The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  171 LV
  22 วิจารณ์
  87.21K อ่าน

แก้ไขเมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16.46 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

19) พบสหายเก่า

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เครดิตภาพจาก  https://pixabay.com

 

         

       ดึกสงัดกลางป่าลึก บรรยากาศรอบด้านดูมืดมิด เสียงแมลงเล็กๆดังระงมจนชวนวังเวง แต่ถ้ามองอีกมุม กลับให้ความรู้สึกสดชื่น ด้วยเป็นธรรมชาติที่ปราศจากสิ่งใดเจือปน 

        

 

       บริเวณหน้าปากถ้ำใหญ่ ได้ปรากฏกองไฟดวงโต ข้างๆมีเด็กหนุ่มนายหนึ่งนอนขดตัวหลับใหลอย่างเป็นสุข ร่างเล็กเพรียวถูกซ่อนอยู่ในชุดกังฟูขาดๆ เส้นผมสีเขียวบนศีรษะกระเซอะกระเซิงดูไม่เป็นทรง เขาจะฝันอะไรไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าตอนนี้กำลังอมยิ้ม น้ำน้อยๆไหลย้อยที่มุมปากจนเจิ่งนองพื้นดินตรงจุดที่นอน ส่วนอีกฟากของกองไฟ ก็มีเด็กสาวร่างสูงเพรียวในชุดกังฟูสีแดงประจำการ เธอกำลังนั่งหลับ หลังพิงต้นไม้ใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่จริงจัง 

         

 

       เด็กหนุ่มหัวเขียวตกอยู่ในห้วงนิทรานานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ แต่ในที่สุดเขาก็ผวาตื่นและลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมแหกปากเสียงดังแบบไม่เกรงใจใคร 

 

“ ว้าก.... ซวยแล้ว อย่าทับช้านนน…… ”  

          

 

        เด็กหนุ่มอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่พักใหญ่ ก็เริ่มปรับอารมณ์ได้และเข้าใจว่าสิ่งที่เผชิญเมื่อครู่ เป็นเพียงความฝัน จึงรำพันกับตัวเอง พร้อมปาดเหงื่อ 

 

“ เฮ้อ...... ดีนะที่เป็นแค่ความฝัน นึกว่าจะถูกหมูหันที่ใหญ่เท่าตึกสามชั้นไล่ทับ ว่าแต่ตอนนี้กี่โมงแล้ว ” 

        

 

         มาวินกดดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ ตัวเลขดิจิตอลบนหน้าปัด บอกให้รู้ว่า….ตีสาม ทำเอาเด็กหนุ่มออกอาการเซ็งเล็กน้อย 

 

“ บ้าจัง ดันตื่นมากลางดึก เลยนอนไม่เต็มแม็ก ว่าแล้วก็นอนต่อดีกว่า ” 

        

 

         พอเด็กหนุ่มพูดจบ ก็เตรียมล้มตัวลงนอน แต่ก่อนที่ดวงตาเรียวเล็กจะปิดสนิท หูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ พวกนั้นกำลังมุ่งตรงมายังจุดที่พักแรม 

 

“ เอ๊ะ เสียงฝีเท้าคนนี่ จำนวนมากซะด้วย ” เด็กหนุ่มคิดในใจ เขารู้สึกสงสัยอยู่นิดๆ จึงลุกขึ้นยืน เพื่อเดินไปยังทิศทางที่เกิดเสียง  

       

 

         ขณะที่เด็กหนุ่มหัวเขียวกำลังจะก้าวพ้นกองไฟ ก็มีอุ้งมือแกร่งจับหมับไปที่ข้อเท้า ทำให้เขาตกใจจนต้องหันกลับไปดู 

 

“ เอ๊ะ ใคร… อ้าว เธอเองหรือ ”  เมื่อเห็นว่าผู้ที่จับข้อเท้าคือเด็กสาวร่างสูง เด็กหนุ่มจึงร้องทัก ท่ามกลางเงามืดที่ปกคลุมอยู่โดยรอบ มีเพียงประกายตาคมวาวของกังฟูสาวที่สะท้อนกลับมา บ่งบอกให้รู้ว่าเธอก็ตื่นอยู่เหมือนกัน 

 

“ นายจะไปไหน ” เสียงห้าวๆถูกเปล่งออกมา

 

“ อ้อ..จะไปดูว่าใครมา ท่าทางจะมากันเยอะ ” เด็กหนุ่มตอบ 

 

“ งั้นนายก็ไปผิดทาง พวกมันมาจากทางด้านโน้นต่างหาก ชั้นได้ยินเสียงฝีเท้ามาซักพักแล้ว ” เด็กสาวร่างสูงตอบ พลางชี้นิ้วยังทิศตรงข้าม

 

“ อ้าว…..เหรอ แต่ชั้นได้ยินเสียงจากทางนี้ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวงงนิดๆ เขาโต้เถียง เพราะเชื่อในหูของตัวเอง 

        

 

       เด็กสาวไม่ตอบประการใด เธอค่อยๆลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางที่สุขุมเกินวัย จากนั้นก็กล่าวแผ่วเบาแค่พอได้ยิน

 

“ ในป่า มันยากจะบอกว่าเสียงมาจากทางไหน ต้องคนคุ้นเคยเท่านั้น ถึงจะพอจับทิศทางได้ อีกประการยามค่ำคืนกลางป่าลึก กลับปรากฏกลุ่มคนหลายสิบ มันไม่น่าจะเป็นเรื่องดี ใจคอนายคิดจะเดินเข้าไปหาตรงๆเลยหรือ ” 

         

 

        หลังได้รับคำเตือน มาวินก็เริ่มได้คิด เขาทะเล่อทะล่าเกินไป  จึงหันกลับไปถามเด็กสาวถึงหนทางแก้ไข 

 

“ จริงอย่างเธอว่า แล้วเราควรจะทำยังไง ” 

         

 

        กลางดึกสงัดเช่นนี้ ย่อมมืดมิดจนยากจะมองเห็น แต่เด็กหนุ่มสาบานได้ เขามองเห็นรอยยิ้มน้อยๆของเด็กสาวแวบหนึ่ง จากนั้นเธอก็ตอบคำถามโดยพลัน ราวกับว่าเรื่องพูดมา มันง่ายดายไม่ต่างจากปอกกล้วยเข้าปาก 

 

“ ไม่ยาก เราก็ซ่อนตัว เพราะดูจากทิศทางการเดิน ชั้นคิดว่าพวกนั้นน่าจะมุ่งตรงมาหาเรา ” 

 

“ หา….. แล้วจะซ่อนยังไง ซ่อนตรงไหน ” เด็กหนุ่มเหลือบมองไปรอบทิศทาง เขาไม่เห็นที่ซ่อนเลย เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นพื้นที่เปิดโล่ง 

 

“ ตรงนี้ไง ” เด็กสาวตอบสั้นๆ ก่อนกระโจนขึ้นสู่เบื้องบน สองมือและสองเท้าตะกุยต้นไม้สูงอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียว เธอก็ยืนอยู่บนยอดไม้ 

 

“ เหวอ….. ทะ....เธอทำได้ไง อย่างกะหนังจีนกำลังภายในเลย ” ทันทีที่ได้เห็นวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศของอาจารย์สาว เด็กหนุ่มก็ตกตะลึงอย่างรุนแรง

        

 

        มาวินถึงกับอ้าปากค้าง ใจรู้สึกทึ่งกับความสามารถอันสูงส่ง เวลาต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงของเด็กสาว แต่มองไม่เห็นตัว เพราะยอดไม้อยู่สูงเกินไป มิหนำซ้ำยังมีกิ่งไม้และใบไม้รกครึ้มคอยบดบัง

 

“ ตานายแล้ว โดดขึ้นมาเลย ” 

 

“ หา.....  เธอเห็นชั้นเป็นลิงเป็นค่างหรือไง บ้าน่า จะทำแบบนั้นได้ยังไง ” เด็กหนุ่มหัวเขียวตอบกลับ พอนึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ มีกลุ่มคนเข้ามาหาด้วยวัตถุประสงค์ที่ยังไม่แน่ชัด จึงสงบปากสงบคำ แล้วพยายามขบคิด เพื่อหาทางแก้ไข

 

“ เอางี้มั้ย เธอหย่อนเชือกลงมา แล้วชั้นจะได้ปีนขึ้นไป ” เด็กหนุ่มหัวเขียวเสนอแนะ บนยอดไม้เงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนจะมีเสียงตอบกลับ 

 

“ ชั้นไม่มีเชือก ถ้าปีนขึ้นมาไม่ได้ นายก็ตายอยู่ข้างล่างนั่นแหละ ” 

         

 

        พอได้ฟังคำตอบที่ไร้น้ำใจสุดๆ เด็กหนุ่มก็ถึงกับหัวร้อนจนอดไม่ได้ที่จะตวาดกลับ 

 

“ หน็อย..... ยัยบ้าเอย แล้งน้ำใจชะมัด เชอะ ต้นไม้แค่นี้ เดี๋ยวชั้นก็ปีนได้ คอยดูสิ ” เด็กหนุ่มคำรามลั่นด้วยความโมโห จากนั้นก็เดินถอยหลังออกมาหลายก้าว เพื่อตั้งหลัก     

         

 

        พอเด็กหนุ่มถอยไปไกลราวๆสิบเมตร เขาก็นิ่งตรึกตรองว่าจะใช้วิธีใดในการปีน

 

“ เอ…. เมื่อกี้นี้ ยัยนั่นทำยังไงหว่า มันเร็วจนเรามองไม่ทันซะด้วยสิ ” 

         

 

        เด็กหนุ่มหัวเขียวยืนเกาคาง เขาใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกออก

 

“ ดีล่ะ ใช้วิธีนี้ดีกว่า ไม่เปลืองแรง ” 

         

 

         เมื่อความคิดตกผลึก เด็กหนุ่มก็ถอดเสื้อออก จากนั้นก็ม้วนและบิดมันให้เรียวยาวจนดูคล้ายเชือกเส้นโต เขาตรงไปที่ต้นไม้ขนาดสองคนโอบ แล้วตวัดเสื้อที่ม้วนให้โอบล้อมรอบลำต้น พร้อมดึงรั้ง เพื่อรัดไม้ใหญ่ไว้ให้แน่น 

 

“ ดีล่ะ ขอเลียนแบบการปีนต้นไม้แบบเก่าแก่หน่อยเถอะ ” เด็กหนุ่มพูดจบ เขาก็กระโดดขึ้นไปเต็มแรง เพียงครั้งแรกก็ทะยานขึ้นไปเกือบสามเมตร จากนั้นเขาก็อาศัยแรงตรึงจากเสื้อที่ม้วนยาวและสองเท้า เพื่อรั้งไม่ให้ร่วงหล่นลงมา พอตั้งหลักได้ ก็ถีบตัวลอยสูงจากจุดเดิมและสลับมาใช้ผ้าตรึง

         

 

        มาวินใช้วิธีนี้ปีนต้นไม้ ดูเขาชำนาญและว่องไวพอสมควร ในที่สุดก็ปีนขึ้นมาถึงจุดที่เด็กสาวซ่อนตัวได้สำเร็จ 

 

“ โอ้โห….. นายมีอะไรให้ชั้นอึ้งอีกแล้ว ” เด็กสาวออกปากชมจากใจจริง 

 

“ เชอะ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวสะบัดหน้าหนี เขาทำเมินด้วยอาการงอน จากนั้นก็สะบัดเสื้อเก่าไปมา เพื่อนำกลับมาสวมใส่

        

 

        เด็กสาวร่างสูงอมยิ้มเล็กน้อย ความรู้สึกคล้ายจะเอ็นดู อึดใจต่อมา พวกเขาก็หันเหความสนใจไปที่แคมป์ไฟ

        

 

        ทั้งสองรออยู่นานพอสมควร เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าพวกนั้นกำลังจะเข้ามาใกล้ มันชวนตื่นเต้นจนมาวินรู้สึกร้อนรน ส่วนเด็กสาวร่างสูงยังคงนิ่งเฉย ดวงตาคมกร้าวจับนิ่งไปที่จุดพักแรมอยู่ดุจเดิม 

 

“ เอ่อ….. เธอคิดว่าพวกมันมาทำอะไรกันในป่า ” เด็กหนุ่มหัวเขียวอดใจไม่ไหว จึงเปิดปากถาม 

       

 

        เด็กสาวหันหน้าไปมองมาวินแวบหนึ่ง แล้วตอบกลับด้วยเสียงกระซิบ

 

“ ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ เพราะที่นี่คือป่า ไม่ควรมีใครเพ่นพ่านในเวลานี้ แถมจำนวนก็มีมากจนน่าสงสัย ถ้าคำนวณไม่ผิด คิดว่าไม่ต่ำกว่า 50 คน ”  

 

“ โห...... เยอะไปมั้ง..... ” เด็กหนุ่มตกใจจนเผลอร้องดัง

 

“ ชู้ว.... ไอ้บ้า อย่าเสียงดังสิ ” เด็กสาวจุ๊ปาก พลางคำรามเบาๆในลำคอ 

 

“ อุ้บ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวเพิ่งรู้สึกตัว เขาจึงรีบปิดปากตัวเอง แต่ก็ไม่ทันกาล ทั้งสองได้ยินเสียงห้าวใหญ่ของชายฉกรรจ์คนหนึ่ง

 

“ เฮ้ย พวกเรา ข้าได้ยินเสียงคล้ายคนร้องทางทิศนี้ ตามมา ” 

         

 

        ทันทีที่สิ้นคำ วัยรุ่นทั้งสองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมาก พวกนั้นวิ่งกรูมายังจุดที่หลบซ่อน เด็กหนุ่มหน้าเสีย พอเงยหน้าขึ้นมา จึงพบว่าเด็กสาวร่างสูงมองอยู่ก่อนแล้ว แม้เวลานั้นอากาศจะมืดมิด แต่ก็รู้ด้วยสัญชาตญาณว่าอีกฝ่ายน่าจะกำลังด่าเขาอยู่ 

        

 

       ทั้งสองกบดานอยู่เงียบๆ พักเดียวก็ปรากฏกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คนวิ่งตรงมาที่แคมป์ไฟ คนที่วิ่งนำเป็นชายร่างผอมสูง ท่าทางขี้โรค ซึ่งมาวินรู้สึกคุ้นตา

        

 

       พอกลุ่มชายฉกรรจ์มาถึงแคมป์ไฟ ชายร่างผอมที่เป็นผู้นำก็กล่าวขึ้นมาด้วยเสียงแหลมสูง 

 

“ ในที่สุด เราก็เจอที่พักของพวกมันจนได้ ” 

 

“ แต่พวกมันดันหนีไปได้ น่าเสียดายจริงๆ ” หนึ่งในกลุ่มสมุนออกความเห็น แต่ชายร่างผอมผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มดูจะฉลาดกว่าที่คิด เขาเหลือบมองสภาพรอบด้านอย่างช้าๆ หลังจากนั้นก็ร้องสั่งลูกสมุนคนที่เสนอความเห็น 

 

“ แก ไปตามกลุ่มอื่นมา ” 

 

“ เอ๊ะ…แต่ว่าพวกมันหนีไปแล้วนี่ครับ ถ้าเราไม่รีบตาม พวกมันต้องหนีไปไกลจนตามไม่ทันแน่ๆ ” ลูกน้องคนที่โดนสั่งร้องขัด  

 

“ ไปตามกลุ่มอื่นมา ไม่ต้องพูดมาก เร็วๆ ” ชายร่างผอมออกคำสั่งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม 

 

“ คะ.....ครับ ” ลูกน้องคนนั้นขัดชายร่างผอมผู้เป็นหัวหน้าไม่ได้ เขาจึงรับคำ พร้อมวิ่งหายเข้าไปในป่า 

        

 

        หลังจากลูกสมุนคนนั้นวิ่งไปตามพรรคพวกตามคำสั่ง ชายร่างล่ำสัน ท่าทางเอาเรื่องก็เอ่ยถามลูกพี่ร่างผอมด้วยน้ำเสียงร้อนรน  

 

“ เออ..ลูกพี่รองครับ ที่เจ้านั่นพูดมา ก็มีเหตุผลนะ ถ้ามัวแต่รออยู่ที่นี่ เราอาจตามพวกมันไม่ทันก็ได้ ” 

 

“ ฮ่าๆ ไอ้ยักษ์เอย พวกแกดีแต่ใช้กำลัง ไม่ค่อยใช้สมองกัน ลองคิดดูให้ดี ถ้าพวกมันเผ่นหนีจากที่นี่ ก็ต้องมีรอยเท้าปรากฏอยู่บนพื้น  แต่เท่าที่สำรวจ ข้าไม่เห็นรอยเท้าที่บ่งชี้ถึงการออกจากที่แห่งนี้เลย นั่นก็แปลว่าพวกมันน่าจะยังไม่หนีไปไหนและหลบซ่อนอยู่แถวนี้อย่างแน่นอน ” ชายร่างผอมหัวเราะลั่น พลางเฉลยความคิดของตนเอง 

 

“ อืม.....ท่าจะจริง ” ชายร่างยักษ์เริ่มคิดได้ หลังจากนั้นพลพรรคนับสิบก็พยายามสอดส่องรอยเท้าที่ปรากฏ จึงพบว่ามีแต่รอยที่เดินไปเดินมา ไม่มีรอยใดบ่งบอกถึงการจากไป 

 

“ หึๆ และอีกประการ ” คราวนี้ชายร่างผอมหัวเราะเงียบๆ 

 

“ อะไรเหรอ ลูกพี่ ” ชายร่างยักษ์รีบทวงถาม 

 

“ ลองดูโน่นสิ เจ้ากล้ามโตสมองฝ่อ ” ชายร่างผอมชี้ไปยังใต้ต้นไม้ อันเคยเป็นที่นอนของเด็กสาวร่างสูง 

        

 

        ชายร่างยักษ์มองตาม พอประสบ ดวงตาก็เบิกโพลง สิ่งที่เขาเห็นก็คือ.....กระเป๋าหนังใบย่อมที่เด็กสาวร่างสูงใช้เก็บสัมภาระส่วนตัว

 

“ โอ้โห…. ลูกพี่นี่เจ๋งจริงๆ ฉลาดโคตรๆ ” ลูกน้องร่างยักษ์โห่ร้องสรรเสริญ

        

 

        วัยรุ่นทั้งสองมองไปยังจุดที่ชายร่างผอมชี้ ทันทีที่เห็น เด็กสาวร่างสูงก็อุทานเบาๆในลำคอ  

 

“ ซวยแล้ว ชั้นลืมกระเป๋าไว้ข้างล่าง ” 

 

“ หา...... ” เด็กหนุ่มร่ำร้องเบาๆด้วยความตกใจ

         

 

        กระเป๋าหนังสีดำถูกทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ คราวนี้มาวินเป็นฝ่ายมองเด็กสาวบ้าง แต่เธอก็พยายามหลบตา เนื่องจากรู้ตัวดีว่างานนี้เป็นคนผิดแบบเต็มๆ แม้ความมืดจะบดบังสีหน้า แต่ยอดกังฟูสาวก็ทราบโดยสัญชาตญาณว่าขณะนี้อีกฝ่ายน่าจะทำตาเขียวใส่ 

        

 

        ชายร่างยักษ์เดินเข้ามาหยิบกระเป๋าหนัง ทันทีที่สัมผัสถูก กายของเด็กสาวก็กระตุกขึ้นมาเล็กน้อย เธอทำท่าจะกระโจนลงมาแย่งคืน มาวินจึงกล่าวทัดทาน

 

“ อย่าลงไป ทำใจเรื่องกระเป๋าเถอะ เราซ่อนตัวอยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว เพราะยังไงมันก็หาเราไม่เจอ ” 

        

 

       แน่นอนว่าคำทัดทานของมาวินไม่เป็นผล เด็กสาวร่างสูงยังคงเกร็งกาย เธอกำลังลุ้นว่าเจ้ายักษ์จะเปิดกระเป๋าหนังออกมาหรือไม่ สิ่งที่ปรากฏทำให้เด็กหนุ่มหัวเขียวนึกสงสัย

 

“ เอ…ทำไมยัยนี่ถึงหวงกระเป๋าซะขนาดนี้ หรือว่าข้างในจะมี…..ไวเบรเตอร์ อึ้ย ” มาวินนึกไปก็หน้าแดงไป เขารังเกียจความคิดสัปดนของตนเอง (แต่ก็น่าคิดนะ ผู้เขียนเองก็สงสัยเหมือนกัน) 

         

 

         ระหว่างที่มาวินกำลังคิดบ้าบอไปเรื่อยเปื่อย เจ้ายักษ์ก็ชูกระเป๋าหนังขึ้นสูง ปากก็ร้องถามลูกพี่ร่างผอม 

 

“ เฮ้ ลูกพี่รอง ให้ผมทำไงกับกระเป๋าใบนี้ ” 

 

“ เปิดมันออก แล้วดูว่าข้างในมีอะไร ” ชายร่างผอมสั่งการ 

 

“ ได้ครับ ลูกพี่ ” ลูกน้องร่างยักษ์พูดไม่ทันขาดคำ ก็ล้มวูบในทันที สิ่งที่เห็นในเวลาต่อมาก็คือ…..เด็กสาวร่างสูงผู้ยืนอยู่ด้านหลัง 

 

“ อ้าว…..เฮ้ย นั่นยัยโย่งนี่นา ไหงลงไปเร็วนักเล่า ” มาวินตกตะลึง เพียงพริบตาเดียวเด็กสาวร่างสูงก็โดดผึงลงไปอัดชายร่างยักษ์จนร่วงล้ม แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะตกใจอยู่คนเดียว ชายร่างผอมและเหล่าลูกสมุนก็ยังสตั้นไปตามๆกัน อึดใจต่อมา หัวหน้ารองผู้มีสารรูปราวขี้ยาก็คืนสติ พร้อมร้องสั่ง

 

“ เฮ้ย..... มันนั่นเอง เจอตัวแล้ว ไปจับมา ” 

        

 

       ลูกสมุนหน้าเสี้ยมคนหนึ่งวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าใส่ แต่ก่อนจะถึงตัวกังฟูสาว ก็มีร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากที่สูง เป้าหมายคือกลางหลังของลูกสมุน มันพอเหมาะพอเจาะราวกับถูกคำนวณไว้เป็นอย่างดี 

 

“ แอ้ก ” สมุนหน้าเสี้ยมร้องได้คำเดียว ก่อนสลบตามสมุนร่างใหญ่ 

 

“ เฮ้ย ” กลุ่มชายฉกรรจ์ร้องอุทานด้วยความตกใจ 

       

 

        ต้นเหตุที่ทำให้สมุนหน้าเสี้ยมสลบก็คือ…..มาวิน เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังของผู้เคราะห์ร้าย ราวกับว่าสิ่งนั้นเป็นเบาะหนังนุ่มๆ เด็กหนุ่มหันหน้ากลับมายิ้มให้กับเด็กสาวร่างสูง พร้อมร้องถามด้วยน้ำเสียงที่กวนอารมณ์

 

“ รอนานมั้ย ยัยจัน..เฮ้ยไม่ใช่สิ ยัยโย่ง ” 

       

 

       เด็กสาวไม่ตอบคำ เธอได้แต่ยืนนิ่ง ดวงตาคมกร้าวจับจ้องไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์ เพื่อเตรียมรับศึก เด็กหนุ่มหัวเขียวก็ไม่ได้ก่อกวนเหมือนทุกที เขารีบลุกขึ้นไปยืนข้างๆ

         

 

        ชายร่างผอมผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มจ้องมองสองวัยรุ่น เขาตื่นตะลึงอยู่ชั่วขณะ ทันใดนั้นเอง ใบหน้าเสี้ยมก็เริ่มปรากฏรอยยิ้ม ปากโห่ร้องด้วยกระแสเสียงที่บ่งบอกถึงความดีใจ

 

“ เฮ้ย เจออีกตัวแล้ว ดีจริงๆ พบทั้งสองตัวเลย ฮ่าๆ ” 

 

“ เป็นพวกมันจริงๆเหรอ ลูกพี่ ดูไปดูมา ก็แค่เด็กสองคนเอง ” สมุนวัยกลางคนท่าทางแข็งแรงเอ่ยถาม 

 

“ ไอ้โง่ ถ้ามันเป็นแค่เด็กธรรมดา ทำไมเจ้าสองคนนั่นถึงโดนน็อคในทีเดียว ” ชายร่างผอมย้อนถาม 

 

“ เออ จริง แล้วจะทำยังไงต่อ ” สมุนวัยกลางคนเลิกคิ้วสูง จากนั้นก็ไถ่ถามถึงแผนการขั้นต่อไป

 

“ คุมเชิงไว้ กันมันหนีอย่างเดียว ไม่ต้องบุกเข้าไป รอให้พรรคพวกและลูกพี่ใหญ่มารวมตัว จากนั้นค่อยบุกพร้อมกัน ” 

 

“ โอเคครับ ลูกพี่ ” ลูกน้องวัยฉกรรจ์รับคำ พลางกระชับไม้พลองในมือ เพื่อเตรียมประจัญบาน

        

 

        เมื่อรู้ว่าผู้มาเยือนไม่ประสงค์ดี สองวัยรุ่นก็ถึงกับเกร็งกาย แต่เด็กหนุ่มหัวเขียวนึกสงสัย ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงตามมารังควาน เขาจึงหันไปถามเด็กสาวร่างสูง 

 

“ เอ….. ทำไมคนพวกนี้ถึงอยากจัดการเรา ” 

       

 

        เด็กสาวร่างสูงนิ่วหน้า เธอดูขัดเคืองกับความไม่ประสีประสาของเด็กหนุ่มหัวเขียว จึงตอบกลับมาเบาๆแค่พอได้ยิน

 

“ เจ้าบ้า นายไม่ได้สังเกตเครื่องแบบของคนพวกนี้รึ ” 

 

“ เอ๊ะ ก็แค่เสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงยีนส์ เอ๋ หรือว่า….” เด็กหนุ่มหัวเขียวตอบซื่อๆ ก่อนชะงักนิดๆ เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ 

 

“ อืม......ถ้าจะให้ชัดกว่านั้น นายลองมองเจ้าตัวหัวหน้าที่คุมคนพวกนี้ให้ดี ” เด็กสาวร่างสูงชี้ไปที่จ่าฝูงร่างผอมซึ่งตอนนี้ยืนหลบอยู่ด้านหลัง 

        

 

         มาวินพยายามเพ่งมอง ด้วยสายตาที่ดีเยี่ยม จึงทำให้เห็นใบหน้าของชายร่างผอมอยู่รำไร เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างรุนแรง สุดท้ายก็จำได้

 

“ เฮ้ย นั่นมัน เจ้าสมุนร่างผอมของกาสเซ่ มาเฟียใหญ่ประจำเมืองนี่นา ”

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา