โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  53 บท
  12 วิจารณ์
  2,905 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

12) เข้าห้องสาวสวย

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 12 เข้าห้องสาวสวย

 

 

        เด็กหนุ่มไม่ตอบในทันที เขาค่อยๆหันหน้ากลับมาประจันกับหญิงสาวอย่างช้าๆ ใบหน้าซื่อๆของเขาดูเคร่งขรึมและเศร้าสร้อยลงในแบบที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตากลมโตภายใต้แว่นทรงกลมจับจ้องมาที่ดวงตาคมซึ้งและสวยหวานของหญิงสาวนิ่งๆแวบหนึ่ง ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเปิดปากบอกเรียบๆแต่แฝงแววสะเทือนใจ 

 

“ อพาร์ทเม้นท์ของพี่อยู่ในอาคารหรู แถมภายในห้องของพี่ก็เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับราคาแพง แต่เมื่อผมลองสังเกตถึงของใช้เล็กๆที่คนเราจำเป็นต้องใช้จริงๆ อาทิเช่น…...............นาฬิกาปลุก หมอน  ผ้าห่ม  ตู้เย็น หวี รองเท้า มันกลับดูธรรมดา ไม่ใช่ของที่มีราคาแพงอะไรเลยบ่งบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของพี่ที่ไม่ใช่คนฟุ้งเฟ้อแถมดูค่อนข้างประหยัด ดังนั้นผมจึงมองว่าเฟอร์นิเจอร์หลายอย่างที่ดูเลอค่าน่าจะเป็นสิ่งที่มาจากผู้อื่นมอบให้มากกว่า ” 

 

“ อะ…….เอ่อ จ๊ะ ” หญิงสาวรับคำแบบ งงๆ ตอนนี้เธอยังรู้สึกว่าตนเองยังจับต้นชนปลายไม่ถูกกับสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดถึง ทว่าในใจของเธอกลับคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนลึกซึ้งและช่างสังเกตมากกว่าที่เธอคิด 

          

 

         เด็กหนุ่มเว้นระยะนิดหนึ่งก่อนพูดขึ้นมาอีกอย่างช้าๆ 

 

“ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใครก็ตามต้องเป็นคนที่มีอำนาจและเงินทองเป็นอย่างมาก และการที่จะได้รับของขวัญล้ำค่าจากบุคคลระดับนั้นมันคงต้องแลกกับอะไรบางอย่างที่พี่มีอยู่ ” 

         

 

         ใบหน้าของหญิงสาวเริ่มแปรเปลี่ยนไป จากที่เคยดูงุนงงก็เปลี่ยนเป็นหมองเศร้าและรันทดใจ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่พ้นสายตาของเด็กหนุ่มไปได้ เด็กหนุ่มเบือนหน้าไปมองหน้าต่างบานหรูเพื่อพินิจถึงท้องนภาที่มืดมิดของเมืองหลวงยามราตรีก่อนที่จะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่แฝงแววจริงใจออกมา 

 

“ และสิ่งของบางชิ้นที่อยู่ในห้องอย่างเช่น หมอนหนุนสองใบ ตุ๊กตาชายหญิงที่อยู่เป็นคู่และแก้วน้ำสองใบที่มีลายเดียวกันมันบ่งบอกว่า…….” 

 

“ ว่า…อะไร ” หญิงสาวรีบทวงถามสิ่งที่เด็กหนุ่มกำลังจะพูด  

 

“ ว่า….พี่ต้องการที่จะพบเจอใครซักคน ใครที่จะอยู่กับพี่ตลอดไป ใครที่จะไม่ทิ้งพี่ไปไหนอีก ” เด็กหนุ่มทรุดลงนั่งบนเตียงหนานิ่มก่อนบอกกล่าวสิ่งที่เขาคิดและวิเคราะห์ด้วยสีหน้าและแววตาที่เจือปนไปด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง 

         

 

         หญิงสาวยืนก้มหน้านิ่ง เธอไม่ได้แสดงท่าทียอมรับหรือปฏิเสธการวิเคราะห์ของเด็กหนุ่มแต่อย่างใด เธอได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น ดวงตางามเริ่มมีน้ำใสๆเอ่อล้นอยู่ที่บริเวณหางตาส่งผลให้ตาคู่งามนั้นดูโศกซึ้งมากกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว หญิงสาวยืนนิ่งเงียบๆอยู่ไม่นาน เธอก็รู้สึกได้ว่ามีมือที่นิ่มนวลและอุ่นร้อนแตะที่ไหล่ของเธออย่างแผ่วเบาเป็นเชิงปลอบใจ เธอจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยทำให้เธอเห็นใบหน้าซื่อๆของเด็กหนุ่มที่อยู่ห่างเธอเพียงก้าวเดียวอย่างชัดเจน สีหน้าและแววตาของเด็กหนุ่มดูเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ถึงกระนั้นก็มีรอยยิ้มน้อยที่มุมปาก ยิ้มนั้นเหมือนจะเป็นการให้กำลังใจแก่หญิงสาวโดยไม่ต้องมีการกล่าววาจาใดๆ มันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและโหยหาจนเธอไม่รู้สึกตัวเลยว่าเธอโผเข้าไปกอดเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเมื่อไหร่ วินาทีนั้นเธอได้ยินแต่เสียงสะอื้นไห้ของตัวเองเพียงเท่านั้น 

         

 

        เด็กหนุ่มรับการโผเข้าหาของหญิงสาวด้วยอาการตื่นตกใจนิดๆ แต่เมื่อเขาตั้งหลักได้ ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขาก็แลอ่อนโยนลงคล้ายจะเกิดความสงสารอย่างจับจิตจับใจ ในบางแง่มุมของชีวิตที่หญิงสาวได้พบเจอมาก็ดูน่าเห็นใจมากกว่าที่คิด เด็กหนุ่มจึงค่อยๆเอามือมาประคองกอด มือซ้ายของเขาลูบเรือนผมของหญิงสาวแผ่วเบาก่อนที่จะเอื้อนเอ่ยวาจาที่นิ่มนวลและฟังดูอบอุ่นใจ 

 

“ ไม่มีอะไรแล้ว พี่ไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้วครับ ” 

 

……………………….

          

          หลังจากที่หญิงสาวได้ร่ำไห้ระบายความโศกเศร้าที่ถูกซุกซ่อนในใจมาเนิ่นนานจนเริ่มจะสบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว เธอก็เริ่มที่จะควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองได้ ขณะนั้นเธอนั่งนิ่งบนเตียงนอนขนาดใหญ่โดยมีเด็กหนุ่มหน้าซื่อนามว่า “โอม” นั่งอยู่เคียงข้างด้วยทีท่าเดียวกัน ทั้งคู่นั่งอยู่ในลักษณะแบบนั้นได้ไม่นานเด็กหนุ่มก็ได้ยินคำถามที่ลอยมาตามลมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจากหญิงสาว

 

“ เธอเคยมีคนที่รักมากจนแทบทำทุกอย่างให้บ้างมั้ย ”

      

 

         เด็กหนุ่มยังไม่ตอบประการใดแต่หางตาของเขาแอบเหลือบหันกลับไปมองหญิงสาวแวบหนึ่ง เขาก็พบว่าเจ้าของใบหน้างามแบบไทยโบราณยังคงนั่งนิ่งแบบไม่ไหวติง ดวงตาหวานซึ้งของเธอเหม่อมองตรงไปข้างหน้าอย่างปราศจากความหมาย ดวงตากลมโตของเด็กหนุ่มหรี่เล็กลงนิดหนึ่งเหมือนคนที่กำลังพินิจพิเคราะห์อะไรบางอย่าง เพียงไม่นานเขาก็หันกลับไปมองข้างหน้าแบบไม่มีความหมายเช่นหญิงสาวโดยที่ไม่ได้ตอบคำถามของเธอแต่ประการใด

       

 

         ทั้งสองนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ เด็กหนุ่มที่นั่งเคียงข้างก็เปิดปากถามเรียบๆขึ้นมาบ้าง

 

“ คนที่พี่รักคือใครหรือครับ ”

 

“ คนๆนั้นคือ แม่ของพี่เอง ” หญิงสาวตอบกลับในทันที คิ้วเรียวยาวขมวดนิดหนึ่งบ่งบอกถึงความสะเทือนใจทางอารมณ์ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา

 

“ เรื่องเป็นมายังไงครับ ” โอมถามกลับแบบไม่ต้องยั้งคำพูด กายขนาดสันทัดของเขาก้มตัวค้อมลงนิดหนึ่งเหมือนคนที่กำลังเริ่มจะใช้ความคิด

 

“ เฮ้อ…… ” หญิงสาวถอนหายใจเข้าออกเล็กน้อยคล้ายกำลังรวบรวมกำลังใจเพื่อเตรียมบอกเล่าเรื่องราวบางสิ่งให้กับเด็กหนุ่มรับทราบ ซึ่งตัวเด็กหนุ่มก็ไม่ได้รุกเร้าถามไถ่แบบเร่งรีบมากนักเหมือนกับจะเว้นระยะห่างให้หญิงสาวได้มีโอกาสที่จะเริ่มเล่าเรื่องราวของตนเองออกมาเอง ซึ่งเพียงไม่นานหญิงสาวก็เริ่มเอื้อนเอ่ยวาจาออกมา น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย

 

“ พี่เป็นลูกคนเดียว พ่อของพี่เสียไปตั้งแต่พี่ยังจำความไม่ได้ ดังนั้นภาระการเลี้ยงดูพี่จึงตกเป็นของแม่เพียงคนเดียว ”

 

“ ครับ ” เด็กหนุ่มรับคำสั้นๆ

 

“ ในตอนนั้นแม่ของพี่ต้องทำงานหนักมาก เธอลองคิดดูหญิงสาวบ้านนอกเพียงคนเดียวที่ไร้ญาติขาดมิตร ไม่ความรู้อะไรติดตัวแถมยังมีลูกอ่อนเล็กๆต้องเลี้ยงดู มันจะลำบากขนาดไหน ” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าออกเล็กน้อยก่อนรวบรวมกำลังใจเพื่อเล่าเรื่องราวในอดีตของตนเอง

       

 

         คราวนี้เด็กหนุ่มไม่โต้ตอบหญิงสาวแต่ประการใด ดวงตาภายใต้แว่นทรงกลมของเขาหรี่เล็กและมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ทั้งคู่นิ่งเงียบไม่นานก็ถึงคราวที่หญิงสาวเอื้อนเอ่ยวาจาเพื่อเล่าเรื่องต่อไป

 

“ แต่ถึงแม่จะลำบากมาก แต่เขาก็พยายามเลี้ยงดูพี่เป็นอย่างดี ในตอนนั้นเรามีเพียงกันและกันเท่านั้น นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่พี่มีความสุขมาก ” พอถึงตรงนี้หญิงสาวเหมือนจะอมยิ้มนิดๆคล้ายรำลึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุข

 

“ แม้ว่าครอบครัวของเราจะยากจนยังไงก็ตาม แต่แม่ก็พยายามทำงานเก็บเงินอย่างหนักเพื่อส่งเสียให้พี่เรียนมหาลัย มันเป็นความฝันของแม่ที่ต้องการให้พี่มีการศึกษาและอนาคตที่ดี จะได้ไม่ต้องลำบากตรากตรำเหมือนกับแม่ ซึ่งพี่ก็เข้าใจเจตนาของแม่และพี่ก็สามารถทำตามความคาดหวังของแม่ได้สำเร็จ พี่จบนิติศาสตร์ได้ในเวลาเพียงสามปีเท่านั้น ” หญิงสาวกล่าวขึ้นมาด้วยเสียงใสๆที่สั่นไหวไปมาก่อนที่หยุดพูดไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ใบหน้าของเธอดูสลดหดหู่ลงเล็กน้อย

 

“ ครับ ” โอมรับคำอย่างเรียบง่ายและสั้นห้วนเพียงคำเดียวเท่านั้นก่อนนิ่งเงียบไปเช่นกัน

 

“ ตอนพี่จบจากมหาลัยใหม่ๆ พี่ก็ได้เริ่มงานกับที่นี่ด้วยตำแหน่งเลขานุการ ในช่วงเวลานั้นเอง แม่ก็มีอาการผิดปกติบางอย่าง แม่เกิดอาการเจ็บป่วยจนร่างกายทรุดลงเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว ” อยู่ๆหญิงสาวก็เอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบที่ปกคลุมเหตุการณ์

 

“ แล้วยังไงต่อครับ ” เด็กหนุ่มก้มหัวลง มือทั้งสองประสานเพื่อค้ำยันปลายจมูกโด่งๆของเขา ดวงตาคล้ายล่องลอยผสานจริงจัง บอกไม่ถูกว่าอารมณ์ของเด็กหนุ่มในตอนนี้เป็นเช่นไรกันแน่

 

“ พี่เห็นอาการผิดปกติของแม่ตอนที่พี่กลับบ้านช่วงเสาร์และอาทิตย์ พี่คอยสอบถามอาการของแม่ตลอดแต่ทุกครั้งแม่จะยิ้มให้พี่ก่อนที่จะตอบกลับทุกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นว่า แม่ไม่เป็นไร แค่ไม่สบายเล็กน้อย เดี๋ยวก็หาย ลูกไม่ต้องเป็นห่วง ”

           

 

         ทุกอย่างนิ่งเงียบไปพักใหญ่อีกครั้ง ทั้งคู่นั่งนิ่งมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ในที่สุดก็เป็นฝ่ายโอมที่เริ่มเปิดปากส่งคำถามขึ้นมาก่อน

 

“ สุดท้ายแล้ว คุณแม่ของพี่เป็นอะไรหรือครับ ”

       

 

        น้ำตาระลอกสองเริ่มหลั่งไหลอาบสองแก้มนวลงามของเธออีกครั้ง ก่อนเสียงหวานที่สั่นไหวจะค่อยๆออกจากปากบางเรียวของเธอ

 

“ แม่เป็นมะเร็งในปอด หมอตรวจพบว่าอาการของแม่อยู่ในขั้นที่ไม่สามารถรักษาให้หายด้วยการรักษาแบบธรรมดาแล้ว ต้องใช้การรักษาขั้นสูงที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากที่แม่จะทำการรักษาได้ด้วยวิธีนั้นเพราะครอบครัวของพี่ไม่มีเงินมากพอ ”

 

“ สุดท้ายแล้วคนที่เข้ามาช่วยเหลือพี่ในเรื่องนี้คือใครครับ ” หนุ่มโอมถามต่อเนื่องด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราวกับคนไร้อารมณ์

 

“ เอ๊ะ ” หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ เธอหันกลับมามองหน้าเด็กหนุ่มในทันที แต่เด็กหนุ่มยังคงนั่งค้อมตัวลงก้มหน้านิ่ง ดวงตามองตรงดุจเดิมคล้ายร่างที่มีเลือดเนื้อนั้นเป็นเพียงรูปปั้นที่ไร้ชีวิต ครู่หนึ่งหญิงสาวก็เปิดปากถาม สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความฉงนงงงวย

 

“ ทำไมเธอรู้……”

 

“ เพราะผมสังเกตจากตอนที่พี่เล่าเรื่อง ผมรู้สึกได้ว่าความสะเทือนใจของพี่มีน้อยเกินไป จึงคาดได้ว่าพี่ไม่น่าที่จะสูญเสียคุณแม่ของพี่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ และเมื่อคุณแม่ของพี่ไม่เสียก็น่าจะเป็นเพราะความช่วยเหลือของใครบางคนซึ่งข้อเท็จจริงสัมพันธ์กับบุคคลที่สามารถมอบของขวัญราคาสูงอย่างอพาร์ทเม้นท์ชุดนี้ให้กับพี่ ดังนั้นผมจึงขอเดาว่าบุคคลที่ช่วยเหลือพี่ในครั้งนั้นน่าจะเป็นคนๆเดียวกับคนที่ให้ของขวัญชิ้นนี้กับพี่ ” โอมพูดไปเรื่อยๆด้วยน้ำเสียงที่ดูเลื่อนลอย

        

 

        ใบหน้าของหญิงสาวสลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้รับฟังข้อวินิจฉัยเบื้องต้นจากเด็กหนุ่ม เธอเบือนหน้าไปทางอื่นก่อนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ส่อแววรันทดใจ

 

“คนที่ช่วยเหลือพี่ในครั้งนั้นเป็นคนเดียวกับที่ให้อพาร์ทเม้นท์นี้กับพี่จริงๆ เขาคนนั้นคือคุณนพพล ผู้จัดการบริษัททนายความที่พี่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน ”

 

“ เขาคงชอบพี่มากเลยนะครับ เพราะทั้งออกค่ารักษาและให้ทรัพย์สินราคาแพงแก่พี่ถึงขนาดนี้ ” โอมถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจเดิมโดยปราศจากแววขี้เล่นเหมือนที่เคย 

 

“ อืม….. ” จิตหราก้มหน้ารับคำเบาๆ ก่อนที่ความเงียบจะกลับเข้ามาเยือนหนุ่มสาวต่างวัยคู่นี้อีกครั้ง แต่ช่วงเวลาที่ชวนอึดอัดใจก็ผ่านเข้ามาไม่นาน ในที่สุดหญิงสาวก็เหมือนจะตัดสินใจในบางสิ่งได้ เธอจึงเริ่มพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา 

 

“ แต่เขาไม่ได้ให้พี่เปล่าๆหรอก เขามีเงื่อนไขว่า พี่ต้องมอบตัวให้กับเขา ” 

          

 

          คำบอกเล่าดังกล่าวไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มตื่นตกใจหรือมีปฏิกิริยาตอบสนองแต่อย่างใดเลย สิ่งที่เปลี่ยนไปก็แค่เพียงดวงตากลมโตที่หรี่ลงเล็กน้อย ส่วนโครงร่างของเด็กหนุ่มก็ยังคงอยู่ในท่านั่งค้อมตัวลงต่ำอยู่ดุจเดิม 

 

“ หลังจากแม่ของพี่ได้รับการรักษา พี่ก็ได้แต่ภาวนาว่าคงมีซักวันหนึ่งที่พี่จะได้กลับไปที่บ้านเพื่อไปอยู่กับแม่ เมื่อถึงวันนั้นพี่จะคืนทรัพย์สินที่พี่ไม่เคยคิดอยากได้เหล่านี้ให้คุณนพพลทั้งหมด ” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นคล้ายว่าเธอตัดสินเด็ดเดี่ยวแล้วที่จะเล่าเรื่องที่แทบไม่เคยเปิดเผยกับใครให้เด็กหนุ่มรับฟัง 

          

 

        เมื่อพูดจบ หญิงสาวก็สะอึกสะอื้นขึ้นมาเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นซับน้ำตาตัวเอง ซึ่งจริงแล้วมันคงเป็นเรื่องยากของหญิงสาวคนหนึ่งที่จะต้องยอมมอบกายให้กับผู้ชายที่ตนเองไม่ได้รักเลย แต่เธอก็จำเป็นต้องทำเพื่อที่จะได้รักษาชีวิตของคนที่เธอรักมากที่สุดเอาไว้ 

 

“ อึก……” หญิงสาวก้มหน้าซุกกับฝ่ามือเล็กบางของตัวเอง กายบอบบางสั่นสะท้านตามจังหวะการสะอื้นไห้ แต่เธอก็ต้องถึงสะดุ้งตกใจเมื่อรู้สึกได้ว่ามือของเธอถูกมือที่เล็กบางแต่อบอุ่นข้างหนึ่งเกาะกุมเอาไว้ 

         

 

         หญิงสาวค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือที่อบอุ่นข้างนั้น สิ่งที่เธอมองเห็นผ่านม่านน้ำตาที่ขุ่นมัวคือแววตาที่เจือไปด้วยความรู้สึกสงสาร เอื้ออาทรจากดวงตาใสซื่อคู่นั้นของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่เคียงข้างเธอในยามนี้  

 

“ ไม่น่าเชื่อว่ามือเล็กๆของผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถปกป้องคนที่ตนเองรักได้ขนาดนี้ ผมยอมรับนับถือน้ำใจของพี่ด้วยใจจริง ” เด็กหนุ่มที่มองตอบกลับมาเอ่ยคำพูดที่นิ่มนวลและอบอุ่นพร้อมกับบีบมือของหญิงสาวแนบแน่นเพื่อเป็นการให้กำลังใจ 

 

“ อืมๆ ” หญิงสาวยิ้มรับทั้งน้ำตา แม้ใบหน้านวลจะหมองลงด้วยความโศกเศร้าแต่ก็ยังคงเจิดจรัสรัศมีแห่งความงามอยู่ไม่น้อย 

 

“ หึๆ แต่ถึงผมจะอยากได้วิมานชั้นฟ้าแบบห้องในอพาร์ทเม้นท์นี้มากเท่าไหร่ ผมก็ไม่ขอถวายกายให้คุณนพพลหรอกนะครับ ” ทันใดนั้นเองหนุ่มโอมก็พลิกบทบาทด้วยการยิ้มกว้างแบบซื่อๆ พลางโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงกลั้วเสียงหัวเราะคล้ายจะไร้เรื่องราวอันใด  

 

“ ฮะๆ ตาบ้า คุณนพพล เขามะ……..ไม่ได้ ชอบผู้ชายนะ ” หญิงสาวชะงักนิดหนึ่ง คิ้วงามขมวดนิ่วก่อนที่จะทำท่าทางเหมือนจะขำออกมานิดๆ ปากก็ตอบกลับแบบตะกุกตะกักด้วยความงุนงงที่ยังตั้งตัวไม่ถูก ปรับอารมณ์ไม่ทัน 

 

“ อ้าว ผมก็นึกว่าเขาเป็น เห็นตอนเจอกัน เขาเพ่งมองผมยังกะอยากกลืนกินผมเข้าไปทั้งตัว ” เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยท่าทางตื่นๆ 

 

“ เธอน่ะมั่วแล้ว คิดเลอะเทอะไปเองทั้งนั้น ” หญิงสาวตอบกลับ ใบหน้างามเริ่มเปื้อนรอยยิ้มน้อยๆ 

 

“ ไม่รู้ล่ะ เจอกันรอบหน้า ผมไม่ขอเข้าใกล้เขาอีก เพราะผมเองก็กลัวจะใจอ่อนยอมหลวมตัวให้กับคุณนพพล ก็เขาหล่อลากไส้ซะขนาดนั้น ” เด็กหนุ่มส่ายหัวไปมาเบาๆด้วยท่าทีคล้ายจะพยายามหักห้ามใจตนเอง 

 

“ ฮะๆ ตาบ้านี่ มันใช่เวลาที่จะมาล้อเล่นมั้ยเนี่ย ” คราวนี้หญิงสาวถึงกลับลืมสะอื้นไห้พร้อมเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะด้วยท่าทีคล้ายสาวแรกรุ่นที่กำลังหยอกล้อกับคนรักหนุ่มก็ไม่ปาน 

 

“ อื้อๆ ใครว่าผมล้อเล่นล่ะพี่ ผมกลัวห้ามใจไม่ได้จริงๆนะ ลึกๆผมก็ชอบชายหนุ่มหล่อเหมือนกันนะ ” เด็กหนุ่มเอนกายไปข้างหลังเล็กน้อย พลางเงยหน้ามองโคมไฟระย้าเบื้องบนด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน 

 

“ บ้าน่า หรือว่า เธอจะๆ เป็นเกย์จริงๆเนี่ย ” คราวนี้หญิงสาวกระเถิบตัวถอยหนีไปข้างหลังเล็กน้อย 

 

“ ฮะๆ อันนี้ผมเองก็ไม่ทราบ ถ้าอยากรู้พี่ต้องลองพิสูจน์เอาเอง ว่าแต่จะกล้าหรือเปล่าเล่า ” เด็กหนุ่มอมยิ้มแบบมีเลศนัยเล็กน้อยก่อนตอบเบาๆแค่พอได้ยินกันสองคน 

            

 

         แทนคำตอบของคำถามที่ค่อนข้างสัปดน หมอนข้างสีชมพูที่วางอยู่บนเตียงถูกฟาดเข้าไปที่ท้ายทอยของเด็กหนุ่มเต็มแรง คนฟาดไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก จิตหรา หญิงสาวคนงาม 

 

“ โอ้ยๆ! เบา พี่ ผมกลัวแล้ว โอ้ยๆ ” เด็กหนุ่มเอาสองมือกุมท้ายทอยปัดป้องการโจมตีด้วยหมอนแบบรัวๆก่อนที่จะโดดหนีจนพ้นระยะการโจมตีของหมอน 

 

“ แฮ่กๆ เป็นไงล่ะ ยังจะพูดบ้าๆอีกมั้ย ” หญิงสาวพ่นคำขู่ด้วยเสียงใสๆที่ฟังดูน่ารักมากกว่าน่ากลัว หน้างามของเธอแดงก่ำด้วยความเขินอาย 

 

“ ฮะๆ ไม่พูดเล่นแล้วครับ เหอๆ ” เด็กหนุ่มยิ้มรับแต่ก็ยังทำหน้าทะเล้นใส่ไม่เลิกรา 

          

 

        หญิงสาวทำหน้างุ้มใส่คล้ายม้าหมากรุก ก่อนที่จะตบลงไปที่เตียงอย่างแรงก่อนพูดแบบสะบัดๆด้วยอาการงอน 

 

“ แล้วจะไปยืนอะไรตรงมุมห้อง มานั่งนี่ ” 

 

“ ฮะๆ เข้าไปให้โง่ดิ ผมไม่อยากโดนท่าไม้ตายหมอนพิฆาตของพี่แล้ว ตกลงพี่เป็นอะไรกับหมอนนักหนา ตอนอยู่ที่บ้านของผม พี่ก็จะสังหารผมด้วยหมอนไปทีหนึ่งแล้ว ” เด็กหนุ่มยิ้มระรื่นพลางกล่าวตอบ 

 

“ โอเค ต่อไปจะไม่ฟาดแล้วถ้าเธอไม่ปากเสียอีก ” หญิงสาวกล่าวตอบงอนๆแบบกระชากเสียง 

 

“ แน่นะ ” เด็กหนุ่มค่อยๆก้าวเข้ามานิดหนึ่งก่อนเปิดปากถามเพื่อความแน่ใจ 

 

“ แน่ซิ เข้ามาเร็วๆเลย ” หญิงสาวคนงามตวาดซ้ำ 

 

“ คะ……..ครับผม ” เด็กหนุ่มรับคำเสียงสั่นๆก่อนที่จะขยับเข้าใกล้หญิงสาวทีละน้อยด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง 

          

 

        เมื่อเด็กหนุ่มเข้าประจำที่แล้ว เขาก็นั่งเงียบและเกร็งตัวเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมหันไปมองหน้าหญิงสาวตรงๆ หางตาของเขาเหลือบแลมองหมอนข้างสีสวยอันเป็นอาวุธสำคัญของหญิงสาวเป็นระยะๆ ตัวหญิงสาวเองก็ไม่ได้หันหน้ามามองเด็กหนุ่มเช่นกัน เธอยังคงมองตรงไปข้างหน้าเช่นเคย บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดเช่นเดิม (ในความรู้สึกของโอม) อึดใจต่อมาหญิงสาวก็เอ่ยคำถามที่ฟังดูราบเรียบแต่ชวนให้หนุ่มโอมสะอึกขึ้นมาอีกครั้ง 

 

“ เธอเคยมีคนรักมั้ย โอม ” 

       

 

         แม้หญิงสาวจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะทำให้มันราบเรียบ แต่น้ำเสียงของเธอก็ยังแอบสั่นไหวนิดๆคล้ายกำลังลุ้นบางสิ่งบางอย่างอยู่ 

        

 

          หญิงสาวนั่งนิ่งคล้ายไม่รู้สึกอะไร แต่ภายในใจรุ่มร้อนถึงคำตอบที่กำลังจะได้รับของเด็กหนุ่ม ถึงกระนั้นก็ตามเธอก็ยังรับรู้ได้แต่ความเงียบงันจนดูผิดปกติ เหมือนกับว่าตัวตนของเด็กหนุ่มได้อันตรธานหายไปจากโลกใบนี้ไปซะแล้ว เธอจึงค่อยๆเบือนหน้าหันกลับมองเด็กหนุ่มอย่างช้าๆ สิ่งที่เห็นคือร่างของเด็กหนุ่มร่างสันทัดคนหนึ่งกำลังเอนตัวลงไปบนเตียงหนานุ่มของเธอด้วยท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ใบหน้าขมุกขมัวที่ค่อนข้างคล้ำกร้านแดดของเด็กหนุ่มแหงนมองโคมไฟระย้าที่ลอยตัวอยู่บนเพดาน มองเผินๆนับว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่สุดแสนจะธรรมดาจริงๆแล้วออกจะกระเดียดไปในทางไม่น่ามองด้วยซ้ำ แต่ถ้ามองลึกๆก็พบว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่งามที่สุกสดใสคล้ายนัยน์ตาของเด็กน้อย 

         

 

         หญิงสาวนึกแปลกใจกับอาการนิ่งงันของเด็กหนุ่ม เธอจึงเริ่มเปลี่ยนอิริยาบถจากมองหางตามาเป็นหันหน้ามองไปตรงๆ แต่เด็กหนุ่มก็ยังนิ่งอยู่ในท่าเดิม ดวงตาของเด็กหนุ่มดูเหม่อลอยไปไกลซึ่งชวนให้เธอรู้สึกแปลกพิกล เธอจึงตัดสินใจเปิดปากทักเสียงใส

 

“ โอม ” 

 

“ ครับ ว่าไงครับ ” เด็กหนุ่มตอบกลับในทันที แต่ร่างนั้นยังคงหยุดอยู่ที่เดิม ไม่มีอาการไหวติงแม้แต่น้อย 

 

“ เอ่อ…ไม่มีอะไร ” หญิงสาวรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ใบหน้านวลและแลดูอ่อนเยาว์ของเธอแดงเล็กน้อย แต่ทันใดนั้นเองเสียงนุ่มทุ้มลึกของเด็กหนุ่มก็ดังขึ้น  

 

“ กับคำถามที่พี่ถามเมื่อครู่นี้นั้น ”  

           

 

         หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้างามรีบหันกลับมามองหน้าของเด็กหนุ่มอีกครั้ง ภายในใจรู้สึกสั่นไหวและเต็มไปด้วยความคาดหวังอะไรบางอย่างอยู่ลึกๆ โสตประสาททั่วทั้งร่างแข็งเกร็งเพื่อรอคอยรับฟังประโยคต่อไปที่จะถูกเอื้อนเอ่ยออกจากปากของเด็กหนุ่ม 

          

 

          ระหว่างที่หญิงสาวกำลังคอยลุ้นอยู่นั้น ดวงตาที่ดูเหม่อลอยของเด็กหนุ่มก็เกิดเขม็งตึงพร้อมกับจังหวะการเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วของเด็กหนุ่มที่พุ่งกายลุกขึ้นไปขวางหน้าของหญิงสาวและผลักไสให้เธอไปอยู่ข้างหลังของเขาอย่างรวดเร็ว กายเพรียวบางสันทัดของเขาหันหน้าไปประจันบางสิ่งบางอย่างที่หน้าต่างบานเลื่อนของห้องพักหรู 

 

“ เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้น โอม ทำไม…” หญิงสาวร้องอุทานดังพร้อมโยกย้ายสายตาไปมองในทิศทางที่เด็กหนุ่มหันไประวัง สิ่งที่เธอเห็นทำให้เลือดทั้งหมดในกายของเธอเย็นยะเยือกจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง 

        

 

        ภาพนั้นคือภาพ……เงาดำปริศนาที่คุ้นเคยเนื่องจากมันคอยตามรังควานเธออยู่หลายต่อหลายครั้งแล้ว เงาดำนั้นดูมีขนาดใหญ่ขึ้นถึงขั้นที่แทบจะบดบังทั้งตัวเธอและเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆจนมิด นอกจากนี้การปรากฏตัวของมันในครั้งนี้ค่อนข้างที่จะเข้มข้น ไม่เจือจางเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา  

 

“ คุณเป็นใคร ต้องการอะไร ” เด็กหนุ่มร่างสันทัดร้องตะโกนถามอย่างห้าวหาญแบบไม่หวั่นเกรง 

 

“ กูต้องการชีวิตของมัน......” เสียงแหบยานคางที่ฟังแล้วน่าจะเป็นเสียงของผู้หญิงดังออกมาจากเงาดำปริศนาร่างนั้น นิ้วมือที่เหี่ยวแห้งและมองดูเลือนรางเป็นเงาดำของมันชี้ไปทาง จิตหรา ที่กำลังยืนสั่นงันงกอยู่ด้านหลังของเด็กหนุ่ม 

 

“ อภัยให้กันได้มั้ย อย่าเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันเลย แล้วเดี๋ยวจะอุทิศส่วนกุศลไปให้ ” เด็กหนุ่มตะโกนตอบต่อรอง 

 

“ ไม่ได้ กูจะฆ่ามัน มึงถอยไป ” เสียงตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยวที่คงความอาฆาตอย่างแรงกล้าถูกประกาศออกจากเงาดำปริศนาร่างนั้น 

 

“ ไม่ได้ เราไม่ยอมให้เธอทำร้ายพี่สาวคนนี้ เธอต้องข้ามศพของเราไปก่อน ” หนุ่มโอมตอบกลับในทันทีอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นกัน ดวงตากลมโตที่แวววาวขมวดนิ่วดูกล้าแข็งและมุ่งมั่นจนน่ากลัวไม่แพ้เงาดำปริศนา 

         

 

          อมุนษย์ผู้น่าหวาดกลัวถึงกลับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะตวาดก้องด้วยเสียงอันดัง 

 

“ งั้นมึงก็ตายไปพร้อมกับมันเลยแล้วกัน ” 

         

 

         ทันทีที่จบคำ เงาดำปริศนาขนาดมหึมาก็พุ่งลิ่วตรงเข้าไปหาสองหนุ่มสาวต่างวัยในทันทีอย่างรวดเร็ว 

 

“ ว้ายๆ! ” จิตหรากรีดร้องพลางก้มหน้าและหลับตานิ่งด้วยความหวาดกลัว แต่ทว่าเด็กหนุ่มกลับไม่มีอาการตื่นตระหนกกับภาพเบื้องหน้าแม้แต่น้อย มือของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็วก่อนหยิบอะไรบางอย่างที่ลักษณะคล้ายผงขว้างปาไปที่เงาดำปริศนาที่พุ่งตรงเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว 

 

“ กรี้ดๆ! ” พอปีศาจร้ายสัมผัสถูกผงประหลาดดังกล่าว มันถึงกลับกรีดร้องด้วยเสียงที่ดังโหยหวนก่อนจะสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา