[ChanBeak]-Love you only

10.0

เขียนโดย Metoric_soul

วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 11.58 น.

  15 chapter
  14 วิจารณ์
  23.00K อ่าน

แก้ไขเมื่อ 9 เมษายน พ.ศ. 2557 12.25 น. โดย เจ้าของนิยายฟิคชั่น

แชร์นิยายฟิคชั่น Share Share Share

 

8) ก็เป็นห่วงนายไง แบคฮยอน

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
Baekhyun Part’s
 
“อรุณสวัสดิ์ชานยอล” ผมเดินออกจากห้องนอนหลังจากอาบน้ำแต่งตัวและทำแผลเสร็จ ปาไปสามวันแล้วยังไม่หายซะที เฮ้อ ไอ้พวกนั้นไม่รู้จักเบามือเลยรึไง ฮึ๊ย! อย่าให้เจอรายตัวนะพ่อจะจัดให้น่วมแน่คอยดู!! พอนึกแล้วอารมณ์เสียเว้ย! ผมกระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามชานยอล เจ้าตัวแกล้งสะดุ้งแล้วยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยทักแบบกวนประสาทผมแต่เช้า
 
“เมื่อคืนไปโมโหใครในฝันมารึเปล่าเนี่ย อารมณ์เสียแต่เช้าเชียว”
 
“ก็ไอ้พวกที่มันให้ฉันได้แผลไงถามได้ ยิ่งเห็นแผลยิ่งอารมณ์เสียโว้ย!”
 
“งั้นนายก็อย่ามองแผลสิ” ชานยอลว่าพลางยื่นขนมปังปิงให้ผม
 
“แล้วจะให้ทำไงได้ละ มันอยู่บนตัวฉันตลอดนะเวลาส่องกระจกแล้วเห็นตัวเองมีแผลเต็มหน้าจนดูไม่ได้แบบนี้ไม่มีใครเขามานั่งอารมณ์ดีหรอกนะ” ว่าบ่นอุบแล้วยัดขนมปังใส่ปาก คนตรงหน้าผมหัวเราะก่อนจะท้ายคางมองผมพร้อมร้อยยิ้มที่ทำให้ใจเต้น....อีกแล้ว
 
“งั้นนายก็มองหน้าฉันแทนสิ^^” เอิ่ม...บางครั้งถ้ามองนานๆหน้านายอาจจะได้แผลจากฉันก็ได้นะชานยอล หมั่นไส้เว้ย! ว่าแล้วก็หยิบขนมปังอีกแผ่นที่วางอยู่ในจานยัดใส่ปากไอ้หยอยนี้ทันที ไม่ต้องยิ้มตลอดก็ได้มั้ง บางครั้งมันน่าหมั่นไส้เกิน - -^
 
“แอ้วอันอี้อะอับอาอี้อี้อีกอั้ยอ่ะ?(แล้ววันนี้จะกลับมาที่นี้มั้ยละ)” ผมเงยหน้าขึ้นครุกคิด ผมไม่มีอะไรติดค้างกับที่นี้ทำไมผมต้องอยู่ละ ก็กลับบ้านสิครับจะอยู่ทำฟาร์มมะเขืออะไร ดีโอเองก็คงไม่อยากอาศัยคนอื่นอยู่เหมือนกันผมว่านะ
 
“นะ” หลังจากกลืนขนมปังคำโตไอ้หยอยก็หลุดคำๆนึงออกมาทันที
 
“ไม่ละ แล้วอีกอย่างอยากกลับไปเครียล์กับไอ้พวกนั้นด้วย”
 
“นายรู้หรอว่าพวกมันอยู่ที่ไหน” ไอ้หยอยทำหน้าเหมือนเรื่องที่ผมพูดเป็นเรื่องไร้สาระ ลองมาเป็นฉันแล้วนายจะรู้ว่าการมีบาดแผลบนใบหน้ามันบ่งบอกถึงความพ้ายแพ้ขนาดไหน
 
“ก็พวกมันเหยียบหน้าฉันนะ” ตอนนี้ผมเริ่มโมโหละ เข้าข้างกันบ้างสิเฟร้ย!
 
“ฉันก็เหยียบหน้านายเหมือนกันนะ”
 
“หะ?”
 
“จำไม่ได้หรอ” ไอ้หยอยยิ้มอย่างมีเลศนัยน์ทันที ตอนไหนอะไรยังไงฟระ - -^
 
“เมื่อคืนไง ที่ฉันใช้ปากเหยียบลงบนแก้มหอมๆของนายก่อนนอนอ่ะ” ไอ้นี้ ! ลักหลับผมเปล่าเนี่ย ไม่นะ ความบริสุทธิ์ผมยังอยู่ใช่มั้ย ผมยังโสดยังซิงอยู่ใช่มั้ย ผมยังเป็นไม่โดนขโมยเวอร์จิ้นไปใช่ม้ายยยยย (โอดครวญสุดชีวิต)
 
“นะ...นาย เมื่อคืนนายทำอะไรฉันเนี่ย”
 
“แล้วคิดว่าไงละ ^ ^”
 
“ยะ...อย่าบอกนะว่า นายทำอะไรฉันน่ะ”
 
“แล้วไอ้ทำอะไรที่ส่ามันคืออะไรละ ^ ^” ยัง ! ยังไม่หยุดกวนประสาท คนเขาเครียดจะตายแล้วนะเว้ย T^T
 
“แล้วนายไม่รู้หรอว่าคนที่เขาอะไรกันอาการตอนตื่นมันเป็นยังไง” ไม่รู้เว้ย เพราะที่ผ่านมาผมบริสุทธิ์ร้อยเปอน์เซน ไม่เคยมีเคยผ่านประสบการณ์พวกนั้นมาก่อน อย่าได้พูดถึงเรื่องบนเตียงเลยผมนี้เอ๋อตัวพ่อทันที แล้วทีนี้เป็นไงละ ก็เลยไม่รู้เลยว่าไอ้เรื่องอย่างว่าถ้ามันเกิดขึ้นอาการตอนตื่นจะเป็นยังไง ก็คนมันไม่เคยมีแฟนนิเว้ย T^T
 
“ลองถามคนใกล้ตัวนายดูสิ”
 
“เอ๋ ?”
 
“เพื่อเข้าจะรู้อะไรบ้าง o.<” อ่ะ....ไอ้หยอยเฮงซวย =[]=”
 
ระหว่างการเดินทางมาโรงเรียนผมถูกไอ้หยอยกวนประสาทด้วยรอยยิ้มจนบางครั้งผมก็ระเบิดอารมณ์เสียทำเอาดีโอกับไคสะดุ้งแล้วผวาผมเป็นระยะๆ ผมเพิ่งรู้สาเหตุที่พี่น้องคู่นี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะชานยอลไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายเหมือนพี่คริสเลยอยากใช้การปั่นจักรยานมาโรงเรียนกับเพื่อนสนิทเป็นการออกกำลังกายในแต่ละวันแทน แต่คราวนี้มีผมกับดีโอติดมาด้วย เลยต้องใช้การเดินเอา ซึ่งบรรยากาศตอนเช้าก็ดีมากๆ ลมเย็นโชยเบาๆทำให้ผมสดชื่นแล้วสงบลงได้บ้าง
 
“นายยังไม่ได้บอกฉันเลยว่านายจะไปหาไอ้พวกนั้นได้ยังไง”
 
“พวกไหนหรอแบค อย่าบอกนะว่า...พอเถอะ เรื่องมันจบไปแล้วก็แล้วไปนะ”
 
“ดีโอ! นายไม่ใช่คนถูกเหยียบหน้านะ นายคงไม่รู้สึกแค้นอะไรหรอก อีกอย่างก็อยากกู้หน้าคืนมาบ้าง”
 
“แต่ก็ไม่ควรจะเป็นวิธีนี้นะ...” เสียงแผ่วของหนึ่งในสี่ทำให้สามคนที่เหลือไปมองไปเป็นตาเดียว ชานยอลหยุดเดินแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาผมเต็มๆ
 
“มันอันตรายเกินไป...ยังมีคนที่เป็นห่วงนายอยู่นะ”
 
ตึกๆ...
 
นายอีกแล้วนะชานยอล ที่ทำให้หัวใจทั้งดวงเต้นไม่เป็นจังหวะ ที่ทำให้ร่างทั้งร่างสะท้ายแล้วก็ชาในเวลาเดียวกัน ที่ทำให้รู้สึกร้อนขึ้นมาที่หน้า เพราะสายตาจริงจังนั้นของนายนะ ผมหลบหน้าแล้วแกล้งทำเป็นบอกว่าจะสายแล้วเพื่อกลบเกลือน มันหลอกไคกับดีโอได้ดีแต่ไม่ใช่กับชายที่ยังอยู่นิ่ง จ้องมองผมด้วยสายตาแน่วแน่ ผมปล่อยสองคนนี้เดินไปก่อนส่วนผมเดินกลับมาหาชานยอลอีกครั้ง
 
“นายนะ...”
 
“อย่าสนใจเลย”
 
“หะ?”
 
“ขอแค่อย่าทำอะไรบ้าๆก็พอ”
 
“คือ...”
 
“เข้าใจนะ” คราวนี้ชานยอลคว้าไหล่ผมไว้ มองผมด้วยสายตาที่คาดหวังในคำตอบที่สุด ผมพยักหน้าเบาๆทำให้ร่างตรงหน้าดูผ่อนคลายลงบ้าง ตอนนี้ผมกำลังรู้สึกในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกอุ่นใจ สบายใจ ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อนปกป้องคนอื่นแบบนี้เขาเรียกว่ากำลังถูกปกป้องอยู่รึเปล่านะ
 
“งั้นไปกันเถอะ นายบอกว่าสายแล้วไม่ใช่หรอ”
 
“อะ...อืม” ชานยอลเดินนำโดยที่ไม่ลืมคว้ามือผมมากุมไว้ คราวนี้ผมจับมือนี้ตอบที่ให้ร่างสูงเผยยิ้มออกมาแล้วออกแรงวิ่งทันที พร้อมรอยยิ้มที่กลับมาสดใส เหมือน ‘ปาร์ค ชานยอล’ คนเดิมแล้ว
 
@ห้องชมรมดนตรี
 
“พี่ลู่...” ผมแอบแง้มประตูอย่างกล้าๆกลัว แต่ในห้องกลับมีเพียงพี่เฉินที่นั่งอยู่เหมือนเดิม
 
“อ้าวเด็กๆ เฮ้อ...ลู่มาช้ากว่าน้องอีกแล้ว เดี๋ยวพี่ไปตามให้พี่สนามนะ”
 
“มะ...ไม่เป็นไรฮะ เดี๋ยวผมไปตามให้” ผมว่าแล้วก็วิ่งออกมาทันที มุ่งหน้าตรงมายังสนามบอลที่พี่ลู่ซ้อมอยู่บ่อยๆ ตอนนี้มีกลุ่มคนประมาณสิบกว่าคนได้กำลังซ้อมฟุตบอลกันอย่างหนักโดยมีร่างสง่าที่คุ้นเคยยืนกำกับอยู่อย่างเค้มงวด
 
“พี่ลู่ฮะ...” ผมเดินเข้าไปทักอย่างกล้าๆกลัวๆ เพราะเหตุการณ์คราวนั้นทำให้ผมกลัวว่าพี่ลู่จะโกรธผม แต่เปล่าเลย พี่หันมายิ้มให้แล้วทำเสียงสดใสเหมือนเดิม
 
“อ้าวแบค ขอโทษนะที่ต้องให้มาตาม เดี๋ยวพี่ไปล้างหน้าแปป มาด้วยกันเลยสิ” ผมเดินตามพี่ลู่มาที่อ่างแล้วก็งงกับการกระทำของพี่เขา เมื่ออยู่ๆร่างบางก็หันกลับมาหาผมแล้วนั่งบนขอบอ่าง
 
“นั่งพักสักหน่อยมั้ย...พักจากเรื่องไม่ดีบ้าง” พี่ลู่ยิ้ม และยังเป็นรอยยิ้มที่ดูสวย สดใสแล้วก็งดงามเหมือนเดิม ผมเองก็คงต้องพักอย่างที่พี่ลู่ว่าบ้างละนะ ผมทรุดตัวลงนั่งบนพื้นต่างระดับพี่ลู่มีสีหน้าพอใจขึ้นมาก่อนจะเริ่มเรื่อง
 
“เซฮุนไม่ได้โกรธแบคหรอกนะ สบายใจได้”
 
“จริงหรอฮะ ดีจัง”
 
“ฮ่าๆๆๆๆ ขอบคุณนะ ที่ตอนนั้นพยายามจะช่วยพี่” พี่ลู่เปลี่ยนจากยิ้มกว้างเป็นรอยยิ้มบางๆที่ดูอบอุ่นแทน
 
“ไม่สิ ผมต้องขอโทษมากกว่าที่ช่วยพี่ไมได้ ถ้าผมไม่หาเรื่องมันต่อพี่ก็คงไม่...”
 
“เรื่องมันจบไปแล้วละ เอาหล่ะ เรามาทุ่มเทให้กับการซ้อมดีกว่านะ ^^” ไม่แปลกเลย...ผมไม่แปลกใจเลยที่ไม่ว่าใครก็รักแต่รุ่นพี่คนนี้ ทุกคนรู้สึกได้จากน้ำเสียง คำพูด และรอยยิ้มนี้ดูจริงใจ อบอุ่นแล้วน่าคบหา ถ้าสักวันผมได้บอกความในใจว่าพี่ลู่เป็นรุ่นพี่ที่ดีขนาดไหน วันนั้นคงใกล้เข้ามาถึงเต็มที พี่ลู่เดินมานั่งข้างๆผมแล้วท้ายแขนไปข้างหลังอย่างสบายใจ
 
อยู่ๆผมก็นึกเรื่องที่ชานยอลพูดขึ้นมาได้ เป็นเรื่องที่ผมสงสัยและทำให้ผมหน้าแดงในเวลาเดียวกัน
 
“คะ...คือพี่ลู่ฮะ ผมถามอะไรหน่อยได้มั้ยฮะ?”
 
“ว่ามาเลย”
 
“อย่าโกรธผมนะ”
 
“เคยเห็นพี่โกรธรุ่นน้องมั้ยละ ^^” พี่ลู่ยิ้มพลางเอื้อมมือมาลูบหัวผมเบาๆ อ่า มือนุ่มจังอยากให้ลูบแบบนี้นานๆเลย
 
“เวลาคือ...เวลาคนสองๆมีเรื่องอย่างว่า ตอนตื่นมาจะมีอาการไงหรอครับ?”
 
“O//////O”
 
“ผะ...ผมขอโทษที่ถามเรื่องไม่ดีไม่งามไปนะฮะ ละ....ลืมมันซะเถอะ”
 
“คือ...ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้หรอกนะ ก็คงระบมแบบปวดไปทั้งตัว...ละมั้งนะ ^^” พี่ลู่ยิ้มแห้งๆให้แถมยังเหงื่อตกทั้งๆที่เพิ่งล้างหน้าด้วย นี้ผมถามเรื่องน่าอายขนาดนี้ออกไปได้ไงวะเนี่ย โอ๊ยยยย ผมขอโทษครับพี่ลู่ T^T
 
“งั้น เรากลับไปซ้อมกันดีกว่า พวกนั้นคงรอนอนแล้ว”
 
“ฮะ”
 
...................................
 
“เสี่ยวลู่....” ไอ้หยา พอเสร็จเซฮุนก็โผล่มาเหมือนรู้เวลาทำเอาผมผวาแล้วแอบย่องเบาแกล้งทำเป็นเก็บกระดาษที่ปลิวไปอยู่หลังห้องพอดี
 
“ไงดีโอ”
 
“อ้าวไค...จะไปกันแล้วหรอ ขอบอกแบคแปปนะ”
 
“เอ๋” ผมเงยหน้าขึ้นมาทันทีเหมือนได้ยินชื่อ ดีโอเดินมาหาผม ใบหน้ามีสีแดงแต้มอ่อนๆที่แก้ม
 
“คือ...วันนี้กะจะไปซื้อของมาสอนไคทำอาหารน่ะ สัญญาเอาไว้แล้ว...ขอโทษนะแบค” ผมส่ายหน้าเบาแล้วหันไปยิ้มให้ไคเป็นเชิงแซว แต่ไอ้นั้นดันทำหน้าเขินจริง หรือมันคิดไรกะดีโอฟะ ถ้าใช่ก็ข้ามศพผมไปก่อนเถอะ!
 
“งั้นกลับบ้านดีๆนะแบค”
 
“พี่ไปละเด็กๆ”
 
“ที่เหลือที่ฝากด้วยนะแบค^^”
 
แล้วก็ไปกันหมดเลย...เฮ้อ
 
ผมเก็บเนื้อเพลงเข้าที่ให้เรียบร้อยจัดการเก็บกวาดทุกอย่างแล้วเดินออกจากห้องทันที บรรยากาศตอนนี้เรียกได้ว่าไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ดูสวยไปหมดเพราะตอนนี้ท้องฟ้าถูกอาบด้วยสีส้มของแสงอาทิตย์ ผมเดินเลาะออกมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าประตูโรงเรียนก็เห็นร่างหนึ่งยืนอยู่ พอเข้าไปใกล้ก็รู้ทันทีว่าคือใคร
 
“ยังไม่กลับอีกหรอ”
 
“ไม่ละ รอนาย”
 
“มารอฉันทำไม” ชานยอลยิ้ม เลิกยืนพิงกำแพงแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม
 
“วันนี้จะพาไปกินไอติม ร้านเดิมที่เจอพี่ลู่ ไปด้วยกันมั้ย” ผมมองหน้าชานยอลนิ่งอย่างชั่งใจ ดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรคงเพราะอยากเลี้ยงจริงๆนั้นแหละ ผมก็ไม่ได้ขัดอะไรเลบตอบตกลงส่งๆไป ผมเห็นมันแอบทำท่า ‘เย่เฮท’ ทีหนึ่งแล้วหันมาปั่นหน้ายิ้มให้ต่อ เอิ่ม...มันคืออะไรอ่ะ - -^
 
“งั้นไปกัน” ชานยอลเริ่มออกเดินนำโดยไม่ลืมกุมมือผมเหมือนทุกครั้ง จนตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกชินขึ้นมาแล้วนะ รู้สึกว่าขาดมันไปสักวันเหมือนวันนั้นมีอะไรขาดไป งงมั้ย ก็คือมันจะรู้สึกไม่ชินถ้าวันใดวันนึงไม่มีนี้กุมมือผมไว้ให้อุ่นใจไง แต่ว่า...ทำไมผมถึงกลัวการมาถึงของวันนั้นจัง
 
@ร้านไอศกรีมเจ้าเดิม
 
ชานยอลรีเควสพี่พนักงามว่าขอที่เดิมซึ่งก็ได้สมใจอยาก แล้วก็สั่งรสเดิมท็อปปิ้งเดิมเหมือนตอนนั้นไม่มีผิด ผมมองไปรอบๆร้าน บรรยากาศตอนนี้ทำให้คิดถึงวันนั้น วันที่ผมเจอพี่ลู่ ได้แกล้งตักไอศกรีมคำโตใส่ปากไอ้หยอย วันแรกที่รู้สึกแปลกๆกับมือที่คอยกุมมือผมเอาไว้ แต่ตอนนี้ภาพทุกอย่างมันห้วยกลับมาและจบลงที่ชายตรงหน้ากำลังยิ้มให้ผม
 
“ยิ้มอะไรของนาย”
 
“แค่ใบหน้านายเมื่อกี้...มันดูดีมาก แค่นั้นเอง” ชานยอลบอกปัดก่อนจะเอนหลังพิงเบาะแล้วมองไปรอบๆร้านบ้าง อ่า...มุมนี้ทำไมมันดูเท่จัง -/////- เชื่อว่าสาวหลายคนคงนั่งน้ำลายหกกันเลยทีเดียว
 
หลังจากทานไอศกรีมเสร็จชานยอลอาสาพาผมไปส่งบ้านเพราะกลัวผมไปทำอะไรบ้าๆในแบบที่มันกลัวอีก ผมไม่รนหาที่ตายด้วยตัวเองหรอกน่า ที่พูดๆไปนั้นมันเพราะแค้นเฉยๆต่างหาก ใครจะกล้า โดนรุมกระทืบขนาดนั้น เฮ้ยแต่เขาว่าถ้าเจ็บครั้งแรกแล้วต่อมาจะเจ็บน้อยลง หมายถึงความเคยชินสินะ ผมว่าตอนนี้ต่อให้ไปโดนอีกรอบผมก็รู้เกมมันหมดแล้ว ผมกับชานยอลเดินคุยกันเล่นๆระหว่างทาง
 
“ว้าว ไม่ออกมาเดินตอนกลางคืนนานละ ดาวยังสวยเหมือนเดิมเลย”
 
“วันๆเอาแต่ทำอะไรละไม่ได้ออกมาเดิน”
 
“ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยว่างละ” จริงด้วย เหมือนอย่างที่พี่ลู่บอกว่าพี่น้องคู่นี้เขานักกิจกรรมกันทั้งคู่เลยไม่ค่อยมีเวลาว่าง แต่ทำไมผมต้องรู้สึกดีไปด้วยนะที่ชานยอลได้ออกมาผ่อนคลายแบบนี้ หรือที่ผ่านมาผมเองก็เป็นห่วงมันเหมือนกัน
 
“ชานยอล” ผมหยุดเดินแล้วเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า มือที่กุมกันไว้แน่นขึ้นเหมือนกับเจ้าตัวตกใจแล้วกลัวผมปล่อยมือ ผมกลับมายิ้มให้อีกครั้งก่อนจะพูดคำๆนึงที่อยากพูดจากใจจริงสักครั้งให้คนที่ทำดีกับผมมาตลอด ก่อนที่ผมจะไม่ได้โอกาสได้พูด ไม่ได้แช่งนะ แต่เวลาสำหรับผมคือสิ่งที่ไม่แน่นอน
 
“เฮ้ยเจอตัวละ!”
 
“นั้นไงลูกพี่ คนที่กระถือผมวันนั้น”
 
“วันนั้นมันถีบลูกพี่กระเด็นด้วยนะ” ผมกับชานยอลรีบผมไปที่ต้นเสียงทันที ผมรู้สึกเลยว่าชานยอลพยายามดึงผมให้อยู่หลังเขาไว้ เหงื่อซึมเต็มมือซึ่งไม่รู้ว่าของผมหรือของชานยอลกันแน่ คราวนี้พวกมันมากันมากกว่าคราวที่แล้ว เกือบสิบคนได้ ผมกระตุกมือชานยอลให้เขาพยายามถอยแต่ว่า พวกนั้นก็เริ่มเดินมาล้อมผมกับเขาเอาไว้ จนตอนนี้พวกเราจนมุม แย่ละ! นี้ผมเป็นตัวเริ่มสร้างปัญหาอีกแล้วใช่มั้ย คราวนี้...ทำไมคราวนี้ต้องเป็นชานยอล ของร้องละ ใครก็ได้เดินผ่านมาทางนี้ที...ขอร้องละ
 
“ไงไอ้หนู คราวนั้นยังซ่าอยู่เลยไม่ใช่หรอ หล่อดีนิ เข้ามาช่วยแฟน”
 
“ฮิ้ววววว” ไอ้พวกนั้นแซวแต่คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแสดงถึงความกดดันอย่างมาก
 
“แต่พอดีฉันไม่ได้มีธุระกับแกวะ...” แล้วสายตาน่ากลัวก็ลากลงมาที่ผม อยู่ๆตัวผมก็ถูกกระชากออกมาในจังหวะที่ชานยอลโดนถีบออกไป
 
“แบคฮยอน!!” ชานยอลพยายามวิ่งเข้ามาหาผมแต่ถูกอีกสองคนคว้าไว้ ส่วนผมถูกเหวี่ยงมาอยู่กลางวงล้อมคนเกือบสิบ แผลเก่ายังไม่หายดี ถ้าได้แผลใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมผมว่าผมต้องตายแน่ๆคราวนี้ ผมที่นั่งหน้าซีดเห็นชานยอลพยายามเอาตัวรอดจากสองรุมหนึ่ง เขาไมได้แผลเลยในทางกลับกันเขามีทักษะในด้านชกต่อยดีกว่าไอ้สองคนนั้นรวมกันแต่ว่าถ้าจะช่วยผม ระยะทางมันห่างเกินไปแล้ว!!
 
“รอบนี้แกไม่รอดหรอก” สิ้นเสียงทุกคนก็หยิบไม้ออกมาจากด้านหลัง ชิบแล้วไง! ไม้หน้าสามทุกอัน!! คราวนี้มันกะเอาไส้ไหลเลยใช่มั้ยเนี่ย ผมรีบหันไปมองชานยอลที่จะพยายามสู้แบบปัดๆเพื่อเข้ามาหาผมแต่ว่า จำนวนคนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
 
“หนีไปเลยชานยอล!” ผมเบี่ยงเบนความสนใจโดนการตะโกนไล่ให้ชานยอลหนีไปแล้วใช้จังหวะนี้ออกแรงวิ่งไปอีกทาง ยังไม่ทันหลุดจาดวงล้อมผมก็โดนเหวี่ยงกลับมาแล้วถูกของแข็งหนักๆฝาดเข้าที่ลำตัวไม่บันยะบันยัง
 
“แบคฮยอน!!” ประสาทสัมผัสอย่าที่ตอนนี้ผมรับรู้ได้คือเสียง และความรู้สึกเจ็บปวด ทรมานเจียมตาย ไม้บางอันมีเสียนขูดผิวผมจนเกิดแผลถลอดหลายแห่ง ไม้บางอันยังมีตะปูฝังอยู่ทำให้เวลาทุบลงมาเหล็กเย็นขนาดเล็กก็แทงทะลุผิวผมลงมาเช่นกัน...ตอนนี้ผมไม่ได้ยินเสียงชานยอลแล้ว เขาคงไม่เป็นอะไรใช่มั้ย...คนหนีไปแล้ใช่มั้ย...
 
!!
 
อยู่ความเจ็บปวดจากการโดนรุมกระหนำทุบก็หายไป แต่กลับมีความรู้สึกว่าถูกร่างอุ่นเข้าโอบกอดแทน ผมพยายามลืมตาขึ้นแต่ในจังหวะเดียวกับมีเลือดพุ่งเฉียดหน้าผมเลอะที่แก้ม
 
“อั่ก!”
 
“ชานยอล!!” ร่างหนาใช้ตัวเองเป็นโล่บังไม้ที่กระหนำฝาดไม่ให้โดนตัวผมแม้แต่นิด จนตอนนี้เจ้าตัวกระอักเลือดไม่หยุด ผมพยายามพลิกตัวหันหน้าเข้าหาชานยอล แต่มือที่เต็มไปด้วยแผลกดหัวผมลงซบกับอกกว้าง ตอนนี้ที่ผมได้ยินไม่ใช้เสียงหัวใจแต่เป็นเสียงไม้หนักกระทบกับร่างอุ่นนี้ แต่ไม่ว่าจะเพิ่มความรุนแรงแค่ไหน อ้อมแขนนี้ก็ไม่คลายออกเลยแม้แต่น้อย กลับกอดผมแน่นยิ่งขึ้น
 
“พอเถอะชานยอล!! เดี๋ยวก็ตายพอดีหรอก!!” ผมกำเสื้อของเขาแน่น รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่ตา พอเถอะชานยอล พอสักที...
 
“แบค...อั่ก! ยะ...ยังทนไหวใช่...มั้ย” เสียงที่พยายามพูดออกมาพร้อมกับเลือดนั้นแผ่วลงเต็มทีจนใจผมหายวูบลงไปกองกับพื้น
 
“ฮึก! พอที่เถอะชานยอล พอได้แล้ว! ฮือ...” คราวนี้ผมร้องไห้ออกมาเหมือนคนบ้าในอ้อมกอดแต่กลับไม่สามารถกลบเสียงกระหนำฝาดลงมาได้แต่อยู่พวกนั้นอยู่หยุดนิ่งแล้วแตกฮือออกไป
 
“เฮ้ยมีคนมาเว้ย !!”
 
“หนีสิเว้ย!!”
 
“ชานยอล...ฮึก...” ผมพยายามฝืนความเจ็บปวดชันตัวขึ้นนั่งแล้วดึงร่างที่สั่นไม่หยุดขึ้นมากอดแน่น
 
“อึก...จะ...เจ็บมากมั้ย ...แบคฮยอน...” มือสั่นเทาพยายามเอื้อมมาเช็นน้ำตาของผมแต่ก็เหมือนหมดแรงแล้วร่วงหล่นไปดื้อๆ โชตดีที่ผมคว้าเอาไว้ทัน
 
“ทำไมละ...ทำไมนายต้องทำแบบนี้”
 
“กะ...ก็เคยพูดแล้วไง...อึก...ว่าฉันเป็นห่วง...นาย” สิ้นเสียง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอบแผลก็เผยยิ้มออกมา คราวนี้ผมร้องไห้โฮแล้วก้มลงกอดร่างนี้แน่น กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็มีคนมาสะกินผมให้ขึ้นรถโดยชายวัยกลางคนอีกสองช่วยกันพยุงร่างในสภาพดูไม่ได้ขึ้นรถและพาพวกผมมาส่งโรงพยาบาล ตอนนี้ตัวผมไม่สนใจที่จะทำแผล นั่งรอหน้าห้องฉุกเฉินใจจดใจจอ ผมไม่สบายใจจริงๆนะเนี่ย ถ้าวันนั้นผมยอมถอย ทั้งดีโอ พี่ลู่ แล้วก็ชานยอลจะได้ไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผม ผมหยิบโทรศัพท์ที่หน้าจอมีรอยร้าวเล็กน้อยเพราะอยู่ในกระเป๋านักเรียนโทรหาดีโอและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
 
(แบคโอเคใช่มั้ย เดี๋ยวเราจะรีบไปหานะ)
 
“วันนี้อย่างเพิ่งเลย”
 
(เราเป็นห่วงแบคนะ งั้นไว้พรุ่งนี้จะไปหานะ) นางพยาบาลบอกว่าอาการผมเองก็ค่อนข้างหนัก เธอพยายามเกลี้ยกล่อมให้ผมไปทำแผลแล้วพักผ่อนอยู่นานจนคุณหมอออกมาบอกว่าชานยอลปลอดภัยแล้วผมจึงยอม โชคดีมากๆที่เตียงผมกับชานยอลอยู่ใกล้กัน พอพยายามบาลออกไปหมดแล้วทั้งห้องก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบ ตอนนี้ผมรู้สึกเจ็บแผลขึ้นมากจริงๆ
 
“ยังตื่นอยู่ใช่มั้ย...แบคฮยอน”
 
“ชานยอล!? พักผ่อนเหอะอย่าฝืนเลย” ชันตัวขึ้นนั่งมองร่างที่นอนหลับตาแต่ยังยิ้มอยู่ด้วยสายตาดุนิดๆ แต่จริงๆคือผมเป็นห่วงเขามาก มากจนนอนไม่หลับเลย
“จำเพลงที่เล่นกีตาร์กันเมื่อคืนได้มั้ย”
 
“เพลงไหนละ...”
 
“เพลงที่นายชอบที่สุดไง”
 
“lucky นะหรอ” ผมทิ้งตัวลงนอนแล้วถึงเรื่องดีๆที่ผ่านมาเมื่อคืน หวังจะให้มันชโลมบาดแผลฉกรรในหัวใจและหวังว่าชานยอลคงคิดแบบนั้นเหมือนกัน
 
“ถ้าไม่ฝืนเกินไป...ช่วยร้องให้ฟังหน่อยสิ” ผมยิ้ม ก่อนจะพยายามกลั่นกลองเสียงที่มีขับออกมาเป็นคำร้อง ทำไมชานยอลขอแค่นี้ผมจะทำไม่ได้ ทั้งๆที่เขาทำเพื่อผมขนาดนี้ ขนาดที่ตัวเองอาจจะตายก็ยอม พอนึกแบบนั้นแล้วเสียงผมก็แผ่วลงมันที
 
“ฉันจำได้ว่าเพลงมันไม่ได้สั่นขนาดนี้” เสียงปนขำนั้นไม่ได้ทำให้ผมมีอารมณ์เล่นด้วยเลยสักนิด ยิ่งนึกยิ่งโกรธ ยิ่งเจ็บใจ ยิ่งแค้นแล้วก็ยิ่งเกลียดตัวเองที่นอกจากจะทำอะไรไม่ได้แล้วยังทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีก ตอนนี้ผมรู้สึกแย่มากๆพยายามนึกว่าความมืดในห้องนี้เครื่องห้วงนิทราแต่ยังไง มันก็คงไม่ใช่...เพราะความเจ็บปวดยังอยู่
 
“แล้วตอนนั้นนายจะพูดอะไร” จริงด้วย ผมลืมไปเลยแต่ว่าถ้าจะให้พูด ผมอยากให้เขาเห็นว่าผมจริงใจที่จะพูดคำนี้จริงๆและผมก็อยากเห็นหน้าเขาตอนที่ผมพูดมันออกไปเหมือนกัน
 
“ไว้หายแล้วจะบอก”
 
“ใจร้าย...คนอุส่ารอ รู้งี้ชิ่งหลับตั้งแต่แรกซะก็ดี”
 
“งั้น ฝันดีนะชานยอล”
 
“ฝันดี..แบคฮยอน” ผมก็หวังว่าจะฝันดีนะ...
__________________________________________________________
Cp. นี้รู้สึกไม่ปาดเหงื่อเลย ไรท์ปาดน้ำตา ฮือ...
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านฮะ
-THx.-

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยายฟิคชั่น

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
10 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา