โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  78 บท
  14 วิจารณ์
  5,221 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

39) อาแปะประหลาด

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 39 อาแปะประหลาด

 

        เมื่อเด็กหนุ่มมาดเซอร์พูดจบ สารวัตรหนุ่มวัยฉกรรจ์ก็ถึงกลับนิ่งอึ้งตะลึงงงไปในทันทีราวกับว่าโดนมนต์ ณ.จังงังเข้าไป และอาการดังกล่าวก็ไม่สามารถรอดพ้นหูตาของเด็กหนุ่มมาดเซอร์ไปได้  

 

“ ว่าไงครับ ได้ยินแบบนี้แล้วยังนึกอยากเปลี่ยนใจมั้ย ” เด็กหนุ่มถามกลับด้วยใบหน้ายิ้มละไมคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

         

 

        สารวัตรหนุ่มนิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าคมเข้มขมวดนิ่วแลดูเคร่งเครียด เขายอมรับว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนแทบจะไม่เคยประสบพบเจอเรื่องประหลาดที่กำลังจะต้องเผชิญในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้ามาก่อน สิ่งนั้นทำให้ใจของเขารู้สึกหวาดหวั่นจนนึกอยากถอยหลังหนี แต่ถ้าหนีศักดิ์ศรีการเป็นมือปราบของกรมตำรวจไทยจะเหลืออะไร อีกประการถ้าเขาต้องปล่อยให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งต้องไปผจญกับภัยมืดที่อันตรายถึงชีวิตเพียงลำพัง เขาคงจะต้องรู้สึกผิดบาปในใจของตนเองไปตลอดชีวิตแน่ ดังนั้นเขาจึงกัดฟันกรอดใหญ่ก่อนตอบกลับไปดังๆอย่างเด็ดเดี่ยวว่า……. 

 

“ ไม่ว่าเราจะต้องเจออะไร ชั้นก็จะไปกับนาย ” 

          

 

         เด็กหนุ่มก้มหัวโค้งคารวะนิดๆให้สารวัตรหนุ่มอีกครั้ง หลังจากเขาเงยหน้าขึ้น เด็กหนุ่มก็ตอบกลับด้วยใบหน้าที่ดูมุ่งมั่นแน่วแน่ผิดกับบุคลิกเดิมๆของเด็กหนุ่ม 

 

“ ตกลงครับ เราไปกันเถอะ ” 

           

 

       โอมเอื้อมมือไปเปิดประตูบานใหญ่ และเมื่อมันเปิดออกสิ่งแรกที่ทั้งคู่เห็นก็คือห้องโถงขนาดใหญ่ที่ปูพื้นด้วยกระเบื้องอย่างดี ด้านหน้าปรากฏเคาน์เตอร์ที่ทำด้วยไม้สลักลายโบราณ และหลังเคาน์เตอร์นั้นก็ปรากฏกายของชายชราหัวล้านเคราขาวคนหนึ่งที่น่าจะมีเชื้อสายชาวจีน ชายผู้นั้นกำลังยิ้มต้อนรับผู้มาเยือนทั้งสองด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี 

 

“ มีอาแปะเฝ้าอยู่หนึ่งคน เอาล่ะเดี๋ยวชั้นจะลองเข้าไปเจรจาดู นายรออยู่ตรงนี้แหละ ” สารวัตรหนุ่มหันกลับมาพูดกับโอม ซึ่งเด็กหนุ่มก็พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่ายแต่สายตาของเด็กหนุ่มก็ยังคงจับจ้องไปยังอาแปะเฒ่าที่กำลังยิ้มแฉ่งแบบไม่วางตา 

          

 

        สารวัตรหนุ่มพูดจบ เขาก็ก้าวเดินเข้ามาทางอาแปะที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ แต่ยังไม่ทันที่สารวัตรหนุ่มจะได้พูดอะไร อาแปะก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยสำเนียงไทยปนจีนว่า….. 

 

“ อั้วรู้เรื่องลื้อหมดแล้ว เอ้านี่กุญแจห้องของกุลสตรี อีอยู่ที่ชั้น 10 ห้องที่ 9 ” 

           

 

        สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความประหลาดใจให้กับสารวัตรหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง อาแปะเฒ่าผู้นี้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ยังไงกัน แต่ในขณะที่สารวัตรหนุ่มกำลังอ้าปากถามในเรื่องดังกล่าว ดวงตาคมเข้มของสารวัตรหนุ่มก็สบเข้ากับดวงตาเล็กหยีของอาแปะเข้าอย่างจัง และวินาทีนั้นเองสารวัตรก็บังเกิดลืมเลือนในสิ่งที่ตนใคร่ถามไปจนหมดสิ้น 

 

“ ขอบใจมากนะ อาแปะ ” สารวัตรหนุ่มสะบัดหัวเบาๆด้วยความมึนงงก่อนบอกขอบใจชายผู้สูงวัย 

          

 

       สารวัตรหนุ่มก้าวเดินกลับมาหาโอมที่ยืนนิ่งขรึมอยู่ เมื่อถึงระยะที่ใกล้พอ สารวัตรหนุ่มก็ชูกุญแจให้เด็กหนุ่มดูพร้อมร้องบอกเบาๆแค่พอได้ยิน 

 

“ ได้กุญแจห้องมาแล้ว เป็นห้อง 109 ” (อย่าเอาไปแทงหวยล่ะ โดนเจ้ามือกินจะมาโทษคนเขียนไม่ได้นะ) 

 

“ ครับ ไปกันเถอะ ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับพร้อมยิ้มนิ่งๆ ดวงตายังคงแอบชำเลืองมองใบหน้าอาแปะที่ยืนยิ้มแฉ่งต้อนรับสองหนุ่มอยู่อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย 

 

“ อ่อ…..อืม ไปกัน ” ดูเหมือนว่าสารวัตรหนุ่มจะสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่มจนนึกสงสัยอยู่เหมือนกันทำไมเด็กหนุ่มมาดเซอร์ถึงได้จ้องมองอาแปะเฒ่าอยู่แบบนั้น แต่สารวัตรหนุ่มก็มิได้ว่ากล่าววาจาออกมาแต่ประการใด  

            

 

        ทั้งสองก้าวเดินเข้าไปภายในลิฟต์ที่อยู่ริมผนังอย่างช้าๆเพื่อให้ชะตากรรมนำพาไปให้ถึงชั้น 10 ตามที่มุ่งหมาย 

            

 

        หลังจากที่สองหนุ่มต่างวัยก้าวเดินเข้าไปในลิฟต์เรียบร้อยแล้ว อาแปะเฒ่าที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ก็ค่อยๆคลายรอยยิ้มลง จากนั้นก็ทรุดตัวลงไปนอนกองที่พื้นภายในเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ อาแปะก็ค่อยๆลืมตาอย่างช้าๆและเริ่มยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เมื่อหยัดยืนได้เต็มสองเท้า ชายแก่ก็สะบัดหัวไปมาเพื่อขับไล่ความมึนงง ปากก็พล่ามบ่นเรื่อยเปื่อยตามประสาคนแก่ว่า…. 

 

“ ไอ่หย้า สงสัยเมื่อวานอั้วกินเหล้าหนักไปมั้งถึงได้เผลอวูบหลับไปแบบนี้ ” 

 

…………………….

            

         สองหนุ่มต่างวัยยืนอยู่ภายในลิฟต์ตามลำพัง แสงไฟสีแดงซึ่งบ่งบอกเลขที่ชั้นบนจอเล็กๆเหนือศีรษะวิ่งไปช้าๆ บรรยากาศภายในลิฟต์เต็มไปด้วยความเงียบและวังเวงจนชวนขนลุกดุจว่ากำลังเดินเที่ยวอยู่ในสุสานร้างที่ไร้ผู้คน 

 

“ โอม นายคิดว่าเราจะเจอหลักฐานอะไรมั้ย ” สารวัตรสิงห์เริ่มทนบรรยากาศแบบนี้ไม่ไหว จึงเริ่มออกปากคุยกับเด็กหนุ่มเพื่อคลายความอึดอัด 

             

 

       เด็กหนุ่มไม่ตอบในทันที ดวงตาของเขามองตรงไปข้างหน้าแน่วนิ่ง ซักครู่เด็กหนุ่มเอ่ยปากตอบอย่างช้าๆแบบชัดๆ 

 

“ ถ้าโชคดี เราก็จะเข้าใจอะไรมากขึ้นครับ แต่ผมอยากถามว่า…..” เด็กหนุ่มตอบแบบมีทิ้งท้าย 

 

“ ถามว่า…อะไร ” สารวัตรสิงห์ถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คิ้วเข้มกระตุกเล็กน้อย 

 

“ ผมแค่อยากถามว่า…เมื่อครู่ พี่คุยอะไรกับอาแปะคนนั้นหรือครับ ” เด็กหนุ่มถามช้าๆด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม 

 

“ เออๆ…..ใช่ พอนายพูดขึ้นมา ชั้นก็เพิ่งนึกขึ้นได้ นายเชื่อมั้ยว่าอาแปะคนนั้นโคตรจะประหลาดเลย พอชั้นเดินเข้าไป เขาก็ยื่นกุญแจห้องของกุลสตรีให้ชั้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มิหนำซ้ำยังพูดอีกว่า…เขารู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว ” 

           

 

         เด็กหนุ่มฟังนิ่งๆแต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ใบหน้าเรียบเฉยของเด็กหนุ่มดูจะกระตุกนิดๆเป็นนัยๆว่าเขากำลังเกิดอาการตื่นเต้น 

 

“ แล้วนายเชื่อมั้ยล่ะ พอชั้นจะเอ่ยปากถามว่ารู้เรื่องของพวกเราได้ยังไง แต่อยู่ๆชั้นก็ดันลืมไปซะได้ว่าชั้นจะถามอะไรอาแปะ สุดท้ายชั้นเลยไม่รู้เลยว่าเจ้าอาแปะเฒ่านั่นรู้เรื่องพวกเราได้ยังไง เอางี้ไว้ขากลับเราค่อยย้อนกลับไปถามอาแปะคนนั้นอีกครั้งก็ได้ ” สารวัตรหนุ่มพูดไปก็ทำอาการฮึดฮัดฉุนเฉียวไป เพราะในฐานะตำรวจแล้วการเลินเล่อถึงเพียงนี้คือความผิดพลาดอย่างร้ายแรง 

 

“ ไปถามอีกครั้ง เขาก็จำไม่ได้หรอกครับว่าเมื่อกี้เขาพูดอะไรหรือทำอะไร ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นมาเรียบๆโดยที่ไม่ได้หันกลับมามอง 

           

 

       สิ่งที่เด็กหนุ่มพูดเมื่อครู่นี้สะกิดต่อมความสนใจใคร่รู้ของสารวัตรหนุ่มเป็นยิ่งนัก ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากถามเด็กหนุ่มกลับในทันที 

 

“ นายพูดแบบนี้หมายความว่าไง ช่วยขยายความให้ชั้นรู้หน่อยซิ ” 

          

 

        เด็กหนุ่มหัวเราะหึๆเบาๆในลำคออยู่สองสามครั้ง ก่อนที่จะหันกลับมาประจันหน้ากับสารวัตรหนุ่ม แววตาของเด็กหนุ่มมีประกายคมกล้าชนิดที่แม้แต่คนกล้าอย่างสารวัตรสิงห์ยังรู้สึกหวาดหวั่น  แต่ก่อนที่สารวัตรจะทันได้พูดอะไรขึ้นมาอีก เด็กหนุ่มก็ตอบคำถามของสารวัตรหนุ่มกลับแบบห้วนๆว่า 

 

“ หมายความว่าตอนนั้นมีอะไรบางอย่างแฝงอาแปะคนนั้นอยู่ และอะไรบางอย่างนั้นก็บงการให้อาแปะมอบกุญแจให้กับเรา มิหนำซ้ำ……” โอมพูดค้างไว้เพียงเท่านั้น 

 

“ มิหนำซ้ำอะไร พูดให้จบซิ ” สารวัตรหนุ่มคาดคั้นด้วยความร้อนรน 

         

 

        โอมเงยหน้าขึ้นยิ้มแห้งก่อนตอบเบาๆด้วยเสียงที่เยือกเย็น 

 

“ มิหนำซ้ำมันยังสามารถสะกดพี่สิงห์ให้ลืมในสิ่งที่จะถามได้ด้วย ผมยอมรับตามตรงเลยครับ ว่าตั้งแต่เกิดมาผมเพิ่งจะเคยพบวิญญาณอาฆาตที่มีพลังรุนแรงมากขนาดนี้เป็นครั้งแรก มันทำให้ผมหวาดหวั่นใจในการทำคดีนี้อยู่พอสมควร ” 

          

 

        สิ้นคำสารภาพแบบหมดเปลือกของเด็กหนุ่มก็ก่อให้เกิดภาวะเงียบงันไปครู่ใหญ่ ทันใดนั้นเองก็มีเสียงที่ฟังดูแหลมเล็กคล้ายเสียงกริ่งดังขึ้น 

 

“ กริ่ง…… ” 

          

 

        ประตูลิฟต์เลื่อนออกอย่างเชื่องช้าจนเผยให้เห็นทางเดินยาวที่มีประตูห้องที่ทำด้วยไม้หนาหนักสีดำเรียงรายอยู่ข้างละสองถึงสามบาน ไฟบนเพดานหลายดวงเกิดกะพริบแบบติดๆดับๆจนทำให้เกิดจินตนาการภายในใจว่า….มีมือขนาดยักษ์ที่กำลังกวักเรียกสองหนุ่มต่างวัยเพื่อที่จะเชื้อเชิญทั้งคู่ให้ดำดิ่งสู่ห้วงนรกอเวจีอันล้ำลึก  

 

“ ถึงชั้น 10 แล้ว ไปกันเถอะครับ ” โอมหันไปกล่าวกับสารวัตรหนุ่มสั้นๆ 

 

“ อืมๆ…. ” สารวัตรหนุ่มรับคำสั้นๆเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็กลืนน้ำลายลงคออยู่หลายเฮือกด้วยความหวั่นเกรง 

           

 

         ทั้งสองหนุ่มต่างวัยก้าวเดินออกจากลิฟต์อย่างช้าๆ ในระหว่างที่ก้าวเดินไปตามทางที่มืดสลัวเนื่องจากไฟนีออนบนเพดานเกิดชำรุดอยู่หลายดวง ทั้งคู่รู้สึกหวาดหวั่นใจต่อเหตุการณ์ที่กำลังจะเผชิญ โดยเฉพาะสารวัตรสิงห์ดูเหมือนจะรู้สึกหวั่นเกรงมากกว่าหนุ่มโอมอยู่หลายส่วนจนเขาต้องออกปากเอ่ยถามเด็กหนุ่มด้วยเสียงอันสั่นเทาว่า…. 

 

“ นายช่วยบอกชั้นหน่อยได้มั้ยว่าชั้นควรทำไงในเวลาที่เข้าไปในห้องแล้ว บอกตามตรง ถึงชั้นจะเป็นยอดมือปราบแต่ชั้นมันก็แค่เด็กอ่อนหัดในเรื่องลี้ลับแบบนี้ ” 

           

 

       เด็กหนุ่มนิ่งไปอึดใจก่อนที่จะค่อยๆหันกลับไปยิ้มสดใสให้กับสารวัตรหนุ่มพร้อมกล่าวตอบเบาๆด้วยน้ำเสียงนิ่มๆที่ฟังดูแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ 

 

“ ไม่มีอะไรต้องทำมากมายครับ พี่แค่เก็บเหรียญครุฑดำไว้กับตัวตลอดเวลา อย่าให้หลุดออกจากกายโดยเด็ดขาด หลังจากนั้นก็พยายามมองหาอะไรก็ตามที่คิดว่าน่าจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะสามารถเชื่อมโยงข้อเท็จจริงในคดีนี้ให้สมบูรณ์จนเพียงพอที่จะไขคดี ” 

 

“ เหอๆ ก็เหมือนจะง่ายนะ ” สารวัตรหนุ่มตอบเบาๆพร้อมยิ้มแหยๆ มือขวายกขึ้นตบกระเป๋าเสื้อที่อกเบาๆเป็นเชิงเช็คดูว่าเหรียญครุฑดำยังคงอยู่ตรงนั้นหรือไม่

 

 

        ทั้งสองก้าวเดินตามกันไปอย่างช้าๆและระแวดระวังด้วยอากัปกิริยาที่คล้ายคลึงกับพรานป่าที่กำลังย่องเข้าไปประหัตประหารเสือร้ายที่บาดเจ็บ ไม่นานสองหนุ่มต่างวัยก็เดินตามกันมาจนสุดทางอันเป็นที่ตั้งของห้อง 109 

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา