โบท็อกซ์คืออะไร แนะนำตำแหน่งที่ฉีดแล้วได้ผลจริง

การดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอเป็นเรื่องสำคัญในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการจัดการกับริ้วรอยและการปรับรูปหน้า ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์เป็นทางเลือกยอดนิยมอันดับต้นๆ ที่หลายคนนึกถึงค่ะ นอกจากนี้หากคุณกำลังมองหาการเติมเต็มร่องลึกหรือปรับโครงสร้างใบหน้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น การเลือกใช้ฟิลเลอร์ควบคู่ไปด้วยก็เป็นทางเลือกที่ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำเพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและอ่อนเยาว์อย่างครอบคลุมที่สุดค่ะ สำหรับใครที่สงสัยว่าโบท็อกซ์คืออะไร และโบท็อกซ์ช่วยอะไรได้บ้าง วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกประเด็นเพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า การฉีดโบท็อกซ์ดีไหมสำหรับคุณค่ะ
Key Takeaways
- โบท็อกซ์ หรือ Botox คือสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ ที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้เรียวสวยอย่างเห็นผลชัดเจน
- การฉีดโบท็อกซ์สามารถทำได้หลายบริเวณ ทั้งลดริ้วรอยที่หน้าผาก หางตา ปรับกรามให้หน้าวีเชฟ รวมถึงลดเหงื่อและกลิ่นกาย
- การเลือกฉีด Botox ควรเลือกใช้ยาแท้ที่ตรวจสอบได้และฉีดโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ไม่แข็งทื่อ
- โบท็อกแต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติและความบริสุทธิ์ต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาในการคงสภาพและการกระจายตัวของยาในชั้นกล้ามเนื้อค่ะ
โบท็อกซ์คืออะไร?
โบท็อกซ์คือชื่อทางการค้าของสาร "โบทูลินัม ท็อกซิน เอ" (Botulinum Toxin Type A) ซึ่งเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดจากแบคทีเรียชื่อว่า Clostridium botulinum ก็คือสารที่เข้าไปออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทเพื่อให้กล้ามเนื้อในบริเวณที่ฉีดเกิดการคลายตัวชั่วคราว การฉีดโบท็อกซ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการลดเลือนริ้วรอยที่เกิดจากการขยับใบหน้า รวมถึงการปรับขนาดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้เล็กลงตามความต้องการของคนไข้ค่ะ
โบท็อกซ์ทำงานอย่างไร
หลักการทำงานของ Botox คือ เมื่อเราทำการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในกล้ามเนื้อ ตัวยาจะไปจับกับปลายประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้น ทำให้เส้นประสาทไม่สามารถส่งสัญญาณสารสื่อประสาท "อะเซทิลโคลีน" (Acetylcholine) ไปยังกล้ามเนื้อได้ ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นหยุดการทำงานหรือทำงานลดลงชั่วคราวค่ะ เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว ผิวหนังด้านบนจึงเรียบตึงขึ้น ริ้วรอยที่มีอยู่จึงจางลง และหากฉีดบริเวณกรามก็จะทำให้กล้ามเนื้อกรามฝ่อเล็กลง ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นนั่นเองค่ะ
ฉีดโบท็อกซ์บริเวณไหนบ้าง ช่วยอะไร?
หลายคนอาจสงสัยว่าการฉีดโบท็อกซ์สามารถทำได้มากกว่าแค่ลดริ้วรอยจริงไหม ซึ่งในปัจจุบันนวัตกรรมทางการแพทย์ช่วยให้เราใช้ Botox ได้หลากหลายจุดดังนี้ค่ะ
ฉีดโบท็อกซ์บริเวณใบหน้า
การปรับรูปหน้าและลดริ้วรอยด้วยการฉีดโบท็อกซ์สามารถทำได้ละเอียดหลายจุด เพื่อผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์และได้สัดส่วนที่สวยงามค่ะ
- โบท็อกซ์หน้าผาก : ช่วยลดรอยยับหรือรอยย่นตามขวางบริเวณหน้าผากที่มักเกิดจากการเลิกคิ้ว ทำให้หน้าดูเรียบตึงและดูสดใสขึ้นค่ะ
- โบท็อกซ์ระหว่างคิ้ว : จัดการริ้วรอยร่องลึกเวลาขมวดคิ้ว ช่วยลดลุคที่ดูดุหรือดูเครียด ให้ใบหน้าดูผ่อนคลายและดูเป็นมิตรมากขึ้นค่ะ
- โบท็อกซ์หางตา (ตีนกา) : แก้ปัญหารอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาเวลาที่ยิ้มหรือหัวเราะ ช่วยให้ดวงตาดูอ่อนเยาว์และไม่ดูแก่กว่าวัยค่ะ
- โบท็อกซ์ยกคิ้ว (Eyebrow Lift) : การฉีด Botox ในเทคนิคที่ถูกต้องสามารถช่วยยกหางคิ้วให้ดูสูงขึ้น แก้ปัญหาคิ้วตกหรือหนังตาตก ทำให้ดวงตาดูเปิดกว้างและดูโฉบเฉี่ยวขึ้นค่ะ
- โบท็อกซ์ลดกราม (Jawline Slimming) : การฉีดโบท็อกซ์บริเวณกล้ามเนื้อแมสเซเทอร์ (Masseter) เพื่อลดขนาดกรามให้เล็กลง เปลี่ยนรูปหน้าให้ดูวีเชฟ (V-Shape) มากขึ้นค่ะ
- โบท็อกซ์ลิฟต์กรอบหน้า (Dermolift) : เทคนิคการฉีดไล่ตามแนวกรามและลำคอเพื่อยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ดูคมชัดและหน้าดูเรียวขึ้นค่ะ
- โบท็อกซ์คาง (Chin Botox) : ช่วยแก้ปัญหาคางบุ๋ม ผิวคางขรุขระเป็นคลื่นเหมือนผิวส้ม และช่วยปรับรูปคางให้ดูยาวเรียวสวยขึ้นค่ะ
- โบท็อกซ์รอยย่นจมูก (Bunny Lines) : ลดรอยย่นสันจมูกที่มักจะปรากฏขึ้นเวลาเรายิ้มหรือขยี้จมูกค่ะ
- โบท็อกซ์ปีกจมูก : ช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงปีกจมูก ทำให้ปีกจมูกดูแคบลงและไม่บานเวลาพูดหรือหัวเราะค่ะ
- โบท็อกซ์มุมปาก (Corner Mouth Lift) : ช่วยยกมุมปากที่ตกให้ดูยิ้มละมุนขึ้น แก้ปัญหาหน้าดูเศร้าหรือดูเหนื่อยล้าค่ะ
- โบท็อกซ์ลดเหงือก (Gummy Smile) : สำหรับผู้ที่มีปัญหาเห็นเหงือกเยอะเวลาพูดยิ้ม การฉีดโบท็อกซ์จุดนี้จะช่วยให้ริมฝีปากบนไม่ยกสูงเกินไปค่ะ
ฉีดโบท็อกซ์บริเวณแขน ขา ลำตัว
นอกจากการปรับรูปหน้าแล้ว การฉีดโบท็อกซ์ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องสัดส่วนและกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี ดังนี้ค่ะ
- ลดน่อง (Calf Reduction) : ช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อน่องที่แข็งหรือใหญ่เกินไปจากการเดินหรือใส่ส้นสูงบ่อยๆ ให้ขาดูเรียวเล็กลงและผิวเรียบเนียนขึ้นค่ะ
- ลดบ่า (Trapezius) : ช่วยให้ช่วงไหล่ดูระหง คอระหงดูยาวขึ้น เหมาะสำหรับเจ้าสาวหรือผู้ที่ต้องการใส่เสื้อผ้าโชว์ไหล่ และยังช่วยบรรเทาอาการปวดตึงจาก Office Syndrome ได้ดีเยี่ยมค่ะ
- ลดต้นแขน : สำหรับผู้ที่มีกล้ามเนื้อแขนค่อนข้างใหญ่หรือดูบึกบึน การฉีดโบท็อกซ์จะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นเล็กลง แขนดูเพรียวบางและมีความเป็นผู้หญิงมากขึ้นค่ะ
- ลดกล้ามเนื้อต้นขา : ในกรณีที่มีกล้ามเนื้อขาด้านหน้าหรือด้านข้างนูนเด่นออกมา การฉีด Botox จะช่วยปรับให้ทรงขาดูตรงและเรียวสวยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
- ลดเหงื่อบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า : สำหรับผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมากจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต การฉีดโบท็อกซ์จะช่วยยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
- กระชับผิวบริเวณหน้าท้อง : ช่วยในเรื่องการยกกระชับผิวหนังที่หย่อนคล้อยเล็กน้อยให้ดูตึงกระชับขึ้น (Micro-botox) สำหรับผู้ที่ต้องการความเป๊ะของรูปร่างค่ะ
- ลดกล้ามเนื้อหลัง (Back Muscles) : ช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อหลังที่ดูหนา ให้แผ่นหลังดูเพรียวบางและมีความนุ่มนวลมากขึ้นค่ะ
ฉีดโบท็อกซ์ตามอาการต่าง ๆ
การฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความสวยความงามเท่านั้นนะคะ แต่ในทางการแพทย์ยังถูกนำมาใช้รักษาอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกายที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยมค่ะ
- ลดเหงื่อและกลิ่นตัว (Hyperhidrosis) : ฉีดบริเวณรักแร้เพื่อระงับการทำงานของต่อมเหงื่อ ช่วยลดปัญหาเหงื่อออกมากเกินไปและลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เสริมความมั่นใจได้นานหลายเดือนค่ะ
- รักษาอาการไมเกรน : การฉีด Botox ในจุดที่กำหนดตามหลักการแพทย์ สามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดหัวไมเกรนเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ
- แก้ปัญหาตากระตุก (Blepharospasm) : ช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่ทำงานผิดปกติหรือกระตุกโดยไม่ตั้งใจ ให้กลับมาทำงานเป็นปกติค่ะ
- รักษาอาการออฟฟิศซินโดรม (Myofascial Pain Syndrome) : การฉีดโบท็อกซ์ช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอที่ตึงตัวสะสม ช่วยบรรเทาอาการปวดร้าวลึก ๆ ได้อย่างตรงจุดค่ะ
- แก้ปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกครึ่งซีก (Hemifacial Spasm) : ช่วยลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อบริเวณแก้มหรือมุมปากที่เกิดขึ้นเอง ทำให้คนไข้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นและลดความกังวลค่ะ
ฉีดโบท็อกซ์แต่ละตำแหน่ง ใช้กี่ยูนิต ?
ปริมาณการใช้โบท็อกซ์ในแต่ละตำแหน่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของกล้ามเนื้อและปัญหาของแต่ละบุคคล โดยเบื้องต้นแพทย์มักแนะนำดังนี้ค่ะ
- โบท็อกซ์หน้าผาก : ประมาณ 10-20 ยูนิต ขึ้นอยู่กับความกว้างของหน้าผากและความลึกของรอยย่นค่ะ
- โบท็อกซ์ระหว่างคิ้ว : ประมาณ 10-25 ยูนิต เนื่องจากเป็นจุดที่กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากจากการขมวดคิ้วค่ะ
- โบท็อกซ์หางตา (ตีนกา) : ประมาณ 10-20 ยูนิต (ข้างละ 5-10 ยูนิต) เพื่อให้ดวงตาดูอ่อนเยาว์แต่ยังขยับยิ้มได้เป็นธรรมชาติค่ะ
- โบท็อกซ์ลดกราม : ประมาณ 40-60 ยูนิต (ข้างละ 20-30 ยูนิต) ขึ้นอยู่กับขนาดของกล้ามเนื้อกรามค่ะ
- โบท็อกซ์ลิฟต์กรอบหน้า : ประมาณ 30-50 ยูนิต เพื่อยกกระชับแนวกรอบหน้าให้คมชัดค่ะ
- โบท็อกซ์คาง : ประมาณ 5-10 ยูนิต เพื่อปรับผิวคางให้เรียบเนียนและดูยาวขึ้นค่ะ
- โบท็อกซ์รอยย่นจมูก (Bunny Lines) : ประมาณ 4-10 ยูนิต ค่ะ
- โบท็อกซ์รักแร้ (ลดเหงื่อ) : ประมาณ 100 ยูนิต (ข้างละ 50 ยูนิต) เพื่อครอบคลุมต่อมเหงื่อทั่วบริเวณค่ะ
- โบท็อกซ์ลดน่อง : ประมาณ 150-200 ยูนิต เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ยาในปริมาณที่สูงเพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงค่ะ
ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม?
การฉีดโบท็อกซ์ถือเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงมาก หากดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้ตัวยาของแท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ค่ะ เนื่องจากตัวยาสามารถสลายตัวไปเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ตกค้างในร่างกาย อย่างไรก็ตามหากฉีดผิดเทคนิคหรือใช้ยาปลอมอาจเกิดอันตรายได้ เช่น หนังตาตก ปากเบี้ยว หรือหน้าแข็งทื่อดูไม่เป็นธรรมชาติได้ ดังนั้นการเลือกคลินิกและแพทย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดค่ะ
ฉีดโบท็อกซ์บริเวณไหนไม่แนะนำ
แม้ว่าการฉีดโบท็อกซ์จะทำได้หลายจุด แต่มีบางจุดที่ควรหลีกเลี่ยงหรือต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น บริเวณรอบปากที่ใกล้กับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดหรือดูดน้ำ เพราะอาจทำให้ปากเบี้ยวหรือดื่มน้ำลำบากค่ะ นอกจากนี้ไม่ควรฉีดในบริเวณที่มีแผลติดเชื้อ หรือบริเวณที่มีผิวหนังอักเสบรุนแรง จนกว่าอาการจะหายดีนะคะ
- บริเวณเหนือคิ้ว (ในระยะที่ใกล้เกินไป) : เนื่องจากการฉีดใกล้คิ้วมากเกินไปจะไปกดกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกคิ้ว ทำให้เกิดอาการคิ้วตก หนังตาตก หรือตาดูเศร้าและลืมตาได้ไม่เต็มที่ค่ะ
- บริเวณใต้ตา (ใกล้ขอบตา) : เนื่องจากผิวบริเวณใต้ตามีความบางมาก หากฉีด Botox เข้าไปใกล้ขอบตาเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ส่งผลให้ตาดูปลิ้นหรือถุงใต้ตาดูชัดขึ้นกว่าเดิมได้ค่ะ
- บริเวณโหนกแก้มและหน้าแก้ม : เนื่องจากเป็นจุดที่มีกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยิ้ม หากฉีดโบท็อกซ์บริเวณนี้ผิดตำแหน่ง จะทำให้ยิ้มไม่สุด ยิ้มแล้วดูแข็งเหมือนปากค้าง หรือหน้าดูแข็งทื่อดูไม่เป็นธรรมชาติค่ะ
- บริเวณร่องแก้ม : เนื่องจากร่องแก้มส่วนใหญ่เกิดจากการหย่อนคล้อยของไขมันหน้าแก้มหรือโครงสร้างกระดูก การฉีดโบท็อกซ์เข้าไปโดยตรงอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา และยังเสี่ยงต่อการทำให้มุมปากตกหรือยิ้มเบี้ยวได้ค่ะ
- บริเวณรอบปาก (ใกล้กล้ามเนื้อการพูด) : หากฉีดผิดจุดจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อที่ใช้ในการขยับปาก ทำให้พูดไม่ชัด ดื่มน้ำแล้วน้ำไหลออกจากปาก หรือทำรูปปากลำบากค่ะ
- บริเวณที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อ : เนื่องจากจะทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดผลแทรกซ้อนรุนแรงตามมา จึงควรต้องรักษาอาการอักเสบให้หายสนิทก่อนทำการฉีดโบท็อกซ์ค่ะ
- บริเวณที่เคยมีประวัติการผ่าตัดและเนื้อเยื่อมีพังผืดมาก : เนื่องจากพังผืดอาจทำให้การกระจายตัวของโบท็อกซ์ไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดูไม่เท่ากันหรือไม่เป็นธรรมชาติค่ะ
โบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดี แต่ละยี่ห้ออยู่ได้นานกี่เดือน
ในตลาดประเทศไทยมีโบท็อกซ์หลายยี่ห้อที่ได้รับความนิยม ซึ่งแต่ละตัวจะมีจุดเด่นและระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป ดังนี้ค่ะ
|
ยี่ห้อโบท็อกซ์ |
สัญชาติ |
ระยะเวลาผลลัพธ์ |
จุดเด่น |
|
Allergan |
สหรัฐอเมริกา |
6-8 เดือน |
เป็นต้นตำรับ มีความบริสุทธิ์สูงมาก ผลลัพธ์แม่นยำ เป็นธรรมชาติ |
|
Xeomin |
เยอรมนี |
4-6 เดือน |
ความบริสุทธิ์สูง 0% impurities ลดโอกาสดื้อโบในอนาคตได้ดี |
|
Dysport |
อังกฤษ |
4-6 เดือน |
ยาแผ่กระจายตัวได้ดี เหมาะกับงานลิฟต์หน้าและฉีดลดเหงื่อ |
|
Nabota |
เกาหลี |
4-6 เดือน |
เห็นผลไว ราคาเข้าถึงง่าย คุณภาพพรีเมียมผ่าน US FDA |
|
Aestox |
เกาหลี |
4-6 เดือน |
ตัวยาอ่อนโยน ให้ลุคที่ดูละมุน ไม่แข็งตึงจนเกินไป |
ข้อห้ามของการฉีดโบท็อกซ์มีอะไรบ้าง
ก่อนตัดสินใจไปฉีดโบท็อกซ์ ควรเช็กตัวเองเบื้องต้นว่าติดข้อห้ามเหล่านี้หรือไม่ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของท่านค่ะ
- สตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและประสาท เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis)
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของสารโบทูลินัม ท็อกซิน หรือแพ้ไข่ขาว (ในบางยี่ห้อ)
- ผู้ที่มีการติดเชื้อของผิวหนังในบริเวณที่จะทำการฉีดค่ะ
ข้อปฏิบัติตัวก่อนและหลังฉีดโบท็อกซ์
เพื่อให้การฉีด Botox ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดโอกาสเกิดรอยเขียวช้ำ ท่านควรเตรียมตัวและดูแลตัวเองตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ค่ะ
ข้อปฏิบัติตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์
- งดยากลุ่มแอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา หรือสารสกัดจากใบแปะก๊วยประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนฉีดค่ะ
- งดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับบริการ
- หากมีโรคประจำตัวหรือแพ้ยา ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบอย่างละเอียดทุกครั้งค่ะ
- ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการด้านความงามอื่นๆ เช่น เลเซอร์ หรือการลอกผิว อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนการฉีด
- หากมีแผลเปิดหรือสิวอักเสบบริเวณที่จะทำการฉีด ควรรอให้ผิวหนังหายเป็นปกติก่อน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- ทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาด ไม่แต่งหน้ามาในวันที่ต้องฉีดโบท็อกซ์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ข้อปฏิบัติตัหลังฉีดโบท็อกซ์
- หลังฉีดทันที ควรบริหารกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเพื่อให้ยากระจายตัวเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดีขึ้นค่ะ
- งดการนอนราบประมาณ 4 ชั่วโมงแรกหลังฉีด เพื่อป้องกันยาไหลไปยังจุดที่ไม่ต้องการ
- งดการเข้าซาวน่า หรือสัมผัสความร้อนจัดบริเวณใบหน้าในช่วง 2 สัปดาห์แรกค่ะ
- หลีกเลี่ยงการนวด กด หรือถูหน้าแรง ๆ ในบริเวณที่เพิ่งฉีดมานะคะ
- ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังฉีดโบ เพราะจะเพิ่มการบวม ช้ำและประสิทธิภาพของโบท็อกซ์
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เป็นประจำ
หลังฉีดโบท็อกซ์กี่วันเห็นผล
ระยะเวลาในการเห็นผลของการฉีดโบท็อกซ์จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงค่ะ หากเป็นการฉีดเพื่อลดริ้วรอย จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงใน 3-7 วัน และเห็นผลชัดเจนที่สุดใน 2 สัปดาห์ค่ะ ส่วนการฉีดเพื่อลดกรามหรือลดน่อง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ จะเริ่มเห็นผลใน 2-4 สัปดาห์ และจะเห็นผลเต็มที่เมื่อผ่านไปประมาณ 1-3 เดือนค่ะ ดังนั้นควรเผื่อเวลาหากต้องใช้หน้าในงานสำคัญนะคะ
อันตรายจากการฉีดโบท็อกซ์ปลอม
การใช้โบท็อกซ์ปลอมหรือยาหิ้วที่ไม่ผ่านการควบคุมอุณหภูมิที่ถูกต้อง เป็นอันตรายอย่างมากค่ะ นอกจากตัวยาอาจจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง การติดเชื้อ หรือที่น่ากลัวที่สุดคือ "อาการดื้อโบ" (Botulinum Toxin Resistance) ซึ่งจะทำให้การฉีดในครั้งต่อๆ ไปไม่ได้ผลอีกเลย ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้อที่ดีแค่ไหนก็ตามค่ะ ดังนั้นควรเลือกฉีดโบท็อกซ์เฉพาะในคลินิกที่ได้มาตรฐานและอนุญาตให้เช็กเลข Serial Number ของกล่องยาได้เท่านั้นค่ะ
สรุปบทความ
โดยสรุปแล้วโบท็อกซ์คือนวัตกรรมความงามที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องริ้วรอยและปรับรูปหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วค่ะ การศึกษาข้อมูลว่าโบท็อกคืออะไร และเลือกยี่ห้อที่เหมาะสมกับตนเองจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ หากท่านต้องการผลลัพธ์ที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของมืออาชีพ
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)
โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์แตกต่างกันอย่างไร?
โบท็อกซ์ใช้เพื่อคลายกล้ามเนื้อลดริ้วรอยจากการขยับหน้า ส่วนฟิลเลอร์ใช้เติมเต็มร่องลึกและเพิ่มวอลลุ่มให้กับผิวที่ฝ่อตัวลงค่ะ
โบท็อกซ์ 100 ยูนิต ฉีดอะไรได้บ้าง?
ปริมาณ 100 ยูนิต สามารถฉีดลดริ้วรอยได้ทั่วหน้าพร้อมกับลดกราม หรือจะเลือกฉีดลดเหงื่อรักแร้ทั้งสองข้างก็ได้ค่ะ
ทำไมฉีดโบท็อกซ์มาแล้วไม่เห็นผล?
อาจเกิดจากปริมาณยูนิตไม่เพียงพอ ตัวยาเสื่อมสภาพจากการเก็บรักษาไม่ดี หรือคนไข้มีภาวะดื้อโบท็อกซ์มาก่อนค่ะ
เริ่มฉีดโบท็อกซ์ได้เมื่ออายุเท่าไหร่?
สามารถเริ่มฉีดโบท็อกซ์ได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดริ้วรอยร่องลึกในอนาคต (Preventative Botox) ค่ะ
โบท็อกซ์สลายภายในกี่เดือน สามารถฉีดสลายได้ไหม?
Botox จะสลายเองตามธรรมชาติใน 4-8 เดือน และไม่สามารถฉีดสลายได้เหมือนฟิลเลอร์ ต้องรอให้ยาหมดฤทธิ์ไปเองค่ะ
โพสตอบ
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเโพสตอบได้
