The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  171 LV
  22 วิจารณ์
  87.17K อ่าน

แก้ไขเมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16.46 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

143) เทพศาสตราออกศึก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เครดิตภาพจาก  https://wallpaperstock.net

 

      พอคมดาบภูตพรายกระทบกายของเด็กหนุ่มหัวเขียว ก็บังเกิดแสงสว่าง คลื่นพลังทำลายแผ่ออกไปโดยรอบ พร้อมเสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ 

 

“ เปรี้ยง....... ” 

 

“ ว้าย! ” อากิเนะอุทานดัง เพราะนอกจากแสงสว่างที่โชติช่วงดุจดวงอาทิตย์และเสียงระเบิด เธอยังรู้สึกถึงแรงลมมหาศาลที่พุ่งเข้ามาปะทะกายจนเกือบหลุดลอยไปกลางอากาศ 

       

 

       เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งเสียง แสง สีก็ค่อยๆจางหายไป เหลือไว้แต่ความเงียบ ทุกสิ่งดูสงบนิ่ง ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น 

      

 

       อากิเนะค่อยๆลืมตาขึ้นมา เธอกลัวว่ามาวินจะโดนผ่าเป็นสองซีก ทว่าสิ่งที่เห็น กลับไม่ตรงกับความคิด ด้วยคมดาบหาได้ต้องกายของเด็กหนุ่ม เพราะถูกป้องกันด้วยท่าใช้สองมือประกบดาบ ทำให้อาวุธร้ายอยู่ห่างหน้าผากเพียง 1 เซนติเมตร 

 

“ นั่นมัน…..” อากิเนะรู้สึกสับสน แม้ดีใจที่เห็นมาวินรอดตาย แต่ก็นึกเสียดายที่โอคุยาสุไม่อาจล้มเด็กหนุ่มผู้กำลังจะกลายเป็นปีศาจ 

 

“ อืม..... จบแล้ว เพลงดาบห้าภูตถล่มปฐพีไม่สามารถล้มเจ้าหนูหัวเขียวได้  โอคุยาสุแพ้แน่ ” เทพศาสตราคาดคะเน สีหน้าไร้ความรู้สึก 

 

“ ทำไมท่านปู่ถึงพูดอย่างงั้น พี่โอคุยาสุยังไม่ถูกเล่นงานซักหน่อย น่าจะยังไม่รู้ผล ” อากิเนะร้องค้าน ท่าทางร้อนรน เพราะถ้าหนุ่มหน้าขาวแพ้ พวกเธอคงไม่แคล้วเป็นเหยื่อรายต่อไป

           

 

        เทพศาสตรามองการต่อสู้เบื้องหน้าอยู่อึดใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

“ แม้โอคุยาสุยังไม่ถูกเล่นงาน แต่ก็แทบจะไม่เหลือพลัง เพราะกระบวนท่าห้าภูตถล่มปฐพีเป็นเพลงดาบที่ต้องใช้พลังวิญญาณและพลังจิตต่อสู้จำนวนมาก ในขณะที่….” เทพศาสตราพูดแค่นั้น ก็เงียบไป ดวงตาแหลมคมฉายแววกลัดกลุ้มออกมานิดๆ 

 

“ ขณะที่อะไร! ท่านปู่พูดให้จบสิคะ ” อากิเนะเขย่าแขนเสื้อของเทพศาสตรา หวังกระตุ้นให้คำตอบที่ค้างคาออกมาโดยไว อึดใจต่อมา ผู้ปู่ก็ยอมเอ่ยปาก นั่นทำให้หลานสาวแสนสวยรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งกาย 

 

“ ขณะที่พลังของเจ้าหนูหัวเขียวแทบไม่ลดลงเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าโอคุยาสุหมดทางชนะเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ” 

 

……………………….

 

“ แฮ่กๆ ” โอคุยาสุหอบจนตัวโยน เขาพยายามกดดาบลงไป แต่ศาสตราอาถรรพ์หาได้หลุดจากสองฝ่ามือที่ประกบ ราวกับว่ามันได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเด็กหนุ่มหัวเขียว 

           

 

       โอคุยาสุหมดกำลังไปแล้ว ออร่าสีม่วงแผ่ออกมาบางเบาจนแทบมองไม่เห็น ขณะที่ออร่าสีดำของมาวินยังคงกระจายทั่วร่างดุจเดิม ดวงตาของเด็กหนุ่มเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ มุมปากแสยะยิ้ม พร้อมเย้ยหยันคู่ประลอง 

 

“ ว่าไงล่ะ หนุ่มเจ้าสำอาง มีฝีมือแค่นี้เหรอ เหอ เหอ เหอ ” 

           

 

       โอคุยาสุแน่ใจแล้วว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าได้เปลี่ยนเป็นคนละคนโดยสมบูรณ์ เพราะจากน้ำเสียงและวิธีการพูด ดูไม่เหมือนมาวินเลย แต่มันคล้ายปีศาจร้ายที่ผุดขึ้นมาจากห้วงอเวจีมากกว่า ทันใดนั้นเอง ออร่าสีดำก็ทวีความรุนแรง ไม่ต่างจากเปลวเพลิงทมิฬยามต้องลม 

 

“ เอ๊ะ! นี่มัน ” โอคุยาสุตกตะลึง เขารู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่มากมายจากกายของมาวิน มันมหาศาลจนเกินระดับของมนุษย์ วินาทีต่อมา หนุ่มหล่อก็ต้องพบกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

 

“ เคร้ง...... ” 

          

 

       มาวินหักดาบภูตพรายเป็นสองท่อนด้วยข้อมือที่แกร่งราวคีมเหล็ก การสูญเสียอาวุธคู่ใจ ทำให้โอคุยาสุช็อคจนลืมเลือนไปว่ากำลังยืนอยู่หน้าศัตรูที่ร้ายกาจ เขาจึงพบกับ…….. 

 

“ เปรี้ยง..... ” 

           

 

       โอคุยาสุกระเด็นไกลด้วยหมัดขวาของมาวิน กำปั้นนั้นตรงเข้าไปที่ครึ่งปากครึ่งจมูก ร่างสูงเพรียวของซามูไรหนุ่มลอยละลิ่วไปไกลเกือบสิบเมตร ก่อนไถลไปกับพื้นและแน่นิ่งในที่สุด 

          

 

       เด็กหนุ่มหัวเขียวยืนเอนไปมา พร้อมแสยะยิ้มให้กับคู่มือที่เพิ่งล้มไป ส่วนโอคุยาสุ เขานอนหงายอยู่อึดใจ ก่อนจะเริ่มขยับกาย

 

“ อั้ก….แฮ่กๆ ”  

          

 

        นับว่าโอคุยาสุอึดไม่ใช่ย่อย แม้จะโดนหมัดอันหนักหน่วงของมาวินกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง แต่ก็ยังยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เขาเริ่มพ่นเลือดแดงฉานออกมา พร้อมกับหอบหนัก ดวงตาเรียวเหลือบมองอสูรร้ายเบื้องหน้า ท่าทางท้อแท้ 

 

“ เหอ เหอ เหอ ทรหดดีนี่หว่า นึกว่าเจ้าจะคอหักในหมัดเดียว แต่ก็ไม่ช่วยอะไรหรอก อย่าเก่งก็แค่ยืดเวลาตายออกไปเท่านั้น ” มาวินเวอร์ชั่นดาร์คไซด์หัวเราะลั่น พร้อมก้าวเข้าไปหาโอคุยาสุที่นั่งแผ่หลาสิ้นท่า

 

“ กร็อด......บัดซบ นี่เราจะจบเพียงเท่านี้เหรอ ” โอคุยาสุกัดฟันกรอดใหญ่ แม้จะไร้ทั้งกำลังและอาวุธ เขาก็ยังยันกายลุกขึ้นยืน แต่ไม่ว่าพยายามซักเท่าใด ร่างกายก็ไม่ขยับตามความคิด

          

 

       ในยามนี้ โอคุยาสุได้แต่นั่งรอความตาย จวบจนมาวินเข้าถึงระยะ 5 ก้าว เขาก็หยุดอยู่กับที่ พร้อมหุบรอยยิ้มโรคจิตบนใบหน้า

 

“ เอ๊ะ! ทำไมเจ้าปีศาจนั่นถึงหยุด ยังไงกัน ” โอคุยาสุนึกสงสัยอย่างรุนแรง แต่ไม่นาน เขาก็เข้าใจ ด้วยได้ยินเสียงราบเรียบของเทพศาสตรา ผู้เป็นอาจารย์

 

“ เอาล่ะ หยุดเพียงเท่านี้แหละ เจ้าปีศาจร้าย ” 

 

“ อาจารย์ ” โอคุยาสุร้องเรียกเสียงหลง สีหน้าดูดีขึ้น เพราะเริ่มเห็นความหวังอยู่รำไร 

 

“ โอคุยาสุ เจ้าพยายามได้ดีมาก แต่ปีศาจตนนี้แข็งแกร่งเกินไป ข้าขอต่อสู้กับมันด้วยตัวเอง ” เทพศาสตราออกตัว แม้น้ำเสียงจะดูไร้อารมณ์ แต่ก็แฝงความดุดันจนสะกดปีศาจร้ายให้สงบลงชั่วคราว 

 

“ ได้ครับ ศิษย์ยังอ่อนหัด ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ” โอคุยาสุกล่าวขอโทษ เขาดูสำนึกเสียใจอย่างจริงจัง 

 

“ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ศิษย์ข้า ถอยออกไปก่อน การต่อสู้ที่จะเกิดอาจรุนแรงเกินไป ถ้าอยู่ต่อ เจ้าจะเป็นอันตราย ” เทพศาสตราพูดจบ รอบกายของชายชราก็เริ่มเรืองแสงสีแดง

          

 

        ช่วงเวลาที่ผ่านมา โอคุยาสุไม่เคยเห็นเทพศาสตราใช้จิตต่อสู้(ออร่า)มาก่อน แต่ในคราวนี้ ท่านอาจารย์กลับใช้มันตั้งแต่ต้น ทำให้รู้ว่าการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดต้องรุนแรงจนเกินจินตนาการอย่างแน่นอน เขาจึงเริ่มถอยห่าง 

           

 

        โอคุยาสุโขยกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็พบกับเด็กสาวร่างบาง เธอคนนั้นคือ…..อากิเนะ นั่นทำให้เขามึนงงจนต้องเอ่ยถาม

 

“ เอ๊ะ! น้องหญิง เจ้ายังไม่หนีไปอีกเหรอ การต่อสู้ครั้งนี้รุนแรงกว่าที่คิดนะ ” 

          

 

        อากิเนะเงยหน้าขึ้นมองโอคุยาสุ ครู่หนึ่ง เด็กสาวก็ตอบกลับ 

 

“ อากิเนะเข้าใจ และกำลังจะพาพี่โอคุยาสุไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย ” 

 

“ สถานที่ที่ปลอดภัย ” โอคุยาสุทวนคำ สีหน้าเอ๋อเหรอ  

          

 

        แต่ไม่ทันที่โอคุยาสุจะได้ทำอะไร อากิเนะก็ก้าวเข้ามาประชิด แล้วสวมกอด 

 

“ เอ๊ะ! เดี๋ยวซิ น้องหญิง นี่เจ้าจะทำอะไร ” โอคุยาสุร้องถามเสียงหลง ใบหน้าเริ่มแดงก่ำด้วยความเขินอาย เพราะจู่ๆ หญิงสาวที่เขาหมายปองกลับเป็นฝ่ายเข้ามากอดเสียเอง 

          

 

        อากิเนะไม่ตอบคำ เธอตั้งสติให้มั่นคงอยู่อึดใจ รอบกายจึงเกิดแสงสว่างสีขาวออกมา มันขยายวงกว้างจนครอบคลุมไปทั่วร่างของหนุ่มสาว ความเจิดจ้านั้นกินเวลา 5 วินาที จากนั้นก็พลันหายไป เหลือไว้แต่ความว่างเปล่า

         

 

       เทพศาสตรายิ้มเล็กน้อย ซึ่งมาวินด้านมืดก็แสยะยิ้มตอบเช่นกัน พร้อมกล่าวกับชายชราร่างสูงด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า 

 

“ สบายใจแล้วสิ ที่ยัยเด็กนั่นพาศิษย์รักของเจ้าหนีไปได้ เหอๆ ” 

        

 

        เทพศาสตราจ้องมองคู่สนทนาที่กำลังจะกลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ครู่หนึ่ง ชายชราร่างสูงก็ลองหยั่งเชิง 

 

“ ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว ทำไมจึงไม่ขัดขวาง ปล่อยให้เหยื่อหนีรอดไปได้แบบนี้ มันจะดีเหรอ ” 

          

 

        สิ้นคำกล่าวของเทพศาสตรา มาวินด้านมืดก็แหงนหน้าขึ้นฟ้า พร้อมหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง 

 

“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” 

 

“ เจ้าหัวเราะอะไร ” เทพศาสตราไถ่ถาม 

            

 

         เด็กหนุ่มผู้บ้าคลั่งหยุดหัวเราะ พร้อมหันหน้ามาแสยะยิ้ม จากนั้นก็แถลงข้อสงสัยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นจนชวนขนลุก 

 

“ จะตามไอ้กระจอกนั่นไปทำไม ในเมื่อตอนนี้ ข้าได้เหยื่อที่กล้าแข็งรายใหม่แล้ว เหอ เหอ เหอ ” 

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา