เทคนิคทำประกันชีวิตให้กลายเป็นเงินออม พร้อมวิธีลดหย่อนภาษี !

wangcassie

ขีดเขียนชั้นมอปลาย (140)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST:200
เมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569 10.40 น.

 



การบริหารจัดการเงินเดือนให้เหลือเก็บและงอกเงยเป็นเป้าหมายสำคัญของคนทำงาน โดยเฉพาะเมื่อถึงช่วงปลายปีที่ต้องเตรียมรับมือกับภาษีเงินได้ การเลือกทำประกันชีวิต จึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะได้สร้างสวัสดิการความคุ้มครองแล้ว ยังช่วยเปลี่ยนรายจ่ายทางภาษีให้กลายเป็นเงินออมสะสมไว้ใช้ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เลือกแบบประกันที่สรรพากรยอมรับ

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้ก่อนเริ่มคือ กรมธรรม์ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และต้องทำกับบริษัทประกันภัยในประเทศไทยเท่านั้น การตัดสินใจทำประกันชีวิตในรูปแบบนี้จะช่วยให้หักลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุดถึง 100,000 บาท ซึ่งหากวางแผนเลือกสัดส่วนเบี้ยประกันให้พอดีกับฐานภาษี ก็เท่ากับว่าได้รับเงินคืนจากรัฐบาลมาสมทบเป็นกำไรจากการออมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้น

 

สะสมทรัพย์ เน้นเงินคืนไว สภาพคล่องสูง

สำหรับกลุ่มที่ต้องการผลตอบแทนระหว่างทางเพื่อนำมาหมุนเวียนหรือใช้เป็นทุนสำรอง ประกันแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด ลักษณะเด่นคือจะมีเงินคืนในรูปแบบเงินปันผลตามรอบปีที่ระบุไว้ และได้รับเงินก้อนใหญ่เมื่อครบกำหนดสัญญา การทำประกันชีวิตแบบนี้เปรียบเสมือนการฝังตุ่มเก็บเงินที่มีวินัยและมีความเสี่ยงต่ำมาก เหมาะสำหรับการออมเพื่อเป้าหมายระยะกลาง เช่น เตรียมดาวน์บ้าน หรือเป็นทุนการศึกษาให้บุตร

 

บำนาญ สร้างกระแสเงินสดวัยเกษียณ

ในทางกลับกัน หากมองข้ามไปถึงวันที่หยุดทำงาน ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) คือฮีโร่ที่จะมาช่วยสร้างความอุ่นใจ การตัดสินใจทำประกันชีวิตประเภทนี้จะเน้นไปที่การจ่ายเงินคืนแบบสม่ำเสมอทุกปีหลังอายุ 55 หรือ 60 ปีไปจนถึงอายุ 85 หรือ 90 ปีตามแต่ละกรมธรรม์ ที่สำคัญคือประกันบำนาญยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้อีกสูงสุดถึง 200,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ไม่เกิน 500,000 บาท) ซึ่งถือเป็นเพดานที่สูงและคุ้มค่ามากสำหรับผู้ที่มีฐานภาษีสูง

 

เปรียบเทียบความคุ้มค่าก่อนเซ็นสัญญา

การจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจ่ายเบี้ยประกัน คือการเปรียบเทียบค่าความคุ้มครองและผลตอบแทน (IRR) ของแต่ละบริษัท การเลือกทำประกันชีวิตไม่ควรมองแค่ยอดเงินที่จะได้คืน แต่ต้องดูว่าแบบประกันนั้นเข้ากับกระแสเงินสดในกระเป๋าหรือไม่ เพราะการออมผ่านประกันเป็นพันธสัญญาการออมระยะยาว หากหยุดส่งกลางคันอาจทำให้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีและยอดเงินออมที่ตั้งใจไว้ การคำนวณสัดส่วนเบี้ยให้ไม่เกิน 10-15% ของรายได้ต่อปีจึงเป็นตัวเลขที่กำลังพอดีและไม่สร้างภาระจนเกินไป

 

ท้ายที่สุดแล้ว การทำประกันชีวิต คือการจัดระเบียบโครงสร้างทางการเงินให้มั่นคง การเลือกสัดส่วนที่ลงตัวระหว่างแบบสะสมทรัพย์และแบบบำนาญจะช่วยให้คนทำงานมีทั้งเงินคืนในวันนี้และเงินบำนาญในวันหน้า พร้อมทั้งประหยัดภาษีไปได้ในเวลาเดียวกัน เปลี่ยนจากการจ่ายภาษีทิ้งเปล่ามาเป็นการสะสมความมั่งคั่งที่จับต้องได้จริงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

โพสตอบ

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเโพสตอบได้

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา