โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  66 บท
  14 วิจารณ์
  3,896 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

64) ความหวังสุดท้าย

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 64 ความหวังสุดท้าย

 

 

……………………

        

          หลังจากลิฟต์เดินทางมาถึงชั้นที่ 5 โอมและพรรคพวกก็พากันถลันออกนอกลิฟต์อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็วิ่งห้อไปตามทางเพื่อรีบรุดไปช่วย มาริณี เหยื่อสาวคนสุดท้ายให้เร็วที่สุดโดยมีผู้จัดการหนุ่มที่เพิ่งสร่างเมาร้องโอดโอยอยู่ทางด้านหลัง 

 

“ แฮ่กๆ วิ่งช้าๆกันหน่อย ชั้นเป็นพวกสายเปย์ ไม่ใช่หนุ่มนักกีฬาอย่างพวกนายนะ ” 

            

 

         แน่นอนว่าทั้งโอมและสารวัตรสิงห์ไม่ได้หันมาสนใจผู้จัดการสายเปย์เลยแม้แต่น้อยเพราะพวกเขามุ่งอยู่แต่การไปช่วยเหลือหญิงสาวให้พ้นจากมรณภัยที่กำลังครอบงำตัวเธอ 

             

 

        ทั้งสามใช้เวลาในการจ้ำไม่นาน พวกเขาก็มาถึงห้อง 510 และเมื่อพวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้อง ทั้งสารวัตรหนุ่มและโอมก็หันมามองหน้ากันเองเป็นนัยๆว่าจะหารือซึ่งกันและกันในประเด็นที่…… “จะเอายังไงต่อดี” 

 

“ ครั้นจะพังประตูเข้าไปเลยก็เดี๋ยวคนอื่นๆจะแตกตื่นกันไปใหญ่ ยังไงลองเคาะประตูดูก่อนดีกว่านะ โอม ” สารวัตรหนุ่มเสนอทางออก 

 

“ ครับ ” โอมพยักหน้าพร้อมรับคำสั้นๆ ภายในใจนึกภาวนาให้หญิงสาวผู้เป็นเหยื่อรายสุดท้ายยังคงมีชีวิตอยู่ 

          

 

         เด็กหนุ่มมาดเซอร์กลั้นใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะเอื้อมมือไปเคาะประตูพร้อมร้องเรียกด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง 

 

“ ก๊อกๆ ” 

 

“ พี่มาริณีครับ กรุณาเปิดประตูด้วยครับ ” 

           

 

        ทั้งสามหนุ่มรอดูผลงานอยู่ระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงความเงียบเท่านั้น นั่นทำให้ทั้งสามเริ่มวิตกและเคาะประตูเรียกอีกครั้ง 

 

“ ก๊อกๆ ” 

 

“ พี่มาริณีครับ เปิดประตูเถอะครับ มีเรื่องเร่งด่วนจริงๆ ” คราวนี้เด็กหนุ่มร้องเรียกด้วยเสียงที่ดังมากจนเกือบจะเป็นการตะโกนแต่ไม่ว่าจะทำประการใด สิ่งที่ตอบกลับมาก็ยังเป็นเพียงความเงียบงันดุจเดิม 

           

 

         สามหนุ่มนิ่งอึ้งไปเพราะพวกเขาเริ่มมองเห็นเค้าแห่งลางอัปรีย์ที่เผยให้เห็นอยู่จางๆแล้ว แต่สิ่งที่เกิดหาได้ทำให้ยอดมือปราบอย่างสารวัตรสิงห์ยอมจำนนโดยง่าย เขาผลักไสโอมให้พ้นทางพร้อมกล่าวเสียงเข้ม 

 

“ ถอยไปก่อนโอม ชั้นจะลองพังประตูเข้าไป ” 

         

 

          โอมหลีกทางให้แต่โดยดี ทว่าผู้จัดหนุ่มสายเปย์กลับร้องค้านขึ้นมาเบาๆ 

 

“ เฮ้ เดี๋ยวซิ นายไม่คิดบ้างหรือว่านังมาริณีอาจจะไม่อยู่ในห้องนี้ก็ได้ เธออาจไปเที่ยว ค้างบ้านเพื่อน บ้านผัวหรือไปไหนซักแห่งที่ไม่ใช่ที่นี่ ถ้าเป็นงั้นจริง พวกเราต้องโดนข้อหาบุกรุกและทำลายทรัพย์สินอย่างแน่นอน ” 

 

“ เฮ้ย เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะน่า เราต้องเร่งรีบเพราะทุกวินาทีที่เสียไป มันยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เราได้เก็บศพมาริณีมากขึ้นเท่านั้น อีกอย่างถ้ามาริณีไม่อยู่ในห้องอย่างที่นายคาด มันก็แค่คดีเล็กที่เกิดจากความเข้าใจผิดเท่านั้น ” สารวัตรหนุ่มกล่าวตอบเสียงแข็งพร้อมจ้องหน้าผู้จัดการหนุ่มเขม็งด้วยท่าทีเอาเรื่อง  

 

“ เฮ้ แต่นายไม่เข้ารึไงว่าชั้นน่ะมีฐานะถึงผู้จัดการบริษัททนายความชื่อดังเลยนะ ขืนต้องมาโดนคดีบ้าๆนี่ ชั้นจะเอาหน้าไปไว้ไหน ” ผู้จัดการยังคงค้านต่อไปอีกด้วยเสียงที่ดังขึ้น 

          

 

       ทันทีที่สารวัตรหนุ่มและโอมได้ยินคำพูดที่แสดงออกถึงความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจของผู้จัดการหนุ่ม พวกเขาก็มีสีหน้าที่บึ้งตึงไปตามๆกัน โดยเฉพาะสารวัตรสิงห์นั้นถึงกลับกัดฟันกรอดใหญ่ ก่อนที่จะเอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า…….. 

 

“ ตกลงแล้ว นายเห็นว่าชื่อเสียงของนายมีความสำคัญมากกว่าชีวิตของคนๆหนึ่งจริงๆน่ะหรือ ” 

 

“ อะ…เอ่อ จริงๆ ชั้นก็ไม่ได้หมายความแบบนั้นซะทีเดียวนะ ” ถึงวาระนี้ดูเหมือนว่านายนพพลจะเริ่มรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดทางอารมณ์ของคู่สนทนาอยู่บ้าง เขาจึงเริ่มตอบอ้ำๆอึ้งๆด้วยเกิดกลัว แต่ถึงกระนั้นเขาก็กลับลำไม่ทันซะแล้ว 

 

“ เปรี้ยง ” 

 

“ อั๊ก ” 

         

 

         ร่างสูงๆของผู้จัดการหนุ่มปลิวละล่องไปกระแทกกับกำแพงปูนฝั่งตรงข้าม สาเหตุเกิดจากหน้าอกของเขาถูกบาทาของสารวัตรหนุ่มลอยมากระทบอย่างรุนแรงจนส่งให้ร่างเขากระเด็นไกล แต่เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจของนายตำรวจเลือดร้อน เขายังถลันเข้าไปอีกคำรบเพื่อเตรียมกระทืบผู้จัดการแสนเลวให้สมแค้น ทว่าก่อนที่สารวัตรสิงห์จะเข้าถึงตัวของผู้จัดการหนุ่ม โอมก็พุ่งเข้ามาขวางพร้อมร้องห้ามเสียงดัง 

 

“ เดี๋ยวครับ พี่สิงห์ ใจเย็นๆครับ อย่าทำแบบนั้น ”  

 

“ เฮ้ อย่ามาห้ามพี่นะ โอม พี่จะกระทืบไอ้ระยำที่เห็นแก่ตัว ” สารวัตรหนุ่มกัดฟันพร้อมสะบัดกายแรงเพื่อสลัดเด็กหนุ่มให้พ้นทาง 

 

“ ใจเย็นสิครับพี่ ผมรู้ว่าพี่เกลียดคนแบบนี้ ผมเองก็รู้สึกเหมือนกับพี่แต่เวลานี้ เราต้องช่วยคนก่อน ถ้าเรามัวแต่เสียเวลากับคนๆนี้ เราอาจช่วยมาริณีไม่ทันก็ได้นะพี่ ” โอมยังคงขวางกั้นพร้อมกล่าวเตือนสติ ซึ่งมันก็ทำให้สารวัตรหนุ่มใจเย็นลงเล็กน้อย 

 

“ อืม……โอเค เข้าใจแล้ว เราจะช่วยมาริณีก่อน ปล่อยชั้นเถอะ โอม ” สารวัตรหนุ่มกล่าวกับเด็กหนุ่มมาดเซอร์เบาๆ 

 

“ ครับ ” โอมปล่อยตัวของสารวัตรหนุ่มตามคำร้องขอของเจ้าตัว 

           

 

        หลังจากสารวัตรหนุ่มเป็นอิสระ เขาก็หันหน้าไปทางผู้จัดการหนุ่มที่นอนกองกับพื้นพร้อมส่งประกายกร้าวทางสายตาและตะคอกเสียงดังใส่อย่างไร้ปรานี

 

“ ฝากไว้ก่อนเถอะ ไอ้คนเส็งเคร็ง นี่ถ้าไม่ติดต้องช่วยคน มึงเละไปแล้วและถ้าเป็นไปได้ กูก็อยากจะทำให้คนแบบมึงหายไปจากโลกนี้ซะ ” 

         

 

         นายนพพลไม่ตอบกลับแต่ประการใด เขาเพียงส่งสายตาเคียดแค้นที่ดูน่ากลัวกลับมา ในใจนึกอาฆาต 

 

“ ฝากไว้ก่อนเถอะ ไอ้สิงห์ ไม่เคยมีใครทำกูได้ขนาดนี้ กูจะเล่นให้มึงไม่มีที่ยืนในสังคมเลยทีเดียว ” 

          

 

        หลังเสร็จศึกภายใน สารวัตรสิงห์ก็หันมาให้ความสนใจประตูหนาหนักเบื้องหน้าอีกครั้ง สารวัตรสิงห์ตั้งสมาธิอยู่อึดใจ เขาก็พุ่งเข้าใส่ประตูดังกล่าวเพื่อใช้บาทาซ้ายที่แข็งแกร่งถีบเข้าไปจนสุดกำลัง 

 

“ โครม ” 

          

 

        เสียงปะทะดังสนั่นทั่วทั้งชั้นจนเด็กหนุ่มเกรงนิดๆว่าจะมีพวกไทยมุงโผล่มาเมียงมอง แต่จนแล้วจนรอดก็หาได้มีใครอื่นปรากฏกายออกมาแม้แต่คนเดียว นั่นก็กลับทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกใจขึ้นมานิดๆ 

 

“ แปลกมา เสียงดังโครมครามขนาดนี้ มันควรมีใครออกมาดูบ้างซิ แต่นี่ไม่มีใครโผล่มาซักคนหรือหอนี้จะร้างคนกันนะ ” 

 

“ โครม โครม โครม ” สารวัตรหนุ่มลองทำลายประตูอีกหลายครั้ง เขาใช้ทั้งถีบ ทั้งกระแทก ทั้งดันแต่ไม่ว่าใช้วิธีอะไร มันก็ทำได้แค่เพิ่มแรงสั่นสะเทือนให้กับประตูแต่เพียงเท่านั้น 

 

“ แฮ่กๆ ประตูบานนี้มันโคตรจะแข็งเลย นี่ถ้ามีชะแลงติดมือมาด้วยก็ดี จะได้ใช้งัดกลอนประตู ” สารวัตรหนุ่มบ่นพึมพำสลับหอบเหนื่อย 

        

 

        โอมนิ่งคิดเพื่อหาทางออกอยู่อึดใจ เขาก็คิดได้ 

 

“ เอางี้มั้ย พี่สิงห์ เราพุ่งเข้าไปพังพร้อมกัน ถ้าร่วมกันสองแรงอาจพังประตูบานนี้ได้ ” โอมเสนอความคิด ซึ่งสารวัตรหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธเพราะเวลานี้เขารู้แล้วว่าประตูนี้มันแข็งเกินกว่าที่เขาคนเดียวจะทำลายได้ 

 

“ ตกลง โอม ชั้นจะให้สัญญาณ นับถึงสาม พุ่งชนเข้าไปพร้อมกัน ” สารวัตรหนุ่มนัดแนะ 

         

 

        สองหนุ่มตั้งท่าเตรียมพร้อมพุ่งกระแทก อึดใจต่อมาสารวัตรหนุ่มก็เริ่มนับ 

 

“ 1 ” 

        

 

         โอมกัดฟันกรอดใหญ่เพื่อเกร็งกำลังทั้งหมดในร่างกาย 

 

“ 2 ” 

        

 

        สารวัตรหนุ่มจ้องไปที่ประตูไม้หนาหนักเบื้องหน้าพร้อมพุ่งสมาธิไปยังจุดที่เขาตั้งใจจะกระแทกเพียงจุดเดียว 

 

“ 3 ” 

         

 

        สิ้นเสียงนับสามของสารวัตรสิงห์ ทั้งสองหนุ่มก็พุ่งเข้าไปกระแทกประตูพร้อมๆกันและทันทีที่ไหล่ของสองหนุ่มปะทะเข้ากับเนื้อไม้หนาหนักก็บังเกิดเสียงดังที่สนั่นหวั่นไหวยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา 

 

“ โครม ” 

           

 

        คราวนี้ดูเหมือนจะมีผลต่อประตูมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะประตูที่เคยปิดผนึกอย่างหนาแน่นเริ่มสั่นคลอนเบาๆเป็นนัยว่ามันกำลังจะหลุดออกจากกรอบ สิ่งที่ประจักษ์ทำเอาสองหนุ่มถึงกลับลิงโลดในใจ 

 

“ เอาล่ะ ลองอีกที โอม มันกำลังจะพังแล้ว ” สารวัตรหนุ่มตะโกนลั่น 

 

“ ได้ครับ เอาเลย พี่สิงห์ ” โอมรับคำสั้นๆก่อนที่จะคำรามกร้าว 

 

“ โอเค ” สารวัตรหนุ่มร้องตะโกน 

           

 

       สิ้นคำของสารวัตรสิงห์ ทั้งสองก็ทุ่มสุดกำลังเพื่อใช้หัวไหล่กระแทกประตูไม้เข้าไปอีกครั้ง คราวนี้รู้สึกว่าจะก่อให้เกิดเสียงที่ดังยิ่งกว่าเดิม 

 

“ โครม ” 

         

 

        และแล้วความพยายามของทั้งสองหนุ่มก็ประสบผลสำเร็จ ประตูไม้หนาหนักหลุดกระเด็นออกจากกรอบประตูแล้วเปิดกว้างให้สองหนุ่มได้เห็นสภาพข้างในห้องแบบเต็มตา แต่ทั้งสองหนุ่มไม่เหลือเวลาให้เหนื่อยหรือดีใจกับผลสำเร็จ พวกเขารีบรุดเข้าไปภายในด้วยอาการร้อนรน 

 

“ มาริณี เธออยู่ที่นี่มั้ย ” สารวัตรสิงห์ร้องเรียกจนสุดเสียง สายตาเหลือบแลไปรอบห้องหญิงสาวที่ดูเรียบร้อย ส่วนทางฝ่ายโอมก็ร้องเรียกพร้อมสำรวจตรวจสอบไปรอบๆด้วยดวงตาที่ว่องไว 

 

“ พี่มาริณีอยู่มั้ยครับ อยู่ก็ร้องตอบมาด้วย พี่กำลังตกอยู่ในอันตรายนะ ” 

          

 

       ทั้งสองหนุ่มเดินหาตามจุดต่างๆของห้องอยู่นานพอสมควรโดยมีนายนพพลตามเข้ามาเป็นส่วนเกินด้วยอีกคน และในที่สุดก็เป็นฝ่ายสารวัตรหนุ่มก็เป็นฝ่ายที่พบกับมาริณีก่อน 

 

“ เฮ้ย! โอม ชั้นเจอมาริณีแล้ว เธอนอนอยู่ที่นี่ นายรีบเข้ามาดูเร็ว ” สารวัตรหนุ่มตะโกนเรียกโอมจนสุดเสียง 

 

“ เอ๊ะ! ได้ครับผม ” โอมรับคำอย่างรวดเร็ว ในใจของเด็กหนุ่มนึกกลัวเพราะเมื่อฟังจากน้ำเสียงที่สารวัตรหนุ่มร้องเรียก มันดูไม่ดีเอาซะเลย 

        

 

        และแล้วมันก็เป็นจริงตามที่เด็กหนุ่มนึกกังวล เพราะภาพแรกที่ปรากฏต่อสายตาของเด็กหนุ่มก็คือ……ภาพหญิงสาวร่างเล็กที่กำลังนอนเปลือยกายอยู่ในอ่างอาบน้ำ แววตาของเธอปิดพริ้มคล้ายว่ากำลังนอนหลับ ทว่าสิ่งที่ผิดปกติและชวนสยองหาได้เป็นภาพบุคคลที่เห็นไม่ แต่เป็นโลหิตสดๆที่ย้อมน้ำใสสะอาดในอ่างอาบน้ำให้กลายเป็นบ่อเลือดที่ชวนสยอง 

         

 

        ทันทีที่เห็นภาพหลอนเบื้องหน้า โอมก็รีบรุดเข้าไปดูอาการของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว  

 

“ นี่มันอะไรกัน มาริณีฆ่าตัวตายด้วยการกรีดข้อมือตัวเองหรือนี่ ” สารวัตรหนุ่มพึมพำเบาๆเมื่อเขาเหลือบไปเห็นคัตเตอร์เล่มหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้นห้องน้ำ ซึ่งเขาก็คาดว่าเจ้าสิ่งนั้นน่าจะเป็นเครื่องมือที่มาริณีใช้สังหารผลาญชีวิตของตัวเอง 

 

“ พี่สิงห์ เธอยังมีชีวิตอยู่ครับ ” เด็กหนุ่มร้องบอกหลังสังเกตเห็นลมหายใจที่รวยรินผ่านจมูกงามๆของมาริณี 

 

“ อืม…โอเค เดี๋ยวชั้นจะโทรเรียกรถพยาบาลให้เดี๋ยวนี้แหละ ” สารวัตรสิงห์รีบกล่าว ดูเขาจะออกอาการรนอยู่นิดๆเพราะภาพเบื้องหน้ามันชวนบีบคั้นหัวใจอย่างแสนสาหัสพอตัว มันดูโหดร้ายเสียจนทำให้นักรบที่ผ่านมาหลายสมรภูมิอย่างเขาเกิดอาการตื่นตระหนกได้ 

 

 “ ครับ ” โอมรับคำอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน สีหน้าก็ดูเศร้าสลดลงไปถนัดตาสาเหตุเพราะเด็กหนุ่มรู้อยู่แก่ใจว่าถึงยังไง หญิงสาวคนนี้ก็ไม่รอดแน่ เธอเสียเลือดมากเกินไป มิหนำซ้ำก็ยังไม่มีทีท่าที่เลือดจะหยุดไหลออกจากแผลเหวอะๆบนข้อมือของเธอโดยง่าย  

        

 

        ในระหว่างที่โอมกำลังทำหน้าเศร้าซึมเพราะความผิดหวังที่มาช้าเกินไปอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงร้องเรียกที่แผ่วเบาจากหญิงสาวที่กำลังหายใจรวยริน 

 

“ นั่น โอมใช่มั้ย เธอมาได้ยังไง ”      

 

“ เอ๊ะ! พี่มาริณี ใช่แล้วครับ ผมเอง พี่ทำใจดีๆไว้นะ อีกเดี๋ยวหมอก็จะพาพี่ไปรักษาแล้ว พี่จะต้องหายอย่างแน่นอนเลย ” เด็กหนุ่มมาดเซอร์กล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือคล้ายคนที่กำลังจะร้องไห้จากการสะเทือนใจ ถึงเด็กหนุ่มนายนี้จะเก่งกล้าและเฉียบคมยังไง เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 18 ที่ยังไม่คุ้นเคยกับความเป็นความตายเท่าใดนัก   

         

 

        มาริณีโต้ตอบด้วยการส่ายศีรษะเบาๆ ดูเหมือนเธอจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าเธอไม่น่าจะรอด อากัปกิริยานั้นยิ่งทำให้โอมรู้สึกสะเทือนใจมากขึ้นจนถึงขั้นมีน้ำตาใสๆไหลออกมาจากดวงตาโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว 

          

 

        น้ำตานั้นร่วงหล่นลงบนท่อนแขนของหญิงสาว ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้ากำลังร้องไห้ เธอจึงยิ้มน้อยๆพร้อมกล่าวปลอบเบาๆ 

 

“ อย่าร้องไห้ไปเลย เธอพยายามช่วยพี่อย่างเต็มที่แล้ว ” 

 

“ แต่…..มันก็….ไม่พอ อึกๆ….” เด็กหนุ่มตอบพร้อมสะอื้นน้อยๆ 

 

“ เอาน่า ยังไงเธอก็ต้องพยายามต่อไปพะ….เพื่อยะ….หยุด……” ถึงตรงนี้น้ำเสียงของหญิงสาวเริ่มขาดห้วงคล้ายว่ากำลังกายของเธอกำลังจะหดหาย 

 

“ เพื่ออะไรครับ ” โอมถามกลับด้วยอาการเซื่องซึม แต่ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะไม่ใคร่สนใจจะไถ่ถามมากนักแต่ที่เขาทำมันก็เพียงเพื่อต้องการให้มาริณีรู้สึกตัวให้นานที่สุดเท่านั้นเอง 

 

“ เพื่อหยุดกุลสตรี ตะ…ตั้งใจฟังให้ดี พะ…พี่มีเรื่องสำคัญจะ….เล่าให้เธอฟัง ” มาริณีเพียรพยายามจะเค้นกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อที่จะเล่าบางสิ่งให้โอมได้รับฟัง ซึ่งมันก็ทำให้ดวงตาของเด็กหนุ่มเกิดประกายลุกวาวขึ้นมาด้วยความหวังบางอย่างที่อาจซ่อนอยู่ในคำพูดสุดท้ายของหญิงสาว 

 

“ ว่ามาเลยครับ ผมฟังอยู่ ” โอมตอบกลับในทันที

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา