โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  69 บท
  14 วิจารณ์
  4,169 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

63) ความตายครั้งที่ 2

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 63 ความตายครั้งที่ 2

 

        ขณะที่เธอกำลังโศกเศร้าอยู่เดียวดาย ทันใดนั้นเองเธอก็รู้สึกเหมือนมีสายลมเย็นๆพัดผ่านมาที่ต้นคอทางด้านหลังของเธอ สิ่งนั้นทำให้เธอหายจากอาการเศร้าซึมและกลับมาตื่นตกใจในทันที 

 

“ เอ๊ะ! นี่มันคืออะไร….” 

          

 

        มาริณีอุทานดังพร้อมเหลียวหลังหันกลับไปมอง แต่สิ่งที่เธอเห็นก็มีแค่เพียง……ความว่างเปล่า 

 

“ แปลกจังเลย เมื่อกี้เหมือนกับมีลมเย็นๆพัดผ่านต้นคอของเรา ” มาริณีพยายามระลึกนึกย้อนถึงเหตุประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ดวงตากลมโตของเธอพยายามสำรวจไปรอบๆห้อง แต่ไม่ว่าเธอจะเพิ่มความสังเกตสังกามากเพียงใดก็ตาม เธอก็พบแต่เพียงห้องสาวโสดที่ว่างเปล่าเท่านั้น 

 

“ ประตูห้องและหน้าต่างก็ปิดสนิท แถมเรายังอยู่ตามลำพังคนเดียว เอ….หรือว่าเป็นลมที่พัดมาจากแอร์ที่เราเปิดทิ้งไว้นะ ” มาริณีพยายามคิดใคร่ครวญอย่างละเอียด แต่เมื่อเธอคิดทบทวนดูอีกที เธอก็พบว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะเป็นลมจากช่องแอร์เนื่องจากทิศทางลมที่พัดออกมานั้น มันไม่ได้อยู่ในมุมที่จะสามารถพุ่งมาปะทะต้นคอของเธอได้เลย 

           

 

        เธอนึกสงสัยอยู่นานสองนาน บางขณะเธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งนี้มันอาจจะเกิดขึ้นเพราะอำนาจลึกลับบางอย่างหรือเปล่า แต่ในที่สุดเธอก็พยายามปัดความคิดที่ชวนหลอนดังกล่าว แล้วปลุกปลอบใจตัวเองว่า…… 

 

“ ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เราคงคิดมากไปเอง ก็ช่วงนี้เราเพิ่งจะผ่านเรื่องหนักๆมานี่นะ ” 

           

 

         หลังจากที่เธอคิดได้ดังนั้น ในจิตใจก็คลายความตื่นตระหนกลง และเริ่มกลับมาคิดได้ว่า…..เธอควรจะอาบน้ำชำระล้างร่างกายซักหน่อย บางทีมันอาจจะช่วยให้สมองของเธอแจ่มใสขึ้นมาบ้าง 

          

 

         มาริณีค่อยๆก้าวเข้าไปในห้องน้ำขนาดกลางอย่างช้าๆ ภายในห้องน้ำนั้นปูพื้นและผนังด้วยกระเบื้องสีขาวสะอาดตา ทั้งอ่างล้างหน้า ฝักบัว รวมทั้งอ่างอาบน้ำขนาดย่อมก็ยังเป็นสีขาวเช่นกัน โดยรวมแล้วทุกอย่างที่อยู่ในห้องนั้นดูเข้ากันได้ดีและเอี่ยมอ่องอรทัยเนื่องจากมาริณีเป็นผู้หญิงที่เจ้าระเบียบและรักสะอาดอยู่พอสมควร 

           

 

         สิ่งแรกที่มาริณีกระทำหลังจากที่เข้ามาภายในก็คือการเอื้อมมือไปหมุนก๊อกน้ำตรงบริเวณหัวนอนของอ่างอาบน้ำเพื่อให้น้ำเย็นๆจากก๊อกไหลลงมายังอ่างน้ำที่เหือดแห้ง จากนั้นเธอก็เปลื้องผ้าขนหนูอันเป็นอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายและนำมันไปแขวนไว้ที่ราวสูงเหนือหัว 

         

 

          มาริณีพากายที่เปลือยเปล่ามาหยุดยืนตรงพื้นห้องบริเวณใต้ฝักบัว จากนั้นก็ปลดปล่อยสายน้ำจากฝักบัวให้พรั่งพรูลงมากระทบเรือนกายเพรียวบางที่ขาวเนียน 

          

 

         ความเย็นของสายน้ำที่ตกกระทบทั่วเรือนกายทำให้มาริณีรู้สึกสดชื่นขึ้นในทันที ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและปวดร้าวก็ถดถอยหนีออกไปจากจิตใจ มันเปรียบเสมือนการกลับมาเกิดใหม่หลังจากที่ต้องทนทุกข์ทมอยู่ภายในห้วงนรกอเวจีที่แสนโหดร้าย 

          

 

        มาริณีใช้ฝักบัวชำระล้างร่างกายอยู่ครู่ใหญ่ เธอก็เหลือบมองไปที่อ่างอาบน้ำ ซึ่งตอนนี้กำลังบรรจุน้ำใสไหลเย็นที่พลุ่งพล่านออกมาจากก๊อกจนเกือบจะล้นอ่าง 

         

 

          เมื่อเธอเห็นดังนั้น เธอจึงปิดฝักบัวแล้วหย่อนกายลงไปยังอ่างอาบน้ำที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเยือกเย็นของสายน้ำ ความสดชื่นและชุ่มช่ำแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกายจนแทบทำให้เธอร่วงหล่นเข้าไปในภวังค์แห่งนิทราที่แสนล้ำลึก 

         

 

         ในระหว่างที่กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่นั้นเอง เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอจากที่ๆไกลแสนไกล เสียงนั้นทั้งเยียบเย็นและยานคางจนชวนให้เธอรู้สึกขนหัวลุกได้อย่างไม่รู้ตัว 

 

“ มาริณี มาริณี มาริณี ” 

          

 

         เธอนึกอยากจะลืมตาและลุกหนีไปจากเสียงนั้นให้ไกลที่สุด แต่ทว่าเปลือกตาของเธอกลับหนักอึ้งจนไม่อาจเปิดได้ ร่างกายของเธอก็พลันแข็งตึงจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้เช่นกัน นั่นทำให้เธอต้องทนอยู่กับภาวะอึดอัดที่สุดแสนจะน่าสะพรึงกลัว 

 

“ มาริณี มาริณี มาริณี ” 

         

 

         เธอทนฟังเสียงเรียกที่ชวนหลอนได้ครู่หนึ่ง เธอก็รู้สึกได้ว่าเสียงนั้นเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เรื่อยๆและเรื่อยๆ มันทำให้หัวใจที่เต้นอยู่ในอกเริ่มระส่ำและรัวเร็วขึ้นตามมวลสารอะดรีนาลีนที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย 

 

“ มาริณี มาริณี มาริณี ” 

 

“ ไม่ๆ….ไม่นะ อย่าเข้ามา ชะ…..ชั้นกลัวแล้ว ” มาริณีร่ำร้องอยู่ภายในใจ ในขณะที่กายของเธอก็ยังเพียรพยายามที่จะดิ้นรนขัดขืนจนสุดกำลังตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของสัตว์โลกยามที่มีภัย 

        

 

         แต่ไม่ว่ามาริณีจะทำยังไงก็ตาม เธอก็ไม่อาจสะบัดหลุดจากเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้าหาเธอ ในที่สุดเจ้าเสียงนั้นก็เคลื่อนเข้ามาที่ซอกหูของเธอ ทว่าคราวนี้มันกลับไม่ได้เรียกชื่อของเธอเหมือนที่แล้วมา มันกระทำเพียงแค่กระซิบออกมาอย่างแผ่วเบาด้วยรูปประโยคที่ชวนสยองและสิ้นหวัง 

 

“ ไม่ว่าแกจะดิ้นรนขัดขืนยังไง แกก็ต้องตายอยู่ดี นังมาริณี ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” 

 

“ กรี๊ดๆ………” 

          

 

          มาริณีกรีดร้องดังพร้อมผวาเฮือกขึ้นมานั่ง ใบหน้าเรียวที่ขาวเนียนของเธอชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ดวงตาเหลือกลานและเบิกโพลงจนแทบหลุดออกนอกเบ้า  

 

“ แฮ่กๆ…..เมื่อกี้นี้คือ…..ความฝันหรือ ” มาริณีหอบหายใจถี่พร้อมเหลือบแลมองไปรอบๆ มันทำให้เธอรู้ได้ว่ายามนี้เธอยังคงนั่งเปลือยกายอยู่ในอ่างอาบน้ำใสสะอาดอยู่ดุจเดิม 

 

“ น่าจะเป็นความฝันจริงๆนั่นแหละ เป็นฝันที่น่ากลัวมาก ทำไมเราถึงได้ฝันแบบนี้นะ ” หลังจากที่เธอปรับอารมณ์ให้สงบลง มาริณีก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบริเวณใบหน้าพร้อมขบคิดถึงสาเหตุที่ทำให้เธอต้องมาพบกับฝันสยองเช่นนี้ แต่ไม่ว่าเธอจะคิดมากเพียงใด เธอก็ไม่อาจหาคำตอบของคำถามนั้นได้เลย 

 

“ เฮ้อๆ…..ช่างมันเถอะ เพราะช่วงนี้เราคงเจออะไรที่มันกระเทือนจิตใจหนักๆมาหลายครั้ง ถ้าได้นอนพักซักตื่นก็คงช่วยได้ ” ในที่สุดเธอก็ปลงใจจะขบคิดและตัดสินใจที่จะพักผ่อนด้วยการนอนหลับ 

         

 

        มาริณีลุกขึ้นหยัดยืนแล้วเช็ดกายให้แห้ง จากนั้นเธอก็จัดการปล่อยน้ำใสในอ่างให้ไหลลงสู่รูระบายน้ำเพื่อทำให้อ่างอาบน้ำนั้นแห้งไปอีกครั้ง เมื่อเสร็จสรรพจากทุกกิจในห้องน้ำ เธอก็เดินออกจากห้องน้ำเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อไป 

         

 

         หญิงสาวเดินมานั่งเบาะนวมเล็กๆที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เธอซุกซ่อนร่างเล็กเพรียวของตัวเองในชุดนอนยาวสีขาวที่ค่อนข้างหลวม ใบหน้าเล็กๆของเธอดูขาวผ่องและสดใสมากขึ้นกว่าเดิมเพราะเพิ่งผ่านการชำระล้างร่างกายมาหมาดๆ ทว่าภายในดวงตากลมโตกลับปรากฏประกายหวาดวิตกน้อยๆที่แม้แต่เจ้าตัวเองยังไม่อาจรับรู้ได้ถึงมัน 

          

 

         มาริณียกผ้าขนหนูสีขาวขนาดเล็กขึ้นเช็ดเส้นผมยาวสีดำขลับที่เปียกชื้น หลังจากที่เส้นผมเริ่มจะเหือดแห้งจากหยาดน้ำลงบ้างแล้ว เธอก็ชะโงกหน้าไปใกล้กระจกบานใหญ่ตรงหน้าเพื่อตรวจร่องรอยต่างๆบนใบหน้าตามประสาหญิงสาวผู้รักสวยรักงาม แต่เมื่อเธอสอดส่องไปได้ซักพัก ดวงตากลมโตของเธอก็เบิกโพลงขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเงาสะท้อนที่ฉายในกระจกได้ปรากฏเรือนร่างสูงโปร่งของหญิงสาวนางหนึ่งที่หยัดยืนอยู่ในมุมมืดภายในห้อง 

 

“ ว้าย ” มาริณีอุทานดังพร้อมหันหน้ากลับไปมองยังมุมมืดที่ปรากฏเงาประหลาดบนกระจกในทันที แต่มุมมืดนั้นหาได้ปรากฏเงาร่างของผู้ใดเลยซักคนเดียว 

         

 

        ด้วยความสงสัยสับสน มาริณีจึงหันกลับมามองเงาสะท้อนในกระจกอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เธอกลับไม่พบกับสิ่งใดที่ผิดปกติเหมือนในครั้งแรกเลยซักนิด นั่นทำให้เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อยจนสามารถถอนหายใจออกมาเบาๆ 

 

“ เฮ้อๆ…..น่ากลัวว่าจะเห็นภาพหลอนอีกแล้ว ท่าทางว่าเราคงจะต้องนอนหลับพักผ่อนแบบชุดใหญ่ซะแล้วมั้ง เอ…หรือพรุ่งนี้จะลางานก่อนดีนะ จะได้นอนยาวๆอย่างต่อเนื่อง ” 

         

 

        เมื่อมาริณีคิดได้ดังนี้ เธอก็เริ่มลงมือเช็ดผมอีกครั้ง ด้วยการที่เธอต้องการเช็ดผมให้แห้งสะอาดมากที่สุด มันเลยทำให้เธอต้องก้มหัวลงเล็กน้อยและในจังหวะที่เธอก้มหัวลงต่ำ โสตประสาทของเธอก็ดันไปได้ยินเสียงประหลาดบางอย่างที่ด้านหลังอีกครั้ง เสียงของมันฟังดูคล้ายเสียงของคนที่กำลังเป่าระบายลมออกมาทางปาก 

 

“ ฟู่ๆ……” 

 

“ เอ๊ะ! อีกแล้วหรือนี่ ดูท่าทางนอกจากชั้นจะนอนพักผ่อนแล้ว คงต้องไปเช็คประสาทกับหมอที่โรงพยาบาลด้วยมั้งเนี่ย สมงสมองไปกันใหญ่แล้ว เฮ้อๆ…..” คราวนี้หญิงสาวดูจะไม่ตื่นกลัวมากนักเพราะคิดได้ว่าเสียงเป่าลมที่ได้ยินในตอนนี้น่าจะเกิดจากความผิดปกติทางจิตประสาทของตัวเอง 

         

 

         เธอยังคงเช็ดเส้นผมด้วยผ้าขนหนูโดยปล่อยให้เสียงเป่าลมบ้าๆนั่นบรรเลงต่อไป และพอเธอเช็ดเส้นผมจนแห้ง เธอก็เงยหน้าขึ้นมาแต่ในช่วงที่เธอเงยหน้าขึ้นมา เธอกลับพบกับเงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ปรากฏอยู่บนกระจกบานใหญ่เบื้องหน้าและเงาร่างนั้นก็กำลังยืนค้ำอยู่ทางด้านหลังของเธอ หญิงสาวปริศนานางนั้นสวมใส่ชุดพนักงานออฟฟิศที่เข้ารูปกับทรวดทรงสูงโปร่งของเธอ ทว่าทั่วทั้งชุดที่เธอสวมใส่นั้นกลับนองไปด้วยเลือดโชกที่แดงฉาน มาริณีจดจำได้อย่างไม่รู้ลืมว่าคนนั้นก็คือ…………กุลสตรี 

 

“ ว้าย ” มาริณีกรีดร้องสุดเสียงด้วยความตกใจกลัวสุดขีดก่อนที่ทุกสิ่งจะพลันมืดลงอย่างฉับพลัน 

 

……………………….

          

         มาริณีรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และในทันทีที่เปลือกตางอนงามของเธอลืมขึ้น เธอก็พบเงาจางๆของคนๆหนึ่งที่ยืนอยู่ห่างจากเธอไปประมาณ 3 ก้าว เงาร่างนั้นมีสัดส่วนรูปร่างคล้ายคลึงกับเงาร่างของกุลสตรีที่เธอเห็นเมื่อครู่นี้มาก 

 

“ หึ หึ หึ ” เสียงหัวเราะเยือกเย็นจากเงาจางๆนั้นดังแว่วมาอย่างแผ่วเบา แต่สำเนียงเสียงหัวเราะดังกล่าวมิได้ปรากฏความรื่นเริงอยู่ภายในเลยแม้แต่น้อย ถ้าจะมีก็มีเพียงแต่แววแห่งการเย้ยหยันและสาสมใจเพียงเท่านั้น 

        

 

          มาริณีพยายามเปิดเปลือกตากว้างอยู่นานสองนาน แต่เปลือกตาเจ้ากรรมกลับหนักหน่วงเสียจนยากจะลืมขึ้นมา เธอใช้ความพยายามอยู่ครู่ใหญ่ ภาพทั้งหลายทั้งมวลที่ปรากฏในคลองจักษ์ของเธอก็เริ่มชัดเจนขึ้นจนเธอรับรู้ได้ว่าตอนนี้เธอกำลังกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำที่มีน้ำใสไหลเย็นบรรจุอยู่อย่างเต็มเปี่ยม 

 

“ เอ๊ะ! ไหงเราถึงได้กลับมาอยู่ที่ห้องน้ำได้ล่ะ ” มาริณีนึกสงสัยอยู่ในใจ สมองพยายามนิ่งทบทวนภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมา มันแปลว่าเรื่องสยองที่เธอเพิ่งเจอตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งนั้นเป็นเพียงความฝันเท่านั้นหรอกหรือ 

           

 

        ช่วงเวลานั้นเองจมูกของเธอก็กลับได้กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรง กลิ่นนั้นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนเธอเริ่มรู้สึกอึดอัดและเมื่อเธอพยายามมองหาที่มาของกลิ่น เธอก็พบต้นตอของกลิ่นมันอยู่ในอ่างอาบน้ำที่เธอกำลังแช่อยู่นั่นเอง 

 

“ ว้าย! นี่มันอะไรกันเนี่ย ” เธอร้องอุทานเมื่อเห็นน้ำในอ่างนั้นกลายเป็นสีเลือดที่แดงฉานคล้ายกับมีเลือดจำนวนมหาศาลที่กำลังเวียนวนผสมอยู่กับน้ำสะอาดที่อยู่ไหลอยู่ในอ่าง 

          

 

         เธอพยายามจะลุกหนีจากอ่างเลือดที่แสนโสมม แต่เธอก็พบว่าตัวของเธอมันหนักเสียจนไม่อาจลุกขึ้นหยัดยืนได้ดังใจ และถ้าสังเกตให้ดี เธอก็รู้สึกได้ว่าเสียงร้องที่เธอเปล่งออกไปเมื่อครู่มันค่อนข้างเบาจนแทบไม่ได้ยิน ในเวลาต่อมาเธอก็เริ่มรู้สึกว่าเรี่ยวแรงในกายของเธอเริ่มถดถอย สติก็เริ่มเลือนหาย บริเวณข้อมือซ้ายก็รู้สึกปวดแปลบอย่างรุนแรงราวกับว่ามันเพิ่งถูกตัดขาด 

 

“ อู้ย เจ็บข้อมือซ้ายจังเลย เราไปโดนอะไรมานะ ”  

           

 

         มาริณีพยายามยกมือซ้ายที่อ่อนล้าขึ้นดู หลังจากที่เธอยกมันขึ้นมาได้ เธอก็รู้แล้วว่าทำไมเธอถึงรู้สึกเจ็บที่ข้อมือซ้ายเพราะมันมีรอยฉีกขาดตรงบริเวณที่เป็นเส้นเลือดใหญ่จากของมีคมบางอย่าง เลือดสีดำคล้ำก็ยังคงไหลรินออกจากบาดแผลยาวตรงบริเวณข้อมือของเธออยู่อย่างต่อเนื่อง 

 

“ นะ….นี่มัน ทำไมเราถึงถูกกรีดข้อมือ ใครทำเรา ” 

           

 

        ขณะที่เธอกำลังนึกสงสัยอยู่นั้นเอง เธอก็พบบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในมือขวาของเธอ เจ้าสิ่งนั้นก็คือ…..คัตเตอร์แหลมคมที่ตรงปลายแดงฉานด้วยเลือดสด นั่นทำให้เธอได้รู้ว่าคนที่กรีดข้อมือของเธอก็คือ…..ตัวของเธอเอง 

 

“ หึ หึ หึ ” เสียงหัวเราะเยือกเย็นของหญิงสาวแว่วมาอีกครั้ง แต่ในคราวนี้มาริณีไม่อาจทำอะไรได้แล้วเพราะเธอไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะทำสิ่งใด ช่วงชีวิตของเธอกำลังจะดับสูญไปพร้อมกับสติที่กำลังจะรางเลือน

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา