โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  53 บท
  12 วิจารณ์
  2,909 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

11) ความตายครั้งที่ 1

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 11 ความตายครั้งที่ 1

 

 

………………………..

        

         สาวหน้าจืดสับขาวิ่งสุดชีวิต เธอไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนและวิ่งไปได้กี่ก้าว ในหัวสมองของเธอไม่เหลือความคิดอื่นใดแล้วนอกจากไปให้ถึงห้องเช่าในอพาร์ทเม้นท์ของเธอ 

        

 

         เธอใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถึงห้องเช่าในอพาร์ทเม้นท์ค่อนข้างหรูที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมทั้งประตูทางเข้าระบบคีย์การ์ด ลิฟต์ ยามรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง แต่เธอไม่สนใจที่จะเหลือบมองอะไรเลย เมื่อไปถึงลิฟต์เธอรีบกดสั่งให้มันเดินทางไปที่ชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นชั้นที่เธอพักอาศัยอยู่ 

        

 

         ในขณะที่เธออยู่ในลิฟต์ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ลิฟต์เจ้ากรรมตัวนั้นดันเกิดอาการติดๆขัดๆ เลื่อนขึ้นแบบตะกุกตะกักยังไงชอบกลผิดกับการเดินทางในทุกครั้งที่ผ่านมา เธอเหลือบซ้ายแลขวา สีหน้าท่าทางดูหวาดกลัวแบบคนจิตตก พลางคิดในใจ 

 

“ โคตรน่ากลัวเลย รู้งี้วิ่งขึ้นบันไดหนีไฟดีกว่าไม่น่าขึ้นลิฟต์เลย ” 

         

 

         เวลาในการเดินทางของลิฟต์จากชั้นที่ 1 ขึ้นไปถึงชั้นที่ 4 กินเวลาไม่นานแต่ในความรู้สึกของสาวหน้าจืดมันเหมือนว่าจะยาวนานถึงชั่วกัปชั่วกัลป์ ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดขึ้น หญิงสาวก็พุ่งทะยานออกจากในลิฟต์อย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเธอก็เดินทางมาถึงหน้าห้องพักของตัวเอง จากนั้นเธอรีบควักกุญแจห้องขึ้นมาไขอย่างร้อนรน ด้วยความรีบร้อนที่เกิดขึ้นจากความกลัวทำให้การไขกุญแจเข้าห้องที่เคยง่ายกลับทำได้ยากมากขึ้น เธอแหย่กุญแจเข้าออกแบบผิดๆถูกๆอยู่หลายครั้ง ทันใดนั้นเองโสตประสาทหูของเธอก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ชวนให้เธอเกิดอาการขนทั่วกายลุกชูชันอย่างที่เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามได้ 

 

“ ฮิๆ ”  

        

 

          จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอบอกได้ในทันทีว่าเสียงนั้นคือเสียงหัวเราะขบขันใสๆของหญิงสาวนางหนึ่ง สาวหน้าจืดหยุดชะงักการไขกุญแจในทันทีแล้วหันไปเหลือบแลซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ทว่าเธอก็พบว่าตรงทางเดินขนาดสามเมตรที่มีประตูห้องรายเรียงทั้งด้านซ้ายขวานับสิบห้องนั้นปราศจากผู้คนและสิ่งมีชีวิตใดๆ จะมีก็แต่เพียงดวงไฟเพดานบนชั้นนั้นที่สว่างแบบดวงเว้นดวงแนวอพาร์ทเม้นท์ประหยัดไฟทำให้บรรยากาศชวนสลดหดหู่และน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน 

 

“ เสียงผู้หญิงหัวเราะนี่ แต่แถวนี้มันไม่มีใครนี่นา ” หญิงสาวคิดไปไขไป คราวนี้เธอพยายามตั้งสติให้มั่นคงขึ้นแม้ว่าเธอจะเพิ่งได้พบเจอเหตุสยองและแปลกประหลาดมาหมาดๆก็ตาม 

        

 

         สาวหน้าจืดพยายามอยู่ครู่ใหญ่ เธอก็สามารถไขประตูเพื่อเข้าห้องได้สำเร็จ เมื่อเธอเข้าห้องได้แล้วเธอรีบเปิดไฟภายในห้องและปิดประตูห้องลงกลอนในทันที เธอยืนพิงประตูพรางสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆเพื่อพยายามสงบสติอารมณ์ 

 

“ ฟื้ดๆ ฟู่ๆ ” 

         

 

          เธอใช้ความพยายามในการสงบสติอารมณ์อยู่ครู่ใหญ่ เธอก็สามารถสงบจิตใจลงได้บ้าง หลังจากนั้นเธอก็ค่อยๆก้าวเดินอย่างช้าๆไปที่เตียงนอนขนาดสองคนนอนปูฟูกหนานิ่ม เมื่อไปถึงขอบเตียงเธอก็โยนกระเป๋าถืออันเป็นสัมภาระเพียงหนึ่งเดียวของเธอลงไปบนเตียงหนานุ่ม จากนั้นเธอก็ค่อยๆเปลื้องผ้าออกจนเรือนกายสูงโปร่งเปลือยเปล่าและขาวโพลน อึดใจต่อมาเธอก็เอื้อมมือไปคว้าผ้าขนหนูสั้นสีเขียวมาคลุมกายเพื่อตั้งใจที่จะอาบน้ำชำระล้างร่างกาย 

          

 

         สาวหน้าจืดค่อยๆพาร่างสูงเพรียวเข้าไปในห้องน้ำส่วนตัว เมื่อเข้ามาถึงเธอหยุดยืนที่หน้ากระจกในห้องน้ำ ภาพสะท้อนจากในกระจกเผยให้เห็นภาพหญิงสาววัย 20 เศษ ที่มีผมยาวสลวยย้อมแดงปนน้ำตาลตามสมัยนิยม แต่ทว่าใบหน้าของหญิงสาวนางนั้นกลับดูซีดเซียวไร้สีสัน มีแววตระหนกตกใจซ่อนอยู่ในสีหน้าและแววตาอย่างชัดเจน เธอพยายามคิดปลุกปลอบตัวเอง 

 

“ เมื่อกี้แค่อุบัติเหตุ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ” 

       

 

         หลังจากที่สาวหน้าจืดปลุกปลอบใจตัวเองจนดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว เธอก็ชำระล้างร่างกาย สายน้ำที่หลั่งไหลมาจากฝักบัวที่พรั่งพรูกระทบกายสูงโปร่งได้สัดส่วนของเธอและนำพาความสดชื่นมาสู่ใจและกายของเธอ ทำให้เธอสามารถปลดเปลื้องความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและความเครียดกดดันที่สั่งสมมาตลอดทั้งวันได้เป็นอย่างดี  

       

 

         หญิงสาวพาร่างสูงเพรียวได้ส่วนออกจากห้องน้ำด้วยอาการที่ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้น เธอผลัดเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดนอนแบบเสื้อกระโปรงยาวถึงน่องสีชมพูอ่อนเมื่อรับกับเรือนร่างสูงเพรียวของเธอนับได้ว่าเป็นชุดนอนที่เหมาะกับเธออย่างแท้จริง 

        

 

         ระหว่างที่เธอกำลังส่องกระจกที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม้สักราคาแพงเพื่อทำการประทินโฉมและรับประทานยาระงับประสาทเพื่อเข้านิทราฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้มีกำลังต่อสู้ในวันใหม่อยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างตรงระเบียงรับลมของห้องพัก เสียงนั้นดังเป็นจังหวะคล้ายคนกำลังเคาะกระจกกั้นที่มีผ้าม่านขนาดใหญ่สีเลือดหมูคลุมอยู่ 

 

“ ก๊อกๆ ” 

 

“ ใครมาเคาะกระจก เอ๊ะ ไม่สิ น่าจะมีอะไรมากระแทกกระจกมากกว่านะ ” หญิงสาวสะดุ้งตกใจกลัวแต่เธอก็พยายามคิดถึงเหตุอื่นที่เป็นไปได้เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดอะไรที่มันอัปมงคล เพราะวันนี้เธอพบเจออะไรมาหนักพอแล้ว 

 

“ จะทำไงดี จะหนีหรือเปิดผ้าม่านดูดีนะ ” หญิงสาวยืนเกร็ง ในใจเกิดความลังเลและตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำยังไงกับเหตุที่เกิดขึ้นในตอนนี้ 

 

“ ก๊อกๆ ” เสียงเคาะกระจกยังดังเป็นระยะๆ แต่ถ้าฟังดูให้ดี เสียงนั้นน่าจะดังกว่าเดิมซะอีก อาการคล้ายคนที่กำลังเคาะกระจกอยู่ภายนอกเริ่มมีน้ำโหขึ้นมามั่งแล้ว 

 

“ เฮือก เอาไงดี ” หญิงสาวยังลังเล ตัวแข็งเกร็ง ความกลัวเริ่มพุ่งทะยานขึ้นในจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆตามระดับความรุนแรงในการเคาะกระจกที่หนักขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน 

         

 

         ในขณะที่เธอตัดสินใจไม่ถูกอยู่นั้น เสียงเคาะก็พัฒนาขึ้นมาเป็นเสียงกระแทกที่รุนแรงบอกได้ถึงอารมณ์ที่รุนแรงของอะไรก็ตามที่อยู่ตรงระเบียง         

 

“ ปังๆ ”  

 

“ ว้ายๆ ไม่อยู่แล้ว ” หญิงสาวผวาด้วยความตกใจกับเสียงกระแทกกระจกที่รุนแรง เธอตัดสินที่หันหลังวิ่งหนีไปจากเหตุการณ์ประหลาดที่สุดสยองนี้ แต่ในทันทีที่เธอวิ่งไปถึงลูกบิดประตู ร่างกายเธอกลับหยุดชะงักและไม่ยอมบิดลูกบิดเพื่อเปิดประตูห้องหนีจากสภาวะเลวร้ายที่อยู่ในห้อง 

 

“ ไม่ เรากลับไปดูดีกว่าว่าตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ” ไม่รู้ผีห่าซาตานตนใดบงการจึงทำให้เธอเกิดมีจิตใจอยากรู้ความจริงของเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เธอค่อยๆก้าวเดินสู่กระจกกั้นตรงระเบียงรับลมที่บัดนี้เสียงเคาะนั้นได้บรรเทาความรุนแรงลงจนเหลือเพียงเท่ากับเสียงเคาะกระจกเบาๆอีกครั้ง 

 

“ ก๊อกๆ ” 

        

 

          หญิงสาวค่อยๆก้าวเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าผ้าม่านสีเลือดหมูซึ่งคลุมประตูกระจกกั้นระเบียงรับลมแล้ว เธอก็เอื้อมมือที่สั่นเทาไปจับที่สายเชือกดึงผ้าม่านให้เลื่อนเปิด และทันทีที่เธอดึงสายเชือกนั้นลงเพื่อรูดผ้าม่านให้เลื่อนออก สิ่งที่ปรากฏในสายตาของเธอคือ……….ความว่างเปล่า 

 

“ นี่……มันเกิดอะไรขึ้น…......” หญิงสาวนิ่งตะลึง ในใจเธอผสมปนเปไปหลายอารมณ์ ความรู้สึกของเธอในตอนนี้มีทั้งตื่นกลัว สับสน มึนงง และสยดสยอง 

        

 

        ระหว่างที่เธอกำลังยืนมึนอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสๆของหญิงสาวดังขึ้นที่เบื้องหลังของเธอ สาวหน้าจืดรีบหันหลังกลับไปมองในทันที สิ่งสุดท้ายที่เธอพบเห็นคือ…… 

         

 

         เงาดำปริศนาร่างใหญ่ที่เห็นเพียงหน้าที่คล้ายคลึงหน้ามนุษย์จางๆ บนใบหน้านั้นมีดวงตาแดงก่ำราวสีเลือด ปากที่อ้ากว้างของมันแสยะยิ้มให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวและชั่วร้ายแบบสุดขั้วในเวลาเดียวกัน 

 

“ กรี๊ดๆ! ” หญิงสาวกรีดร้องสุดเสียงก่อนที่จะเงียบสงบลง สิ่งสุดท้ายที่เธอเห็นคือเงาร่างปริศนาพุ่งทะยานเข้าหาตัวเธออย่างรวดเร็ว 

 

………………………

         

          เวลาในยามนี้ล่วงเข้าสู่สี่ทุ่มเศษแล้ว บนระเบียงในห้องหนึ่งที่ชั้นสี่ของอพาร์ทเม้นท์หรูย่านชานเมืองกรุงเทพ ได้ปรากฏร่างสูงเพรียวของหญิงสาวนางหนึ่ง เรือนกายได้ส่วนสะพรั่งตามวัยสาวของเธอถูกสวมด้วยชุดนอนแบบเสื้อกระโปรงยาวสีชมพู เธอยืนเท้าสองแขนที่ราวเหล็กของระเบียงรับลม หน้ายาวเรียวของเธอแหงนเชิดขึ้นเล็กน้อย ลมที่พัดแรงพัดพาผมยาวสลวยสีน้ำตาลอมแดงของเธอให้ปลิวไสว ท่าทางของเธอคล้ายคนๆหนึ่งที่ต้องการผ่อนคลายอิริยาบถด้วยการยืนรับลมเย็นยามค่ำคืน  

           

 

         แต่สิ่งที่ไม่เข้ากันกับเหตุการณ์เลยคือ ใบหน้าของเธอซึ่งไม่ว่ามองในมุมไหนก็บอกได้ทันทีเลยว่า “อาการไม่ปกติ” ดวงตาที่หรี่เล็กของเธอดูล่องลอย หน้าขาวที่เคยแดงซ่านด้วยเลือดลมของวัยสาวบัดนี้กลับขาวซีดไร้สีสันราวกับร่างไร้ชีวิต สีหน้าของเธอดูเรียบเฉยและไร้อารมณ์จนน่ากลัว ปากรั้งเชิดสีแดงของเธอขยับไปมาช้าๆคล้ายบ่นพึมพำอะไรบางอย่างเบาๆ ซึ่งจับใจความได้ว่า 

 

“ หักหลัง แค้น อาฆาต ” 

         

 

         ร่างสูงเพรียวนั้นเริ่มขยับเล็กน้อยด้วยการจับราวเหล็กริมระเบียงด้วยสองมือแน่นพรางขย่มกายดึงเข้าออกอย่างช้าๆจนกายของเธอโยกไปมา ปากของเธอยังพร่ำบ่นอย่างไร้ความหมายด้วยประโยคเดิมๆ 

 

“ หักหลัง แค้น อาฆาต ” 

         

 

         หญิงสาวนางนั้นเริ่มทวีความแรงในการขย่มตัวดึงเข้าออกแรงขึ้นๆ จนถึงขั้นการเขย่าตัวไปมาอย่างบ้าคลั่งและรุนแรงอันผิดกับเรี่ยวแรงของสตรีเพศทั่วไป หน้าเรียวยาวของเธอสะบัดไปมา ใบหน้าขาวซีดเริ่มบิดเบี้ยวไปด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง ปากของเธอเริ่มพร่ำพูดออกมาด้วยเสียงที่ดังและกร้าวขึ้นตามประโยคเดิมๆ 

 

“ หักหลัง แค้น อาฆาต ” 

          

 

         ความรุนแรงยังทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกจนถึงขีดสุดของมัน หญิงสาวเชิดหน้าเปล่งเสียงตะโกนออกมาสุดเสียงดังก้องฟ้า 

 

“ ตาย ” 

          

 

         ทันใดนั้นเองหญิงสาวก็ดึงข้อตัวเองกับราวกั้นระเบียงรับลมสุดแรงเพื่อดีดร่างสูงเพรียวของตัวเองให้ลอยตัวขึ้นสูงด้วยกำลังที่เหนือมนุษย์ ก่อนกระโจนร่างนั้นลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว 

 

“ พลั๊ก ” 

         

 

         เสียงของหนักตกกระทบพื้นถนนหน้าอพาร์ทเม้นท์หรูอย่างรุนแรง ร.ป.ภ.สูงวัยประมาณ 50 เศษร่างเตี้ยอ้วนผิวคล้ำที่อยู่ในป้อมยามหน้าอพาร์ทเม้นท์เกิดอาการผวาจนลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่ง  ร.ป.ภ.สูงวัยผู้นั้นรีบวิ่งตาลีตาเหลือกมาดูจุดเกิดเหตุในทันที เมื่อ ร.ป.ภ.ได้เห็นสิ่งที่ตกลงมา เขาถึงกับตาเหลือกโปนไปด้วยความหวาดกลัวสยดสยอง มือที่สั่นเทารีบหยิบวิทยุสื่อสารพลางกดปุ่มแจ้งเหตุร้ายในทันที 

 

“ มูลนิธิใช่มั้ยมีเหตุร้าย มีคนโดดตึก อาการร่อแร่ รีบพาไปโรงพยาบาลด่วน ” 

         

 

          ร.ป.ภ.สูงวัยผิวคล้ำเหลือบแลหันไปดูร่างที่ร่วงหล่นลงมาที่พื้นอีกครั้ง เขาเห็นได้ชัดเจนว่านั่นคือร่างสูงเพรียวของหญิงสาววัย 20 กว่าๆซึ่งซ่อนร่างในชุดนอนแบบเสื้อกระโปรงยาวสีชมพูที่บัดนี้ไม่ใช่สีชมพูอีกต่อไปแล้วแต่กลับเป็นสีเเดงสดจากเลือดที่หลั่งไหลออกจากกายของเธอแทน ร่างกายของเธอสั่นระริกด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายราวมัจฉาที่ถูกตีหัว ปากของเธอพะงาบขึ้นลงช้าๆคล้ายจะเอื้อนเอ่ยวาจาซึ่งจับใจความได้ว่า 

 

“ หักหลัง แค้น อาฆาต ตาย จิตหรา ”

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา