การนอนหลับที่ดีในแต่ละช่วงวัย: ตั้งแต่ 20 จนถึง 60 ปี
การนอนหลับที่ดีในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ 20 จนถึง 60 ปี
เมื่ออายุมากขึ้น รูปแบบการนอนหลับของเราจะเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ การที่อยากงีบหลับตอนกลางวันมากขึ้น หรือวงจรการนอนตอนกลางคืนสั้นลงกลายเป็นเรื่องปกติที่พบได้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะอายุที่เพิ่มขึ้น แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือสภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย อาหารที่กิน ปริมาณน้ำที่ดื่ม หรือระดับความเครียด ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อคุณภาพการนอนทั้งสิ้น
โดยปกติเมื่อเข้าสู่วัย 20 ร่างกายจะเริ่มมีวงจรการหลับ-ตื่นที่ค่อนข้างคงที่แล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจวงจรนี้ของตัวเองจนกว่าจะเข้าสู่วัย 30 หรือ 40 ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกอย่างเริ่มจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มาดูกันว่าในแต่ละทศวรรษของการใช้ชีวิต เราต้องเจอกับอะไรและควรปรับตัวอย่างไรบ้าง
วัย 20: ช่วงแห่งการสร้างรากฐาน
แม้ CDC จะแนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนนอนให้ได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมง แต่สำหรับวัย 20 มักจะทำได้ยาก เพราะตารางชีวิตที่ไม่แน่นอน ทั้งเรื่องงาน การเข้าสังคม และการใช้หน้าจอที่เยอะเกินไป
-
สิ่งที่ควรทำ: พยายามรักษาเวลาตื่นและเวลานอนให้ใกล้เคียงกันทั้งวันธรรมดาและวันหยุด (ไม่ควรต่างกันเกิน 1-2 ชั่วโมง) สมองในวัยนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูง แต่การฝึกนิสัยที่ดีจะส่งผลดีไปตลอดชีวิต
-
เคล็ดลับ: เลี่ยงการดื่มคาเฟอีนเกินวันละ 1 แก้ว ลดความเครียด และออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที หากใครอยากตื่นเช้าขึ้น ให้ลองตื่นเวลาเดิมทุกวัน กินมื้อเช้าภายในหนึ่งชั่วโมงหลังตื่น และออกไปรับแสงแดดธรรมชาติเพื่อให้สมองจดจำการเริ่มต้นวัน
วัย 30: เมื่อภาระชีวิตเริ่มรบกวนการนอน
ในวัยนี้ ปริมาณการนอนหลับลึก (NREM Stage 3) และการหลับฝัน (REM) จะเริ่มลดลงตามธรรมชาติประมาณ 2% ในทุกๆ 10 ปี แต่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือปัจจัยภายนอก เช่น หน้าที่การงาน ภาระครอบครัว และความเครียดเรื่องเงิน
-
สำหรับพ่อแม่มือใหม่: มักต้องปรับการนอนตามลูกน้อย เคล็ดลับคือการฝึกให้ลูกมีสุขลักษณะการนอนที่ดี สร้างกิจวัตรก่อนนอนที่สงบให้เด็กๆ ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่ได้นอนหลับดีขึ้นตามไปด้วย
-
สิ่งที่ต้องระวัง: วัย 30 เป็นช่วงที่ควรเริ่มสังเกตและรักษาความผิดปกติของการนอน เช่น โรคนอนไม่หลับ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะหากทิ้งไว้อาจส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว
วัย 40: ทศวรรษแห่งความเครียดสะสม
หลายคนรายงานว่าช่วงวัย 40 คือช่วงที่การนอนถูกรบกวนมากที่สุด เนื่องจากเป็นจุดสูงสุดของทั้งอาชีพการงานและภาระครอบครัว ความเครียดสะสมทำให้หลับยากหรือตื่นกลางดึกบ่อยครั้ง
-
เน้นการดูแลตัวเอง: การฝึกเทคนิคผ่อนคลายอย่างการฝึกหายใจลึกๆ การทำสมาธิ หรือโยคะ กลายเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่แค่ก่อนนอนแต่ควรทำสม่ำเสมอระหว่างสัปดาห์
-
เข้าใจนาฬิกาชีวิต: ลองสังเกตว่าตัวเองทำงานได้ดีที่สุดตอนไหน (เช้ามืดหรือดึก) เพื่อจัดตารางชีวิตให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของตัวเอง และพยายามสร้างกิจวัตรก่อนนอนสั้นๆ เช่น การอาบน้ำแปรงฟัน เพื่อส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่า "ถึงเวลาพักแล้ว"
วัย 50: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฮอร์โมน
วัย 50 มักจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะเรื่องปัญหาสุขภาพที่อาจต้องใช้ยาหลายชนิด ซึ่งยาบางตัวอาจส่งผลข้างเคียงทำให้นอนไม่หลับ
-
ผู้หญิงกับวัยทอง: อัตราการนอนไม่หลับในผู้หญิงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงหมดประจำเดือน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการนอน
-
การเปลี่ยนแปลงทางสมอง: การทำงานของสมองส่วนไฮโปทาลามัส รวมถึงฮอร์โมนเมลาโทนินและคอร์ติซอลเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้ผู้สูงวัยนอนน้อยลงหรือตื่นบ่อยขึ้น
-
ทางออก: พยายามรับแสงแดดธรรมชาติให้มากที่สุดเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมน และปรึกษาหมอหากสงสัยว่ายาที่กินอยู่มีส่วนทำให้นอนไม่หลับ
วัย 60: เมื่อการนอนเริ่มกระจัดกระจาย
ในวัยนี้ ร่างกายผลิตเมลาโทนินน้อยลง ทำให้หลับยากและหลับไม่ทน แถมยังมีปัญหาสุขภาพอย่างโรคไขข้อ หรือความจำเป็นต้องลุกไปเข้าห้องน้ำกลางดึกมาแทรกแซง การนอนจะรู้สึกไม่เต็มอิ่มเพราะร่างกายใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหลับตื้นมากกว่าหลับลึก
-
ระวังการงีบกลางวัน: การงีบบ่อยเกินไปในตอนกลางวันจะยิ่งทำให้นาฬิกาชีวิตรวนและทำให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืน
-
กิจวัตรที่น่ารื่นรมย์: สร้างพิธีกรรมก่อนนอนที่ตัวเองชอบ เช่น ล้างหน้า ดื่มชาสมุนไพรอุ่นๆ ยืดเหยียดเบาๆ หรืออ่านหนังสือ/ฟังนิทานก่อนนอน เพื่อช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายเต็มที่
-
สภาพแวดล้อม: จัดห้องนอนให้เย็น มืด และเงียบสงบที่สุด เลี่ยงแอลกอฮอล์ และงดคาเฟอีนหลังบ่ายโมงเป็นต้นไป
ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน หัวใจสำคัญของการนอนหลับที่มีคุณภาพคือการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ ให้เวลากับการนอนอย่างเพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และดื่มน้ำให้มาก หากมีปัญหาการนอนที่แก้ไม่ตก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด
โพสตอบ
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเโพสตอบได้
