Kiss me Kill me [YURI]

6.0

เขียนโดย Nekoyu

วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557 เวลา 15.52 น.

  7 chapter
  0 วิจารณ์
  11.04K อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557 03.48 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

3) 03 Evil side

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
     
 
 
                                               ..................................................................................................................
 
 
                “มิ้นท์ใจร้ายจัง  ยังไม่รู้จักกันก็คิดแบบนั้นแล้ว”   
                เสียงหวานกรอกมาตามสาย
 
                “เพราะรู้ดีไงถึงพูด”
                สาวหัวแดงตอบกลับทันควัน
 
                “มองคนในแง่ร้ายจัง   ฟาอุส่าคิดว่ามิ้นท์คงไม่ใช่พวกใจแคบที่ชอบตัดสินคนอื่นที่ภายนอกหรอก”
                เสียงนั้นต่ำแฝงการเหน็บแนมเอาไว้
 
               
                “ชั้นตัดสินคนที่ความจริงใจ  คิดว่ามีให้ชั้นมองไหมล่ะ”
                 นัยน์ตาสีเทาหรี่ลง    ส่งถ้อยคำเย้ยยั่นใส่
 
                สาวหน้าหวานจิ๊ปากที่โดนตอกกลับมาเต็มๆ
                “ ก็ลองเป็นเพื่อนกันก่อนสิ  จะได้รู้ว่ามีพอไหม”
 
                “หึ  มั่นใจขนาดนั้น?  แค่ยิ้มดีๆแบบไม่ต้องเฟคทำให้มันได้ซะก่อน”
                ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มใส่ปลายสาย    ทั้งที่โดนว่าไปขนาดนั้นแล้วทำไมยัยแอ๊บแตกนี่ยังพยายามเอาตัวเข้ามายุ่งอยู่ได้   รึมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
 
 
                มือเล็กกำแน่นโดนปฏิเสธกลับมาชนิดแถไปต่อไม่ได้เลย   ก็ไม่คิดหรอกนะว่าอีกฝ่ายจะเข้าถึงตัวได้ยากขนาดนี้ 
                “ก็ถึงบอกไง  ว่าลองมาเป็นเพื่อนกันก่อน  จะได้รู้ว่าฟามีมันไหม”
                คราวนี้ริมฝีปากอิ่มบอกเสียงนิ่ง
               
               
                คิ้วเรียวขวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ   สรุปยัยผู้หญิงลวงโลกนี่ดื้อจะเข้ามายุ่งกันให้ได้งั้นสินะ
                “แล้วแต่นะ...ว่าเธอจะทำให้ชั้นเห็นมันได้ไหม”
 
                คำพูดกำกวมติดน่าหมั่นไส้ทำให้ปลายสาวขมวดคิ้วไปด้วย  จะถือว่าเป็นคำตกลงที่ยอมเป็นเพื่อนกันได้รึเปล่า!?
                “อื้อ  งั้นพรุ่งนี้เจอกันน๊า  เดี๋ยวฟาไปอาบน้ำล่ะ”
                กลายเป็นเสียงหวานรื่นหูตอบกลับมาเรียกรอยยิ้มรังเกียจให้ปรากฏบนใบหน้าสวย   นัยน์ตาสีเทามองสายการสนทนาที่ตัดสัญญาณไป
 
                ....แล้วชั้นจะดู....ว่าคนอย่างเธออยากเข้าหาชั้นเพราะอะไร    กุลธิดา....
               
               
                ....................................................................................................................
 
กิจกรรมขึ้นสแตนอีกหนึ่งกิจกรรมบังคับที่นักศึกษาปี1ต้องให้ความร่วมมือ  ต่อให้ที่นี่จะมีลูกท่านหลานเธอมากมายขนาดไหนเจอความโหดของพี่คุมเชียร์เข้าไปยังต้องร่วมมือไปโดยปริยาย   แต่อากาศในเดือนนี้ค่อนข้างร้อนและวันนี้แดดก็แรงกว่าทุกวันพวกรุ่นน้องจึงได้รับโอกาสงามกลับก่อนเวลาเล็กน้อย
 
“ฟา  เลิกแล้วไปเดินห้างกับพวกทิพไหม?” 
ทิพยาดาชวนตามมารยาท  ใครที่ไหนมันจะอยากเอาคนน่ารักเด่นกว่าตัวเองไปกลบรัศมีตอนเดินกันเล่า!
 
 
นัยน์ตาสีน้ำตาลปรายตามองเห็นเป้าหมายเดินมากับเพื่อนร่วมเอกอีกสองคนเข้าพอดี
“ไม่ดีกว่า  วันนี้ฟาจะรีบกลับ”
ริมฝีปากอิ่มโปรยยิ้มน่ารักเป็นการปฏิเสธที่ดูดีซะจนไม่มีใครกล้าท้วงติง         
 
“อ่อ...ไม่เป็นไรยังไงทิพก็ไปกับไอ้มินอยู่แล้ว”
สาวหมวยบอกยิ้มๆ  แต่ในใจเริงร่าสุดๆที่ไม่ต้องเอาคนสวยไปแย่งความเด่นของตัวเอง
 
 
“งั้นฟากลับก่อนนะ”
กุลธิดายิ้มเดินออกมาจากเพื่อนกลุ่มใหญ่    พอพ้นจากสายตาคนอื่นสองขาก็เร่งฝีเท้าไล่ตามให้ทันสามสาวที่เห็นหลังไวๆอยู่ข้างหน้า   
 
 
จะเข้าไปทักยัยหัวแดงเลยก็ดูจะจงใจไป.....งั้นถ้าเป็นคนที่ผมสั้นๆใส่แว่นล่ะ?
คิ้วได้รูปเลิกสูง   จำได้ว่าตอนมาทำกิจกรรมรับน้องยัยนี่ก็ปากหนักไม่พูดไม่คุย   แค่ทำตัวนิ่งๆก็ไม่น่าเข้าใกล้พอแล้วยังจะหยิ่งอีก    
ไม่ดีกว่า....ถ้าเป็นยัยอ้วนที่ชื่อแมวน้ำอะไรนั่น  น่าจะเข้าร่วมวงง่ายกว่า
คิดแล้วริมฝีปากอิ่มก็เผยรอยยิ้มปีศาจน้อยขึ้นมา
 
“แมวน้ำ”
                เจ้าของชื่อหันกลับมามองทำให้คนข้างๆกับสาวผมแดงหันกลับมาด้วย
“อ่าว!ฟา  มีอะไรเหรอ?”
บอกด้วยน้ำเสียงตกใจที่เห็นคนดังของชั้นปีเข้ามาทักทายก่อนแบบนี้
 
“จะกลับบ้านกันเลยเหรอ”
ใบหน้าหวานเยิ้มแสดงความเป็นมิตรพร้อมเดินเข้าไปรวมกลุ่มด้วย
 
“เปล่าหรอก  กำลังจะไปเดินตลาดนัดหลังม.อ่ะ  ฟาไปด้วยกันไหมล่ะ”
ด้วยความมีน้ำใจเธอเลยชักชวนคนมาใหม่ให้ไปด้วยกัน  
 
“เหรองั้นฟาไปด้วยนะ  แล้วอีกคนชื่ออะไรเหรอ”
เอียงคอถามน่ารักไปทางสาวผมสั้นที่ยกมือดันกรอบแว่นให้กระชับใบหน้า
 
 
“ไม่จำเป็นมั้ง”
โซดาบอกแล้วเสมองไปทางอื่นราวกับไม่ใส่ใจที่อยากจะทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่รายนี้เลย   ทำให้งานกร่อยจนเจ้าตัวโดนคนข้างๆกระทุ้งศอกใส่เอวบางเข้าให้
 
“อีกแล้วนะ! พูดแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่มีใครเค้าคบด้วยหรอก”
 แมวน้ำอดที่จะปรามไม่ได้
 “ชื่อโซดาน่ะ  เพื่อนเราก็เป็นแบบนี้แหละพูดจาไม่ค่อยดีแต่นิสัยดีอยู่นะ”
เธอบอกยิ้มๆเพื่อให้บรรยากาศคลายความอึดอัด
 
 
แย่...นิสัยไล่แขกแบบนี้ใครจะอยากคุยด้วย
“อื้อ ไม่เป็นไรฟาไม่ถือหรอก”  
บอกพร้อมรอยยิ้มแสดงออกถึงความใจกว้าง  
 
ทุกการกระทำของกุลธิดาที่เปิดฉากเข้ามาสนิทกับสองสาวถูกมองผ่านนัยน์ตาสีเทา    ริมฝีปากบางเหยียดยิ้ม
แอ๊บแหลเข้ามาตีสนิทแบบเนียนๆงั้นสิ....
 
“แล้วอย่างชั้นล่ะต้องให้บอกชื่อไหม”
เสียงนั้นจงใจดังขึ้นขัดให้ใบหน้าหวานหันมามอง
 
                “มีณชญา   แฮนเดรย์  มิ้นท์  ”  
                สาวหน้าหวานบอกพร้อมเดินเข้ามาประชิดตัวจนใกล้อีกคน   
 
                “เรียกมิ้นท์ก็พอ”
                ใบหน้าสวยเสมองมือเล็กๆที่ถือวิสาสะสอดเข้ามาควงแขน
 
 “ฟาไปเดินด้วยคน...นะ”
รอยยิ้มสุดแสนน่ารักที่เจ้าตัวมั่นใจว่าสามารถทำให้ใครซักคนหลงชอบขึ้นมาส่งผ่านมาให้สาวสวย   ถ้าสาวลูกครึ่งผมสีเพลิงคนนี้เป็นพวกชอบผู้หญิงด้วยกันจริงล่ะก็   ต้องมีหวั่นไหวกับรอยยิ้มนี้บ้างล่ะ
ไงล่ะรู้สึกชอบชั้นขึ้นมาบ้างรึยัง  ยัยวิปริต....
 
 
                นัยน์ตาสีเทาหรี่ลง
                “ก็ไปสิไม่ได้มีใครห้าม” 
                เธอเหยียดยิ้มใส่แต่ก็ไม่ได้สะบัดแขนออกจากการเกาะกุม
                หึ...นี่เหรอสิ่งที่เธออยากให้เห็น     ที่พูดกันเมื่อวานก็แค่แถแหลไปตามนิสัยสินะ
                อย่างยัยนี่น่ะเหรอจะมีความจริงใจได้
 
               
                น้ำเสียงกับท่าทีนั้นบอกชัดเจนเลยว่าไมได้หลงใหลไปกับความน่ารักของกุลธิดาแม้แต่น้อย   งานนี้ทำเอาคนที่มั่นใจเต็มร้อยมีสีหน้ากระอักกระอวล   ก็ลืมคิดไปว่าอีกฝ่ายสวยใช่ย่อยขนาดนั้น!
                “อื้อ...ฟาอยากไปเดินกับมิ้นท์”
                ใบหน้าหวานยิ้มสู้เอนศีรษะไปซบแขนเรียวออดอ้อนตามใจชอบ
                จะทนไปได้ซักเท่าไรล่ะ...
                ยิ่งรู้ว่าทำให้อีกคนสนใจไม่ได้ก็ยิ่งบุกมากขึ้น
 
                “งั้นรีบเดินไปกันเหอะเห็นเค้าบอกว่าอยู่ใกล้ๆ  ป่านนี้เริ่มตั้งร้านแล้วมั้ง”
                แมวน้ำบอกก่อนจะดึงโซดาที่ยืนหน้านิ่งให้เดินตามไปด้วย
 
                “สองคนนั้นเดินนำไปก่อนเหรอ  งั้นมิ้นท์เดินไปกับฟาน๊า”
                สาวหน้าหวานยิ้มแล้วเกาะแกะคนตัวสูงไม่ห่าง
 
                ดวงตาสีเทาปรายตามองปอยผมสีน้ำตาลที่คลอเคลียอยู่กับไหล่บาง
                ก็ได้....ถ้าอยากเล่นกับชั้นมากนักล่ะก็จัดให้....
               
               
....................................................................................................................
 
ตลาดนัดขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้มหาลัยเอกชนแต่ก็ต้องใช้เวลาเดินอยู่หลายนาทีเหมือนกัน  งานนี้ทำเอาแมวน้ำเหงื่อซึมแทบหมดแรงผิดกับโซดาที่ยังหน้านิ่งเหมือนเดิม   ส่วนสาวผมแดงก็แค่ขยับเสื้อเพื่อไล่ความร้อนออกไปเล็กน้อย   คนที่ร่าเริงแรงดีไม่มีตกเห็นจะเป็นหลานอธิการนี่แหละยิ้มแล้วยิ้มอีก
 
“ใกล้กว่าที่คิดอีกนะเนี่ย  ตลาดนัดที่ฟาเคยไปตอนอยู่เชียงใหม่ไกลกว่านี้อีก”
สาวหน้าหวานบอกแล้วยิ้มน้อยๆ 
 
 “อ่าวฟาไม่ใช่คนกทม.หรอกเหรอ”
แมวน้ำถามพลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อ
 
 
“อื้อ  แต่มาอยู่เนี่ยก็ไม่ได้อยู่หอหรอก  ป้าให้อยู่บ้านพักป้าในมอเลย”
 
                “เรากับโซดาอยู่แพร่เลยอยู่หอในกัน”
                คำตอบทำเอาสาวอวบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดีใจที่มีคนเหนือด้วยกันมาเรียนที่นี่
 
                “แล้วมิ้นท์ล่ะ”
                ไหนๆก็คุยเรื่องบ้านเกิดกันพอดีเลยหันมาถามสาวสวยข้างๆถือโอกาสเก็บข้อมูลไว้หน่อย
               
                “แต่ก่อนอยู่อังกฤษเพิ่งกลับมาอยู่ไทยได้สามปี”
                สาวผมแดงจงใจตอบรวบรัดเพื่อไม่ให้อีกคนถามต่อ
 
 
“แต่พูดไทยชัดจังเนอะ”
แต่กุลธิดาก็ยังหาเรื่องอื่นมาถามหยั่งเชิงจนได้
 
“ก็เรียนภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก” 
คราวนี้ริมฝีปากบางเลยตัดบทอีกครั้ง
 
 
“อื้อ เป็นแบบนี้นี่เอง”
คนตัวเล็กยิ้มให้แล้วกระชับแขนเรียวแน่นขึ้น
 
“ทำไมมันไม่ค่อยมีอะไรขายเท่าไหร่เลย”
แมวน้ำบอกด้วยความแปลกใจเพราะมองไปรอบๆเห็นเพียงร้านค้าประปรายแถมส่วนใหญ่เป็นร้านขายอาหารสดกับร้านขายของปิ้งย่างมากกว่า
“มาตอนห้าโมงเย็นก็เป็นงี้แหละ  ขนาดที่แพร่เค้ายังมาตั้งร้านกันตอนหกโมงกว่าๆเลย”
โซดาบอกเสียงเรียบเลยโดนคนข้างๆตีไหล่ด้วยความมั่นไส้
 
“สงสัยร้านเสื้อผ้าคงมากันตอนนั้นมั้ง  เห็นมีแต่ร้านขายแหวนกับสร้อย”
 
“ไปดูร้านนั้นกันเหอะ”
สาวหน้าหวานบอกแล้วดึงคนผมแดงให้เดินตาม   ริมฝีปากบางเหยียดที่เห็นอีกคนกระตือรือร้นรีบพาไปคงหวังอะไรลึกๆอยู่แน่ๆ
 
 ร้านที่สี่สาวเดินเข้ามาเป็นร้านเล็กๆเน้นขายแต่เครื่องประดับเงินทำมือเป็นส่วนมาก   มีสร้อยคอ  แหวน  สร้อยข้อมือ  กำไล  รวมไปถึงต่างหูเก๋ๆอีกหลายแบบ     กุลธิดารู้สึกไม่ค่อยถูกโรคกับเครื่องประดับแนวนี้เท่าไรเลยยอมปล่อยแขนให้สาวสวยเป็นอิสระแล้วถอยมายืนรออยู่หน้าร้าน     ระหว่างที่เดินดูของนัยน์ตาสีเทาก็สะดุดเข้ากับสร้อยพร้อมจี้ไม้กางเขน ตัวสร้อยเป็นโซ่เล็กๆคล้องเรียงกันส่วนจี้เป็นไม้กางเขนเป็นเงินผิวเรียบขัดมันวาวไม่มีลายอันเล็กๆไม่ใหญ่จนเกินไปเลยหยิบแล้วกันมาหาสาวเซอร์มาดนิ่ง
 
“คิดว่าเป็นไง”
โซดาเลิกคิ้ว
               
“ก็ท่ดีมั้ง”
โซดาเลิกคิ้วแต่ก็ตอบไปอย่างที่คิด
 
“เอาอะไรดีครับน้อง”
เจ้าของร้านที่กำลังขะมักเขม้นนั่งร้อยลูกปัดกับเส้นเอ็นหลากสีอยู่หลังร้านชะโงกหน้าออกมามอง  เขาชะงักเมื่อเห็นฝรั่งหัวแดงเดินอยู่ในร้าน  
 
“เส้นนี้เท่าไหร่คะ”
 
 
“850ครับน้อง  เงินอย่างดี”  
ชายหนุ่มเป่าปากโล่งใจที่แท้ก็ลูกครึ่งนี่เองเลยหยุดมือแล้วเดินออกมาขายของ    แล้วสาวสวยก็ทำสิ่งที่ชวนตกตะลึงอีกครั้งด้วยการหยิบแบงค์สีเทาขึ้นมาจ่ายโดยไม่ต่อราคาอะไร  เขาเลยยิ้มพึงพอใจรีบทอนเงินแล้วนั่งลงทำงานฝีมือต่อ   พอรับเงินทอนมาเสร็จมีณชญาก็ยัดถุงบรรจุสร้อยใส่มือโซดาทันที  
 
 
“ ซื้อให้ทำไม?”
 คนมาดนิ่งถามด้วยน้ำเสียงเจือความหงุดหงิด 
 
 
“ของขวัญสำหรับเพื่อนใหม่ละมั้ง”  
 ใบหน้าสวยเผยยิ้มยียวนกับคำพูดตรงๆ
 
 
“อืม จะรับไว้เป็นน้ำใจแต่ต่อไปอย่าทำ  เราไม่ชอบโดนมัดมือชก”  
 
“อ่า...งั้นเดี๋ยวเราเลี้ยงไอติมมิ้นท์ตอบแทนล่ะกันเนอะ”
แมวน้ำรีบเข้ามาแทรกกลางทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัด  เพื่อนคนนี้นี่จริงๆเลยมนุษย์สัมพันธ์ไม่ค่อยดีแล้วยังปากร้ายอีก  
 
“ของกินตลอดเลยนะ”
โซดาขยับแว่นให้กระชับใบหน้าแล้วยิ้มที่มุมปาก
 
 
“เหอะปากดีนัก  ไปหาซื้อไอติมด้วยกันเลยมา”
สาวอวบหมั่นไส้กับความปากร้ายจนอยากจะหยิกผิวขาวๆให้ขึ้นรอยจริงๆ   แต่ก็ทำเพียงดึงลากข้อมือเรียวให้อีกคนเดินตามมาด้วยกัน
“เดี๋ยวเรากับโซดามานะ”
และไม่ลืมจะบอกให้คนดังของชั้นปีที่ยืนอยู่หน้าร้านได้ยิน    ทำเอาสาวหน้าหวานสะดุ้งที่ต้องมาอยู่กันตามลำพังกับหัวแดงแรงไม่แคร์สื่อกะทันหัน
 
นะ..นี่อย่าหนีกันไปดื้อๆแบบนี้สิ!
พอหันกลับมาก็เห็นสาวลูกครึ่งเดินเข้ามาใกล้  เลยต้องขยับถอยตั้งหลักมามองสร้อยเงินที่แขวนเรียงรายอยู่ตรงหน้า
 
                “สนใจของแนวนี้ด้วยรึไง?”
                สาวสวยกอดอกปรายตามอง
 
                “กะ..ก็มองบ้าง”
                พอถูกสายตาคู่คมมองเหมือนจะอ่านใจกันได้ก็ต้องรีบหลบด้วยความรู้สึกกระอักกระอวล  
 
                หึ...แหลได้อีก
                ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มมองดูก็รู้ว่าคนน่ารักอย่างกุลธิดาไม่ได้มีความสนใจในเครื่องประดับเงินเลย   น่าจะชอบอะไรหวานแหว๋วมากกว่าด้วยซ้ำ  
 
                นัยน์ตาสีเทามองสบเข้ากับสร้อยเงินเส้นหนึ่งเลยเอื้อมไปหยิบให้สาวหน้าหวานสะดุ้งเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจากคนด้านหลัง  แถมยังอยู่ในอ้อมกอดอีกฝ่ายโดยไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ   ความนุ่มนิ่มที่เบียดหลังอยู่ทำให้เธอรีบขยับตัวออกห่าง
 
                “จะหยิบก็บอกสิ   ฟาจะได้ถอยให้”
                ถึงเป็นผู้หญิงเหมือนกันก็เถอะแต่โดนเอาหน้าอกมาเบียดหลังกันแบบนี้ทำให้รู้สึกแปลกๆขึ้นมาจนต้องก้มหน้าหลบ    
                ยะ..ยัยบ้าอยู่ๆมาทำแบบนี้  ขนลุกหมด!
               
“หืม?  ชอบแบบนี้เหรอเห็นมองอยู่”
นิ้วเรียวเชยคางมนให้เงยขึ้นสบสายตาแล้วไล่มองใบหน้าหวานใสไล่สายตาจนลงถึงถึงหน้าอกหน้าใจที่ซ่อนรูปอยู่ในเสื้อนิสิตด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย   
ซ่อนรูปนี่นา....
ริมฝีปากบางยิ้มกริ่มให้คนถูกมองหน้าขึ้นสีระเรื่อ
 
…มองอะไรเนี่ย!?
ฟารีบสะบัดตัวออกห่างแล้วยกมือขึ้นกอดอก   เพราะรู้ตัวว่าตัวเองมีจุดเด่นที่ตรงไหนแถมยังโดนพวกผู้ชายส่งสายตาหื่นๆใส่บ่อยๆเลยระวังตัวสูง  
 
หึหึ...ทำตัวน่าแกล้งดีนะ
เรียวปากบางเผยยิ้มยียวน
 
“มองเฉยๆเห็นมันแปลกดี”   
บอกแล้วยิ้มๆก่อนจะเสสายตามองหาแมวน้ำกับโซดาที่หายไปได้ซักพักแล้ว
 
“เส้นนี้น่าจะเหมาะกับเธอนะ”   
พูดแล้วสองมือก็ยกสร้อยเงินขึ้นทาบเป็นคอระหงส์แล้วใช้ความสูงที่ได้เปรียบกว่าจัดการติดตะขอสวมให้คนในอ้อมกอดเสร็จสรรพ   
 
“เอ๋?”
นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างเมื่อก้มมองสร้อยเงินเส้นเล็กๆคล้องจี้รูปโบว์ลงลายสีหวานตัดกับลายสีเข้ม  ดูเท่ได้หวานได้ในเส้นเดียวกันอย่างลงตัว   ยังไม่ทันที่ริมฝีปากอิ่มจะเปิดปากถามก็ถูกหมุนไหล่ให้หันมองภาพสะท้อนในกระจกเงาแทน
 
“เหมาะดีว่าไหม”
เสียงบอกอยู่ใกล้จนคนตัวเล็กต้องขยับหนีด้วยความตกใจ
 
“ขะ..ขอบคุณน๊า มิ้นท์ใจดีจังเลย”
  ยัยนี่ม่อเราอยู่เหรอ?  เห็นทีแรกทำเป็นไม่สนใจเรานี่!
 
“ชั้นซื้อให้ก็แล้วกัน  เดี๋ยวถามราคาก่อน”
บอกแล้วยิ้มเย้ยใส่ให้คนรับได้หมั่นไส้ขึ้นมา
 
“พี่คะเส้นนี้เท่าไรค่ะ”   
เสียงเรียกทำให้เจ้าของร้านรีบลุกขึ้นมามอง
 
“เส้นไหนอ่ะครับน้อง?”
 
“นี่ค่ะ”
ปลายนิ้วเรียวไล้สร้อยเงินที่สวมอยู่บนคอระหงส์ให้เจ้าตัวสะดุ้งน้อยๆ
               
 
“พันเดียวครับ” 
ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงเริงร่าพลางนึกถึงกุมารทองของดีประจำตัวเพราะเปิดร้านมาไม่ถึงชั่วโมงก็ได้มาเกือบสองพันบาทแล้วรอเปิดร้านก่อนจะรีบจัดน้ำแดงขวดใหญ่ให้เลย   เขายื่นมือรับแบงค์สีเทามาแถมยังเอ่ยเชิญลูกค้ากระเป๋าหนักรายนี้ให้กลับมาซื้อของด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
 
 
ฟาเดินตามสาวสวยผมสีเพลิงออกมาจากร้าน 
สรุปว่า ยัยนี่หลงชอบเธอเข้าให้แล้วรึไงถึงได้ซื้อของให้!?
คิดแล้วก็ยกมือขึ้นแตะสร้อยที่คอ
 
 
“อ่าวมิ้นท์กับฟาออกมาแล้วเหรอ  ขอโทษนะเรามัวแต่ซื้อของอ่ะเลยช้า”
แมวน้ำหอบของกินพะรุงพะรังตามมาด้วยโซดาที่ทำหน้าเซ็งเพราะต้องช่วยถือของอีกหลายถุง
 
“ก็ซื้อเหมือนจะเหมายกร้านก็แบบนี้แหละ”
คนมาดนิ่งบอกเสียงเรียบเรียกสายตาค่อนขอดเข้าให้  
 
“เอ่อ....ฟาว่าเราไปหาที่นั่งกันก่อนดีกว่าเนอะ”
ทางออกถูกเสนอขึ้นเมื่อสาวเจ้าเริ่มเบื่อที่จะเดินตลาดนัดขึ้นมาแล้ว   
 
 
           ....................................................................................................................
               
 
 
                “ดะ...เดี๋ยวๆพี่จูนหยุดก่อน”  มินตรารีบดึงแขนหนุ่มรุ่นพี่เอาไว้เมื่อเห็นใครบางคนที่คุ้นตา 
               
                “มีอะไรเหรอครับน้องมิน?”                   “มินลืมของที่เจ้ฝากซื้ออ่ะพี่  พี่รอมินอยู่นี่ก่อนนะเดี๋ยวมินมาแป๊ปเดียว”  พูดจบเธอก็รีบเดินหายไปในกลุ่มคนปล่อยให้หนุ่มตี๋ยืนรออยู่หน้าร้านขายเสื้อผ้า
               
                ตอนแรกมองผ่านๆก็ไม่แน่ใจว่าใช่หลานสาวอธิการรึเปล่า  พอเห็นเค้าควงคู่ไปกับผู้หญิงตัวสูงผมแดงทั่น้นก็ถึงบางอ่อเลยทีเดียว   ที่บอกว่ารีบกลับก่อนเนี่ยคือมาเดินเที่ยวกับยัยหัวแดงสินะ? ที่ไปที่มาเป็นไงไม่สนแล้วขอตามดูหน่อยเหอะ   คิดแล้วสาวห้าวก็ยิ้มระรื่นค่อยๆเดินตามกลุ่มเพื่อนร่วมเอกไปห่างๆ
                “อ่าว...หายไปไหนแล้ว!”
                มินตราร้องเสียงหลงเมื่อถูกฝูงชนเบียดเสียดให้คลาดสายตาจากเป้าหมายก็เธอดันเดินสวนขึ้นไปในทางที่ผู้คนเค้าเดินลงกันนี่นา   ด้วยความพยายามเลยเดินวนไปวนมาอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่เจอใครซักคน
                กำเลย!หายซะงั้น...ช่างเหอะไว้ไปค่อยไปเม้ากับเจ้พรุ่งนี้ก็ได้วะ
                สุดท้ายก็ยอมถอดใจเดินคอตกด้วยความเสียดายกลับไปหาแฟนหนุ่ม   
                ..........................................................................................................
 
              อากาศยามเย็นโรยตัวเข้าปกคลุมไปรอบบริเวณถึงเป็นช่วงรอยต่อระหว่างฤดูร้อนกับฤดูฝนแต่ยังมีวันที่อากาศดีเหมาะแก่การรับลมเหมือนเช่นค่ำนี้   พอได้นั่งล้อมวงทานไอศกรีมกันก็ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมา    สำหรับแมวน้ำและโซดาถือเป็นเรื่องปกติมาก  ส่วนสาวหน้าหวานก็นั่งละเมียดลิ้มชิมรสราวกับคุ้นเคยมันดี   มีเพียงมีณชญาที่รู้สึกแปลกใหม่อยู่คนเดียว  นี่เป็นครั้งแรกจริงๆที่ได้มานั่งกับทานอะไรเรื่อยเปื่อยกับกลุ่มเพื่อนแบบนี้    แรงเบียดจากคนข้างๆทำให้สาวผมแดงปรายตามองยัยตัวเล็กที่นั่งจนชิดให้ไหล่เบียดไหล่
                “ขยับไปหน่อยแบบนี้ตักไม่ถนัด” 
                บอกแล้วก็ตักไอศกรีมมะพร้าวอ่อนเข้าปาก  
                “ก็มันหนาวๆ”  
                ฟาบอกพลางถูมือกันไปมาจ้องไอศกรีมรสสตอเบอร์รี่ในถ้วยพลาสติกตรงหน้า  อากาศเริ่มเย็นแล้วยังมานั่งกินไอศกรีมในที่โล่งลมโกรกได้แบบนี้เลยเริ่มหนาวขึ้นมา                
                ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มแล้ววางถ้วยพลาสติกในมือก่อนจะเอื้อมไปหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างใบใหญ่    เสื้อคลุมเนื้อบางเบาสีหวานถูกนำมาคลุมไหล่ให้คนที่บ่นหนาว                 “ให้ยืมแล้วก็ช่วยขยับไปหน่อย” 
                 นัยน์ตาสีเทาปรายตามองเป็นเชิงให้ขยับถอยห่าง               
คาร์ดิแกนคอเลคชั่นหายากของปารีสปีที่แล้วนี่นา!  
                สาวหน้าหวานกระชับเสื้อคลุมเนื้อดีห่อตัว 
                มันอาจจะเหมือนเสื้อคลุมผ้าบางๆทั่วไปที่หาซื้อได้ตามห้างหากแต่คนที่ใช้ของแบรนเนมมองแล้วรู้ทันทีว่ามันเป็นเสื้อคลุมรุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดค่อนข้างหาซื้อในเมืองไทยได้ยาก    มีของแบบนี้ได้เข้าขั้นรวยเวอร์แบบไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
                                “ใจดีจังนะ”  
                ริมฝีปากอิ่มเผยยิ้มตามมารยาท  แต่มันสร้างความหงุดหงิดให้ใบหน้าสวยต้องขยับเข้ามาใกล้แล้วบอกเสียงเบา                 “เก่งนะยิ้มเฟคๆได้ทั้งวันเนี่ย”
                ทำเอาคนฟังหุบยิ้มแทบไม่ทันเป็นครั้งแล้วที่โดนนัยน์ตาคู่นั้นมองออก    ใบหน้าหวานเลยหันหนีไปทางแมวน้ำกับโซดาที่คุยเล่นกันอยู่สองคน
               
เออดีเนอะมาด้วยกันแต่คุยกันอยู่แค่สองคน
                   ความรู้สึกอึดอัดเข้าจู่โจมอีกครั้งจนเริ่มกระอักกระอวลเลยต้องมองซ้ายมองขวาหาทางออก  แล้วดวงตากลมโตก็เหลือบไปเห็นชายสองคนแต่งตัวมอซอถือถุงใส่แตงกวากล้วยอ้อยเต็มมือแถมยังพาลูกช้างตัวเขื่องมาด้วย                     “เลี้ยงลูกช้างทำบุญกันไหม?”
                เสียงหวานดังขึ้นให้สามสาวต้องเงยหน้าขึ้นมองลูกช้างกับชายทั้งสอง                
                “คิดว่าได้บุญก็เอา”
                มีณชญาบอกแล้วนั่งจัดการไอศกรีมในมือต่อ     ส่วนโซดาทำหน้านิ่งใส่ปฏิเสธโดยไม่ต้องอ้าปากเลยด้วยซ้ำ  
 
                “เอ่อขอผ่านน๊า เราไม่ค่อยชอบอยู่ใกล้ช้างน่ะ”
                แมวน้ำบอกออกมาตามตรงเพราะมีอดีตฝังใจไม่ค่อยดีกับช้างซักเท่าไร               
                “งั้นเดี๋ยวฟามานะ”
                เธอคิดเผื่อไว้เรียบร้อยแล้วว่าคงไม่มีใครสนใจแน่ๆ   เลยลุกจากเก้าอี้เดินมาคนเดียว
               
                ปลายแตงกวาอีกด้านถูกงวงช้างดึงออกไปจากนิ้วเรียวให้สาวเจ้าต้องชักมือกลับ    ที่จริงก็ไม่ได้พิศวาสการใช้อาหารสัตว์เท่าไรนักหรอกแค่หาทางเอาตัวเองออกมาจากบรรยากาศอันแสนอึดอัดก็แค่นั้นเอง    ดวงตาสีน้ำตาลปรายตามองสาวสวยที่นั่งเล่นมือถือโดยไม่สะทกสะท้านอะไรเลย  
                สร้อยเงินราคาพันบาทกับท่าทางกำกวมไม่ได้ช่วยการันตีได้ว่าผู้หญิงคนนี้หลงใหลกับความน่ารักของเธอ  คงเพราะอีกฝ่ายเป็นคนสวยแถมยังมั่นใจตัวเองสูงซะด้วย  จะใช้แผนนี้คงไม่ได้ผลแล้ว
                แตงกวาลูกสุดท้ายถูกงวงช้างหยาบกระด้างดึงไปจากมือ  สาวหน้าหวานจึงหยิบจากถุงใหม่แล้วยื่นส่งให้ลูกช้างอีกครั้ง 
                ...งั้นต้องเปลี่ยนแผนใหม่
                ริมฝีปากอิ่มเผยยิ้มร้ายๆออกมา
....................................................................................................................
 
 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
6 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
6 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
6 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา