[นิยายแปล] ย้อนลิขิตเขียนรักพระชายาอ๋อง ตอนที่ 9 (24/05/2563)

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST:30
เมื่อ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 20.03 น.

ย้อนลิขิตเขียนรัก พระชายาอ๋อง

 

 

ชาติที่แล้วเขาตกต่ำจนต้องฆ่าตัวตาย ผู้ที่อยู่ข้างกายและยินยอมถูกประหารไปพร้อมกับเขา

คือพระชายาบุรุษที่เขาไม่เคยชายตาแลแม้แต่หนเดียว

หลังจากได้กลับมาเกิดใหม่ เขาตัดสินใจจะใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทะนุถนอม​พระชายาบุรุษของตน

จะเสมอต้นเสมอปลาย​ไม่เหินห่าง จะคอยปกป้องดูแลให้เขามีความสุขตลอดชีวิต

ด้วยเหตุนี้...

 

หากพระชายาเสวย.. ท่านอ๋องก็จะป้อน

หากพระชายาบรรทม.. ท่านอ๋องก็จะกอดไว้

หากพระชายาไปไหน.. ท่านอ๋องก็จะตามไปด้วย

แม้กระทั่งพระชายาเข้าห้องน้ำ.. ท่านอ๋องก็จะเฝ้าไว้

ท่านอ๋องถูกถีบลงจากเตียง พระชายาเกิดโทสะ! 

"ข้าข้ามเวลามาต้องการมีเหล่าหญิงงามรอบกาย ไม่ใช่มาถูกมอมเมาด้วยความรักระหว่างบุรุษเช่นนี้!"

 

 

-----------------



เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :  Hangzhou Jiukuang Network Technology Co., Ltd.

ประพันธ์โดย :  Iris鸢尾 

แปลและเรียบเรียงโดย :  Ramie



         --------------------------------------------

 

https://www.kawebook.com

เว็บอ่านนิยายออนไลน์ นิยายแปล นิยายจีน นิยายญี่ปุ่น นิยายรัก นิยายY แฟนตาซี จำนวนมาก | กวีบุ๊ค

 

แก้ไขครั้งที่ 10 โดย Kawebook เมื่อเมื่อวาน 19.11 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
1 เมื่อ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 20.05 น.

เล่มที่1 บทที่1 โชคชะตาฟ้าลิขิต

 

        ปี1992  ปักกิ่ง ภายนอกวัดหลิงกวาง

         

        โยม...ดวงชะตาชีวิตของโยม...” พระภิกษุรูปหนึ่งสวมจีวรสีส้มอมเหลือง ผู้มีริ้วรอยบนใบหน้าดุจเปลือกส้ม กำลังขมวดคิ้วพิจารณาฝ่ามือขาวเนียนละเอียดข้างหนึ่ง โยม...ในบ้านยังมีคนอื่นอยู่อีกไหม?”

         

        ก็ไม่มีใครแล้วครับ ใครๆ ก็บอกว่าผมดวงชะตาอาภัพต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเกิดมามีแต่จะทำลายคนอื่นเขา พระอาจารย์คิดว่าดวงชะตานี้พอจะมีทางแก้ไหมครับ?”

         

        กู้โยวหนิง อายุ 18 ปี หน้าตางดงามราวกับดอกไม้ เสียก็แต่ 4 ขวบสูญเสียพ่อ 6 ขวบสูญเสียแม่ ส่วนพี่ชายนานๆ จะเจอกันสักครั้ง พอเจอกันทีต้องโชคร้ายไปทีญาติและเพื่อนบ้านต่างพากันเดินอ้อมเพื่อหลีกให้ห่างจากเขา

         

        ดวงชะตาของมนุษย์สวรรค์เป็นผู้กำหนดไว้แล้ว แต่โยมไม่ใช่ดวงอาภัพต้องโดดเดี่ยวอย่างที่ว่าแน่นอน มนุษย์ล้วนเป็นไปตามผลกรรมที่ทำมาแต่ช้านาน โยมไม่ต้องรีบร้อนไป

         

        พอแล้วครับๆ” กู้โยวหนิงชักมือกลับอย่างหมดความอดทน พระอาจารย์อย่าบอกนะครับว่าให้ผมประพฤติตนในศีลธรรม ยึดมั่นคุณธรรม ค้ำจุนผู้อื่นอะไรทำนองนั้น นอกจากคำพวกนี้ท่านพูดอย่างอื่นบ้างได้ไหมครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ผมก็พูดได้เหมือนกัน ถ้าไม่ประพฤติตนในศีลธรรม ยึดมั่นคุณธรรม ค้ำจุนผู้อื่นซะแล้วท่านจะให้ผมหาทางย้อนกลับไปเกิดใหม่เหรอครับ!”

         

        เรื่องนั้นมัน...” พระอาจารย์ขมวดคิ้ว มองพิจารณาใบหน้าของกู้โยวหนิงทันใดนั้นสีหน้าแสดงออกถึงความประหลาดใจ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางแก้ไข ทางแก้ไขจะว่ามีก็มี...”

         

        จริงเหรอครับ?” ดวงตาของกู้โยวหนิงเป็นประกายทันที หลายปีมานี้เขามีแต่โชคร้ายจริงๆ ไม่เคยราบรื่นสักเรื่องเลย ออกตระเวนไหว้พระขอพรมาแทบทุกที่ ถามหาหนทางแก้ไขกับผู้คนมาก็มากมาย นอกจากพวกนักต้มตุ๋นแล้วต่างพากันบอกว่าไม่มีทางแก้ พระภิกษุรูปนี้มีชื่อเสียงโด่งดังสามารถหยั่งรู้ฟ้าดิน เขาจึงไม่รอช้ารีบถามต่อว่า พระอาจารย์ ท่านรีบบอกผมสิครับว่าจะแก้ไขได้ยังไง

         

        โยมมีองค์ประกอบหน้าตาที่ดี คิ้วงาม เดิมทีถือเป็นลักษณะโหงวเฮ้งดีมากแต่ลักษณะโหงวเฮ้งนี้เป็นลักษณะโหงวเฮ้งงดงามเหมือนกับผู้หญิง ทั้งยังเกิดใน*วันหยิน พลังชั่วร้ายถึงเข้าหาได้ง่าย อีกอย่างบิดามารดาก็บุญวาสนาน้อยทำให้โยมขาดคนประคับประคองมาตั้งแต่ยังเล็ก เดิมทีดวงชะตานี้ไม่มีทางจะมีโชคดีได้ แต่...” พระอาจารย์หยุดชะงักเล็กน้อย พูดต่อ แต่ว่าชะตาชีวิตของโยมจะมีผู้สูงศักดิ์อยู่ท่านหนึ่ง ผู้สูงศักดิ์ท่านนี้เป็นบรรพบุรุษผู้มีบุญวาสนาอย่างมากสามารถปกป้องดูแลโยมให้อยู่รอดปลอดภัย และใช้ชีวิตอย่างราบรื่นได้ทั้งชีวิต

         

        ผู้สูงศักดิ์???” ในหัวของกู้โยวหนิงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม มือของเขาที่จับกับมือพระอาจารย์มาครึ่งค่อนวัน ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นคว้าเอามือของพระอาจารย์มากุมไว้ พร้อมกับพูดด้วยความเศร้าโศก พระอาจารย์ครับ ผมดวงไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก คิดว่าชาตินี้คงต้องอาภัพอยู่คนเดียวไปทั้งชีวิต แต่วันนี้พระอาจารย์ก็ได้ทำให้ผมมีความหวังอีกครั้ง ท่านต้องเป็นพ่อแม่ของผมที่กลับชาติมาเกิดแน่ๆ!”

         

        เอ่อ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกโยม โยมพูดเกินไปแล้ว

         

        ไม่เกินไปเลยสักนิดครับ” กู้โยวหนิงจับมือพระอาจารย์ไม่ยอมปล่อย ถามพระอาจารย์ต่ออย่างรีบร้อน “ถ้าอย่างนั้นพระอาจารย์โปรดบอกผมได้ไหมครับ ผู้สูงศักด์เปี่ยมเมตตาของผมตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”

         

        เรื่องนั้น...” พระอาจารย์มีท่าทีลำบากใจ ผ่านไปครู่ใหญ่ตอบกลับว่า “ผู้สูงศักดิ์ท่านนี้...โยมต้องอดใจรอก่อน โชคชะตาจะนำพาให้พบ แต่ไม่นำพาให้แสวงหาผู้สูงศักดิ์ท่านนี้...เป็นถึงเชื้อสายกษัตริย์ตำแหน่งสูง เขาก็กำลังตามหาโยมเหมือนกัน

         

        ……

         

        กู้โยวหนิงเกิดอาการงงงวยไปพักนึง จากนั้นก้มหน้าพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้อย่างไม่พอใจ “ที่พูดมาไม่ต่างอะไรกับไม่พูดเลยสักนิด...

         

        กู้โยวหนิงหันหลังเดินออกมาจากวัด เขาทำความเคารพรูปปั้นพระโพธิสัตว์ในวัดทั้งหมดอีกรอบ ก่อนจะเรียกแท็กซี่กลับบ้าน มีเพียงพระภิกษุรูปนั้นที่ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน คิ้วขมวดเล็กน้อย ใบหน้าดุจผิวเปลือกส้มดูเหมือนจะผ่อนคลายลงยังคงย้ำถามตัวเองไปมาว่า “จริงๆ แล้วดวงชะตามีผู้สูงศักดิ์ที่เหนือกว่าบรรดาผู้สูงศักดิ์ทั้งปวงอยู่แท้ๆ แต่ผู้สูงศักดิ์กลับอยู่ในที่แสนไกล หรือว่าจะต้อง**เทียนว่ายเฟยเซียนมาเจอกัน น่าประหลาดจริงๆ...

         

        กู้โยวหนิงผู้ตามหาความรักที่อยู่ข้ามภพข้ามชาติไม่รู้ตัวเลยสักนิด รู้ก็แต่ว่าถึงยังไงต่อจากนี้ไปเขาก็ยังโชคร้ายเหมือนเดิมและนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

         

        ขณะที่เขานั่งอยู่บนรถเป็นเวลาตอนเย็น เมื่อรถเคลื่อนตัวมาถึงทะเลสาบโฮ้วไห่ แสงอาทิตย์ที่กำลังส่องสะท้อนบนผิวน้ำ ให้ความรู้สึกเงียบสงบในใจจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ ทั้งยังแฝงความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว เขาลงจากรถและยืนข้างทะเลสาบอยู่นานสองนาน สายตาทอดมองโลกที่แสนสวยงามใบนี้ คล้ายต้องการจดจำทุกสิ่งทุกอย่างของที่แห่งนี้ให้ละเอียด กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำ

         

        พี่ชายโทรศัพท์เข้ามาในขณะที่เขากำลังจะกลับบ้านพอดี บอกว่าวันนี้มาหาเขาแต่เขาดันไม่อยู่ ของที่เตรียมมาให้ได้ฝากเอาไว้ที่ป้อมยาม บอกกำชับให้เขาอย่าลืมแวะไปเอาด้วย

         

        กู้โยวหนิงรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ตั้งแต่พ่อกับแม่ด่วนจากไปก็มีพี่ชายเป็นคนคอยดูแลเขามาตลอด จะแย่ก็ตรงที่ตัวเองเกิดมามีดวงพาซวย เขาอยู่กับพี่ชายมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็มีแต่อุปสรรคเข้ามาขัดตลอด พอโตขึ้นทุกครั้งหลังจากเจอกับพี่ทีไร พี่ก็ต้องเจอกับเรื่องโชคร้ายไปอีกหลายวัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรพี่ก็ยังคงรักเขาเหมือนเดิมอยู่ดี

         

        ----

         

        เสี่ยวฮวาคือสุนัขตัวหนึ่ง แต่ไหนแต่ไรมามันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นแค่สุนัขสักนิด พักหลังมานี้เจ้านายของมันอุ้มกระถางดอกไม้กลับมาด้วยกระถางหนึ่ง ทั้งวันเอาแต่นั่งมองเจ้าดอกไม้นั่น เสี่ยวฮวารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถึงชื่อของตัวมันเองจะแปลว่าดอกไม้เหมือนกันก็ตาม ในวันนี้เจ้านายของมันไม่อยู่บ้าน เสี่ยวฮวาคิดว่านี่เป็นโอกาสดี มันจะได้กำจัดเจ้าดอกไม้ที่บังอาจมาแย่งความรักจากเจ้านายของมันเสีย คิดได้อย่างนั้นเสี่ยวฮวากระโดดไปที่หน้าต่าง ประจวบเหมาะกับที่หน้าต่างไม่ได้ปิด มันค่อยๆ ใช้หัวดันเจ้ากระถางดอกไม้ที่แสนน่ารังเกียจออกไปและในที่สุดเจ้าดอกไม้กระถางนั้นก็ได้ร่วงลงไปด้านล่าง

         

        ด้วยเหตุนี้ กระถางดอกไม้จึงหล่นใส่หัวของกู้โยวหนิงที่พึ่งเดินออกจากตึกเพื่อจะไปป้อมยามเข้าอย่างพอดิบพอดี

         

        ……

         

        นาทีที่เผชิญหน้ากับความตาย กู้โยวหนิงรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม เขายังมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันที่ผู้สูงศักดิ์ของตัวเองปรากฏตัว มันน่าเสียดายเกินไป เขายังไม่ได้รู้เลยว่าพี่เอาของอร่อยอะไรมาฝากบ้าง แล้วเขาก็ยังไม่ได้รู้เลยว่าใครที่เกลียดเขาถึงขั้นโยนกระถางดอกไม้ลงมาแบบนี้ แล้วก็...แล้วก็...ทั้งๆ ที่ใกล้จะตายแล้ว เขากลับยิ่งรู้สึกเสียดายมากที่ชาตินี้เกิดมาทั้งทียังไม่เคยความรักด้วยซ้ำ...

         

        ……

         

        กู้โยวหนิงพยายามค้นหาทางออกภายใต้ความมืดมิดที่เข้าปกคลุม ทุกอย่างรอบกายบิดเบี้ยว หมุนเวียนแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วเข้ามาครู่หนึ่ง แต่แล้วสักพักกลับกลายเป็นความเงียบสงัด ในที่สุดเขาก็สามารถลืมตาขึ้นมาได้สักที

         

        สายตาไล่มองรอบกายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโบราณ คล้ายกับเขาได้ย้อนเวลากลับมาในสมัยอดีต หลังจากนั้นพบว่าร่างกายตัวเองหดเล็กลง ถึงมันจะน่าเหลือเชื่อแต่เขาจำเป็นต้องบอกกับตัวเองว่าเขาข้ามเวลากลับมาในอดีตจริงๆ แต่ที่โชคร้ายกว่าคือเขาไม่ได้แค่ย้อนเวลากลับมาในอดีตเท่านั้น นี่มันยิ่งกว่าเรื่องเหลวไหลที่กุขึ้นมาหลอกเด็กซ่ะอีก เพราะยุคสมัยที่เขาข้ามเวลามาไม่เคยปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มไหนมาก่อน

         

         

         

*ตามตำรา10จักรราศีสวรรค์ของจีน วันหยินคือวันที่แสดงถึงสีดำ สตรีเพศ พระจันทร์ สัญลักษณ์ของฝ่ายถูกกระทำและความสงบนิ่ง ตรงข้ามกับวันหยางที่แสดงถึงสีขาว บุรุษเพศ พระอาทิตย์ สัญลักษณ์ของพลังและการเคลื่อนไหว ในปรัชญาโบราณจีนนั้น คือด้านสองด้านที่ตรงข้าม แต่ต่างรักษาสมดุล ของกันและกันไว้

**มีที่มาจากหนังเรื่องเทียนว่ายเฟยเซียน เป็นเรื่องราวความรักของเซียนหญิงเสี่ยวชีกับมนุษย์ธรรมดานามว่าถงหย่วน กฏของสวรรค์ที่ห้ามเซียนกับมนุษย์รักกันทำให้ชาตินี้ไม่อาจสมหวัง ก่อนร่างของเซียนหญิงเสี่ยวชีจะสลายไปได้อธิฐานให้ชาติต่อไปทั้งคู่เกิดมาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา หลังจากที่ผ่านไปหลายพันปี ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็ได้มาเกิดมนุษย์และพบรักกัน ทำให้เรื่องราวความรักที่ข้ามภพ ข้ามชาติได้สมหวังในที่สุด

 

______________________________________________

 

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3088

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

แก้ไขครั้งที่ 1 โดย Kawebook เมื่อ14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.21 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
2 เมื่อ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 19.56 น.

เล่มที่1 บทที่2 ชาติก่อนและชาตินี้

 

        รัชศกเต๋อเซิ่งปีที่27 วันที่2เดือน10 ของรัฐจาว

         

        เหวินอ๋องสร้างคุณงามความดี แต่มีอำนาจเกินควร ฮ่องเต้ไม่อาจปล่อยไว้องค์รัชทายาทรับพระบัญชา นำกำลังทหารเข้าปราบปราม

         

        รัชศกเต๋อเซิ่งปีที่27 วันที่2เดือน10 ของรัฐจาว

         

        หลังจากมรสุมหิมะในเมืองฉางอันผ่านพ้นไป พยับเมฆบดบังทัศนวิสัยจนมืดมนยากจะมองเห็นแสงสว่าง หิมะโปรยปรายตลอดทั้งวันกลับไม่ยอมละลายหายไป ผู้คนต่างกล่าวขานกันว่านั่นเป็นเพราะบรรดานักรบสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อรับดวงวิญญาณของเหวินอ๋องผู้เปรียบดั่ง*กงเฉิงเซินทุ้ย

         

        กู้โยวหนิงวิ่งฝ่าเข้าไปในเหล่าทหาร เบื้องหน้าคือท่านอ๋องผู้เคยสูงส่ง แต่แล้วในวันนี้เวลานี้ กลับตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ แม้ที่ผ่านมาทั้งคู่จะไม่มีไมตรีต่อกัน แต่ในใจกู้โยวหนิงกลับรู้สึกทนไม่ได้

         

        ทั่วหล้ามีผู้ใดไม่รู้กันบ้างว่าเหวินอ๋องฉู่ยวีมีใจซื่อสัตย์ภักดี ชื่อเสียงด้านการรบเลื่องลือ สร้างคุณงามความดีมากมาย แต่สุดท้ายกลับตกต่ำกลายเป็นพระโอรสที่ฮ่องเต้ไม่เมตตา เหล่าพระเชษฐาและพระอนุชาไม่เคารพรัก ฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดาต้องการเบิกทางให้องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์อย่างไร้อุปสรรคในภายหน้า จึงมีพระราชโองการสั่งให้เหวินอ๋องลงมือปลิดชีพตน ถึงจะรู้ว่าการแก่งแย่งชิงดีภายในราชสำนักโหดร้ายถึงเพียงใด แต่เขาไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าจะอำมหิตถึงเพียงนี้

         

        องค์รัชทายาทนำอยู่ด้านหน้าเหล่าทหาร ใบหน้าเย่อหยิ่งย่างเข้าหาเหวินอ๋องผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเบื้องหน้า พร้อมทั้งโยนมีดสั้นลงไปเล่มหนึ่ง “เหวินอ๋องฉู่ยวีปกปิดเบื้องสูง มีใจคิดคดก่อกบฏ ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการให้ปลิดชีพเสีย แต่ข้าผู้เป็นพี่ไม่ใจแข็งพอ เจ้าจงจบสิ้นเรื่องนี้ด้วยตนเองเถิด”

         

        เหวินอ๋องในยามนี้แทบไร้เรี่ยวแรงหายใจ เลือดหลั่งไหลจนเกือบจะแห้งเหือดรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายใช้หอกค้ำยันไว้ไม่ให้ถึงกับล้มลงบนพื้น จากนั้นเงยหน้าขึ้นมององค์รัชทายาทในชุดราชสำนักสีเหลืองหม่น รวมถึงเหล่าอนุชายาของตนที่ตอนนี้ยอมสวามิภักดิ์ เขาได้แต่หัวเราะเยาะให้กับตนเอง

         

        องค์รัชทายาทผู้ที่เกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำมาโดยตลอด ก่อนจะสิ้นลมหายใจยังทำให้เขารู้สึกเกลียดชังมากขึ้นอีก เหล่าอนุชายาของเขาไม่มีนางใดภักดีเลยสักคน องค์รัชทายาทยังไม่ทันประกาศให้ยอมจำนน พวกนางกลับพร้อมใจกันหักหลังเจ้านายเก่า แล้วไปสวามิภักดิ์ต่อองค์รัชทายาทในทันทีทันใด

         

        แต่ก็ช่างเถอะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ผู้ใดจะไม่แสวงหาทางรอดให้กับตนเอง

         

        เหวินอ๋องหลับตาลง ขณะกำลังจะยื่นมือหยิบมีดสั้นขึ้นมาปลิดชีพตน กลับมีร่างหนึ่งวิ่งมาหยุดตรงหน้า คุกเข่าอย่างเรียบร้อยพร้อมก้มศีรษะคำนับแนบไปกับพื้น

         

        “ท่านอ๋อง กระหม่อมมีความผิด”

         

        ท่านอ๋องมีท่าทีงงงวย จ้องมองผู้ที่นั่งคุกเข่าบนพื้นนองไปด้วยเลือดเบื้องหน้าบุรุษสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นั้นงามราวกับแกะสลักออกมาจากหยกชั้นดี

         

        คนผู้นี้คือพระชายาของเขา เพราะต้าจาวเปิดกว้าง ผู้คนสามารถมีภรรยาเป็นบุรุษได้ แต่เนื่องจากฮ่องเต้ต้องการบีบบังคับและควบคุมเขา จึงมีพระราชโองการให้บุตรของอนุภรรยาอัครเสนาบดีฝั่งซ้ายนามกู้โยวหนิงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับตน

         

        “ได้ยินมาว่าพระชายาของเหวินอ๋องรูปโฉมงดงาม ทั้งยังฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก ข้าช่างรู้สึกเสียดายเหลือเกิน หากพระชายายอมสวามิภักดิ์ต่อข้า ก่อนที่เหวินอ๋องจะสิ้นใจไป ข้าจะหารือกับเขาแทนเจ้าเรื่องหนังสือหย่าเอง เจ้าว่าดีหรือไม่”

         

        องค์รัชทายาทกล่าวด้วยน้ำเสียงเริงร่า เหล่าอนุชายาของเหวินอ๋องต่างก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อตน แม้พระชายาจะเป็นบุรุษ แต่เมื่อเหวินอ๋องอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งยังได้ยินมาว่าเหวินอ๋องไม่ได้ดูแลเอาใจใส่พระชายาผู้นี้เสียเท่าใด เพราะเช่นนั้นพระชายาเหวินอ๋องย่อมต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อตนอย่างแน่นอน

         

        ผ่านมากี่ปีแล้ว ในที่สุดก็ถึงเวลานี้ที่ข้ารอคอยมาตลอดเสียที!

         

        หลายปีมานี้แม้จะมีตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่เขากลับถูกความสามารถที่สวรรค์สรรค์สร้างมาให้ของเหวินอ๋องกดขี่ไว้ตลอด แต่ในที่สุดวันนี้เขาก็ได้อยู่เหนือกว่าเสียที

         

        กู้โยวหนิงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเหวินอ๋อง ไม่สนใจคำประกาศให้ยอมจำนนขององค์รัชทายาทสักนิด สายตายังคงจดจ้องเหวินอ๋องเช่นเดิม

         

        “กระหม่อมมีความผิด”

         

        “รัชศกเต๋อเซิ่งปีที่22 ในฤดูใบไม้ผลิ กระหม่อมมั่วโลกีย์กับฮูหยินเหลียนชายารองของท่าน วันนั้นกระหม่อมขาดสติถลำตัวไป กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจ”

         

        องค์รัชทายาทเดิมทีขมวดคิ้วเพราะท่าทีของกู้โยวหนิงในตอนแรก ถึงกับเปล่งเสียงหัวเราะเยาะทันทีหลังจากได้ยินสิ่งที่กู้โยวหนิงกล่าว พระชายาเอกกับชายารองลักลอบได้เสียกัน นี่มันจะไม่ใช่เรื่องน่าตลกขบขันของคนทั่วหล้าได้อย่างไรเล่า

         

        “ข้าทำไม่ดีกับเจ้า เจ้าจะเกลียดข้าย่อมเป็นเรื่องสมควร แต่ในวันนี้ข้าเป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าจำเป็นอะไรยังมา...” ฉู่ยวีไม่อาจกล่าวสิ่งใดต่อ ตั้งแต่พระชายาอภิเษกเข้ามาในจวน เขาไม่เคยถามไถ่หรือชายตาแลเลยสักหน ไม่หนำซ้ำยังให้ชายารองเป็นผู้คอยจัดการดูแลทุกเรื่องภายในจวน หากตอนนี้คนผู้นั้นจะมาเยาะเย้ยถากถางเขาย่อมเป็นเรื่องปกติ

         

        หากในวันนี้จะต้องสิ้นชีพ ขอเพียงชาติหน้าตนไม่ต้องเกิดมาในเชื้อพระวงศ์อีก

         

        กู้โยวหนิงไม่สนใจคำพูดของเหวินอ๋อง ทั้งยังก้มศีรษะคำนับลงกับพื้นอีกครั้งแล้วพูดต่อ “กระหม่อมยังมีความผิด”

         

        “กระหม่อมทราบ ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านอ๋องหาได้มีหนทางรอดไม่กระหม่อมไม่อาจเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว ทว่ากระหม่อมกลัวเจ็บ...” กู้โยวหนิงสะอื้น “กระหม่อมกลัวเจ็บและกลัวสกปรก ทั้งไม่อยากให้พวกเขาเอาดาบเสียบทะลุกาย ด้วยเหตุนี้ก่อนกระหม่อมจะมา กระหม่อมจึงดื่มพิษ**เฮ้อติ่งหงไปขวดหนึ่ง”

         

        ฉู่ยวี “...”

         

        กู้โยวหนิงไม่ยี่หระต่ออาการตกตะลึงของผู้คนรอบข้าง ค่อยๆ สูดลมหายใจกล่าวทั้งน้ำตา “ท่านอ๋อง กระหม่อมรู้สึกผิดต่อท่าน ตั้งแต่ออกมากระหม่อมคิดแล้วว่าแม้กระหม่อมจะกลัวเจ็บกลัวสกปรก แต่ท่านอ๋องผู้เป็นนักรบมาทั้งชีวิต ย่อมต้องไม่กลัวเจ็บ แต่ว่าท่านอ๋องไม่ชอบสกปรกเช่นกัน เหวินอ๋องนักรบผู้หาญกล้าทั้งชีวิตรบชนะข้าศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมไม่อาจสิ้นชีพภายใต้น้ำมือของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว กระหม่อมจึงเตรียมพิษเฮ้อติ่งหงมาให้ท่านอ๋องอีกหนึ่งขวด”

         

        ฉู่ยวี “...”

         

        ในตอนนี้ผู้คนต่างพากันควานหาสติไม่เจอ แม้กระทั่งฉู่ยวีเองก็ตกตะลึงกับคำพูดนั้นเช่นกัน

         

        กู้โยวหนิงร้องไห้อย่างหนัก ก้มศีรษะคำนับลงบนพื้นอีกครั้ง

         

        “แต่ทว่า ท่านอ๋อง ตอนที่กระหม่อมมาได้รีบร้อนจนเกินไป ทำให้หกล้มจนทำขวดยาพิษเฮ้อติ่งหงแตก กระหม่อมมีความผิด แค่ยาพิษขวดเดียวกระหม่อมยังรักษาเอาไว้ไม่ได้”

         

        ……

         

        ฉู่ยวีขมวดคิ้วมองพระชายาความไม่เข้าใจ เพราะเหตุใดพระชายาที่เขาปฏิบัติอย่างเย็นชามาโดยตลอด ในเวลาที่ชีวิตจะต้องดับสูญกลับยินยอมพร้อมใจตายไปกับเขา

         

        กู้โยวหนิงร้องไห้อย่างน่าสงสาร พร้อมทั้งนำชายอาภรณ์เช็ดน้ำตาราวกับเด็กฉู่ยวีจำได้ เมื่อตอนที่พระชายาเข้าพิธีอภิเษกกับตนอายุยังน้อยนัก ตอนนี้คงจะราว 20 ปีได้ เป็นเวลาที่ควรจะปกป้องให้ดีแท้ๆ แต่ตนกลับทำให้คนผู้นี้ต้องมาลำบากเช่นนี้

         

        “เปิ่นหวางถามเจ้า ที่เจ้าหกล้ม เจ็บหรือไม่?” ฉู่ยวีค่อยๆ ไล่เช็ดน้ำตาบนดวงหน้าพระชายา แต่มือที่เปื้อนเลือดสีสดกลับยิ่งทำให้ดวงหน้านั้นเปรอะเปื้อน ฉู่ยวีรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างงดงามเหลือเกิน และดวงหน้าดุจหยกยิ่งแลดูงดงามยิ่งนักเมื่อถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสด งามล้นล่มเมืองเลยทีเดียว

         

        “ข้าไม่เจ็บสักนิด” กู้โยวหนิงค่อยๆ กลืนสิ่งที่มีกลิ่นคาวปนหวานในปากลงไปใบหน้าเริ่มปรากฏร่องรอยยาพิษที่เริ่มออกฤทธื์ เอื้อนเอ่ยอย่างกล้ำกลืนว่า

         

        “ล้มไม่เจ็บแม้แต่นิด แต่พิษเฮ้อติ่งหงที่ดื่มเข้าไป...ทำให้...ทำให้ปวดท้องยิ่งนัก ยังดีที่...ยังดีที่ท่านอ๋องไม่ได้ดื่ม ความเจ็บปวดนี้ทำให้... รู้สึกทรมานเหลือเกินนำดาบมาแทงให้สิ้นตอนนี้ยังดีเสียกว่า หาได้คำนึงว่าจะสกปรกไม่...”

         

        แม้กู้โยวหนิงอายุจะยังน้อยนักแต่กลับมากวาจา ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใดต่อก็กระอักเลือดออกมาและล้มเข้าสู่อ้อมกอดของเหวินอ๋องทันที

         

        เหวินอ๋องประคองร่างที่ยังหลงเหลือความอุ่นไว้ จากนั้นเอ่ยถามคนในอ้อมกอด “โยวหนิง ข้าทำไม่ดีต่อเจ้า ไยเจ้าจึงไม่หาทางรอดให้ตนเอง และยอมสวามิภักดิ์ต่อองค์รัชทายาทเช่นพวกนางเล่า?”

         

        “แม้ท่านจะไม่เคยทำดีกับข้า แต่ท่านก็ไม่เคยพาลใส่ข้าเลยสักครั้ง...” กู้โยวหนิงหอบหายใจครู่หนึ่ง เอ่ยต่อ “แท้จริงแล้ว...แท้จริงแล้วข้าไม่ใช่กู้โยวหนิงของที่นี่ ข้ามาจาก...มาจากอนาคตอันแสนไกล ข้าก็ไม่รู้...ไม่รู้ว่าข้ามาที่นี่ได้อย่างไร แต่ข้าโชคดี ที่่หลายปีมานี้...มีท่านอ๋องคอยคุ้มครอง ข้า...”

         

        ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ กู้โยวหนิงพลันสิ้นลมอยู่ภายในอ้อมกอดของเหวินอ๋อง

         

        เหวินอ๋องค่อยๆ สูดลมหายใจเข้า หางตาที่มีร่องรอยของความเปียกชื้นค่อยๆ หลับลง

         

        เกิดเป็นบุรุษชั่วชีวิตเสียน้ำตาให้เพียงแค่สองสิ่ง

         

        สิ่งแรกคืออาณาประชาราษฎร์ และสิ่งที่สองคือผู้เป็นที่รัก

         

        มือข้างหนึ่งของเหวินอ๋องโอบกอดกู้โยวหนิง

         

        อีกข้างหนึ่งหักหอกยาว แทงเข้าที่ลำคอของตน

         

        พระชายาพูดถูก ข้าคือเหวินอ๋องผู้เป็นนักรบกล้าหาญมาทั้งชีวิต หากต้องตายก็จะไม่ยอมกลายเป็นวิญญาณภายใต้คมดาบของผู้ใด เพียงแต่เขาได้ทำให้คนในอ้อมกอดต้องลำบากเปล่าเสียเเล้ว

         

        ฉู่ยวีใช้แรงเฮือกสุดท้ายโอบกอดกู้โยวหนิงที่เหลือเพียงร่างไร้ลมหายใจแน่น

         

        หากยังมีภพหน้า ข้าจะคอยปกป้องให้เจ้าปลอดภัยและมีความสุขชั่วชีวิต

         

        แต่ถ้าหากภพหน้าไม่มีจริง ก่อนตาย ข้าจะตระกองกอดเจ้าเอาไว้แนบอก

         

        …

         

        ท่ามกลางความมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด ฉู่ยวีรู้สึกราวกับร่างของเขาถูกภูเขาทั้งลูกกดทับเอาไว้ เขาทั้งหายใจไม่ออกและขยับตัวไม่ได้ ขณะที่กำลังมึนงงไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ กลับได้ยินเหมือนเสียงร้องไห้ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท

         

        เป็นเสียงร้องไห้ของสตรี ความกระวนกระวายใจมีมากเป็นทุนเดิม เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้เช่นนี้จึงยิ่งทวีขึ้นอีก แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะร่างกายยังคงไม่อาจขยับเขยื้อน ต่อให้รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ก็ยังไม่อาจไหวติงแม้แต่นิดเดียว

         

        เมื่อเสียงร้องไห้ยิ่งดังขึ้น!

         

        ความกระวนกระวายในใจยิ่งทวีคูณ

         

        ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

         

        แล้วเหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่?

         

        ที่นี่คือที่ใด?

         

        อีกทั้ง…

         

        ข้า...เป็นใคร?

         

        คำถามมากมายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นลอยละล่องไปกับความมืดรอบกาย ไม่มีหนทางอื่นนอกจากฝืนกายพยายามดิ้นรนต่อไป เขาพยายามสุดชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นจากความมืดมิดนี้ แต่ทันทีทันใดนั้นความเจ็บปวดกลับแล่นไปทั่วสรรพางค์กาย พร้อมกับแสงสว่างอันเจิดจ้าที่สาดส่องมา หลังพยายามลืมตาขึ้นพลันพบว่าภายในห้องทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยแสงสว่าง

         

        ฉู่ยวีหอบหายใจอย่างหนัก ภาพเบื้องหน้ายังคงเป็นสีขาวโพลน มีเพียงความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วทั้งร่าง เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น จำได้แค่หลังจากฮ่องเต้ถูกเหล่าขุนนางยุยงว่าเขามีใจคิดคดก่อกบฏ และมีพระราชโองการให้เขาปลิดชีพตนเอง แต่เพราะเขาไม่ยอม จึงนำกองกำลังทหารเข้าต่อต้าน แต่ท้ายที่สุดถูกองค์รัชทายาทนำกำลังทหารเข้าห้อมล้อม

         

        ก่อนที่จะตาย...

         

        ฉู่ยวีดวงตาเบิกกว้างทันใด

         

        กู้โยวหนิง!

         

        ผู้ที่ยินยอมพร้อมใจจะตายไปกับเขา ผู้ที่อยู่เคียงข้างเขาตราบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต คนผู้นั้นอยู่ที่ใด!

         

        ฉู่ยวีลุกพรวดพราด กวาดสายตาไปทั่วทุกทิศเพื่อค้นหาผู้ที่สิ้นใจในอ้อมกอดตน ต่อให้ตัวเขาอยู่ในปรโลก เขาก็จะต้องตามหาคนผู้นั้นให้เจอ เพื่อบอกกับเหล่าผู้เป็นใหญ่ในปรโลกว่า ผู้ที่สมควรถูกจองจำในนรกมีแค่ตนแต่เพียงผู้เดียว กู้โยวหนิงหาได้เกี่ยวข้องอันใดไม่

         

        แต่เมื่อมองไปยังเบื้องหน้ากลับต้องตกตะลึง เขาพบว่าห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยเด็กรับใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนล้วนพากันส่งเสียงร้องไห้ดังระงม ท่ามกลางพวกเขามีสตรีนางหนึ่งสวมชุดกระโปรงสีชมพูยืนเด่น ครั้นนางเห็นเขากำลังพยายามจะลุกขึ้น พลันโผเข้าหาและส่งเสียงร้องไห้ดังกว่าเดิม

         

        “ท่านอ๋อง ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว”

         

        ฉู่ยวีนิ่วหน้ามองดวงหน้าดั่ง***ดอกสาลี่ต้องหยาดฝนตรงหน้าตน สตรีนางนี้คือชายารองของเขา นามถังซู่ยหวิน แม้นางจะเป็นเพียงชายารอง แต่ฐานะในจวนอ๋องแห่งนี้กลับดูสูงส่งกว่าพระชายาเสียอีก เขายกย่องและปฏิบัติต่อนางเยี่ยงชายาเอก แต่ในตอนที่องค์รัชทายาทนำกำลังทหารเข้ากวาดล้างจวนของเขา สตรีที่แลดูอ่อนแอผู้นี้กลับคุกเข่า พร้อมทั้งนำหลักฐานชี้ผิดเขามอบให้องค์รัชทายาทเพื่อขอความชอบให้ตนเอง

         

        ถังซู่ยวิ๋นเดิมทีกำลังร้องห่มร้องไห้ ทันใดนั้นจับสังเกตได้ว่าแววตาที่ฉู่ยวีใช้มองตนเองแปลกไป นับตั้งแต่นางเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องแห่งนี้ แม้ท่านอ๋องจะไม่มีความรักมากล้นอันใดต่อนาง แต่อย่างน้อยท่านอ๋องก็ให้ความสำคัญกับนางมาโดยตลอด ทั้งยังให้คำมั่นกับนางว่าแม้ภายหน้าจะมีพระชายาเข้ามา ท่านอ๋องจะยังให้นางเป็นใหญ่คอยจัดการดูแลเรื่องภายในจวนเช่นเดิม แต่ในวันนี้...

         

        “ท่านอ๋อง...”

         

        นางส่งเสียงเรียกท่านอ๋องแผ่วเบา สายตาจ้องมองฉู่ยวีที่แสดงสีหน้าและท่าทางราวกับรังเกียจตนอย่างไม่เข้าใจ รีบนึกย้อนหาความผิดของตนทันที ท่านอ๋องเข้าร่วมพิธีล่าสัตว์และพลัดตกหลังม้าจนบาดเจ็บหนัก นางคอยเฝ้าดูแลเกือบตลอดทั้งวันไม่ได้ห่างไปไหน แล้วเหตุใดหลังท่านอ๋องฟื้นขึ้นมาถึงจ้องมองนางเช่นนี้

         

        เสียงเรียกอันแผ่วเบาของถังซู่ยหวินทำให้เขาได้สติกลับคืนมา มองไปโดยรอบพบว่าสายตาของทุกคนมองมายังตนด้วยความเป็นห่วง มีทั้งเด็กรับใช้ทั้งหญิงและชาย ท่ามกลางพวกเขายังมีเฉิงกุ้ย ผู้ดูแลจวนที่คอยติดตามเขาตลอดรวมอยู่ด้วย

         

        นี่มันเรื่องอะไรกัน เขาไม่ได้ตายไปแล้วหรือ?

         

        เขารีบยกมือขึ้นคลำรอบลำคออย่างตื่นตระหนก ก่อนตายเขาใช้หอกแทงเข้าบนลำคอตนเอง แต่พอคลำสำรวจจนรอบกลับไม่พบร่องรอยใดๆ! ทันใดนั้นรีบสะบัดผ้าห่มออก ก้มลงมองตนเองที่กำลังสวมอาภรณ์สีดำทอจากผ้าไหมอย่างเหลือเชื่อ

         

        เขายังไม่ตาย!

         

        ฉู่ยวีผลักถังซู่ยหวินออกห่างแล้วรีบร้อนลงจากเตียง ยืนบนพื้นด้วยเท้าเปลือยเปล่าพร้อมจะฝ่าผู้คนออกไปด้านนอก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อร่างกายยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ เดินอย่างทุลักทุเลเพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกเฉิงกุ้ยเข้ามาประคองด้วยความร้อนใจ

         

        “ท่านอ๋อง ท่านจะไปที่ใดขอรับ?”

         

        ฉู่ยวีค่อยๆ หันหน้าไปมองเฉิงกุ้ย ปากพร่ำเพ้อถึงชื่อของคนผู้หนึ่ง

         

        กู้โยวหนิง!

         

        กู้โยวหนิง!!

         

        กู้โยวหนิง!!!

         

        กู้โยวหนิงคือนามของผู้ที่กำลังจะเข้าพิธีอภิเษกมาเป็นพระชายาเอกของเหวินอ๋องนั่นเอง

         

        คนทั้งเมืองฉางอันต่างรู้กันทั่วว่า เหวินอ๋องกำลังจะอภิเษกกับบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายนามกู้โยวหนิง เดิมทีท่านอ๋องรังเกียจเรื่องนี้ยิ่งนัก เป็นถึงนักรบผู้กล้าหาญ สร้างคุณงามความดีแก่บ้านเมืองมากมาย แต่ฮ่องเต้กลับไม่ไว้พระทัย มีพระราชโองการให้อภิเษกพระชายาที่เป็นบุรุษ ถือเป็นเรื่องที่น่าน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ขาดคุณสมบัติในการสืบต่อบัลลังก์ เพราะแม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของเหวินอ๋องเองก็ต้องไร้ซึ่งผู้สืบทอด เหวินอ๋องจะไม่โปรดพระชายาบุรุษผู้นี้ก็นับเป็นเรื่องที่เห็นสมควร แต่เพราะเหตุใดกันเล่า หลังจากฟื้นคืนสติท่านอ๋องหาได้สนใจผู้ใดไม่ กลับเอาแต่พร่ำเพรียกเรียกหาแต่ชื่อของคนผู้นั้น

         

        เฉิงกุ้ยไม่มีเวลาคิดสิ่งใดให้มากความ รีบเอ่ยปลอบเหวินอ๋องที่กำลังกระวนกระวายใจว่า “ท่านอ๋องขอรับ ท่านให้หมอหลวงตรวจอาการเสียก่อน ข้าน้อยจะออกไปรับคุณชายกู้ให้ท่านเอง ดีหรือไม่ขอรับ?”

         

         

         

*กงเฉิงเซินทุ้ย หมายถึงเมื่อทำภารกิจสำเร็จลุล่วงแล้วจึงขอถอนตัวไม่เข้ายุ่งเกี่ยวใดๆอีก มาจากเรื่องราวของเหวินจ่งผู้เป็นขุนนางนักวางแผนการแห่งรัฐเยว่หลังจากที่ร่วมมือกับฟ่านลี่ล้มล้างรัฐอู๋สำเร็จ โกวเจี้ยนได้ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองรัฐเยว่ฟ่านลี่ล่วงรู้ว่าเจ้าแห่งรัฐเยว่นั้นร่วมทุกข์แต่ไม่อาจร่วมสุขได้ ฟ่านลี่จึงตัดสินใจออกจากราชสำนักและรัฐเยว่เพื่อไปซ่อนตัว และเขาได้เขียนจดหมายเตือนเหวินจ่งใจความว่า “ล่ากระต่ายได้แล้วมักฆ่าหมาล่าเนื้อ ปรปักษ์พินาศมักพิฆาตผู้วางแผน” แต่เหวินจ่งกลับคิดว่าตัวเองมีความชอบใหญ่หลวงไม่ฟังคำเตือนจากสหาย หลังจากได้รับจดหมายจากฟ่านลี่ได้อ้างว่าตนเองล้มป่วยไม่อาจเข้าราชสำนัก ขุนนางในราชสำนักต่างพากันยุยงโกวเจี้ยน จนในท้ายที่สุดโกวเจี้ยนได้มอบดาบสั้นให้เหวินจ่งเพื่อใช้ในการปลิดชีพตนเอง

**เฮ้อติ่งหง คือยาพิษในสมัยโบราณที่ได้จากหินที่มีสีแดง ในปัจจุบันเรียกว่าสารหนู

***ดอกสาลี่ต้องหยาดฝนคือสำนวนจีน เปรียบเปรยความงามของสตรี มีที่มาจากท่าทางของหยางกุ้ยเฟยในตอนที่กำลังร้องไห้

______________________________________________

 

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3088

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

แก้ไขครั้งที่ 1 โดย Kawebook เมื่อ14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.21 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
3 เมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 20.29 น.

เล่มที่1 บทที่3  ตามหาข้ามภพ

 

        เฉิงกุ้ยเห็นฉู่ยวี้เอาแต่ลุกๆ นั่งๆ อยู่บนเตียงด้วยอาการกระวนกระวายใจ บนร่างสวมชุดบรรทมสีดำ เท้าเปลือยเปล่า ไหนจะผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงในตอนนี้ จากท่านอ๋องผู้เต็มไปด้วยความสุขุมดุดัน ยามนี้กลับคล้ายเด็กที่กำลังตื่นตระหนกผู้หนึ่ง

 

        เขาต้องคอยกล่าวปลอบฉู่ยวี้อยู่ตลอด พูดจาโน้มน้าวอยู่พักใหญ่กว่าจะทำให้ผู้ที่จะวิ่งเปลือยเท้าไปหาว่าที่พระชายายอมกลับมานั่งลงบนเตียง เฉิงกุ้ยยังคงรับรู้ได้ถึงความกระวนกระวายใจของท่านอ๋องอย่างชัดเจน ครั้นชายารองผู้ที่ได้รับการโปรดปรานมาโดยตลอดจะเข้ามาปรนนิบัติ กลับถูกท่านอ๋องปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไรก็ไม่ยอมให้นางเข้าใกล้แม้แต่นิดเดียว

 

        ฉู่ยวี้หวนนึกถึงวันที่พยับเมฆปกคลุมหนาหิมะโปรยปรายทุกครั้งเมื่อเห็นหน้าถังซู่ยหวิน นึกถึงสีหน้าเย็นชาของนางที่มองมายังตนยามยืนอยู่เบื้องหลังองค์รัชทายาท ตอนนี้เขาต้องการพบกู้โยวหนิงเพียงผู้เดียว ผู้ที่ยินยอมเคียงข้างเขาในยามสุดท้ายของชีวิต และมีเพียงการพบกู้โยวหนิงเท่านั้นถึงจะสามารถทำให้เขารู้สึกสบายใจได้

 

        ผ่านไปครู่ใหญ่ เฉิงกุ้ยเอาแต่พูดจาเยิ่นเย้อเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดี แต่กลับทำให้ฉู่ยวี้ค่อยๆ สงบลง และเริ่มถามไถ่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้นกับข้า?”

 

        เฉิงกุ้ยนิ่งอึ้งครู่หนึ่ง ตอบกลับท่านอ๋องว่า “เมื่อวันก่อนท่านอ๋องพลัดตกหลังม้าระหว่างพิธีล่าสัตว์ หมอหลวงรายงานว่าไม่ได้รับอันตรายใดๆ ท่านอ๋องช่างเป็นผู้ที่มีวาสนายิ่งนักขอรับ”

 

        ฉู่ยวี้ค่อยๆ หลับตาลง เมื่อครั้งออกล่าสัตว์แล้วพลัดตกหลังม้า?

 

        นั่นไม่ใช่รัชศกเต๋อเซิ้งปีที่ยี่สิบในพระราชพิธีล่าสัตว์ของเหล่าเชื้อพระวงศ์งั้นหรือ เขาถูกองค์รัชทายาทลอบทำร้ายจนพลัดตกหลังม้าและเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งยังเป็นปีเดียวกันกับที่เขาต้องเข้าพิธีอภิเษกกับบุตรอนุภรรยาของอัครเสนาบดีฝั่งซ้ายนั่นเอง

 

        หรือว่า!

 

        เขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง? ไม่ใช่ว่าเขาไม่ตาย แต่เป็นการย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง สวรรค์เมตตาให้โอกาสเขากลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

 

        หากในยามนี้คือรัชศกเต๋อเซิ่งปีที่ยี่สิบ ตำแหน่งรัชทายาทเพิ่งจะแต่งตั้งแค่เพียงสองปี ฉู่ยวี้มีตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่ ออกรบจนนำดินแดนซีเซี่ยกลับคืนมา ผลงานด้านการศึกสงครามเป็นที่กล่าวขานโดยทั่ว

 

        แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเพราะความโดดเด่นของเขา ทำให้เขาต้องเข้าร่วมการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนัก กลายเป็นที่เกลียดชังขององค์รัชทายาทและเหล่าองค์ชายทั้งหลาย ในท้ายที่สุดแม้แต่เสด็จพ่อก็ยังไม่ไว้พระทัยเขา สายพระเนตรที่ใช้มองมาล้วนปราศจากความเมตตา

 

        เมื่อนึกถึงยามที่ฮ่องเต้ทรงใช้ความผิดไม่สมเหตุสมผลเรียกคืนอำนาจทางการทหาร สั่งคุมขังเขาไว้ในจวนตลอดชีวิต รวมถึงยามที่ถูกองค์รัชทายาทโยนพระราชโองการสั่งให้ปลิดชีพตนใส่หน้าเขาอย่างหยิ่งผยอง เป็นเหตุให้ฉู่ยวี้ถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเกลียดแค้น

 

        เฉิงกุ้ยมองท่านอ๋องที่คล้ายกำลังสับสน แต่ยังดูโหดเหี้ยมในเวลาเดียวกัน เมื่อเห็นฉู่ยวี้สแยะยิ้มเย็น เฉิงกุ้ยถึงกับกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ในใจเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น ในเวลาไม่กี่ชั่วยามท่านอ๋องกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

 

        ผ่านไปพักใหญ่ ฉู่ยวี้ออกคำสั่งเสียงเยือกเย็น “เปลี่ยนชุด เตรียมม้า ข้าจะออกไปข้างนอก!”

 

        “แต่ว่าท่านอ๋อง...” เฉิงกุ้ยมีท่าทีลำบากใจ “ท่านยังไม่หายดี ท่านควรจะ...”

 

        ฉู่ยวี้มองเฉิงกุ้ยด้วยสายตาดุดันเพียงครู่ “ให้เจ้าไปจัดการก็จงไปจัดการ มามัวพูดพร่ำไร้สาระอะไรอยู่!”

 

        เขารอไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว เขาต้องไปจวนอัครเสนาบดีเพื่อพบกู้โยวหนิง มีเพียงการพบกู้โยวหนิงถึงจะสามารถทำให้เขาวางใจได้ แค่กู้โยวหนิง ... เขามีแค่กู้โยวหนิงผู้เดียวแล้ว

 

        “ขอรับๆ!” เฉิงกุ้ยถูกตวาดจนสติแทบกระเจิง รีบร้อนออกไปเตรียมการตามคำสั่งท่านอ๋องด้วยความหวาดกลัว

 

        ถังซู่ยหวินผู้ยืนอยู่ด้านข้างมานานสองนานเดินออกมาหาเขาด้วยความลังเล จากนั้นเอ่ยเรียกฉู่ยวี้ด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร “ท่านอ๋อง~”

 

        ฉู่ยวี้หลงลืมถังซู่ยหวินไปชั่วขณะ แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายทันทีที่หันไปหานาง “เจ้ากลับไปเสียเถอะ”

 

        “ท่านอ๋อง~” ถังซู่ยหวินไม่ยอมออกไป ร้องไห้ไร้เสียงและกล่าว “ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ทราบว่าทำอะไรผิด หรือมีอะไรทำให้ท่านอ๋องโกรธเคืองหม่อมฉัน?”

 

        ฉู่ยวี้เหลือบมองสตรีที่กำลังหมอบอยู่บนตักตน สตรีผู้นี้ที่เขาปฏิบัติเยี่ยงชายาเอกมาโดยตลอด แม้จะไม่มีความรักลึกซึ้งต่อนาง แต่เขาได้ให้เกียรติและความสำคัญกับนางเสมอ แต่ท้ายที่สุดในตอนที่เขากำลังตกทุกข์ได้ยาก นางกลับรวบรวมหลักฐานที่แสดงถึงความผิดของเขามอบให้องค์รัชทายาทเพื่อขอความดีความชอบ หากทุกคนจะหาหนทางเอาตัวรอดเมื่อยามมีภัยย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่สตรีนางนี้อยู่ข้างกายเขามานานหลายปี ไร้ความจริงใจยังไม่เท่าไหร่ แต่คาดไม่ถึงว่านางจะกล้าลักลอบรวบรวมหลักฐานแสดงความผิดของเขาเช่นนี้ ช่างเสียเปล่าที่มีชีวิตอยู่มา 30 กว่าปีในชาติที่แล้ว เพราะเขากลับมองสตรีผู้นี้ไม่เคยออก

 

        ฉู่ยวี้อดยิ้มเยาะตนเองไม่ได้ เขามองสตรีนางนี้ไม่ออกเพียงผู้เดียวเสียเมื่อไหร่ เพราะไม่ว่าจะใครเขาก็มองไม่เคยออกทั้งนั้น คาดไม่ถึงว่าพระชายาที่เขาไม่เคยสนใจไยดีอะไรจะเป็นผู้อยู่เคียงข้างเขาในเวลาสุดท้ายของชีวิต แต่สตรีที่เขาเฝ้าทะนุถนอมและให้ความเกรงอกเกรงใจกลับกลายเป็นคนที่ทรยศหักหลังเขาเสียเอง

 

        ฉู่ยวี้ไม่เงียบอยู่นาน ท้ายที่สุดปรายตามองถังซู่ยหวินอย่างเฉยชาครู่หนึ่ง “ข้าไม่เป็นอะไร เจ้าจงกลับไปก่อนเถอะ”

 

        ถังซู่ยหวินคล้ายยังอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง นางลุกขึ้นด้วยท่าทางอ่อนโรยแรง ค่อยๆ เช็ดน้ำตาแล้วคำนับฉู่ยวี้ก่อนจะเดินจากไป สตรีนางนี้ฉลาดนัก นางรู้ว่าต้องเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นเหวินอ๋องไม่มีทางมองนางด้วยสายตาอย่างนี้ หรือว่าสตรีนางอื่นในจวนไปพูดถึงเรื่องไม่ดีของนางกับเหวินอ๋อง

 

        ถังซู่ยหวินค่อยๆ ขมวดคิ้ว ในจวนอ๋องแห่งนี้หากนับรวมนางที่เป็นชายารอง มีสตรีทั้งหมดอยู่ห้านาง อีกสามนางเป็นอนุชายา และยังมีสตรีอีกหนึ่งนางที่พำนักอยู่ในจวนเหวินอ๋องชั่วคราว คาดว่าในภายหน้าเหวินอ๋องต้องรับนางเป็นชายารองอีกคนแน่นอน

 

        เหล่าอนุชายาทั้งสามนาง หนึ่งในนั้นเคยเป็นเด็กรับใช้นาง อีกนางหนึ่งคือสตรีนักบรรเลงดนตรีที่ต่างเมืองส่งมา อีกหนึ่งนางมาจากโรงละครเทียนตู พวกนางล้วนไม่มีชาติกำเนิด ไม่มีอำนาจพอจะให้นางต้องรู้สึกเกรงกลัว หรือว่าจะเป็นนางผู้นั้น?

 

        ถังซู่ยหวินหรี่ตาลง นึกได้ว่าสตรีนางนั้นคือบุตรสาวของหลินเจิ้งพาน ผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของเหวินอ๋อง ในตอนที่เหวินอ๋องเพิ่งจะเข้าร่วมกองทัพ หลินเจิ้งพานมีตำแหน่งเป็นแม่ทัพ สำหรับเหวินอ๋อง หลินเจิ้งพานเป็นทั้งอาจารย์และสหาย หลังจากหลินเจิ้งพานสิ้นชีพในสนามรบ เหลือทิ้งไว้แต่บุตรชายและบุตรสาว บุตรชายนามหลินเหลียง หลินเจิ้งพานขอให้เหวินอ๋องรับเข้าไปอยู่ในกองทัพ ส่วนบุตรสาวนามหลินเหลียน หลินเจิ้งพานขอให้เหวินอ๋องรับเข้าจวนมาเลี้ยงดู

 

        หรือจะเป็นนางจริงๆ?

 

        ถังซู่ยหวินคิดวิตกกังวลไปไกลถึงไหนต่อไหน แต่ฉู่ยวี้กลับไม่สนใจสิ่งอื่นใดแม้แต่นิด ตอนนี้เขาไม่มีเวลาสนใจสิ่งอื่น ในหัวคิดเพียงแค่ว่าต้องรีบพบหน้ากู้โยวหนิงให้ได้ ฉู่ยวี้รีบร้อนเปลี่ยนชุดและควบม้ามุ่งหน้าไปยังจวนอัครเสนาบดีทันที

 

        เขาต้องการพบกับกู้โยวหนิงให้เร็วที่สุด หากคนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้

 

        ฉู่ยวี้เหยียบย่ำลงบนแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ แม้ต้องข้ามภพข้ามชาติ เขาก็ต้องตามหาให้เจอ

 

 

 

______________________________________________

 

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3088

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

แก้ไขครั้งที่ 1 โดย Kawebook เมื่อ14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.22 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
4 เมื่อ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 19.39 น.

เล่มที่1 บทที่4 คุณชายกู้โยวหนิง

 

        “เจียนยวี่ เจ้าระวังหน่อย ในนั้นเป็นของมีค่า ถ้าเจ้าทำเสียหายไปซ่ะแล้ว ภายหลังพวกเราจะเอาชีวิตรอดกันได้อย่างไรเล่า” หนุ่มน้อยสวมอาภรณ์ขาวผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่บนสันกำแพง กิ่งของต้นซิ่งข้างกำแพงเกี่ยวกับชายผ้าโปร่งบางของเขา แต่หนุ่มน้อยกลับไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เอื้อมมือมาฉีกชายผ้าให้ขาดออกจากกิ่งไม้ หันไปทางเด็กรับใช้ที่ยังอยู่บนพื้นแล้วยื่นมือไปหา “มา ข้าจะดึงเจ้าขึ้นมาเอง”

 

        “คุณชายห้า... พวกเราจะทำอย่างนี้จริงๆ หรือขอรับ?” เด็กรับใช้กอดห่อผ้าใบใหญ่เอาไว้แนบอก ใบหน้าเกลี้ยงเกลาคล้ายกำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อ “ถูก...ถูกนายท่านจับได้ต้องโดนตีตายเป็นแน่นะขอรับ”

 

        “จะทำอย่างไรได้เล่า หรือว่าเจ้าอยากเห็นข้าออกเรือนไป?” หนุ่มน้อยถลึงตาคู่งามทันที “ข้ากู้โยวหนิงข้ามเวลามาเพื่อพบรักกับเหล่าหญิงงามยุคโบราณ ไม่ใช่มาแต่งงานไปกับองค์ชายงี่เง่าคนไหนทั้งนั้น นั่นกลายเป็นพวกรักร่วมเพศหรืออย่างไร”

 

        ใช่แล้ว คนผู้นี้คือกู้โยวหนิง

 

        วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบ โลกเปลี่ยนแปลงอย่างไม่แน่นอน แต่ละวันผ่านไปอย่างไม่สงบสุขนัก และแล้วตอนนี้เขาก็อายุครบ 16 ปี

 

        หลังจากกู้โยวหนิงถูกกระถางดอกไม้ตกใส่หัวในวันนั้น พอลืมตาตื่นก็มาโผล่ในยุคสมัยที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แถมยังกลายเป็นเด็กอายุหกขวบอีก

 

        เด็กคนนี้รูปร่างหน้าตาเหมือนเขาราวกับแกะ ขนาดชื่อยังชื่อกู้โยวหนิง เขาคือบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาของอัครเสนาบดีและไม่ได้รับความรักใคร่ บิดาของเขาคืออัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย หลังดื่มเหล้าเมามายได้ทำการขืนใจหญิงรับใช้ เพราะอย่างนั้นการเกิดมาของเขาจึงเป็นเรื่องน่าอับอายของบิดา อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายไม่เคยทำดีกับเขาสักครั้ง และแน่นอนว่าเขาก็ไม่คิดจะทำดีกับบิดาแย่ๆ คนนี้เหมือนกัน เป็นแค่คนมักมากในกามอารมณ์ แต่ดันทำเป็นรักมั่นแค่ภรรยาเอก ส่วนภรรยาเอกก็ไม่เห็นจะมีอะไรดี ทั้งขี้ริษยาและเลือดเย็น ถ้าไม่ใช่เพราะเขาฉลาดป่านนี้คงถูกฆ่าตายไปแล้วไม่รู้ตั้งกี่รอบ ตอนนี้คนพวกนั้นจะให้เขาแต่งเข้าจวนเหวินอ๋อง เขาล่ะอยากจะหยิบมีดไปสู้กับคนพวกนั้นให้รู้แล้วรู้รอด ต่อให้ไม่ชอบเขายังไงก็ไม่ควรมีความคิดเอาลูกแท้ๆ โยนเข้าขุมนรกอย่างนี้

 

        เพราะอย่างนั้นเขาจะหนี เมื่อก่อนเคยคิดว่ายังไงเขาก็เป็นบุตรชายของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ถึงจะเป็นแค่ลูกเมียน้อยแต่เขาก็เป็นคนฉลาดพอตัว อนาคตพึ่งบารมีบิดาทำการค้าขายคงไม่เลวเหมือนกัน

 

        แต่น่าเสียดาย เพราะตอนนี้บิดาของเขากับฮูหยินเอกดันบังคับให้เขาออกเรือนกับองค์ชายงี่เง่าที่ไหนก็ไม่รู้

 

        ออกเรือน!!!

 

        นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย เขาเป็นถึงผู้ชายอกสามศอก ต้องการมีภรรยาและเหล่าอนุภรรยาคอยรายล้อม ต้องการพานพบกับหญิงงามอาภรณ์พลิ้วไหวตามสายลมในยุทธภพต่างหาก จะมาออกเรือนได้ยังไง อีกอย่าง...เขารู้ว่าถ้าเขาแต่งไปต้องไม่มีทางใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแน่นอน เป็นถึงท่านอ๋องแต่ต้องอภิเษกพระชายาที่เป็นบุรุษ นี่มันเป็นเรื่องน่าอัดอั้นตันใจขนาดไหนกัน เหวินอ๋องอะไรนั่นต้องคอยข่มเหงรังแกเขาแน่ๆ หลังจากประตูของตำหนักใหญ่ปิดลง ก็จงรอโดนคนพวกนั้นครอบงำได้เลย จะตายยังไงก็ยังไม่รู้ และที่สำคัญกว่านั้น ความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะมีเหล่าหญิงงามรายล้อมของเขาล่ะ จะทำยังไง?

 

        เพราะอย่างนั้นเขายิ่งจำเป็นต้องหนี ท่านพ่อผู้เป็นอัครเสนาบดีเอย ท่านอ๋องผู้เป็นว่าที่สามีอะไรก็ตาม ข้าต้องขอโทษด้วยจริงๆ ไปให้พ้นข้าเถอะ คุณชายอย่างข้าจะขอออกไปท่องยุทธภพก่อนก็แล้วกัน

 

        ใบหน้าเรียวงามได้รูปของกู้โยวหนิงแสดงให้เห็นถึงความแน่วแน่ จากนั้นหันไปร้องบอกเจียนยวี่ “เร็วๆ หน่อย ตอนนี้ต้องรีบออกไป ซื้อรถม้าสักคัน รอฟ้ามืดก็ออกจากเมืองได้แล้ว”

 

        เจียนยวี่หมดหนทาง สะพายห่อผ้าไว้ด้านหลังแล้วปีนกำแพงขึ้นไป ตนติดตามกู้โยวหนิงมาตั้งแต่ยังเล็ก ย่อมรู้ดีว่าคนผู้นี้ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก อยู่ในจวนอัครเสนาบดีเป็นเพียงบุตรที่ไม่ได้รับความสำคัญอะไร แต่เขากลับไม่สนใจและใช้ชีวิตตามแบบของตัวเองอย่างสง่างาม

 

        เจียนยวี่ถอนหายใจ แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่แท้จริงแล้วน่าสงสารยิ่งนัก ผู้ที่สง่างามราวกับเทพเซียนเช่นนี้กลับถูกบีบบังคับให้เข้าพิธีอภิเษกกับท่านอ๋องที่โปรดสตรี นับแต่นี้ไปจำต้องเผชิญหน้ากับเรื่องจุกจิกภายในจวนอ๋อง แค่นึกก็คับแค้นใจเต็มทน

 

        “เร็วๆ เข้า คุณชายห้าอยู่บนกำแพง กำลังจะหนีไปแล้ว เร็ว เร็วเข้า!”

 

        กู้โยวหนิงกับเจียนยวี่กำลังจะกระโดดลงไปข้างล่าง ทันใดนั้นมีเสียงคนรับใช้ของจวนดังขึ้น ทั้งคู่หันไปสบตากันด้วยใบหน้าซีดเซียว

 

        กู้โยวหนิงได้สติก่อน ตะโกนดังลั่นว่า “รีบกระโดดลงไปข้างล่างเร็วเข้า!”

 

        เจียนยวี่ไม่มีเวลาคิดอะไรให้มากสิ่ง ก้มหน้าก้มตาตั้งใจจะกระโดดลงไปข้างล่าง แต่เขากลับต้องตกตะลึงและนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เพราะนอกกำแพงเต็มไปด้วยคนรับใช้ของจวนที่ล้อมรอบพวกเขาไว้หมดแล้ว

 

        เจียนยวี่ร้องไห้ทันใด หันหน้าไปหากู้โยวหนิง กู้โยวหนิงเห็นผู้คนด้านนอกเช่นกัน คิ้วงามขมวดเป็นปม นิ้วมือขาวหมดจดจับยึดสันกำแพงแน่น

 

        “มารดามันเถอะ ให้คนมาจับตาดูข้าไว้ก่อนแล้ว นี่มัน...”

 

 

______________________________________________

 

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3088

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

แก้ไขครั้งที่ 1 โดย Kawebook เมื่อ14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 19.40 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
5 เมื่อ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 18.38 น.

 เล่มที่1 บทที่5 แม่นางชิงซวง

 

        บรรยากาศภายในจวนอัครเสนาบดีเต็มไปด้วยความกดดัน

 

        กู้โยวหนิงนั่งแผ่นหลังเหยียดตรงอยู่กลางห้องโถง เมื่อเทียบกับเจียนยวี่ที่ตัวสั่นระริกอยู่ด้านข้างช่างต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

        กู้ถิงจ้องมองบุตรคนเล็กของตน พลางบีบนวดระหว่างคิ้ว “เจ้าคิดจะหนี?”

 

        “ขอรับ” กู้โยวหนิงตอบเสียงใสกังวานอย่างไม่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่อย่างใด

 

        กู้ถิงฉวยเอาจอกน้ำชาบนโต๊ะเขวี้ยงลงบนพื้นอย่างแรง จอกน้ำชาจอกนั้นพลันแตกกระจายอยู่หน้ากู้โยวหนิงอย่างพอดิบพอดี

 

        “เจ้ารู้หรือไม่ ถ้าหากว่าเจ้าหนีไปเสียแล้ว ผู้คนในจวนร้อยกว่าคนจะมีชีวิตรอดกันได้อย่างไร?”

 

        “ข้าไม่อยากออกเรือน!”

 

        “นี่ใช่เรื่องที่เจ้าเลือกได้หรือ? เมื่อมีพระราชโองการออกมาแล้ว เจ้ามีหัวสักกี่หัวพอที่จะขัดขืนพระราชโองการได้?”

 

        พระราชโองการ?

 

        ช่างน่าขำจริงๆ เดิมทีผู้ที่ราชสำนักเลือกมาคือบุตรชายลำดับที่สองที่เกิดจากฮูหยินของกู้ถิง แต่เพราะพวกเขาทำใจไม่ได้ถึงได้เปลี่ยนเป็นสละเขาให้ไปแต่งแทน

 

        กู้โยวหนิงเม้มริมฝีปาก เงยหน้าขึ้นมองกู้ถิงด้วยแววตาแฝงความเย็นยะเยือก จากนั้นแค่นหัวเราะเสียงเย็นตอบกลับไปว่า

 

        “ชีวิตของผู้คนในจวนแห่งนี้ร้อยกว่าชีวิตล้วนขึ้นอยู่กับข้า หากข้าไม่รักชีวิตต่ำต้อยคิดจะขัดขืน อย่างมากก็แค่ให้คนในจวนนี้ตายไปพร้อมข้า เพราะชั่วชีวิตนี้ข้าก็สุดจะทนแล้วเหมือนกัน!”

 

        “เจ้าๆ...เจ้าคนอกตัญญู!”

 

        กู้ถิงเอามือกุมอกเพราะเมื่อครู่ถูกยั่วโมโหจนรู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อย ฮูหยินแซ่หลี่ของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายรีบเข้ามาประคองเขาไว้ เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ท่านพี่ ท่านต้องรักษาสุขภาพของท่านเป็นหลัก กู้โยวหนิงอายุยังน้อยไม่รู้ความ คาดว่าต้องมีบ่าวไพร่ยุยงเป็นแน่”

 

        กล่าวจบส่งยิ้มเย็นยะเยือกไปทางเจียนยวี่ ผู้ที่ยามนี้ตื่นกลัวจนแทบสิ้นชีวิต “เฟิงเจียนยวี่ อยู่ข้างกายเจ้านายแต่กลับไม่ค่อยปรนนิบัติรับใช้ให้ดี โยวหนิงต้องการจะหนีไป ต้องเป็นเพราะเจ้ายุยงเป็นแน่ ใครก็ได้เข้ามาลากตัวออกไปสั่งสอนให้สาสม!”

 

        กู้โยวหนิงเปลี่ยนสีหน้าทันที ฮูหยินแซ่หลี่มองเขาเป็นสิ่งขวางหูขวางตามาตั้งแต่ยังเด็ก ต้องการให้เขาอภิเษกกับเหวินอ๋องก็เป็นความคิดของนาง ในตอนนี้ทำอะไรเขาไม่ได้เลยจะไปลงมือกับเจียนยวี่ กู้โยวหนิงมองไปยังเจียนยวี่ที่ตอนนี้ราวกับแขนขาไร้เรี่ยวแรงและกำลังถูกลากออกไป

 

        “ใครกล้า!” กู้โยวหนิงลุกขึ้นถีบเด็กรับใช้ที่กำลังจะลากเจียนยวี่ออกไป จากนั้นดึงเจียนยวี่กลับเข้ามาหาตัวเอง “ข้าจะดูว่าใครมันกล้าทำอะไรเขา!”

 

        ฮูหยินแซ่หลี่โมโห ประกายแสงวูบผ่านนัยน์ตา “โยวหนิง เจ้าจะทำอะไร นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะปกป้องเด็กรับใช้?”

 

        “เหอะๆ...” กู้โยวหนิงหัวเราะ พูดด้วยความรันทดว่า “จวนอัครเสนาบดีใหญ่โตขนาดนี้ นอกจากเด็กรับใช้ที่คอยพึ่งพาอาศัยกัน ข้าจะยังมีผู้ใดอีก หากข้าไม่ปกป้องเขา แล้วใครจะปกป้องเขา!”

 

        กู้ถิงมองบุตรคนสุดท้องที่กำลังยืนอยู่กลางโถง เจ้าของร่างผอมบางทำให้ตนรู้สึกสงสารจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก ไหนจะมือคู่นั้นที่กำลังสั่นระริก เขาจึงเอ่ยขัดฮูหยินแซ่หลี่ทันใด “ขอแค่เพียงเจ้าเชื่อฟังและเข้าพิธีอภิเษก ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจจะทำอะไรเจ้าได้ อนาคตต่อให้เจ้าจะรับราชการใดๆ ก็คงเป็นได้เพียงข้าราชการยศต่ำ แต่ถ้าเจ้ายอมอภิเษกย่อมหมายความว่าเจ้าจะเป็นถึงพระชายาเหวินอ๋อง...”

 

        “หึๆๆ...” กูถิงยังไม่ทันได้กล่าวจบ กลางห้องโถงกลับมีเสียงหัวเราะเยาะของสตรีผู้หนึ่งในชุดกระโปรงสีม่วง “พระชายา*ชินอ๋องผู้เป็นขุนนางขั้นหนึ่ง เหตุใดบุตรอนุผู้มีฐานะต่ำต้อยผู้นี้ถึงได้ตำแหน่งนี้มาอย่างง่ายดายนัก?”

 

        “เจ้าหุบปาก!” ฮูหยินแซ่หลี่ตวาดเสียงต่ำ

 

        สตรีผู้นี้คือพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของกู้โยวหนิง นามกู้ชิงซวง นางต่างจากสตรีอื่นๆ ที่ดูอ่อนแอและไม่เด็ดขาด ถึงแม้จะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่เพราะพวกเขาเป็นชายและหญิง กู้โยวหนิงถึงไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับนางมากเท่าไหร่ แต่นึกไม่ถึงว่าท่านพี่ผู้ไม่ค่อยจะมีปากมีเสียงอะไร ยามนี้กลับกล้าออกหน้าแทนเขา

 

        แม่นางชิงซวงไม่สนใจคำตำหนิของฮูหยินแซ่หลี่ กล่าวต่อด้วยท่าทีเอ้อระเหยว่า “ท่านโปรดอย่าได้โกรธเคืองข้าไปเลย ที่ชิงซวงกล่าวมาแต่ละประโยคล้วนแต่เป็นความจริง ถ้าหากว่าน้องห้าได้ขึ้นเป็นพระชายาของเหวินอ๋อง เขาก็จะมียศเป็นพระชายาอ๋องขั้นหนึ่ง ได้รับการจารึกในบันทึกประวัติศาสตร์และศาลบรรพชนอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงเวลานั้นยามพบหน้ากันพวกท่านยังต้องทำความเคารพเสียอีก”

 

        สิ่งที่กู้ชิงซวงกล่าวนอกจากจะเป็นความจริง ยังเป็นสิ่งที่ฮูหยินแซ่หลี่รวมถึงกู้ถิงกังวลมาโดยตลอด ตั้งแต่เล็กจนโตพวกเขาปฏิบัติอย่างไรต่อบุตรอนุ พวกเขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ หากภายหน้ากลายเป็นพระชายาเหวินอ๋อง ไม่ได้รับการโปรดปรานและถูกบังคับให้อยู่แต่ในตำหนัก ปีหนึ่งต้องพบหน้ากันไม่กี่หนยังถือว่าดีไป แต่ถ้าเป็นที่โปรดปรานขึ้นมา เกรงว่าพวกตนจะต้องลำบากเสียแล้ว เพราะนอกจากเหวินอ๋องจะมีบรรดาศักดิ์เป็นชินอ๋อง ยังได้รับการแต่งตั้งยศเป็นผู้บังคับบัญชาการกองทัพทั้งหกของรัฐจาว แม้ยามนี้จะมีพระราชโองการให้อภิเษกพระชายาบุรุษ ไร้ซึ่งคุณสมบัติสืบทอดราชบัลลังก์ ทว่าจากอดีตถึงปัจจุบัน มีฮ่องเต้หลายพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์หลังนำกองทัพรบชนะกลับมา ยิ่งไปกว่านั้นเหวินอ๋องยังเป็นถึงองค์ชายที่มีเชื้อสายของฮ่องเต้

 

        กู้ถิงได้แต่ถอนหายใจ บุตรคนเล็กของเขาใฝ่รู้ใฝ่เรียน เดินในทางสายกลางไม่คิดจะแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด ทว่ายามนี้องค์รัชทายาทอภิเษกกับบุตรสาวฮูหยินเอกของอัครเสนาบดีฝ่ายขวา อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาต่างฝ่ายต่างคอยควบคุมซึ่งกันไว้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ฮ่องเต้มีพระราชโองการให้บุตรชายของตนอภิเษกกับเหวินอ๋องเช่นนี้ เกรงว่ากำลังจะเตือนอะไรบางอย่างเป็นแน่ ภายหน้าไม่ว่าจะองค์รัชทายาท หรือองค์ชายพระองค์ใดขึ้นครองราชย์ เขาเป็นพ่อตาเหวินอ๋องจะมีทางรอดหรือ ดังนั้นเขาจำต้องยอมเสียสละบุตรอนุผู้นี้ เพื่อแสดงจุดยืนว่าตนไม่เข้าร่วมการแก่งแย่งชิงดีในอำนาจใดๆ และมีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่จะสามารถปกป้องตระกูลกู้ไว้ได้

 

        กู้โยวหนิงเดินออกมาจากโถงใหญ่เพื่อขวางทางของลูกพี่ลูกน้องหญิงเอาไว้ จากนั้นกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านพี่มากที่เมื่อครู่ออกรับหน้าแทนโยวหนิง!”

 

        กู้ชิงซวงอายุ 17 ปี อยู่ในวัยที่ความงามดุจหยกบริสุทธิ์กำลังปรากฏให้เห็นอยู่ไม่น้อยส่วน เส้นผมที่ยาวสลวยราวกับม่านน้ำปักไว้ด้วยปิ่นหยก ใบหน้าแต่งเติมอย่างเบาบางและชุดกระโปรงสีม่วงที่ดูเรียบง่าย ทำให้นางดูงามบริสุทธิ์ดุจหยกขาวที่ไร้การแปดเปื้อนจากมลทินใดๆ

 

        กู้ชิงซวงเงยหน้าขึ้นมองกู้โยวหนิง นางมักจะให้ความสนใจกับน้องชายที่ไร้ตัวตนในจวนนี้อยู่ไม่น้อยหน ทั้งยังทราบดีว่ากู้โยวหนิงงามล้ำเหนือผู้คนเช่นไร ทว่าหลายปีมานี้ใบหน้าที่แสนงดงามกลับมีเพียงความเย็นชาและรอยยิ้มเย้ยหยัน ผู้ที่สามารถทำให้เขายิ้มออกมาจากใจมีเพียงเด็กรับใช้ข้างกายเขาผู้เดียว ยามนี้นางกลับต้องถอดถอนหายใจขณะเผชิญหน้ากับรอยยิ้มตรึงใจผู้คน จากนั้นจูงกู้โยวหนิงไปยังศาลาเงียบสงบละแวกนั้น

 

        “ตอนนี้ข้าสามารถพูดเพื่อเจ้าแค่เท่านี้ อย่างน้อยก็ให้พวกเขารู้สึกเกรงกลัวสักนิด ขนาดเจ้ากำลังจะจากพวกเขาไป ยังต้องมาถูกพวกเขาข่มเหงอีก ชีวิตช่างขมขื่นอะไรเช่นนี้ ท่านลุงก็ช่างโง่เขลาเสียจริง เด็กฉลาดหลักแหลมเช่นเจ้า อย่าว่าแต่ตระกูลกู้ในยามนี้ ต่อให้ย้อนขึ้นไปอีกสามชั่วอายุคนก็หาแบบเจ้าไม่ได้”

 

        กู้ชิงซวงกล่าวด้วยความไม่พอใจ ท้ายที่สุดถอนหายใจ กล่าวต่ออย่างช่วยไม่ได้ “แต่เจ้าก็ไม่ต้องกลัวไป เรื่องมาถึงขั้นนี้ เหวินอ๋องต้องข่มเหงเจ้าเป็นแน่ แต่ข้าได้ยินมาว่าเหวินอ๋องเป็นผู้ปฏิบัติตนอยู่ในครรลองครองธรรม เข้าจวนอ๋องไปอย่างแรกที่ต้องทำคือดูแลตนให้ดี ไม่มีเรื่องสำคัญก็อย่าได้เข้าใกล้เขาเป็นพอ หากอนุชายาในจวนอ๋องมาหาเรื่องเจ้า เจ้าก็อย่าตอบโต้จนเป็นเรื่องใหญ่ สตรีเหล่านั้นหาเรื่องเจ้าเพียงครั้งสองครั้ง เมื่อเห็นว่าเจ้าไม่แก่งแย่งชิงดีกับพวกนาง เดี๋ยวพวกนางก็จะเลิกราไปเอง”

 

        ชิงซวงกล่าวไปถอนหายใจไป “สงสารก็แต่ผู้ที่อนาคตไกลเช่นเจ้า ต่อจากนี้กลับต้องโดนกักไว้ภายในตำหนักใหญ่ แต่พรุ่งนี้ข้าจะไปเลือกหญิงงามสักนางสองนางด้วยตนเอง ข้าจะส่งพวกนางไปกับทรัพย์สินออกเรือนของเจ้าที่ต้องนำไปจวนอ๋อง เจ้าชอบพอแม่นางอันดับหนึ่งของหอชุนเฟิงใช่หรือไม่ เช่นนั้นแล้วจงไปซื้อตัวนางออกมา พี่มีหนทางจะนำนางส่งไปกับทรัพย์สินออกเรือน ในตำหนักใหญ่กว่าจะผ่านพ้นไปแต่ละวันช่างเดียวดายนัก หากมีพวกนางเจ้าจะได้ผ่านมันไปอย่างมีความสุขขึ้นสักนิด แต่มีหนึ่งสิ่งที่เจ้าต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เจ้าเป็นคนฉลาดย่อมรู้ดีว่าข้าหมายถึงสิ่งใด”

 

        กู้โยวหนิงซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก มารดาของเขาจากโลกนี้ไปตั้งแต่เขายังไม่ข้ามเวลามา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีเพียงเจียนยวี่คอยอยู่เคียงข้างกาย นึกไม่ถึงว่าจวนอัครเสนาบดีที่เกียรติแห่งนี้จะยังมีคนยอมเอ่ยปากพูดอะไรเพื่อเขา เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของกู้ชิงซวง ดวงตาของกู้โยวหนิงจึงถึงกับปริ่มไปด้วยน้ำตา ผู้หญิงที่ดีขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าเขาต้องแต่งงานกับองค์ชายอะไรนั่น ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้แต่งงานในเครือญาติกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ก็ได้

         

         

         

*ชินอ๋อง คือตำแหน่งสูงสุดที่องค์ชายจะมีได้รองลงมาจากองค์รัชทายาท ส่วนมากคือพระโอรส พระเชษฐาและพระอนุชา ชินอ๋องสามารถปกครองแคว้นได้

 

______________________________________________

 

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3088

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
6 เมื่อ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 19.52 น.

เล่มที่1 บทที่6 แม่นางเชียนเซวี่ย

 

“กู้ชิงซวงเด็กนั่นมันรู้ว่าภายหน้าการอภิเษกจะไม่ตกอยู่ใต้การควบคุมของข้า แต่คิดไม่ถึงว่านางจะกล้ามากระด้างกระเดื่องกับข้าเช่นนี้”

 

ฮูหยินแซ่หลี่โมโหจนถึงกับโยนผ้าเช็ดหน้าของตนทิ้งลงพื้น กู้โยวหนิงเป็นดั่งฝุ่นผงที่คอยขัดหูขัดตานางมาโดยตลอด นึกอยากจะฆ่าให้ตายเสียตั้งหลายครั้งหลายครา ทว่ากลับรอดไปได้ทุกที ถือว่ายังโชคดีที่ผ่านมาหนีรอดไปได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วเรื่องอภิเษกนี้ต้องหนีไม่พ้นลูกชายของนางเป็นแน่

 

“ท่านแม่โปรดอย่าได้ขุ่นเคืองไป” บุตรชายคนที่สองของกู้ถิงนามกู้เหรินอัน หรือผู้ที่ราชสำนักเลือกให้เป็นพระชายาของเหวินอ๋องในคราแรก ค่อยๆ รินน้ำชาวางลงตรงหน้ามารดาตน

 

“ที่ชิงซวงกล่าวมีความจริงอยู่บ้าง ถึงแม้เหวินอ๋องจะไม่โปรดบุรุษ แต่ท่านดูเจ้าสุนัขจิ้งจอกมากมารยานั่น ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นที่พึงพอใจของเหวินอ๋องขึ้นมาได้”

 

“เป็นที่พึงพอใจแล้วจะมีประโยชน์อะไรกัน จวนอ๋องขาดเหล่าสตรีงามเสียเมื่อไหร่ ทั้งมันเป็นเพียงบุรุษไม่มีทางให้กำเนิดบุตรได้ เช่นนี้แล้วไม่เป็นการทำให้เหวินอ๋องไร้ซึ่งทายาทหรอกหรือ เรื่องอัปยศเช่นนี้ข้าอยากจะถามจริงๆ ว่าบุรุษผู้ใดจะยอมรับได้” ฮูหยินหลี่รอยยิ้มแฝงด้วยความเยือกเย็น เอ่ยต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน “กู้ชิงซวงจงใจกล่าวเช่นนั้น เพราะต้องการจะข่มขู่ให้ข้ารู้สึกกลัว เพื่อให้ข้าทำดีต่อเด็กนั่น หึ แต่ข้าไม่ทำ ข้าจะคอยดูว่ามันจะเป็นที่โปรดปรานได้ถึงขั้นไหนกันเชียว?”

 

ฮูหยินหลี่มองกู้เหรินอันครู่หนึ่ง “ครั้งนี้ที่เจ้าส่งคนไปจับตาดูเด็กนั่นไว้ถือว่าทำได้ดีมาก นับแต่นี้จัดการหาคนไปจับตาดูเด็กนั่นเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย หากพบว่ามันยังจะหนีอีกให้จับไปขังไว้ในห้องเก็บฟืนเสีย ยังมีเจ้าเด็กรับใช้นั่น ถึงเวลาจัดการตีให้ตาย แล้วไม่ต้องรายงานอะไรพ่อของเจ้า!”

 

กู้เหรินอันพยักหน้ารับคำสั่งมารดาอย่างเงียบเชียบ เขาจะไม่จัดหาเด็กรับใช้ไปเฝ้าเจ้าเด็กนั่นเพิ่มได้อย่างไร เกิดหนีไปได้จริงๆ ตนไม่ต้องเป็นผู้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเองหรอกหรือ เป็นถึงบุรุษจะมีผู้ใดยอมให้ตนโดนกักขังไว้ในตำหนักตลอดไปกัน

 

----

 

หลังจากกู้โยวหนิงร่ำลากับกู้ชิงซวงก็เอาแต่นั่งถอนหายใจอยู่ภายในห้องของตัวเอง

 

เจียนยวี่นึกว่าเขาเสียใจเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถึงได้มีท่าทีร้อนรนยิ่งกว่าอะไร ราวกับกลัวว่าตนจะคิดไม่ตก “คุณชายห้า ท่านจะทานอะไรสักหน่อยหรือไม่ขอรับ? วันนี้ห้องครัวทำขนม ท่านจะลองชิมดูหรือไม่?”

 

กู้โยวหนิงโบกมือปฏิเสธอย่างอ่อนแรง “ข้าไม่อยาก เจ้ากินเถอะ”

 

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนท่าน พวกเราไปหาแม่นางเชียนเซวี่ยที่หอชุนเฟิงเยี่ยมดีหรือไม่ขอรับ?” 

 

“จะดีอย่างไรเล่า ข้าจะต้องขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวอยู่แล้ว ยังจะมีหน้าไปหอนางโลมได้อย่างไร วันนี้ฮูหยินทำอะไรเจ้าไม่ได้ เจ้าเลยอยากจะหาเรื่องใส่ตัวใช่ไหม?”

 

“คุณชายห้า...” เจียนอยู่เงียบลง

 

เจียนยวี่อายุพึ่งจะ 12 ย่าง 13 ปี ใบหน้าผุดผ่องมักจะปรากฏให้เห็นถึงความขลาดกลัวของเด็กน้อยอยู่เสมอ น้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น ขานเรียกคุณชายห้าราวกับจะบีบหัวใจผู้ฟังให้หยุดเต้นในทันที

 

กู้โยวหนิงค่อยๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง หันหน้าไปมองเจียนยวี่และที่จะอดนึกไม่ได้ว่า รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอมแบบนี้สิถึงเหมาะจะออกเรือน นี่เขาเป็นถึงผู้ชายแท้ๆ กลับคิดไม่ถึงว่าต้องเป็นฝ่ายออกเรือนเอง?

 

เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ!

 

ในขณะที่กู้โยวหนิงกำลังถอนหายใจครั้งที่ร้อยแปด ทันใดนั้นมีเด็กรับใช้เดินเข้ามาจากด้านนอกพอดี

 

“คุณชายห้า มีแม่นางผู้หนึ่งรอพบท่านอยู่ประตูด้านหลังเจ้าค่ะ” 

 

“แม่นางที่ไหนกัน? แล้วยังรอที่ประตูด้านหลัง เจ้ารีบไปเชิญนางเข้ามา”

 

……

 

“คุณชายห้า~”

 

กู้โยวหนิงตกตะลึงครู่หนึ่ง เสียงเจียนยวี่ที่ได้ยินเมื่อครู่ราวกับบีบหัวใจผู้ฟังให้หยุดเต้น ทว่าน้ำเสียงเรียกคุณชายห้าที่ได้ยินในตอนนี้ กลับเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนที่เข้ากอบกุมหัวใจเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความโศกเศร้าปะปนอยู่

 

“...เชียนเซวี่ย เจ้ามาได้อย่างไร?” กู้โยวหนิงรีบเข้าไปกล่าวคำทักทายหลังรู้ว่าเป็นใครที่มาหาตน ทางด้านเจียนยวี่ก็ฉลาดนัก รีบไล่เด็กรับใช้ผู้นั้นออกไปแล้วเดินมาเฝ้าประตูแทน

 

“ข้าอยากพบคุณชาย ข้าอ้างว่าจะไปไหว้พระแต่ แท้จริงแล้วตั้งใจจะมาหาท่าน ข้าไม่ได้สร้างความลำบากอะไรให้คุณชายใช่หรือไม่?”

 

เชียนเซวี่ยสวมชุดกระโปรงสีชมพู เส้นผมสีดำยาวสลวยปักไว้ด้วยปิ่นที่สตรีทั่วไปนิยมใช้ ทว่าบนผมยังผูกไว้ด้วยผ้าไหมผูกผมสีทอง แลดูหรูหราโอ่อ่า งามจนยากจะหาสิ่งใดเปรียบ ใบหน้าเรียวงามราวดอกบัวทำให้นางกลายเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของหอชุนเฟิง แรกเริ่มเดิมทีผ้าไหมผูกผมสีทองเส้นนี้ คือของรักของหวงของท่าน*รัฐทายาทยูนนานอ๋องที่นำมาจากเมืองสู่จงเมื่อครั้งพำนักที่นั่น ภายหลังมอบมันให้กับกู้โยวหนิงเพราะชื่นชมในความงามล่มเมือง ทว่ากู้โยวหนิงกลับนำผ้าผูกผมเส้นนี้มามอบให้แม่นางเชียนเซวี่ย ในวันที่มอบให้กู้โยวหนิงยังเป็นผู้ผูกผ้าไหมสีทองเส้นนี้ไว้บนผมสตรีผู้รู้ใจด้วยมือของเขาเอง

 

“ไม่เป็นอะไร แต่เจ้าเป็นสตรี หากอยากพบหน้าข้า เพียงให้ผู้อื่นมาบอกกล่าวสักนิด ข้าจะออกไปหาเจ้าเอง”

 

กู้โยวหนิงลอบถอยหายใจอีกครั้ง เขานึกโกรธและเกลียดท่านอ๋องมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ถ้าไม่ใช่เพราะท่านอ๋องอะไรนั่น ป่านนี้กู้โยวหนิงผู้นี้คงมีสาวงามคู่ใจทั่วทั้งเมืองฉางอันไปนานแล้ว ช่างหัวท่านอ๋องที่ไม่ใช่หญิงงามอันดับต้นๆ นั่นปะไร

 

กู้โยวหนิงไม่ได้กล่าวเกินจริงสักนิด ตั้งแต่โดนกระถางดอกไม้ตกใส่หัว จนกระทั่งข้ามเวลามา เขาไม่เคยนึกถึงหรือสนใจสิ่งอื่น นอกจากมองหาเหล่าหญิงงามในชุดโบราณเหล่านั้น เพราะเกิดมาหน้าตาดีเป็นทุนเดิม และสำหรับหญิงงามกู้โยวหนิงยังให้ความรู้สึกคล้ายกับ**เจี่ยเป่าอวี้ความรู้สึกที่ว่านั้นคือความรู้สึกเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่ทำให้พวกนางต้องรู้สึกผิดหวัง ยกตัวอย่างเช่นแม่นางเชียนเซวี่ยผู้นี้ นางคือผู้ที่ภักดีต่อกู้โยวหนิงอย่างสุดชีวิต คอยเฝ้ารอให้เขาแต่งงาน จากนั้นนางถึงจะขอแต่งเข้ามาเป็นอนุภรรยา แต่ผู้ใดจะรู้ว่าสิ่งที่นางรอมาตลอด กลับกลายเป็นว่ากู้โยวหนิงจะต้องเป็นฝ่ายออกเรือนเสียเอง

 

เชียนเซวี่ยกุมมือของกู้โยวหนิง หลังจากจดจ้องเขาอยู่พักใหญ่จึงเริ่มร้องไห้ออกมา

 

“เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่ จู่ๆ เจ้าร้องไห้ทำไมกัน อยู่ในหอชุนเฟิงถูกผู้อื่นรังแกมาใช่หรือไม่”

 

เชียนเซวี่ยหลุบตาลงต่ำ ค่อยๆ ส่ายหัว ทันใดนั้นคุกเข่าอยู่ต่อหน้ากู้โยวหนิงแล้วเอ่ยทั้งน้ำตา “คุณชาย ได้โปรดไถ่ตัวข้าออกมาเถิด เชียนเซวี่ยจะเข้าจวนอ๋องไปพร้อมกับท่าน ภายหน้าเป็นเด็กรับใช้คอยอยู่ดูแลข้างกายท่านตลอดไป!”

 

กู้โยวหนิงถอนหายใจออกมาอีกรอบ “ข้าเข้าไปในจวนอ๋องก็ยังไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่ ถึงยามนั้นหากเจ้าเป็นที่พึงพอใจของท่านอ๋อง คงหนีไม่พ้นเป็นได้แค่อนุชายา เจ้าจะมีความสุขเยี่ยงทุกวันนี้ได้อย่างไร”

 

“เชียนเซวี่ยไม่อยากเป็นอนุชายาของท่านอ๋องแม้แต่นิดเจ้าค่ะ เชียนเซวี่ยต้องการอยู่ข้างกายคุณชายห้า คอยพูดคุยแบ่งเบาความทุกข์ใจ เพื่อเป็นการตอบแทนไมตรีของคุณชายห้าเท่านั้น”

 

เชียนเซวี่ยเอื้อมมือมาดึงชายอาภรณ์ของกู้โยวหนิง พร้อมทั้งร้องห่มร้องไห้อย่างหนัก 

 

นางชื่นชมกู้โยวหนิงเป็นอย่างมาก สตรีในยุคนี้ใช้ชีวิตไม่ง่ายนัก หากเกิดเป็นคุณหนูในตระกูลมั่งคั่งร่ำรวยถึงจะสามารถแต่งเป็นฮูหยินเอก ต้องออกเรือนไปกับชายที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน และผู้ชายที่พอมีหน้ามีตา ผู้ใดบ้างจะไม่มีเมียเล็กเมียน้อย แต่ถ้าเป็นบุตรสาวในตระกูลเล็กๆ ไร้อำนาจและเงินทอง ล้วนต้องแต่งเข้าไปเป็นอนุภรรยา ทั้งชีวิตต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่น และสตรีเช่นนางยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง หากจะเปรียบกับกรรมกรก็ยังด้อยค่ากว่านัก แม้จะเป็นอันดับหนึ่งในหอชุนเฟิง แต่ถึงอย่างไรท้ายที่สุดก็ยังเป็นสตรีที่เดินอยู่บนความลำบาก บุรุษเหล่านั้นต้องการแค่หาความสุขสนุกสนานจากร่างกาย จะมีผู้ใดรักนางด้วยใจจริงบ้าง ทว่ากู้โยวหนิงกลับแตกต่างออกไป แม้ไม่ได้มีความรักลึกซึ้งต่อกัน แต่นางรู้ว่ากู้โยวหนิงใส่ใจและเอ็นดูนางหากได้พบเจอกับผู้ที่มีจิตใจงดงามเช่นนี้แล้ว ทั้งชีวิตสตรีนางหนึ่งจะยังต้องการสิ่งใดอีก 

 

“พอได้แล้วๆ เจ้าหยุดร้องไห้แล้วฟังในสิ่งที่ข้าจะพูด” กู้โยวหนิงประคองนางลุกขึ้น กล่าวอย่างจนปัญญา

 

“เจ้าติดตามข้าไปมันจะดีได้อย่างไร ยามนี้เจ้าเป็นถึงหญิงงามอันดับหนึ่งของหอชุนเฟิง แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าเป็นฝ่ายเลือกบุรุษ และคนในหอชุนเฟิงก็ไม่มีผู้ใดรังแกเจ้า ภายหลังข้าเข้าไปอยู่ในจวนอ๋องคงจะพอมีทรัพย์สินส่วนตัวอยู่บ้าง ถึงเวลานั้นข้าจะซื้อหอชุนเฟิงให้เจ้า วันข้างหน้าหากเจ้าชอบก็จงใช้ชีวิตกับบุรุษอย่างสบายใจ หรือหากไม่ชอบ อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นเจ้าของหอชุนเฟิง ถึงคราวแก่ชรายังพอมีที่พึ่งพิง”

 

กู้โยวหนิงกับเจียนยวี่ยืนอยู่หน้าประตูหลังส่งแม่นางเชียนยวี่ที่ยังคงร้องไห้ระงมกลับหอชุนเฟิง

 

“สตรีที่ดีเยี่ยงนี้ หากไม่ใช่ว่าข้าต้องออกเรือน นางคงต้องเป็นอนุภรรยาที่งามจนผู้คนต้องพากันอิจฉาข้าแน่ๆ”

 

ระหว่างที่เจ้านายกับเด็กรับใช้ทั้งสองไร้ซึ่งคำใดๆ จะกล่าว และกำลังลอบถอนหายใจ ทันใดนั้นมีบุรุษควบม้าพันธุ์งามมาหยุดอยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อกู้โยวหนิงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ จึงพบกับสายตาคู่หนึ่งเข้าพอดี

 

 

 

*รัฐทายาทหรือซื่อจื่อ หมายถึงผู้สืบทอด ใช้เรียกบุตรชายคนโตหรือคนรองที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา ส่วนมากคือบุตรคนโตที่เกิดจากภรรยา แต่บางกรณีอาจแล้วแต่บิดาจะเลือกมอบบรรดาศักดิ์ให้ใคร

**เจี่ยเป่าอวี้ชื่อตัวตัวละครเอกจากวรรณกรรมเรื่องความฝันในหอแดง

 

 

______________________________________________

 

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3088

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
7 เมื่อ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 20.06 น.

เล่มที่1 บทที่7 แรกพบท่านอ๋อง

 

        กู้โยวหนิงไม่มีวันลืมเลือนครั้งแรกพบสบตากับฉู่ยวี้ไปทั้งชีวิต สายตาที่ฉู่ยวี้ใช้มองมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความร้อนรน ความปรารถนา และความกระวนกระวายใจ ราวกับมีคำพูดมากมายเป็นหมื่นพันคำต้องการจะเอื้อนเอ่ย แต่สายตากลับแฝงความอบอุ่นคล้ายกับสามารถทำให้เหล็กหลอมละลายลงได้

 

        การพบกันครั้งแรกของเขากับฉู่ยวี้ดุจกาลเวลาหมุนเวียนอย่างเชื่องช้า ยาวนานจนไร้จุดสิ้นสุด คุณชายผู้สง่างามบนหลังม้า ท่ามกลางแสงอาทิตย์สาดส่อง ความอบอุ่นอ่อนโยนทั้งหมด ล้วนไม่ต่างจากแสงอาทิตย์อัสดงในวันนี้

 

        ทันใดนั้นกู้โยวหนิงรู้สึกราวกับว่าการข้ามเวลาพันปีมายังยุคสมัยแปลกประหลาดนี้ เพียงเพื่อรอคอยวินาทีนี้เท่านั้น

 

        ฉู่ยวี้กระโดดลงจากหลังม้า สายตายังคงจับจ้องไปยังร่างบางงามสง่า

 

        ดวงตาคนทั้งคู่สบประสาน

 

        “โยวหนิง...”

 

        ฉู่ยวี้อดรู้สึกโศกเศร้าไม่ได้ คนผู้นี้ยังเป็นหนุ่มน้อยงามล่มเมือง ไหนจะอาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวตามแรงลม ทั้งเส้นผมงามสลวยสีดำขลับในยามนี้ พานให้หวนนึกย้อนกลับไปวันที่ผู้คนต่างต้องหวาดหวั่น เด็กหนุ่มผู้นี้กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นเจิ่งนองด้วยเลือดเบื้องหน้าตน ภาพเรื่องราวทั้งหมดคล้ายกับกำลังปรากฏต่อหน้าเขาอีกครั้ง

 

        กู้โยวหนิงยังคงนิ่งค้างอยู่ที่เดิม สายตาจ้องมองผู้ที่ลงจากหลังม้า และกำลังมุ่งหน้าเข้าหาตนด้วยความหวาดกลัว เขาตกใจจนเผลอก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทว่ายังไม่ทันได้ถอยหลังอีกก้าว กลับถูกบุรุษเบื้องหน้ารวบกายเข้าสู่อ้อมกอดแสนอบอุ่นเสียก่อน

 

        ไม่ใช่แค่กู้โยวหนิงที่ตกตะลึงจนดวงตาคู่งามเบิกโพลง แม้แต่ผู้คนรอบกายในยามนี้ก็ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะองครักษ์ข้างกายของฉู่ยวี้ที่ตกตะลึงจนอ้าปากค้างไปเรียบร้อยแล้ว

 

        ผู้คนทั้งฉางอันต่างรู้ดี เหวินอ๋องเคยเกือบจะต่อต้านพระราชโองการของฝ่าบาท เพราะไม่พอใจในการอภิเษกพระชายาบุรุษ

 

        ทว่าท่านอ๋องในยามนี้...

 

        เห็นท่านอ๋องโอบกอดว่าที่พระชายาอย่างแนบแน่น พวกเขาได้แต่มองตามด้วยความตกตะลึงจนตาค้าง หรือว่าท่านอ๋องจะพลัดตกจากหลังม้าจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว? แต่การกระทำเช่นนี้แลดูบุ่มบ่ามเกินไปสักหน่อย ยังไม่ทันเข้าพิธีอภิเษก จะกระทำกิริยาเช่นนี้ในที่โจ่งแจ้งได้อย่างไรกัน?

 

        ฉู่ยวี้ไม่มีเวลามาคำนึงว่าผู้อื่นจะตกตะลึงเช่นไร ตอนนี้เขาคิดแค่ว่าอยากจะโอบกอดและดอมดมกลิ่นของคนผู้นี้อย่างคนละโมบเท่านั้น

 

        กู้โยวหนิงทั้งตกใจและมึนงงกับการกระทำอุกอาจของคนตรงหน้า จากนั้นค่อยๆ ย้อนถามตัวเองถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อีกครั้ง เขายืนอยู่หน้าประตูจวนดีๆ จู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักพุ่งเข้ามากอด มิหนำซ้ำยังเรียกชื่อของเขาอีก แบบนี้ใครมันจะไม่ตกใจก็บ้าแล้ว ทว่ากู้โยวหนิงไม่มีเวลาคิดว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น เพราะเขารู้แค่ว่าตอนนี้ชีวิตของเขาถูกคุกคามเสียแล้ว

 

        กู้โยวหนิงพยายามขัดขืนอย่างสุดชีวิตเพื่อให้หลุดจากอ้อมกอดบุรุษตรงหน้า แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดทำได้เพียงเอ่ยปากบอกกับบุรุษผู้นั้นว่า“นี่ พี่ชาย พี่ชาย ท่านปล่อยข้าก่อน ข้าจะโดนท่านรัดตายแล้ว”

 

        ทางด้านฉู่ยวี้ที่รู้สึกร้อนระอุในอกราวกับถูกไฟลน ราวกับมีเพียงการโอบกอดผู้ที่อยู่อ้อมกอดเท่านั้น ถึงจะทำให้เขาไม่รู้สึกเคว้งคว้าง ทุกคนในที่นี้ไม่มีใครที่เขาสามารถเชื่อใจได้สักคน เว้นแต่เพียงคนผู้นี้ผู้เดียว มีเพียงคนในอ้อมกอดผู้นี้เท่านั้นที่ยังอยู่ข้างกายเขา แม้กำลังจะเผชิญหน้ากับความตาย เพราะฉะนั้นไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม คนผู้นี้ไม่มีทางทอดทิ้งเขาแน่นอน

 

         

 

        คิดเพียงอยากจะโอบกอดเขาให้แน่น โอบกอดไว้ให้แน่นขึ้นอีกสักนิด จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของกู้โยวหนิง ฉู่ยวี้ถึงมีสติกลับมาและรีบคลายกอดทันที ทว่าสายตายังคงจดจ้องไปที่กู้โยวหนิง คล้ายต้องการจดจำผู้ที่อยู่เบื้องหน้าให้ฝังลึกเข้าไปในหัวใจ เพราะเขาเกรงว่านับแต่นี้ไปจะเผลอมองข้ามคนผู้นี้อีกแม้แต่นิดเดียว

 

        กู้โยวหนิงรีบสูดอากาศหายใจเข้าปอดหลังได้รับอิสระ ให้ตายเถอะ นี่เขาเกือบจะโดนรัดตายอยู่ตรงนี้แล้ว

 

        เจียนยวี่เห็นดังนั้นรีบยื่นมือไปช่วยลูบอกกู้โยวหนิง จากนั้นหันไปถลึงตาใส่ฉู่ยวี้แล้วตะโกนลั่น “เจ้ามักมากในกามผู้นี้มาจากแห่งหนตำบลใด กล้ามาทำตัวอันธพาลที่จวนอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายเช่นนี้...”

 

        เสียงร้องตะโกนของเจียนยวี่ไม่ทำให้ผู้อื่นเกรงกลัวสักนิด แต่เป็นกู้โยวหนิงต่างหากที่รู้สึกกลัวขึ้นมาเสียเอง เด็กหนุ่มหน้าตาสวยสดงดงามถลึงตาเช่นนี้ไม่ได้มีความน่าเกรงกลัวสักนิด กลับแลดูน่ารักเง้างอนเสียด้วยซ้ำ กู้โยวหนิงรีบลากเจียนยวี่ให้มายืนอยู่ด้านหลังตนทันที ถ้าเจ้าเด็กโง่นี่ตะโกนออกไปอีกที นอกจากหัวสองหัวนี้จะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว กระทั่งหลุมฝังศพก็คงจะไม่มีเหมือนกัน

 

        กู้โยวหนิงเงยหน้ามองบุรุษผู้นั้น ทั้งร่างสวมอาภรณ์สีดำทอด้วยผ้าไหมแลดูหรูหรา ผมเผ้ามัดรวบไว้ด้านหลังอย่างไม่ใส่ใจนัก หลังพิจารณาจากหน้าตาที่คมคายถึงรู้ว่าเป็นบุรุษรูปงาม ไหนจะดวงตาราวกับดวงดาวสุกสกาวบนท้องนภาคู่นั้น ช่างแลดูลึกลับน่าค้นหามากกว่าผู้คนทั่วไปเป็นไหนๆ กู้โยวหนิงจิ๊ปาก คิดว่าตั้งแต่เขาย้อนเวลามาอยู่ที่ยุคนี้ ทั้งยังอาศัยอยู่ในจวนอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่ราวกับขุมนรกมาตลอดสิบปี พบเจอผู้คนมาตั้งมากมาย เมื่อก่อนคิดว่ารัฐทายาทยูนนานอ๋องคือบุรุษรูปงามอันดับหนึ่ง แต่หลังจากที่พบกับบุรุษผู้นี้ ถ้าจะให้เทียบกันแล้ว ท่านรัฐทายาทยูนนานอ๋องไม่มีค่าพอให้เอ่ยชื่อมาเทียบเลยด้วยซ้ำ

 

        แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คนผู้นี้มีกลิ่นอายของความสูงศักดิ์ ในยุคสมัยแบบนี้ถือว่าพบเจอคนแบบนี้ได้ยาก เพราะอย่างนั้นเขามั่นใจว่าบุรุษผู้นี้ต้องเป็นผู้ลากมากดีอย่างแน่นอน

 

        ทันใดนั้นองครักษ์ด้านหลังคนผู้นั้นเอ่ยออกมาว่า “บังอาจ ท่านผู้นี้คือเหวินอ๋อง ยังไม่รีบ...”

         

        ……

         

        “เหวินอ๋อง!”

 

        องครักษ์ผู้นั้นยังไม่ทันได้เอ่ยจบ กลับได้ยินเสียงร้องที่ทำให้นกบนท้องฟ้าถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ กู้โยวหนิงในยามนี้ใบหน้าซีดเซียว มองไปยังฉู่ยวี้ด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว

 

        “ช่างเถิด” ฉู่ยวี้หันไปเอ่ยเสียงเย็นกับองครักษ์ผู้นั้น เมื่อเห็นว่ากู้โยวหนิงขมวดคิ้วเป็นปมและใบหน้าซีดเซียว “พวกเจ้าทั้งหมดออกไปก่อน!”

 

        “แต่ว่า...ท่านอ๋อง...อาการบาดเจ็บของท่าน...”

 

        องครักษ์ผู้นั้นคล้ายต้องการจะกล่าวต่อ แต่เพราะถูกเหวินอ๋องจ้องหน้าจึงหยุดพูดในทันที รีบคำนับฉู่ยวี้แล้วนำคนอื่นๆ ถอยออกห่างระยะหนึ่ง

         

        เมื่อเห็นเหล่าองครักษ์ถอยออกไปแล้ว ฉู่ยวี้ถึงหันกลับมามองกู้โยวหนิงอีกครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เมื่อครู่เปิ่นหวางล่วงเกินเจ้า เจ้าตกใจกลัวหรือไม่”

 

        “เพราะฉะนั้นแล้ว...” กู้โยวหนิงกับเจียนยวี่ถอยหลังไปอยู่ข้างกัน มองไปยังฉู่ยวี้และตัวสั่นงกๆ

 

        “เพราะฉะนั้นแล้วท่านคือเหวินอ๋องจริงๆ หรือ?”

 

        ฉู่ยวี้เห็นกู้โยวหนิงตื่นตระหนกถึงขั้นนั้น จึงได้แต่ยกยิ้มมุมปากแล้วพยักหน้า

 

        กู้โยวหนิงสั่นสะท้านไปทั้งกาย เขาผลักเจียนยวี่ออกแล้วโผเข้าไปกอดขาฉู่ยวี้ทันที แบะปากส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญจนดังสนั่นฟ้าสะเทือนดิน

 

        “*กรรมเกิดจากเหตุ มีเหตุจึงมีผลตามมา ข้าไม่ได้อยากจะอภิเษกกับท่านเลยสักนิด ท่านอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายต่างหากที่บังคับข้า ขอท่านโปรดอย่าได้ทำอะไรข้าเลย ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ได้โปรดเมตตาข้าด้วย”

 

        เจียนยวี่เห็นเจ้านายตนร้องห่มร้องไห้อย่างนั้น พลันคุกเข่าลงแล้วกอดขาอีกข้างของฉู่ยวี้ จากนั้นเริ่มส่งเสียงร้องไห้ออกมาเช่นกัน

 

        “ใช่แล้วขอรับ คุณชายห้าของพวกเราถูกบีบบังคับ ขอท่านอ๋องโปรดเห็นใจ ไว้ชีวิตคุณชายห้าของพวกเราด้วยเถอะนะขอรับ”

 

        กู้โยวหนิงร้องไห้ปานใจจะขาดอย่างน่าสงสาร “ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยนะขอรับ ข้ายังไม่อยากตาย เบื้องบนยังมีลูกมีหลาน เบื้องล่างยังมีท่านพ่อท่านแม่ที่ต้องดูแลนะขอรับ”

 

        เจียนยวี่เกิดอาการงงงวยไปพักหนึ่ง ค่อยๆเอื้อมมือไปกระตุกชายอาภรณ์กู้โยวหนิง “คุณชายห้า! ผิดแล้วขอรับ เบื้องบนยังมีท่านพ่อท่านแม่ เบื้องล่างยังมีลูกมีหลานต่างหากขอรับ”

 

        “หา!” กู้โยวหนิงถึงกับหยุดนิ่งไปพักหนึ่งเพราะสติหลุด ทันใดนั้นเริ่มส่งเสียงร้องไห้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง “ใช่แล้วๆๆ เบื้องบนยังมีท่านพ่อท่านแม่ เบื้องล่างยังมีลูกมีหลานต้องดูแล ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดขอรับ!”

         

         

         

*กรรมเกิดจากเหตุ มีเหตุจึงมีผลตามมา หมายถึง ทุกๆ เรื่องมีต้นตอ ควรให้คนก่อเป็นผู้รับผล

 

______________________________________________

 

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3088

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
8 เมื่อ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 20.20 น.

เล่มที่1 บทที่8 ดั่งคนคุ้นเคย

 

        ฉู่ยวี้ลอบยิ้มมุมปากครู่หนึ่ง ยื่นมือไปประคองกู้โยวหนิงให้ลุกขึ้น ขมวดคิ้วมองใบหน้าดั่งดอกสาลี่ต้องหยาดฝน ดวงตาที่เดิมแลดูอบอุ่นอ่อนโยนถูกความดุดันของเขาบดบังไว้เกือบครึ่ง เมื่อจดจ้องไปยังผู้ใดมักจะให้ความรู้สึกเฉียบขาดและดุดันเสมอ ยามนี้สายตาคู่นั้นกำลังจดจ้องใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา พานให้หวนนึกถึงเรื่องราวในชาติก่อนที่คล้ายกับเพิ่งจะเกิดขึ้น ในตอนนั้นกู้โยวหนิงร้องไห้อยู่เบื้องหน้าตนอย่างนี้เหมือนกัน

 

        เมื่อนึกถึงเรื่องนี้มือของฉู่ยวี้ที่จับอยู่บนต้นแขนของกู้โยวหนิงเพิ่มแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว กู้โยวหนิงเจ็บจนขมวดคิ้วแน่น นึกสงสัยว่าท่านอ๋องผู้นี้กำลังจะมาไม้ไหนกัน

 

        แต่จู่ๆ ได้ยินเสียงแหบแห้งของฉู่ยวี้เอ่ยขึ้นว่า “อย่าร้อง...”

 

        เขาไม่ต้องการเห็นคนผู้นี้ร้องไห้หรือเสียน้ำตาอีกต่อไป ฉู่ยวี้ค่อยๆ ไล่เช็ดน้ำตาบนใบหน้าเล็กอย่างอ่อนโยน แต่เพราะมือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบจับกระบี่ เมื่อสัมผัสกับผิวบอบบางเนียนละเอียดจึงทิ้งรอยปื้นสีแดงไว้แทน

 

        จริงๆ แล้วกู้โยวหนิงแกล้งทำเป็นร้องไห้ น้ำตาเหล่านั้นถูกบีบออกมาเพราะอยากให้การแสดงดูน่าสงสารและสมจริง เขารู้ดีว่าในยุคนี้ไม่เหมือนกับยุคปัจจุบันที่ฆ่าคนแล้วต้องชดใช้ด้วยชีวิต คนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้เป็นถึงท่านอ๋องที่มีฐานะสูงส่ง ถ้าอยู่ดีๆ คิดจะจัดการเขาขึ้นมาคาดว่าคงไม่ได้รับโทษอะไรด้วยซ้ำ เพราะอย่างนั้นบางครั้งบางคราวการแกล้งทำตัวอ่อนแอให้ดูน่าสงสารถือเป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกัน

 

        แต่ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงฝ่ามือใหญ่ที่แสนอบอุ่นของเหวินอ๋องกำลังกอบกุมใบหน้าอันเย็นซีดของตนเอาไว้ เขาได้แต่เงยหน้ามองฉู่ยวี้ด้วยความสับสนมึนงงระคนแปลกใจเป็นอย่างมาก

 

        สายตาหยาดเยิ้มและแวววาวคู่นั้นเต็มไปด้วยความใสซื่อไร้เดียงสา ดวงหน้านวลผ่องราวดวงจันทร์วันเพ็ญช่างงามล้ำทำให้ผู้คนต้องพากันหลงใหล ในท้ายที่สุด ฉู่ยวี้เผลอจดจ้องเขาจนตกอยู่ในภวังค์เสียแล้ว

 

        เขาจำได้แค่ก่อนสิ้นใจในชาติที่แล้ว กู้โยวหนิงสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ นั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางลานเลือด ผมสีดำขลับสยายและพลิ้วไหวตามสายลม ดวงหน้างามล้ำตรึงใจ เขาไม่เคยคิดว่าคนผู้นี้จะยังมียามที่งามวิจิตรตระการตาได้ถึงเพียงนี้

 

        เพียงแค่มองเท่านั้น ความปรารถนาที่จะครอบครองพลันถือกำเนิดขึ้น

 

        ฉู่ยวี้เกิดความละอายใจ ชาติที่แล้วเขาปฏิบัติไม่ดีต่อกู้โยวหนิงเพราะคิดว่าการอภิเษกพระชายาบุรุษเป็นเรื่องอัปยศ ปล่อยปละละเลยกู้โยวหนิงให้อยู่ในจวนโดยไม่เคยถามไถ่สักคำ ยามนี้เขาเพิ่งจะเข้าใจว่าเขาคิดไปเองว่าการแต่งภรรยาบุรษเป็นเรื่องอัปยศ กู้โยวหนิงเป็นถึงบุตรชายอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ทั้งยังรูปงามราวกับเทพจากสรวงสววรค์ ต้องมาออกเรือนกับบุรุษเช่นนี้เขาจะไม่รู้สึกอัปยศได้อย่างไรเล่า

 

        ฉู่ยวี้จดจ้องกู้โยวหนิงคล้ายมีคำพูดมากมายอยากจะเอ่ย แต่กลับไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดออกไป เมื่อมองโดยรอบถึงนึกได้ว่าที่นี่คือหน้าประตูจวนอัครเสนาบดี และดูจะไม่เหมาะสมเท่าใด “ที่นี่ไม่ใช่ที่จะสามารถพูดคุยกันได้ เจ้าตามข้ามา”

 

        ดวงตาคู่งามของกู้โยวหนิงสอดส่องไปมา การจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในยุคสมัยนี้นี่ช่างยากจริงๆ ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในจวนอัครเสนาบดี ต่อให้พยายามใช้สมองระดมความคิดจนไม่ต้องแต่งเข้าจวนอ๋อง แค่ตราบใดที่ยังมีนางแม่มดนั่นอยู่ ชีวิตในวันข้างหน้าของเขาก็ไม่มีทางสงบสุขอยู่ดี ครั้นคิดทบทวนเรื่องนี้อยู่หลายครา จากนั้นเงยหน้ามองแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ของฉู่ยวี้อย่างใช้ความคิด กู้โยวหนิงขมวดคิ้วพร้อมทั้งคิดว่าในเมื่อเป็นอย่างนี้ เขาก็ควรฉวยโอกาสตอนนี้เข้าไปเกาะขาขออาศัยบารมีเหวินอ๋อง ถ้าหากวันหน้าท่านอ๋องผู้นี้ได้สืบราชสมบัติ ก็เท่ากับกลายเป็นฮ่องเต้ ถึงเวลานั้นเรื่องราวทุกอย่างคงคลี่คลาย เขาจะได้มีโอกาสกลับมาเจอกับเหล่าหญิงงามในยุคโบราณอีกครั้งสักที

 

        คิดมาถึงตรงนี้ กู้โยวหนิงส่งยิ้มประจบสอพลอให้ฉู่ยวี้ในทันที ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันและตอบรับคำเหวินอ๋อง

 

        ชานเมืองฉางอันมีแม่น้ำเล็กๆ ไม่ทราบชื่ออยู่สายหนึ่ง น้ำในแม่น้ำนี้ใสจนสามารถมองเห็นเบื้องล่าง บนฝั่งเต็มไปด้วยบุปผาในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังแข่งกันออกดอกผลิบาน มวลบุปผาสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามกำลังจะลับขอบฟ้า เป็นภาพที่งดงามจนผู้พบเห็นอดที่จะอุทานออกมาไม่ได้

 

        ฉู่ยวี้ให้เหล่าองครักษ์คอยตามอยู่ห่างๆ ตนและกู้โยวหนิงจูงม้าเดินเล่นตามริมแม่น้ำอยู่เบื้องหน้า จิตใจที่เดิมกระวนกระวายถึงคราวสงบลงเสียที

 

        เเต่หัวใจของกู้โยวหนิงราวกับว่ามีคนกำลังตีกลองอยู่ เหวินอ๋องหมายความว่ายังไงกันแน่ เดินมาตั้งนานแต่ดันไม่พูดอะไรสักคำ ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้อยู่หน้าประตูจวนลงมือไม่สะดวกถึงพาเขามาที่ป่ารกร้างอย่างนี้ แล้วจัดการกำจัดปัญหาอย่างเขาด้วยการฟันฉับในดาบเดียว

         

        ……

         

        กู้โยวหนิงยิ่งคิดยิ่งกลัว เมื่อกี้เขาต้องไม่มีสมองแล้วแน่ๆ ถึงคิดจะไปอาศัยบารมีเหวินอ๋อง ตอนนี้ท่านอ๋องต้องเกลียดเขาจนจะตายอยู่แล้วแน่ๆ

 

        ฉู่ยวี้สังเกตเห็นถึงความร้อนรนใจของกู้โยวหนิง ไหนจะยังหยุดเดินอย่างน่าประหลาดใจ ครั้นกำลังจะเอ่ยปากถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง กู้โยวหนิงกลับยื่นมือมากุมมือเขาเสียก่อน กล่าววาจาระรัวออกมาหมื่นพันคำ แต่สรุปใจความได้เพียงแค่ประโยคเดียวว่า...

 

 

______________________________________________

 

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3088

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
9 เมื่อ เมื่อวาน 19.13 น.

เล่มที่1 บทที่9 การใหญ่ของท่านอ๋อง

 

        “ท่านอ๋อง ข้ายังไม่อยากตาย” กู้โยวหนิงกุมมือฉู่ยวี้ไว้แน่น

 

        ฉู่ยวี้ถอนหายใจ ไม่ประหลาดใจเลยสักนิด เหตุใดชาติที่แล้วยามพระชายาของตนพบหน้าตนคราใดถึงมักมีท่าทางไม่ต่างจากหนูเห็นแมวอยู่ร่ำไป แท้จริงแล้วเป็นเพราะเขากลัวจะถูกตนสังหารมาโดยตลอดนั่นเอง

 

        “เจ้าวางใจเถอะ เจ้าเป็นพระชายาของข้า ไม่มีผู้ใดกล้าทำอะไรเจ้า ข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้า และไม่มีทางให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าได้”

 

        “จริงหรือขอรับ?” กู้โยวหนิงเอ่ยถามย้ำ

 

        “ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน ข้าฉู่ยวี้ผู้นี้ขอสาบานว่าชั่วชีวิตนี้ต่อให้ต้องสละสิ้นทุกอย่าง ข้าก็จะขอปกป้องโยวหนิงให้ปลอดภัยและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขชั่วชีวิต”

 

        “ท่านจะไม่ข่มเหงข้า?” กู้โยวหนิงเบิกตากว้าง แต่สายตายังคงมองฉู่ยวี้ด้วยความหวาดระแวง

 

        ใบหน้าฉู่ยวี้แสดงออกถึงความละอายใจ กล่าวพลางเผยแววตาอบอุ่น “เดิมข้าเคยข่มเหงเจ้า แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว...”

 

        กู้โยวหนิงกะพริบตาปริบๆ ที่แท้คำเล่าลือพวกนั้นไม่เป็นความจริงเลยสักนิด ถ้าเหวินอ๋องมีท่าทีอย่างนี้ งั้นเรื่องทุกอย่างก็คงจะจัดการได้ง่ายขึ้น

 

        “ท่านอ๋องออกรบจนนำดินแดนซีเซี่ยกลับคืนมาได้ ชื่อเสียงเกรียงไกร จนแม้แต่องค์รัชทายาทยังจับตามองท่าน เหล่าองค์ชายต่างเริ่มแบ่งฝักฝ่าย ยามนี้มีพระราชโองการให้ท่านอภิเษกพระชายาบุรุษ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วท่านอ๋องไม่วางแผนการอะไรเลยหรือขอรับ” กู้โยวหนิงเอ่ยด้วยความจริงใจ และความปวดใจเป็นอย่างยิ่ง จู่ๆ คว้ามือฉู่ยวี้ไว้อีกหน “ท่านอ๋องมีลักษณะของผู้ที่จะเป็นใหญ่ในภายหน้า ข้าน้อยยินยอมพร้อมใจจะขอติดตามท่าน แต่หวังเพียงหลังการใหญ่ของท่านอ๋องสำเร็จลุล่วงแล้ว โปรดคืนอิสระให้แก่โยวหนิงเท่านั้น”

 

        …

 

        ฉู่ยวี้งงงัน ครู่หนึ่งค่อยๆ พยักหน้า “หากได้รับความช่วยเหลือจากโยวหนิง ข้ายินดียิ่งนัก”

 

        เมื่อได้ยินดังนั้น กู้โยวหนิงจึงเผยรอยยิ้มออกมาทันที แบบนี้ก็ถือว่าเขากับท่านอ๋องทำข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว

 

        กู้โยวหนิงเดินมาเบื้องหน้าฉู่ยวี้ โค้งคำนับพร้อมเอ่ยอย่างนอบน้อม

 

        “กระหม่อมจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยเหลือการใหญ่ของท่านอ๋อง ตราบใดที่ยังมีลมหายใจนี้ จะต้องได้เห็นท่านปกครองใต้หล้า!”

 

        ฉู่ยวี้ยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่แลดูอบอุ่นและน่ามองยิ่งนัก แต่กู้โยวหนิงกลับไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่ารอยยิ้มนี้เต็มไปด้วยความขมขื่น

         

        ----

         

        เต๋อเซิ่งฮ่องเต้ทรงอ่านฏีกาอยู่ภายในตำหนักกว่างเซียน ทั่วทั้งพระวรกายเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความสุขุมน่าเกรงขาม รวมถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างที่ฮ่องเต้พึงมี

 

        หลังทรงวางฏีกาขอรับโทษขององค์รัชทายาทในพระหัตถ์ลง จึงหันพระพักตร์ไปทางฝูกุ้ยผู้เป็นหัวหน้าขันทีที่อยู่ข้างกาย “อาการบาดเจ็บของเหวินอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง”

 

        “กราบบังคมทูลฝ่าบาท หมอหลวงกล่าวว่าอาการบาดเจ็บของท่านอ๋องไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด และตอนนี้ท่านอ๋องฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฝูกุ้ยลอบชำเลืองไปยังฮ๋องเต้ จงใจกล่าวต่อด้วยท่าทีลังเล “ทั้งยังได้ยินมาว่า...”

 

        พระภมุกาของเต๋อเซิ่งฮ่องเต้ขมวดเข้าหากันทันใด “ได้ยินมาว่าอะไร?”

 

        ฝูกุ้ยถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แสร้งยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ได้ยินขันทีที่กลับจากติดตามหมอหลวงกล่าวว่า หลังจากท่านอ๋องฟื้นขึ้นมาได้รีบร้อนออกไปหาว่าที่พระชายาที่จวนเสนาบดีฝ่ายซ้ายทันทีพ่ะย่ะค่ะ”

 

        ผู้นี้ถูกพระมเหสีติดสินบนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หลายปีมานี้ไม่ว่าจะทั้งในที่ลับหรือที่แจ้ง ต่างก็คอยพูดหาความดีความชอบให้พระมเหสีกับองค์รัชทายาทโดยตลอด และยามนี้เมื่อเหวินอ๋องกระทำสิ่งไม่เหมาะสม เขาย่อมต้องช่วยองค์รัชทายาทนำสิ่งเหล่านี้มากราบทูลให้ฝ่าบาททรงทราบอย่างแน่นอน

 

        “...” พู่กันในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ถึงกับชะงักทันใด พระภมุกาขมวดเป็นปมยิ่งกว่าคราแรก “มีเรื่องเช่นนี้?”

 

        “จะไม่เป็นความจริงได้เช่นไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ฟังยังรู้สึกอัดอั้นใจ คราวก่อนนั้นเหวินอ๋องปฏิเสธพระราชโองการ เป็นเหตุให้ฝ่าบาทต้องทุกข์พระทัย แต่ครั้งนี้เกรงว่าท่านอ๋องจะรับรู้ถึงความลำบากพระทัยของฝ่าบาท จึงได้เปลี่ยนความคิดเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”

 

        เต๋อเซิ่งฮ่องเต้โยนพู่กันในพระหัตถ์ทิ้งทันที “หากจะเปลี่ยนความคิดเขา ให้ตายยังง่ายเสียกว่า”

 

        จะมีผู้ใดรู้จักบุตรมากไปกว่าบิดา เขารู้จักนิสัยของบุตรชายผู้นี้ดี มีทั้งความสามารถและความองอาจกล้าหาญ ทว่าความดื้อรั้นไร้เหตุผลกลับมีมากเกินไป ไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา และสิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่เต๋อเซิ่งฮ่องเต้ทรงไม่โปรดเหวินอ๋อง ยามนี้ยังได้ยินว่าอาการบาดเจ็บยังไม่หายดี กลับลอบไปพบว่าที่พระชายาโดยไม่คำนึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติ เต๋อเซิ่งฮ่องเต้จึงยิ่งไม่พอพระทัยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปมาของฉู่ยวี้

 

        แต่เขากลับไม่รู้แม้แต่นิดว่าบุตรชายที่เขาคิดว่ากลับใจยากเสียยิ่งกว่าตายนั้น เคยผ่านพ้นความตายมาแล้วหนหนึ่ง

 

______________________________________________

 

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3088

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

หน้า จาก 1 ( 9 ข้อมูล )
แสดงจำนวน ข้อมูลต่อแถว
1

โพสตอบ

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเโพสตอบได้

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา