยู่ที่นิติเวช จนตอนนี้ขาดอายุความแล้วครับ”

“อ้าว แล้วตำรวจที่ทำคดีนี้ไม่เดือดร้อนแย่หรือนั่น” หลวงตายืนถามขึ้น โน้มตัวหยิบแว่นสายตามาสวม

“ลุงแกเสียไปแล้วครับ” นายตำรวจหนุ่มถอนหายใจ “แย่ชะมัด กำลังจะเกษียณแล้วแท้ๆ จู่ๆ ก็หัวใจวายล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำ”

หากเหมือนจะรู้ตัวว่าพูดมากเกินหน้าที่จึงเบี่ยงเข้าประเด็น “นี่แหละครับ ผู้กำกับเลยให้ผมนำส่งโครงกระดูกทั้งสามร่างมาให้หลวงตาทำพิธี”

เจ้าอาวาสพยักหน้ารับรู้ “สวดวันเดียวแล้วเผาเลยไหมล่ะ”

“ท่านบอกจะออกค่าใช้จ่ายให้ ขอให้สวดสักสามวันครับ”

หลวงตาหันมาหาเขา “ทีนี้ก็หน้าที่เอ็งแล้วเจ้าพัด”

นายพัดตอบรับ แต่อดแปลกใจไม่ได้ที่ผู้กำกับคนนั้นดูใจดีเกินเหตุ หากไม่ได้ถามออกไป เพียงเรียกเด็กวัดมาช่วยกันลำเลียงห่อโครงกระดูกทั้งสามออกไปเพื่อที่เขาจะได้ทำความสะอาดแล้วบรรจุใส่โลง เตรียมสวดพรุ่งนี้ กลุ่มนายตำรวจจึงขอตัวลากลับก่อน

อันที่จริงเขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อตั้งแต่แรก หากจำเป็นต้องทำแทนลุงชม ญาติห่างๆ ที่ตอนนี้แกนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งเมื่อตอนเด็กเขายังเคยมาวิ่งเล่นอยู่แถวนี้จึงพอมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง

นายพัดเปิดห่อผ้าแรกออก ร่างนี้เป็นโครงกระดูกขนาดเล็ก เดาว่าเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่น่าจะตัวไล่เลี่ยกับเมฆ หากหัวกะโหลกเป็นรอยแตกร้าวคล้ายถูกของแข็งทุบอย่างแรง แล้วให้นึกสะท้อนใจ ถึงเขาจะเห็นคนตายมามากแต่ก็ไม่นึกว่าผู้กระทำจะโหดร้ายได้ขนาดนี้ ถึงกระนั้นคนที่ตายไปแล้วก็ไม่อาจฟื้นคืน เพียงได้แต่นึกปลงอนิจจัง บรรจุใส่โลงเรียบร้อย และทำความสะอาดโครงกระดูกของสองร่างที่เหลือต่อ จัดการเช่นเดียวกัน

หลังตอกฝาโลงสุดท้ายเสร็จจึงหันไปเก็บอุปกรณ์ที่เหลือลงกล่องเครื่องมืออย่างทะนุถนอม เนื่องจากเป็นของรักของหวงของลุงชม เขายังจำได้ที่เคยมาช่วยงานแล้วโดนเอ็ดเสียยกใหญ่ที่โยนค้อนของแกกระแทกพื้น ลุงเคยบอกว่าอย่าทำลายอุปกรณ์หากินของตัวเองไม่เช่นนั้นจะไม่เจริญ หากเขาไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด และคิดว่าเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น

นายพัดส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก้มเก็บพวกมันต่อ แต่กลับมีความรู้สึกว่าถูกจับจ้อง เมื่อหันไปมอง สุดท้ายจึงถอนหายใจ

เมฆยืนอยู่ตรงนั้น ในตอนแรกเจ้าเด็กซนก้มหน้าหลบสายตา โผล่ศีรษะออกมาจากด้านหลังโลงศพ คล้ายชะโงกหน้ามองเขา

“ไปเล่นซนอะไรมาอีกล่ะ”

เด็กชายส่ายหน้า ยิ้มเผล่ส่งมาให้ “เปล่าครับ”

“โกหกผิดศีลนะ” ขู่คำที่หลวงตาเคยสอนไว้ กวักมือเรียก

“โถ่” เบะปาก สองมือเล็กพยายามซ่อนบางอย่างไว้ด้านหลัง หากไม่อาจรอดพ้นสายตา

นายพัดยื่นมือออกไปตรงหน้าพลางกระดิกนิ้ว “ส่งมา”

เมฆหน้าหมองลง “อย่าเอามันไปเลยนะครับ”

เขาทำหน้าดุใส่ เอ่ยย้ำ “เมฆ”

เบะปากแทบจะร้องไห้ ส่งของให้กับผู้ใหญ่แต่โดยดี

สัปเหร่อจำเป็นตาเบิกกว้าง ชั่วขณะโลกคล้ายหมุนคว้าง กำวัตถุสีดำไว้แน่นด้วยมือสั่นเทา ได้แต่จมจ่อมกับความคิด ไม่นึกว่าจะได้เจอเจ้าสิ่งนี้อีกครั้ง เขาฝังมันไว้แล้ว แต่เจ้าเด็กนี่ก็ยังเก็บมา

อาวุธปืนของเขา!

นายพัดเม้มปาก หน้าเผือดสี “ไปเจอมันได้ยังไง”

เงยหน้ามอง แต่เจ้าเมฆหายไปแล้ว

 

วันที่หนึ่ง

การสวดอภิธรรมศพได้เริ่มขึ้นในช่วงเย็น โลงศพสามโลงถูกตั้งไว้เรียงกัน ไม่มีญาติสักคนมาร่วมงาน เขาแอบซุ่มสังเกตการณ์ ผู้กำกับคนนั้นมาเคารพศพไม่ถึงสิบนาที แล้วพูดคุยกับหลวงตาจากนั้นจึงลากลับไป งานวันนี้จบลงอย่างเงียบเชียบ ขณะที่นายพัดเตรียมเก็บกวาดศาลากลับเห็นเงาร่างใครบางคนหันหน้ามาทางตน

นายพัดหรี่ตามองเพ่งพินิจ แต่ในมุมมืดใต้ไม้ใหญ่กลับเห็นหน้าชายคนนั้นไม่ชัดนัก เขาค้อมตัววางไม้กวาดลงแล้วหันกลับไปมองอีกครั้ง ร่างปริศนาเบี่ยงตัวออกจากเงามืดเล็กน้อย ดวงตานั้นจับจ้องมาที่เขาเช่นกัน ก่อนจะกวักมือเรียกให้เข้าไปหา

แม้เห็นหน้าไม่ชัดนัก แต่ก็น่าจะมีเค้าลางของคนรู้จัก เขาก้าวย่างตรงไป  หากยังคงมีท่าทีระแวดระวัง ฝีเท้าจึงช้ากว่าปกติ เมื่อเผชิญหน้ากัน ชายแปลกหน้าอายุราวห้าสิบยื่นซองน้ำตาลให้เขา นายพัดรับมาเปิดดู กลับพบเงินอยู่ปึกหนึ่ง

“เสี่ยให้เอาเงินส่วนที่เหลือมาให้” น้ำคำเรียบนิ่ง “บอกปิดปากให้สนิท”

“อืม” เขาเพียงรับคำในลำคอ ก่อนสังเกตว่าชายส่งสารไม่ได้มองมาทางเขาแล้ว สายตามองเลยผ่านไปทางด้านหลัง

นายพัดขมวดคิ้ว หันมองตามแต่ไม่พบอะไร เห็นเพียงโลงศพที่ตั้งอยู่ในศาลา รอสวดอภิธรรมในคืนต่อไป “มีอะไรครับ” เขาถาม

“ไม่มี” ตอบเบาคล้ายเสียงกระซิบ แล้วยกมือไหว้ไปทางโลงศพ ชายสูงวัยหน้าซีดเผือดลง เหงื่อไหลลงมาถึงปลายคาง ทั้งที่อากาศในยามค่ำกลับหนาวเย็นเพราะลมพัดผ่านตลอดเวลา

หลังจากคนของเสี่ยศักดิ์กลับไปแล้ว นายพัดเคาะบุหรี่ออกจากซองแล้วยืนสูบอยู่ตรงนั้น ผ่อนคลายอารมณ์เครียดเขม็งเมื่อครู่ พอใกล้หมดก็โยนลงพื้น ใช้ปลายเท้าขยี้ให้ไฟดับ เดินกลับเข้าศาลาหวังเก็บกวาดให้เรียบร้อยจะได้ไปนอนเสียที หากเขาพบว่าไม้กวาดไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้วแต่มันหายไป

“ใครเอาไปเก็บ” พึมพำกับตนเอง ภายหลังจึงพบว่ามันหายไปจริงๆ เมื่อเดินตามหา ได้แต่ถอนหายใจ เปลี่ยนไปเก็บแก้วน้ำดื่มที่ใช้แล้วไปล้าง

เขาลากประตูศาลาปิดค่อนข้างลำบากเมื่อรางเหล็กเริ่มขึ้นสนิม ก่อนคล้องโซ่เส้นใหญ่กับแม่กุญแจ หากด้วยนิสัยขี้ระแวงเป็นทุนเดิม จึงส่องเข้าไปตามช่องประตูที่เริ่มผุ สำรวจว่าตนเก็บเรียบร้อยแน่หรือยัง แต่ในนาทีนั้นกลับเห็นเงาแวบผ่านตัดทางสายตาตนไป นายพัดสะดุ้ง แล้วผงะถอยเล็กน้อย ไม่มั่นใจว่าตนเองตาฝาดหรือไม่ ส่องดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ ส่ายหน้าเมื่อไม่พบอะไร

 

วันที่สอง

ชายสูงวัยยกแก้วโอเลี้ยงมาวางตรงหน้าเขาพร้อมจานปาท่องโก๋ นั่งลงฝั่งตรงข้าม “โอย คนมันดวงซวยแท้ๆ” กล่าวลอยๆ ขึ้นมาเป็นการเริ่มบทสนทนา

“อะไรครับแป๊ะ” นายพัดต่อความ ขมวดคิ้วสงสัยใส่เจ้าของร้านวัยชรา “มาซงมาซวยอะไรแต่เช้าครับ”

“อ้าว นี่ลื้อไม่รู้หรือไง ห่างจากวัดเราไปไม่ถึงสิบกิโล รถมันหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่กลางถนนเมื่อคืนนี้น่ะ” ยกพัดสานมาโบกส่งให้เคราขาวกระพือตามลม “ซวยแท้ๆ ”

“ใครครับ” คราวนี้อยากรู้ขึ้นมาจริงๆ

“อั๊วจะรู้หรือ นู่น ศพยังอยู่ที่โรงพยาบาล” ชี้พัดสานไปทางข้างหน้า “นั่นปะไรออกข่าวเช้าแล้ว”

เขาจ้องมองโทรทัศน์ เห็นภาพผู้เสียชีวิตสีขาวดำในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มุมจอ ส่งให้ขนแขนลุกชัน ร่างกายแข็งค้าง เหตุเพราะนั่นเป็นคนของเสี่ยที่นำส่งเงินมาให้เมื่อวาน ไม่คิดว่าตนจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้คุยด้วย

หากข่าวต่อไปกลับทำให้เขาลุกพรวดขึ้น ผงะถอยจนเก้าอี้ล้มลงกับพื้นเสียงดัง ได้ยินเพียงเสียงแว่วๆ ของอาแป๊ะ ผ่านหู เขาสนเพียงข่าวเช้าตรงหน้า ร่างกายสั่นเทิ้ม

‘เมื่อค่ำวานนี้ นายศักดิ์ เสี่ยใหญ่จากเมืองชุมพร ได้เสียชีวิตลงกะทันหัน ญาติผู้เสียชีวิตได้ให้การว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้นั่งรับประทานอาหารกับตน แต่นายศักดิ์เกิดมีอาการวิตกจริตขึ้นมา กล่าวแต่เพียงว่ามีคนจะเข้ามาทำร้าย จากนั้นจึงมีอาการชักกระตุกเกร็ง ดิ้นรนทุรนทุรายก่อนเสียชีวิตลง สันนิษฐานว่าเกิดจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน’

นายพัดสติเริ่มพร่าเบลอ กระทั่งต้องใช้แขนค้ำยันไว้กับโต๊ะ คนสองคนที่เกี่ยวข้องกันได้เสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งยังมีประวัติที่ไม่ค่อยขาวสะอาดนัก อดนึกถึงท่าทางตื่นกลัวของชายสูงวัยเมื่อคืนวานไม่ได้

จากนั้นภาพที่ฉายในโทรทัศน์จอแก้วเป็นภาพศพของเสี่ยศักดิ์ที่ถูกคลุมห่อด้วยผ้าขาว ซึ่งถูกเบลอภาพไว้บางส่วน หากสายตาของเขากลับสังเกตเห็นไม้กวาดที่ดูไม่สลักสำคัญอะไรอันหนึ่งวางพิงกับกำแพงคล้ายฉากหลัง ขณะที่มูลนิธิกู้ภัยกำลังเคลื่อนย้ายศพออกจากสถานที่เกิดเหตุ เขานิ่งค้างแล้วความรู้สึกบางอย่างกลับถาโถมเข้ามา คล้ายมีเมฆหมอกบางๆ ซึ่งมองไม่เห็นรายล้อมอยู่รอบตัว มันทำให้เขาอึดอัด

ในช่วงเย็นของวันนั้น หลังจากพิธีสวดอภิธรรมของศพไร้ญาติจบลง นายพัดก็เก็บกวาดศาลาตามปกติโดยมีเจ้าเมฆช่วยอีกแรง

“น้าพัด” เสียงเล็กเรียก เขาเพียงขานรับในลำคอ

เป็นเจ้าเมฆซึ่งในมือถือไม้กวาดด้ามยาวเกินตัว เขาผงะเพียงเล็กน้อย ก่อนกลบเกลื่อนอาการนั้นด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว แต่ส่วนหนึ่งก็รู้สึกโล่งอกขึ้นอย่างประหลาด “ไปเอามาจากไหน เมื่อวานหาไม่เจอ”

เมฆยิ้มแหย “ผมเห็นมันวางอยู่ตรงบันไดเมรุเผาศพก็เลยเอามาให้”

พยักหน้ารับ “ช่วยเก็บกวาดก็แล้วกัน น้าจะเอาของไปเก็บ”

เด็กวัดรับคำเสียงใสก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่ง นายพัดจึงหอบหิ้วเครื่องสังฆภัณฑ์นำไปไว้ในห้องเก็บของทางด้านหลัง ล็อกประตูไว้อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันขโมย

เมื่อเดินออกมาเห็นเจ้าเมฆนั่งนิ่งในท่าเงยหน้ามองโลงศพทั้งสาม ร่างกายไม่ไหวติง “เจ้าเมฆ...เมฆ”

นายพัดขมวดคิ้วเมื่อเด็กชายไม่ขานรับ เดินเข้าไปหาหวังเรียกสติ จับบ่าเล็กให้หันมาทางเขา แต่ร่างกายนั้นไม่ขยับเขยื้อน ฉับพลันเขารู้สึกมีลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดปะทะร่างพร้อมกับเจ้าเมฆหันมามองเขาอย่างเชื่องช้า คิดว่าหูตนไม่ฝาดเมื่อได้ยินเสียงกระดูกคอร่างนั้นลั่นก๊อก

เลือดไหลลงมาจากศีรษะของมัน อาบย้อมลงมาถึงปลายคางก่อนหยดลงบนพื้น นั่นทำให้เขาผละมือออก ผงะถอย ภาพรอบตัวคล้ายเปลี่ยนเป็นสีเทาเห็นเพียงเลือดแดงฉานส่งให้ร่างของเขาเย็นเยียบ มันยิ้มให้ หงายฝ่ามือยื่นมาทางเขา

“พัด” มันเรียก

“ผมกวาดเสร็จแล้วครับ น้าพัด” แรงกระตุกชายเสื้ออีกทางทำเขาสะดุ้ง เจ้าเมฆ ‘ตัวจริง’ ยิ้มแฉ่ง ยกมือเกาหัวเมื่อเขาไม่ตอบ

เมื่อสะบัดหน้าไปมองอีกครั้ง นายพัดกลอกตาไปมา วิญญาณเด็กตนนั้นได้หายไปแล้ว!!

 

วันที่สาม

งานศพในช่วงเย็นของวันที่สามไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบง่าย ศพไร้ญาติถูกนำขึ้นสู่เมรุเผาศพ นายพัดมองควันพวยพุ่งออกจากปล่องไฟแล้วได้แต่ปลงอนิจจัง คิดเพียงว่าไม่มีใครหนีความตายพ้น รวย จน มีชื่อเสียง หรือไร้ตัวตนในสังคม ล้วนจบลงในสถานะเดียวกันทั้งสิ้น...ความตาย!!

นายพัดรอจนกระทั่งควันไฟมอดดับลง บรรจุเถ้ากระดูกลงโกฐโลหะรวบรวมเก็บไว้กับอันอื่น มันจบสิ้นแล้วใช่ไหมเขาถามตนเอง เก็บกวาดตามปกติแล้วรีบสวดมนต์ไหว้พระก่อนเข้านอน

เหงื่อของเขาไหล พลิกตัวไปมาอย่างไม่สบายตัว จำต้องปรือตาขึ้นมอง ไม่ทราบว่าไฟดับหรือเปล่าถึงไม่รู้สึกถึงแรงส่งของพัดลม หากศีรษะกลับโขกกับอะไรสักอย่างตอนพยายามลุก ตาเบิกโพลง ตื่นตระหนกเมื่อพบกับกำแพงหกด้านล้อมรอบตนเองในท่านอน เมื่อลองสัมผัสในความมืด กลับพบว่ามันไม่ใช่ปูนอย่างที่คิดแต่ทำมาจากไม้

นายพัดยิ่งดิ้นแรงขึ้น สำนึกรู้ว่าถูกขังอยู่ในโลงศพ เขาพยายามใช้ฝ่ามือกระแทกหวังให้ฝาโลงเปิดออกพร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือ

“ไม่นะ ช่วยด้วย ช่วยผมออกไปที” ภายนอกยังคงเงียบ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงสิ่งมีชีวิต

เมื่ออากาศภายในไม่ถ่ายเท หายใจเริ่มไม่ออกขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อไหลพร้อมกับร่างกายที่เหนียวเหนอะ ใช้แรงกายเฮือกสุดท้ายตะกุยตะกายอย่างอ่อนล้า

หากนาทีนั้น นายพัดได้ยินเสียงกระแทกบนฝาโลง สะดุ้งเมื่อรู้สึกเหมือนมีใครกระโดดขย่มอยู่บนนั้นจนมีเสียงตึงตัง เสียงเงียบไปเพียงครู่แล้วฝาโลงก็แง้มเปิดออกเอง อากาศเย็นลอดเร้นผ่านเข้ามาอาบร่างของเขาเป็นสิ่งแรก

เขานอนนิ่งงัน เงียบเสียง ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่อยู่ด้านบนมันคืออะไร แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ถอนหายใจ จับฝาโลง ดันให้มันเปิดอ้ากว้างออกในที่สุด ขณะเอียงตัวพยายามลุกขึ้นนั่งกลับถูกบางสิ่งรัดเอวเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวง่ายดาย เมื่อหันไปมองกลับพบเด็กชายกอดรัดเขาเอาไว้

เพียงแต่...ศีรษะของเด็กคนนั้นยุบแหว่งไปข้างหนึ่ง โครงกะโหลกแตกร้าวบางส่วนแทงทะลุออกมาพร้อมเศษผมหร็อมแหร็ม ในระยะใกล้เขาเห็นสมองนิ่มเละพร้อมไขมันผสมเลือดเริ่มไหลออกมา กลิ่นคาวคละคลุ้ง

เสียงร้องหวาดผวาไม่อาจเล็ดลอดออกมาจากลำคอ ลนลานแกะแขนนั้นแล้วผลักออกอย่างแรง ผุดลุกแทบกระโดดออกจากโลงศพทั้งที่ขายังสั่น หากเข่าแทบทรุดเมื่อพบว่าตนเองอยู่ในหลุมดินที่สูงเกือบสามเมตร นายพัดพยายามตะเกียกตะกายปีนขึ้นไป แต่ขาเขาอ่อนแรงเกินประกอบกับดินชื้นแฉะหลังฝนตก ทำให้ลื่นไถลลงมานับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายมันกลับสูญเปล่าเมื่อร่างกายสไลด์ลงมาตามดิน เข่าซ้ายไปกระแทกกับหิน เจ็บแปลบลั่นไปถึงกระดูกเมื่ออาการเจ็บเก่าก่อนกำเริบ เรียกเหงื่อเย็นไหลข้างขมับ

กึกๆ

นายพัดชะงัก แผ่นหลังตั้งตรงโดยอัตโนมัติ เสียงของสั่นตึงตังทำให้หันไปมองอย่างหวาดระแวง กลั้นใจเหลือบไปมอง รู้สึกเหมือนร่างกายของตนช่างเชื่องช้า

โลงศพขยับไหวคล้ายมี ‘บางสิ่ง’ ที่อยู่ภายในเขย่ามัน มืออ้วนป้อมเอื้อมขึ้นมาจับโลงศพไว้ ขอบเล็บนั้นดำจากเศษดินพร้อมนิ้วก้อยที่แหว่งหายไป สี่นิ้วทำหน้าที่แทนขา ไต่ออกมา ทำให้เขาเห็นว่ามันมีถึงแค่ข้อมือ

แล้วตัวของเด็กผีหายไปไหน!!

บางสิ่งโอบรัดร่างเขาไว้จากทางด้านหลังอีกครั้ง พร้อมเสียงร้องไห้กระซิกริมหู พยายามสะบัดร่างนั้นออกจนตัวเขาล้มคลุกอยู่กับดินทั้งอย่างนั้น “ปล่อย อย่ายุ่งกับกู อั๊ก...”

นายพัดร้องตะโกน ดิ้นสุดแรง หัวใจเต้นแรงกระหน่ำที่อกซ้าย สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดสั่งให้เขาพยายามจับร่างเด็กผีเพื่อสะบัดออก หากมันได้อันตรธานหายไปแล้ว

ทรุดกายลงนอนราบกับพื้นอย่างอ่อนแรง แหงนเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงนกฝูงหนึ่งร้อง บินเหนือน่านฟ้าเริ่มออกหากิน

 

นายพัดกราบลาหลวงตาพร้อมเก็บกระเป๋าสัมภาระ ขณะเจ้าเมฆนั่งมองเขาตาละห้อย ในเมื่อตอนนี้ลุงชมออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาก็ไม่มีข้ออ้างอะไรที่จะหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ต่อ

“เดินทางดีๆ นะเจ้าพัด” ลุงชมแตะบ่าเขา

ยกมือไหว้ “ลุงก็เหมือนกันนะครับ”

เขาก้าวขึ้นรถประจำทาง มองคนที่มาส่งจนพวกเขาลับสายตาไปเมื่อรถเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง นั่งลงบนเบาะยาว ก่อนเอากระเป๋าเป้วางไว้ข้างตัว หยิบจดหมายในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูสถานที่อีกครั้ง เมื่อเช้ามันถูกสอดลอดใต้ประตูเข้ามาในห้องของเขา มันเป็นนัดหมายให้ไปรับเงินค่าจ้างอีกก้อนเมื่อเขาทำงานสำเร็จจากนายจ้างอีกราย

นายพัดมาถึงสุสานรถในช่วงราวหกโมงเย็น ประตูทางเข้าเป็นโครงเหล็กขึ้นสนิมที่ไม่ได้คล้องโซ่เอาไว้ เขาจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป ทางเดินเป็นถนนแคบๆ ลาดด้วยปูนอย่างหยาบพอให้เดินได้ หากสองข้างทางมีรอยล้อรถหลายขนาดปะปนมั่วซั่วพร้อมกับซากรถเก่าที่ดูไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่ คาดว่าสถานที่นี้คงถูกทิ้งร้างมานาน

นายพัดทรุดตัวลงนั่งท้ายซากรถกระบะเก่าคันหนึ่ง ดูนาฬิกาข้อมือเป็นเวลาเกือบจะทุ่มหนึ่งแล้ว ถอนหายใจพร้อมปาดเหงื่อ หันไปมองโดยรอบ ด้วยอาชีพจึงทำให้ระแวดระวังภัยเป็นพิเศษ ชั่วจังหวะหนึ่งสายตาปะทะเข้ากับชายอีกคนที่ซุ่มอยู่กำลังเล็งปืนมาที่ตน หากช้าไป เขาก้มหลบพร้อมกับเสียงดังก้องจากอาวุธ

“ปัง!!”

“อั๊ก!!”

หัวกระสุนเจาะลงไปที่ต้นแขนซ้าย ขณะที่เขาหลบซ่อนอยู่ท้ายซากรถเก่า เสียงปืนยังดังตามมาอีกสองนัดซ้อน เขากัดฟัน เลือดไหลอย่างรวดเร็วลงมาถึงปลายนิ้ว ชักปืนที่เหน็บไว้ออกมายิงตอบโต้ แต่เหมือนฝ่ายนั้นจะเตรียมตั้งรับไว้ กระสุนจึงถากโดนเพียงกระโปรงรถ พร้อมมันยิงสวนกลับมา

นายพัดก้มหลบอีกครั้ง เผลอใช้แขนซ้ายยันพื้น แล้วความเจ็บก็แล่นลิ่วเข้ามาในโสตประสาต คล้ายความเงียบครอบงำชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองกับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

เขาพยายามตั้งสติไม่ให้ดับวูบ มือขวากำปืนนั้นสั่นเทา ก้มมองใต้ท้องรถ มันไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว หลบไวอย่างกับภูตผี

“เวร” เป็นครั้งแรกที่สบถหยาบ ผิดวิสัยปกติ

แต่แล้วสัมผัสบางอย่างก็ทำให้หันไปมองด้านหลัง เขาชะงัก ปลายกระบอกปืนจ่ออยู่ข้างศีรษะ ฝ่ายนั้นมองมา สีหน้าไม่บ่งบอกอะไรทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่มันทำคือพร้อมเหนี่ยวไกปืนตามสั่ง

เหงื่อไหลลงมาถึงข้างขมับ ตัวสั่นสะท้าน กลืนน้ำลายลงคอ ฝืนใจกล่าว “เคยสงสัยบ้างไหม ทำไมท่านถึงสั่งให้มาเก็บผม”

มันเลิกคิ้วขึ้นข้าง น้ำคำนั้นสุภาพทว่าเยือกเย็น “ขอโทษที แต่นี่เป็นอาชีพของผม”

นายพัดพยักหน้าพอเข้าใจ เขาก็เคยเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ดันรู้มากก็เท่านั้นเอง แล้วตอนนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะต้องเหนี่ยวไก

ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้ ในเมื่อเคยทำลายชีวิตผู้อื่น สักวันก็ต้องถูกทำลาย หัวเราะขมขื่น หลับตาลง หากร่างสั่นสะท้าน น้ำตาไหล ท้องไส้ปั่นป่วนจนปัสสาวะกำลังจะราด สงสารก็เพียงแต่บุพการี

‘ขอโทษครับแม่’

เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว “อโหสิกรรมให้ผมด้วย” มันบอก จากนั้นก็ลั่นไกปืน

“ปัง!!”

นายพัดมองร่างของตนนอนจมกองเลือด โลหิตสาดกระจาย ส่วนหนึ่งค่อยๆ ไหลอาบพื้น

“พ่อครับ” เขาหันไปพบลูกชายที่ไม่เคยเห็นหน้า แม่ และภรรยา “ได้พบกันสักทีนะครับ” เด็กชายสวมกอด พูดอู้อี้ในอ้อมแขนของเขา

วิญญาณของนายพัดไหววูบ เพราะจนป่านนี้ถึงได้รู้ว่าจดหมายของตน มันไม่เคยส่งถึง และวิญญาณของเด็กที่ตามติดเขา ไม่ใช่หนึ่งในสามศพนั้น...แต่เป็นลูกชายของเขาเอง!!

 

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา