Cobweb of love รักนี้พิชิตใจเธอ ver.2

7.0

เขียนโดย Blue_Bird

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560 เวลา 12.32 น.

  6 ตอน
  0 วิจารณ์
  1,306 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560 16.25 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

4) เพื่อนใหม่?

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

      นี่มันก็ผ่านมาสองวันแล้วหลังจากที่ฉันออกแบบชุดแรกจบไป และฉันก็ยังออกแบบชุดที่สองไม่ได้เลย มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันเครียดมากเท่าไหร่ แต่ฉันแทบจะกระดึ๊บมามหาวิทยาลัยแทน สุดท้ายแล้วฉันก็นั่งโต้รุ่งมาสองคืนติด แทบจะเรียกได้ว่าตอนนี้ฉันเหมือนปลาที่ถูกจับขึ้นมาบนบกแล้วกำลังหายใจรวยรินเหมือนจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ ฉันเดินเข้ามาในห้องที่มีเหล่าซอมบี้นั่งกันอยู่หกคน หน้าตาทุกคนดูอิดโรยไม่ต่างจากฉันเท่าไหร่

“ไงทุกคน”ฉันทักทายพร้อมกับนั่งลงในที่ของตัวเอง ตอนนี้ฉันอยากแปลงร่าเป็นคางคกแล้วกระโดดออกจากหน้าต่างไปสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น แต่เมื่อดูจากระดับความสูงแล้วฉันขอแปลงร่างเป็นแมลงปอแทนแล้วกัน เวลาตกไปจะได้กางปีกออกแล้วบิน และสุดท้ายก็โดนนกกิน~ (แล้วจะแปลงร่างไปเพื่อ)

“ไง”ทุกคนตอบพร้อมกันด้วยเสียงเหนื่อยๆ ก่อนจะพากันฟุบหน้าลงบนสมุดสเกตภาพของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะ ส่วนฉันหรอนั่งอย่างสง่าผ่าเผย แต่ในใจฉันอยากจะลงไปชักดินชักงอเหมือนปลาดุกชนเขื่อนที่ถูกจับมาไว้บนบกเหมือนจะขาดอากาศหายใจ~

“โอ้ยฉันได้แค่สามชุดเอง”ผู้หญิงท่าทางห้าวๆบ่นขึ้นมาพร้อมกับถอนหายใจยาวๆ ได้มากกว่าฉันอีกนะเธอ~ ของฉันนี่ในสมองราวกับมันถูกบรรจุไว้ด้วยซากใบไม้แห้งๆแล้วมาตำให้ละเอียดยัดใส่แทนสมองมากกว่า

“ของเธอยังดี ฉันได้แค่สองชุดเอง”เสียงผู้หญิงผิวคล้ำลูกครึ่งแอฟริกาพูดขึ้นก่อนจะเริ่มกดปากกาเล่น โหของพวกเธอยังได้มากกว่าฉันอีก ฉันไม่อยากจะอวดเลย เพราะฉันได้แค่ชุดเดียวให้ตายสิ~ 

“ของพวกเธอยังดีของฉันยังไม่ได้สักชุด”คู่หูของอีตาที่แย่งทวีปอเมริกาฉันไปพูดขึ้นพร้อมกับโอดครวญว่ามันยาก แต่เพราะอีตานั่นอยากให้เธอทำทวีปนี้ทำให้เธอต้องยอมรับชะตากรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผิดก็ตรงที่เผลอใจไปรับงาน ผิดแค่คนที่รับงาน(ของฉัน)เค้ารับไปก่อนนั้น ข่มใจไปแล้วทุกวัน ไม่อยากเห็นเค้าดีกว่า ไม่ใช่อิจฉาแต่เพราะฉันอยากทำแทน~¯ โอเคอย่างน้อยฉันก็ดีกว่าเพราะอย่างน้อยฉันก็ได้มาตั้งชุดนึง 

“ของฉันได้สามเหมือนกัน”วิคกี้พูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ก่อนยิ้มให้แบบเหนื่อยๆ ฉันยิ้มกลับไปแบบนางพญา แต่ในใจฉันเหนื่อยสุดๆ 

“ของฉันได้5ชุด แต่ว่าของไทยกับประเทศใกล้เคียงฉันยังไม่ได้ออกแบบเลย”เสียงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นพูด เธอดูสบายสุดๆ นี่เธอตั้งใจออกแบบกี่ชุดกันเนี่ย~ แค่5ชุดนี่คงสุดความสามารถของฉันแล้ว~ สมองของเธอนี่พระเจ้าประทานมาให้หรือยังไง~ ถ้าสมองของเธอพระเจ้าประทานมาให้ สมองของฉันคงเป็นขี้เลื่อยประทานมาให้ ขอบคุณงานที่ยากนัก และให้ฉันได้ทำงาน คงไม่เจองานอย่างเธอแล้ว กว่าจะทำให้ฉันรู้ ฉันเหนื่อยมากๆแล้ว อยากบอกงานสักสามคำ ฉันเหนื่อยแล้ว

“แล้วเธอล่ะแบเญ่”วิคกี้ถามฉัน เอิ่ม~ไม่ถามฉันได้ไหม~ ฉันอายนะเนี่ยเพราะฉันได้แค่ชุดเดียวเอง ฮือ~ รู้หรือเปล่าว่ามองงานทีไรงานน่ารักจัง รู้หรือเปล่าอยู่ใกล้งานแล้วหัวใจมันสั่น~¯ ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบชุดยังไงไม่ให้มันตัดออกมาแล้วไม่เสียเอกลักษณ์เดิม พอเห็นชุดแต่ละสมัยฉันก็แทบจะบ้าตายนอกจากจะตัดยากแล้ว เครื่องประดับก็เยอะสุดๆ ฉันออกแบบชุดให้ลิงใส่ยังจะง่ายกว่าอีก

“ฉันได้ชุดเดียว แต่ตอนนี้ฉันกำลังงงๆเกี่ยวกับชุดบางจุด”ฉันตอบประดุจฉันเป็นนางพญา พร้อมกับทำหน้าจริงจัง จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง~¯ (ยังจะมีเวลามาอารมณ์ดีอีกนะฉัน) ในใจฉันนี่เหมือนหนอนบุ้งที่อยู่ทามกลางทะเลทรายและกำลังคลานไปอย่างไร้จุดหมาย หรืออาจจะโดนแดดเผาตายก่อนจะถึงจุดหมาย

“สู้ๆนะ”วิคกี้บอกกับฉันพร้อมกับชูสองนิ้วมาให้ แต่ตัวคนชูกลับฟุบหน้าไปกับโต๊ะแล้ว นี่เธอตั้งใจจะให้กำลังใจฉันหรือตัดกำลังใจฉันกันแน่~ ตอนนี้ฉันหมดอาลัยตายอยากมาก คิดก็คิไม่ออก ออกแบบก็ไม่ได้ พระเจ้าคะถ้าท่านไม่ประทานสมองมาให้หนูท่านก็ควรประทานแฟนดีๆมาสักคนนะคะ แต่จะว่าไปฉันยังไม่เคยมีแฟนเลยนี่นา แล้วเรื่องแฟนมันเกี่ยวกับงานของมหาลัยตรงไหนกันละเนี่ย~ สมองฉันคงถึงกาลอวสาน RIP

“สวัสดีทุกคน”เสียงอันคุ้นหูดังขึ้นทำให้ฉันหันไปมอง คนที่ฉันตั้งใจจะจีบเดินเข้ามาในห้อง แต่ฉันแทบจะพลิกพื้นห้องกลบตัวฉันเองเพื่อให้เขามองไม่เห็น ถึงฉันตั้งใจจะจีบแต่ว่าฉันก็กลัวว่าจะโดนหมอนี่ปฏิเสธฉันอีก~ ได้หน้าแตกรอบสองแน่ๆ ถ้าแตกครั้งนี้ฉันอาจจะไม่สามารถอยู่ที่มหาลัยนี้ได้อีกต่อไป~ (ฉันล้อเล่น ถึงจะอยู่มหาลัยเดียวกันใช่ว่าจะได้เจอกันทุกวันนี่)

“วันนี้ผมพาผู้ช่วยของทุกคนมาด้วย”เสียงอีตาบ้าดรัมพูดขึ้นก่อนจะหันไปพูดกับใครสักคน แล้วก็มีคนเดินเข้าในห้อง ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่มีถึง18คนแล้วก็ผู้ชายล้วนๆ เดี๋ยวนะคือให้คนพวกนี้มาเป็นผู้ช่วยงั้นหรอ~ เอาจริงๆนะนอกจากพี่โจซิสแล้วฉันก็ไม่อยากจะญาติดีกับผู้ชายคนไหนเลย (ยกเว้นพี่ชายและเพื่อนสนิทสมัยเด็กอีกคนแล้วกัน) ฉันก็ไม่เข้าใจว่าอะไรมันทำให้ไหวหวั่น ฉันก็รู้แค่เพียงยามที่มองมันทำให้ฉันสั่น~¯สั่นจนอยากจะตบปากสักทีสองที (ไม่ใช่ละ)

“ทุกคนคือผู้ช่วยของพวกคุณครับ พวกเขาคือช่างเย็บผ้าและออกแบบเสื้อผ้าของร้านแม่ผมเอง”เมื่อเขาพูดจบเขาก็เดินมาหาฉันพร้อมกับส่งรอยยิ้มละมุนมาให้ฉัน ฉันไม่ชอบรอยยิ้มของเขาเลย เวลาฉันอยู่ต่อหน้าเขาฉันมักจะทำตัวไม่ถูก ฉันโดนเขาปฏิเสธแต่เขากลับยิ้มแบบนี้มาให้ฉัน เป็นใครก็รู้สึกตะหงิดๆแหละ ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะจำไม่ได้แต่ฉันจำได้ มันทำให้ฉันมองหน้าเขาได้แบบไม่สนิทใจสักเท่าไหร่ เฮ้อ~ว่างเปล่าออกไกลๆจะได้ไหม ว่างอยู่ทั้งมือจะรองเท้า

“แต่สำหรับคุณ”จู่ๆเขาก็พูดขึ้นเมื่อเขามาอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันก็มองเขาแบบงงๆ มันสองครั้งแล้วนะที่อยู่ๆเขาก็หยุดพูดไปดื้อๆ ว่าแต่ฉันจะไปสนใจเขาทำไม~

“ผมจะเป็นผู้ช่วยและคู่หูของคุณเอง คุณไม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเป็นคนอื่น”อ๋อแบบนี้นี่เอง ที่แท้เขาก็จะมาเป็นคู่หูเพียงคนเดียวของฉัน เอ๋! เดี๋ยวนะ! หมอนี่บ้าไปแล้วหรือไง ฉันก็ต้องการผู้ช่วยเหมือนกันนะ ทุกคนได้ผู้ช่วยสามคนต่อหนึ่งคน แล้วนายจะมาบอกว่ามีแค่ฉันกับนายช่วยกันทำงานสองคนเนี่ยนะ อีตานี่ไม่เห็นหรือไงว่าฉันจะกลายเป็นซอมบี้ไล่กัดคนทั้งเมืองแล้ว เหมือนในเพลงนี้เลย ซอมบี ซอมบี เอะๆๆๆ~¯ (ฉันควรเศร้าสิ)  ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆฉันคงโดนยิงหัวตายไปแล้วล่ะ

“เดี๋ยวนะ ฉันก็ต้องการผู้ช่วยเหมือนกัน!”ฉันพูดอย่างโมโห ฉันนั่งโต้รุ่งทำงานเหมือนกันหุ่นยนต์ แล้วเขาก็บอกว่าฉันไม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเป็นคนอื่นเนี่ยนะ เขาใช้ไส้ติ่งคิดหรือไง~ ฉันก็คนนะไม่ใช่เครื่องจักรที่ไม่ต้องนอนแล้วทำงานทั้งวันทั้งคืน

“ผู้ช่วยของคุณไม่ใช่พวกนี้หรอกครับ~¯”เขาพูดราวกับร้องเพลง นี่เขาเป็นพวกกวนประสาทตัวพ่อเลยหรอ~ ทำไมฉันต้องเคยไปสารภาพรักกับหมอนี่ด้วย แล้วทำไมพระเจ้าให้ฉันมาทำงานกับคนพรรค์นี้ด้วยล่ะ~ เจ้าคนไร้สมอง~ ถ้าเทียบกันฉันไร้สมองกว่าเขาอีก นี่เขาหาแบบชุดมาให้ ฉันยังออกแบบไม่ได้~ 

“แล้วนายจะให้ใครมาเป็นผู้ช่วยของฉัน!”ฉันพูดตะคอกใส่เขา แต่เขากลับยิ้มรับราวกับการกวนประสาทฉันเป็นเรื่องสนุก อีตาบ้านี่ฉันโมโหนายอยู่นะ ช่วยทำเหมือนนายรู้สึกอะไรบ้างก็ได้~ 

“คนนี้เลยครับ”เขาพูดพร้อมกับผายมือออกไปตรงประตู ฉันตั้งใจรออย่างใจระทึก รวมถึงทุกคนในห้อง เสียงของรองเท้าส้นสูงกำลังเดินมา ฉันรออย่างใจจดใจจ่อราวกับจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาการออกแบบเสื้อผ้ายอดเยี่ยม และทั้งหมดที่ฉันกำลังคิด ฉันล้อเล่น ความจริงฉันรออย่างเบื่อหน่ายและโมโหอีตาบ้าที่บอกว่าฉันไม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเป็นคนอื่นมากกว่า ในความคิดฉันตอนนี้คือ จำเป็นหรือไงที่ฉันต้องรอเธอ

แก๊ก แก๊ก แก๊ก

และในที่สุดเสียงร้องเท้าส้นสูงก็มาหยุดตรงหน้าฉัน ไม่ใช่ใครที่ไหน คนที่ตานี่แนะนำเป็นคนที่ฉันรู้จักดีเลยล่ะ แถมเป็นคนที่ชอบลากฉันลงไปเชือดในนรก เธอคือคริสตัลปีศาจในคราบนางฟ้าคนเดิมเพิ่มเติมคือไฮไลท์ปอยผมด้านหน้าเป็นสีชมพู เธอเดินมาพร้อมกับรองเท้าคู่นั้น เดินมาพร้อมกับยิ้มให้กัน เพราะฉันเป็นเพื่อนเธอ~¯และเธอกำลังจะมาพรากวิญญาณฉันไป~

“สวัสดีฉันชื่อ ไชน์ อยู่ปีสอง”เอ๋เธอไม่ใช่คริสตัลหรอกหรอ ประโยคง่ายๆแค่เพียงเท่านั้น ที่ฉันนั้นแน่ใจ ว่าฉันจำผิดคน~¯แล้วทำไมเหมือนคริสตัลจัง ไม่ว่าจะมองตรงไหนก็คริสตัลชัดๆ แต่ว่าก่อนที่ฉันจะคิดอะไรไปไกล คริสตัลก็เดินเข้ามาแล้วก็ทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง เฮ้อ~ ทำไมฉันต้องอิจฉาท่าทางนั้นตลอดเลยนะ~ ฉันก็อยากเปล่งกระกายให้ได้แบบเธอบ้างจัง~

“คุณเปล่งประกายอยู่แล้วล่ะครับ”เสียงอีตาดรัมพูดขึ้นมา หมอนี่รู้ความคิดหรืออ่านความคิดฉันออกได้รึไง~ คำพูดของเขามันทำให้ฉันรู้สึกละอายใจเล็กๆที่คิดไปอิจฉาเพื่อนของตัวเอง แต่ว่าถ้านายบอกว่าฉันเปล่งประกายอยู่แล้ว ทำไมนายต้องปฏิเสธฉันด้วยล่ะ ฉันรู้ว่าเธอก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง ฉันรู้ว่าคนรักเธอได้ทุกวัย และฉันไม่เคยอยู่ในสายตา~¯ แล้วนี่ฉันจะไปน้อยใจอีตาบ้านี่ทำไมกันเล่า~

“แน่อยู่แล้วสิ”ฉันพูดอย่างเชิดๆราวกับเป็นนางเอกในหนังระดับโลก แต่ความจริงแล้วฉันกำลังปกปิดความประหม่าของตัวเองอยู่ เฮ้อ~ ฉันรู้สึกว่ามันอันตรายทุกครั้งที่ฉันอยู่ใกล้กับหมอนี่~

“คุณนี่ไม่เหมือนตอน...”อีตาบ้านี่กำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ก็หยุดพูดไปดื้อๆ อะไรของเขา~ หมอนี่ตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่~ แล้วทำไมฉันจะต้องไปอยากรู้เรื่องของเขาด้วย ปล่อยๆไปก็แล้วกัน และแล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมบริเวณที่พวกเราสามคนยืนอยู่ (ถึงแม้ไชน์จะไม่พูดอะไรเลยก็เถอะ) จนกระทั่งคริสตัลเดินเข้ามาหาพวกเราหลังจากทักทายเหล่าคนที่ชื่นชอบเธอเสร็จแล้ว

“ไงน้องสาว”คริสตัลทักทายไชน์ด้วยแววตาคุกคาม เป็นพี่น้องกันงั้นหรอมิน่าล่ะถึงหน้าตาเหมือนกันเชียว แล้วทำไมคริสตัลถึงต้องทักทายน้องตัวเองด้วยสายตาแบบนั้นด้วยนะ แล้วนี่ฉันจะไปยุ่งกับเรื่องของพี่น้องเขาทำไมกันล่ะเนี่ย~

“ว่าไงคะพี่สาว”ไชน์ทักทายด้วยรอยยิ้มสดใส โหทั้งสองคนยิ้มได้สดใสสมเป็นพี่น้องกันจริงๆ ฉันอยากยิ้มได้แบบนั้นจัง แล้วจู่ๆอีตาบ้าดรัมก็หันมายิ้มให้ฉัน เอิ่ม~เขายิ้มให้ฉันทำไม

“อย่าทำอะไรเกินตัวแล้วกัน”คริสตัลพูดกับไชน์ด้วยแววตามุ่งร้าย เดี๋ยวสิเป็นพี่น้องกันต้องทำแบบนั้นด้วยหรอ พอคริสตัลไม่พูดอะไรต่อมันก็ทำให้บริเวณที่ฉันยืนอยู่มันเงียบขึ้นมาจนฉันรู้สึกอึดอัด แต่คนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวที่สุดก็คงเป็นอีตาบ้าดรัมนี่แหละ เพราะเขาทำท่าเคาะลมเหมือนกับกำลังตีกลองพร้อมกับหลับตา แถมฉันแอบสังเกตเห็นหูฟังไร้สายเสียบอยู่ที่หูของเขา นี่เขาพูดไปแล้วก็ฟังเพลงไปเนี่ยนะไร้มารยาทที่สุด~

“เอ่อนี่ฉันอยากถามอยู่พอดีเลย”ฉันพูดทำลายความเงียบระหว่างเราสี่คน เพราะบรรยากาศมันเริ่มไม่ค่อยจะดีเทาไหร่ และฉันก็ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เอาซะเลย จนบางทีฉันก็อยากแปลงร่างเป็นกอซซิล่ามาถล่มบรรยากาศมาคุ ตอนนี้ฉันรู้สึกแบบว่า ในวันมามามาก มาก มากมาก มาก ก็ซึมมากหน่อย หน่อย หน่อย หน่อย หน่อย~¯(ฉันเป็นอะไรของฉันเนี่ย~)

“มีอะไรหรอ”เมื่อฉันถามทุกคนก็ตอบพร้อมกันแถมยังหันมามองฉันเป็นตาเดียว ราวกับฉันเป็นไฮดราที่พึ่งแตกตัวออกจากตัวแม่ แล้วมาว่ายดุ๊กดิ๊กต่อหน้าทุกคน ฉันออกจะเป็นสาวน้อยร่างบาง พอโดนสายตาทุกคนจ้องมองมันก็ทำให้ฉันตื่นเต้นและประหม่า 

“ไปทานข้าวกันไหม”เอิ่มแล้วนี่ฉันถามอะไรออกไป ทุกคนมองฉันประหนึ่งไปลากไก่จากเล้ามากินต่อหน้าพวกเขา คือฉันไม่ใช่ตัวเงินตัวทองไง จะมองทำไม~ฉันว่ามันก็ไม่ได้แปลกอะไรนี่นา

“ผมจำได้ว่าคุณพึ่งทานมาไม่ใช่หรอครับ ที่ร้านกาแฟของมหาวิทยาลัย”โอเคมันเริ่มแปลกเพราะอีตาดรัมพูดขึ้นมานี่แหละ นายจะพูดขึ้นมาหาผีเสื้อกลางคืนหรือไง~

“เอ่อ พอดีฉันหิวอีกไง ฉันใช้สมองเยอะจนหิว”ฉันพูดวางท่าดุจนางพญางูขาวในหนังจีน แต่ว่าในใจจริงๆแล้วฉันก็แค่ไส้เดือนที่ไชดินหนีความอับอายเนี่ยแหละ~

“อ๋อ~ หรอครับ”แล้วอีตาบ้าดรัมจะพูดขึ้นมาให้มันน่าเคลือบแคลงทำไม~

“ทำไม ฉันใช้สมองมากๆแล้วมันผิดหรือไง”ฉันต้องพยายามเก๊กท่าอย่างหนักให้ดูน่าเชื่อถือ เพราะในใจฉันตอนนี้อยากเป็นโปรโตซัวในลำไส้ปลวกมากเลย อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องมายืนอยู่ตรงนี้~แล้วเจอกับสายตาที่มองฉันงงๆระคนแปลกใจ ฉันจึงต้องรีบพาตัวเองออกจากสถานการณ์ชวนอึดอัดนี่ ฉันจึงรีบเก็บของ

“มันก็ไม่ผิดหรอกครับ”ดรัมตอบพร้อมกับผายมือเชิญฉันให้เดินออกไปก่อน พอฉันเดินออกมาแล้วก็คิดว่าจะพ้น แต่เปล่าเลยทั้งไชน์และคริสตัล รวมถึงอีตาบ้าดรัมก็เดินตามฉันมาราวกับเรากำลังเดินขบวนพาเลซ พอฉันเร่งฝีเท้าพวกเขาก็เร่งด้วย พอฉันเดินเข้าห้องชมรมเพื่อเอาของมาเก็บไว้พวกเขาก็เดินมาด้วย ฉันเอาออกมาแค่กระเป๋าเครื่องสำอาง ฉันเลี้ยวซ้ายพวกเขาก็เลี้ยวด้วย เอิ่ม~ นี่กะจะตามฉันไปจริงๆหรอ ฉันเดินเข้าห้องน้ำพวกเขาก็เดินเข้ามาด้วย เอิ่ม~ ตาบ้าดรัมเป็นผู้ชายไม่ใช่หรอ~

“นายเป็นผู้หญิงหรือไง”ฉันหันไปถามอีตามือกลอง เมื่อเขามองดูรอบๆก็หัวเราะแฮะๆแล้วเดินออกไปรวมถึงไชน์กับคริสตัลด้วย ฉันเปิดตลับแป้งเพื่อเติมแป้ง เพราะสิวเสี้ยนตรงจมูกเนี่ยแหละฉันเคยกำจัดมันออกด้วยการใช้ที่ลอกสิวเสี้ยนแล้วแต่ว่ารูขุมขนมันกว้างฉันเลยต้องปล่อยมันไว้แล้วคอยตบแป้งเอา

กรี๊ด~

ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องออกมาจากห้องน้ำชายข้างๆ และได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเหมือนวิ่งออกมาสองเสียง และตามมาด้วยเสียงของผู้ชายที่ฉันคุ้นเคยดี

“แล้วตามผมเข้าไปในห้องน้ำชายทำไมเนี่ย”ไม่ใช่เสียงใครที่ไหนหรอกเสียงอีตาบ้าดรัมนี่แหละ ฉันเดินออกมาก็เห็นไชน์ยืนปิดหน้ากับคริสตัลที่เหมือนถูกชัตดาวน์ ดรัมที่อยู่ไม่ห่างจากสองสาวเท่าไหร่ก็ยืนหน้าซีดราวกับเขาเห็นผี(ถึงจะไม่ค่อยเห็นเพราะเขาขาวอยู่แล้วก็เถอะ)

“ทีนายยังเข้าห้องน้ำหญิงเลย”ไชน์พูดถึงเธอจะปิดตาอยู่ก็เถอะ ฉันรู้สึกว่ามันตลกยังไงไม่รู้เมื่อเห็นภาพแบบนี้ แต่ว่าฉันก็ต้องเก๊กท่าทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินออกจากบริเวณนั้น มันกลับดีซะอีกที่ฉันจะได้มีเวลาส่วนตัว

พอฉันปลีกตัวออกมาได้ฉันก็เดินไปร้านกาแฟของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นของคณะบริหารธุรกิจ เหมือนเป็นการศึกษางานไปด้วยในตัว แล้วคนที่มาทำงานก็คนของคณะบริหารธุรกิจนั่นแหละ ฉันชอบมาที่นี่นะหนุ่มหล่อเยอะดี อาหารตาเพียบเลย~ ฉันไม่ได้บ้าผู้ชายนะ แค่อยากกินเองหุหุ (ไม่ใช่ละ) พอไปถึงฉันก็เดินไปสั่งกาแฟ

“ขอลาเต้ปั่นค่ะ”ฉันสั่งเสร็จก็มองรอบๆร้าน ร้านนี้ทำได้ดีมากในร้านตรงส่วนที่เป็นที่นั่งของลูกค้าจะเป็นกระจกใสที่สามารถมองได้รอบๆ ส่วนของที่ทำเครื่องดื่มจะเป็นพนังทึบๆ บรรยากาศเหมือนอยู่ในยุคโมเดิล รอบๆร้านมีต้นไม้ร่มรื่น ทั้งสนามหญ้าเสื่อก็มีให้เช่าอีก เรียกได้ว่ามามหาลัยเหมือนได้มาสวนสาธารณะ ถึงแม้ที่นี่จะเป็นร้านกาแฟ แต่ก็ไม่ได้มีแค่กาแฟขายหรอกมีทั้งน้ำแข็งไส น้ำอัดลม และน้ำเปล่า ขายทั้งเค้ก ขนมขบเคี้ยว รามไปถึงไอศกรีม เรียกได้ว่าครบเครื่องเรื่องของทานเล่น

“อ้าวน้องแบเญ่”เสียงอันคุ้นหูซึ่งฉันจำได้ว่าเมื่อสามวันก่อนฉันพึ่งไปโวยวายใส่แถมยังเรียกว่าคนบ้า เขาส่งเสียงทักอย่างอารมณ์ดี (ถึงจะไม่เห็นหน้าก็เถอะ) พอนึกถึงตอนนั้นฉันก็อยากเอาหน้ามุดแก้วกาแฟแถวนั้นเหลือเกิน~ แต่ว่าเขาพูดมาจากตรงไหนเนี่ย

“สะ สวัสดีค่ะพี่โจซิส”ฉันส่งยิ้มให้กับคนที่ส่งแก้วกาแฟลาเต้ปั่นมาให้ฉัน คนที่ฉันไปว่าเขาว่าคนบ้าคือผู้ชายที่ยืนทำหน้าที่เป็นคนรับออเดอร์เครื่องดื่ม

“นี่ของน้องแบเญ่ครับ”เมื่อพี่โจซิสยังไม่เห็นฉันรับแก้วพี่เขาก็พูดย้ำอีกรอบ โอเคฉันยอมรับว่ามัวแต่อึ้งที่เจอใบหน้าหล่อๆของพี่โจซิส เมื่อฉันรับแก้วมาฉันจึงรีบเดินไปที่ประตู

“น้องแบเญ่ครับ”จู่ๆพี่โจซิสก็เรียกฉันเอาไว้ ฉันจึงหันไปมองพี่เขาอย่างงงๆ พี่เขายื่นเค้กมาให้ ฉันก็รับมาแบบงงๆ

“สู้ๆนะครับ”พอพี่โจซิสพูดจบก็จับฉันหันหลังแล้วดันฉันให้เดินไปหน้าร้าน ฉันก็เดินไปแบบงงๆ

“พี่ต้องขอตัวไปทำงานต่อนะครับ เดี๋ยวตอนเย็นพี่ไปเจอที่ห้องชมรมน้องนะครับ”พอพี่โจซิสพูดจบฉันก็ยังพยักหน้าแบบงงๆ แต่ด้วยความที่อากาศข้างนอกมันร้อนมันเลยทำให้ฉันสติฉันกลับมา โอเคฉันยอมรับฉันหลงไปกับความหล่อของพี่โจซิส~ ตอนนี้สติฉันกลับมาครบแล้ว และเริ่มรู้แล้วว่าฉันไม่ควรอยู่ในที่ที่อากาศมันร้อนไปมากกว่านี้ ฉันจึงรีบเดินไปให้ถึงตึกคณะของฉันเร็วๆ พอมาถึงแล้วฉันเปิดประตูเข้าไปและปิดประตู เมื่อฉันเงยหน้ามองไปรอบๆห้องก็เจอกับขบวนพาเลซที่ฉันทิ้งพวกเขาไว้หน้าห้องน้ำ ไชน์นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง คริสตัลฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ส่วนอีตาดรัม เขานั่งเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ แขนสองข้างพาดไปด้านหลังของพนักพิง ในหูเขาสองข้างมีหูฟังไร้สายเสียบอยู่ ขาของเขาก็ขยับตามจังหวะกลอง ฉันค่อยๆย่องเพื่อไปที่นั่งของตัวเอง พอฉันจับกระเป๋าเท่านั้นแหละ ฉันก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

“มาแล้วหรอ”เสียงชวนขนหัวลุกดังมาจากคนที่ฟุบหน้าอยู่ที่โต๊ะ ถึงแม้เธอจะยังไม่เงยหน้ามามองฉันก็ตามที ฉันเลยหันไปยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตรพร้อมกับวางกระเป๋าไว้อย่างเดิม แล้วค่อยๆนั่งลง

“ย่องเข้ามาไม่เนียนเลยนะ”เสียงกระซิบอันสดใสของไชน์ดังจากด้านหลังฉันซึ่งหน้าของเธออยู่ใกล้หูฉัน ถ้าฉันหันหน้าไปมองมันคงเหมือนว่าฉันกับเธอกำลังจะจุ๊บกันแน่ๆ แต่เดี๋ยวสิฉันจะไปนึกถึงเรื่องนั้นทำไม~

“ถ้าจะย่องก็ย่องให้เนียนหน่อยสิครับ”เสียงอีตาดรัมดังมาจากด้านหน้าฉัน เขายืนห่างจากฉันสองก้าว โอเคฉันคงไม่สามารถตบตาใครได้ นอกจากสมองฉันจะแย่แล้ว การจะทำอะไรที่เป็นความลับยิ่งแย่กว่าอีก~ พระเจ้าคะท่านช่วยให้หนูมีดีสักด้านเถอะค่ะ~

“เอาล่ะเรามาเริ่มช่วยงานออกแบบเสื้อผ้าของเธอกันดีกว่า~”เสียงสดใสของไชน์ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอคว้ากระเป๋ามิฟฟี่ถือแครอทข้างตัวของฉันไปเปิดดูก่อนจะหยิบอุปกรณ์สเกตภาพออกมาวางไว้ตรงหน้าฉันแถมจัดเรียงทุกอย่างให้พอดีมือของฉันที่จะสามารถหยิบหรือจับได้อย่างถนัดจนน่าเหลือเชื่อ ฉันมองเธออย่างทึ่งๆ

“เธอมีอะไรสงสัยตรงไหนถามได้เลยนะ”คริสตัลบอกพร้อมกับส่งยิ้มอันละมุนมาให้ฉัน

“ขอบคุณนะฉันเอ่ยปากขอบคุณก่อนจะเริ่มเปิดเอกสารของดรัมที่ให้มา ฉันเริ่มพูดคุยและเริ่มถามส่วนต่างๆของเสื้อผ้า ดรัมจะเป็นคนช่วยตอบคำถามว่ามันอยู่ในสมัยไหนและคอยบอกว่าตรงนี้มันเรียกว่าอะไรมีไว้ทำอะไร ฉันทำงานได้คล่องมากเมื่อมีดรัมและมีสองพี่น้องทั้งคริสตัลและไชน์คอยช่วย แต่ว่าผ่านไปไม่นานทั้งสองคนก็โดนแฟนของตัวเองเรียกออกไปข้างนอก เพื่อนฉันมีแฟนแล้ว แล้วฉันล่ะ~ พระจ้าคะช่วยส่งแฟนดีๆมาสักคนเถอะค่ะ~ (ฉันว่าฉันขอพระเจ้ามากไปละเผลอๆอาจจะไม่ได้อะไรเลย~)

“นี่ แผงคอตรงนี้มีไว้ทำอะไรหรอ”ฉันถามถึงชุดในยุคสมัยหนึ่งมันเหมือนแผงคอมากจริงๆ แถมยังดูน่าลำคาญมากอีกด้วย

“มันเรียกว่ารัฟฟ์ครับ มันพัฒนามาจากขอบเชอมีส”ดรัมอธิบายแต่ว่าฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี อะไรคือขอบเชอมีส~

“ขอบเชอมีสคือขอบคอเสื้อซับในครับ พอใส่แล้วมันจะโผล่ออกมาแถวๆราวคอ คนในสมัยนั้นจึงนิยมหาอะไรมาตกแต่งเพื่อให้มันดูสวยงามขึ้น”เขาคงเห็นสีหน้างงๆของฉันเขาเลยอธิบายต่อจนจบแถมยังชี้ให้ฉันดูด้วย

“ความจริงคุณไม่ต้องทำให้มันใหญ่ขนาดในรูปก็ได้ครับ เพราะเป็นแค่ของตกแต่งเอง”เขาอธิบายเมื่อเห็นสีหน้ายุ่งยากใจของฉัน ถ้าจะต้องตัดและเย็บออกมามันคงจะใช้เวลาน่าดู แต่ละแบบนี่ไม่ใช่เล่นๆเลย~ ฉันออกแบบชุดจนมาถึงอีกชุดนึงที่ฉันยังคงงงๆอยู่นิดหน่อยเกี่ยวกับชุด

“แล้วชุดทูนิคคือแบบไหนหรอ”ฉันเงยหน้ามองเขาทำให้สายตาเราสบกัน เขาอึกอักก่อนจะก้มหน้าแล้วอธิบาย

“ชุดทูนิคก็เหมือนกับชุดของบาทหลวงสมัยนี้แหละคุณ เพียงแต่ว่าในสมัยนี้ของอิตาเลียนสมัยกลางจะเริ่มมีการตกแต่งมากขึ้นเพื่อให้รู้ถึงชนชั้น”พอเขาอธิบายจบ ฉันก็นั่งออกแบบชุดของในสมัยนี้อีกสองชุดรวมแล้วฉันได้สมัยละสามชุด แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องมาคัดออกอีกทีแหละเพราะกว่าจะตัดกว่าจะเย็บนี่คงกินเวลาเอามากๆ เพราะชุดแต่ละชุดนี่ตัดยากพอสมควร ตัดยาดจนฉันยังคิดว่าฉันจะทำได้หรือเปล่า

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ พวกเราจะคอยช่วยคุณเอง”พอดรัมพูดจบเขาก็เอามือมาลูบหัวฉัน ถึงวันนี้ฉันจะไม่ได้ทำผมมาหรูหราอลังการงานสร้าง เพียงแค่มัดรวบครึ่งหัว แต่ฉันไม่ใช่หมานะที่นายจะมาลูบหัวฉัน ฉันจึงจับมือเขาออก เขาหัวเราะเบาๆในลำคอ มันน่าขำนักหรือไงเล่า~ พอฉันออกแบบได้พอสมควรแล้วฉันก็ตั้งใจจะกลับจึงเริ่มเก็บของ

“จะกลับแล้วหรอ”เสียงดรัมถามขึ้นพร้อมกับมองหน้าฉัน แววตาของเขาที่มองมาฉันตีความหมายไม่ออก

“อื้มวันนี้ได้เยอะแล้วนี่นะ ฉันไม่ได้นอนมาสองวันติดแล้ว ก็เลยว่าจะพักซักหน่อย”ฉันพูดกับเขาแต่ฉันก็ไม่ได้มองหน้าเขาหรอกเพราะมัวแต่เก็บของอยู่ พอฉันเงยหน้าขึ้นมาก็เจอกับหน้าเขา หน้าของเราสองคนห่างกันแค่คืบ ฉันมองอย่างตกใจแต่เขากลับยิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยน พอเห็นรอยยิ้มนั้นมันทำให้ฉันนึกถึงวันที่ฉันไปสารภาพรักกับเขา วันนั้นเขาเย็นชามากๆผิดกับวันนี้ลิบลับเลย ฉันรู้สึกถึงน้ำที่ไหลออกจากตามาตรงแก้ม เขายกมือขึ้นมาปาดออกให้ฉัน ฉันจึงรีบกลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมา และพยายามทำให้ฉันกลับมาอยู่ในสภาวะปกติที่สุด

“ถ้ามีอะไรก็บอกผมได้นะ ผมพร้อมจะช่วยคุณเสมอ”เขาพูดแต่หน้าของเขาก็ยังอยู่ที่เดิม

“สวัสดีครับ”เสียงคุ้นหูของพี่โจซิสดังขึ้นทำให้ดรัมถอยห่างจากฉัน พอเห็นแววตาของเขามันก็ทำให้ฉันยิ่งไม่เข้าใจ จากแววตาอบอุ่นเมื่อกี้กลายเป็นสายตาเย็นชาในทันที ที่พี่โจซิสเดินเข้ามาหาฉัน เขาเป็นอะไรของเขานะ แล้วนี่ฉันจะไปใส่ใจคนที่หักอกฉันทำไมกันล่ะ~

“พี่บอกแล้วไงว่าพี่จะมาหา นี่จะกลับแล้วหรอครับ”พี่โจซิสถามพร้อมกับมองกระเป๋าในมือของฉัน

“ใช่ค่ะ พอดีหนูไม่ได้นอนมาสองวันแล้ว”ฉันพูดพร้อมกับยิ้มให้พี่โจซิส พี่โจซิสยื่นมือมาลูบหัวฉัน แต่ฉันไม่กล้าเอามือพี่โจซิสออกหรอกเพราะว่าเค้าเป็นรุ่นพี่ฉัน

“งั้นผมขอตัวก่อนแล้วกัน”พอดรัมพูดจบเขาก็รีบเดินออกไปทิ้งฉันให้อยู่กับพี่โจซิสสองคน

“เพื่อนน้องแบเญ่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ หรือพี่มารบกวนอะไรหรือเปล่า”พี่โจซิสถามด้วยใบหน้างงๆกับท่าทางของอีตาดรัมที่เดินออกไปแบบหัวเสีย

“คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ แต่ตอนนี้หนูขอตัวก่อนนะคะ พอดีไม่ไหวแล้ว~”ฉันบอกกับพี่โจซิสพร้อมกับรอยยิ้ม

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งนะครับ”พี่โจซิสบอกพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ทำให้โลกสดใสมาให้

“ขอบคุณค่ะ”ฉันพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน พี่โจซิสยืนขวางทางไม่ให้ฉันไปก่อนจะเผยรอยยิ้ม

“พี่ขอถือกระเป๋าให้นะครับ”พี่โจซิสบอกพร้อมกับยื่นมือมาตรงหน้าฉัน

“ไม่เป็นไรค่ะหนูถือเองได้”ฉันบอก แต่พี่โจซิสก็ยังยื่นมือมาให้พร้อมกับพยักหน้าราวกับถ้าไม่ให้จะไม่ยอมไปไหน ฉันจึงจำใจส่งให้อย่างเลี่ยงไม่ได้ และพี่โจซิสก็เดินมาส่งฉันถึงที่รถ ฉันกับพี่โจซิสแยกกัน และตอนนี้ฉันพึ่งมานึกได้ว่าฉันจะจีบอีตาบ้าดรัมนี่นะแล้วตอนนี้ฉันยังไม่ได้เริ่มแผนการเลยด้วยซ้ำ โอ้ย~ คอยดูเถอะวันต่อไปนี่แหละฉันจะเริ่มแน่นอน~ (ถ้าฉันกล้านะ ไม่สิยังไงก็ต้องกล้า~ เพื่ออนาคตในมหาวิทยาลัยที่สวยหรู)

__________________________________________________________________________________

กว่าจะเอาลง กว่าจะคิดตอนนี้ได้ กว่าจะบิวท์อารมณ์ของตอนนี้ได้ ฮืออออ ฝากหน่อยนะคะ ถ้ามีข้อติ ข้อชม ข้อแนะนำ ก็บอกกันได้นะคะ นัก(อยาก)เขียนพร้อมจะนำไปปรับปรุงและพัฒนาค่ะ^^ ฝากเพจนิยายเราด้วยนะคะ นิยายตาหวาน st and vh

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
7 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
7 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
7 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา