The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  23 LV
  4 วิจารณ์
  1,201 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 19.56 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

18) ผลการฝึก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

LV 18 ผลการฝึกฝน

 

………………………..

 

“ ที่นี่ที่ไหน ” มาวินมองไม่เห็นอะไรเลย ทุกอย่างดำมืดไปหมด มีแต่ความเงียบและเสียงสะท้อนในหัวใจของตัวเอง

        

 

        ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังเกิดอาการสับสนไม่รู้จะไปทางไหนดีนั้น ความรู้สึกทางกายก็เริ่มกลับมา หูเริ่มได้ยินเสียง และเสียงแรกที่เขาได้ยินก็คือ……..

 

“ ครืนๆ..... ซ่าๆ..... ”

 

“ เอๆ นี่มันเสียงฟ้าร้องนี่นา อีกเสียงก็ฟังดูคล้ายคลึงกับเสียงฝนตกเลย ” เด็กหนุ่มรำพันกับตัวเองเบาๆ

 

“ ก็ใช่น่ะซิ ฝนกำลังตกอยู่ ตื่นขึ้นมาได้แล้วเจ้าลิงหัวเขียว เช้านี้เราจะฝึกท่าม้านั่งกันในถ้ำนี้แหละ ” ทันใดนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งแทรกตอบกลับมา เสียงนั้นเป็นเสียงเด็กสาวที่ฟังดูห้าวใหญ่

 

“ เอ๊ะ เสียงคุ้นๆแฮะ ใครน่ะ ” มาวินจับเสียงที่เปล่งออกมาพลางถามกลับไปเพราะดวงตาของเขายังคงฝ้าฟางด้วยอาการสะลึมสะลืออยู่ ทันใดนั้นเองเด็กหนุ่มก็ได้รับบางสิ่งแทนคำตอบ

 

“ โป๊ก..... ”

         

 

        เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นพร้อมความเจ็บปวดที่จับบริเวณศีรษะของเด็กหนุ่มอย่างรุนแรง สิ่งนี้ทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาในทันทีพร้อมแหกปากร้องเสียงดัง

 

“ โอ๊ยๆ..... มันเจ็บนะ ”

         

 

         เด็กหนุ่มกระโดดลอยตัว ดวงตาสว่างในฉับพลันจนสามารถจับโฟกัสภาพได้ในทันที เด็กหนุ่มสังเกตได้ว่าสถานที่เขาสิงสถิตอยู่ ณ.ตอนนี้คือ ภายในถ้ำแห่งหนึ่งที่มีขนาดกว้างขวางพอสมควร และใกล้ตัวของเด็กหนุ่มหัวเขียวก็ปรากฏเด็กสาวนางหนึ่งผู้มีหน้าตาคมเข้มกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ไม่ห่างจากกายของเขา

 

“ ถ้านายไม่อยากเจ็บตัวอีกก็ลุกขึ้นมาฝึกได้แล้ว เวลามันล่วงเข้าสู่เจ็ดโมงเช้าแล้ว ถือว่าสายมากสำหรับการฝึก ขืนยังชักช้าอีกจะเจอมะเหงกอีกหนึ่งโป๊ก เข้าใจมั้ย เจ้าลิงหัวเขียว ” เสียงขู่ดังมาจากปากของเด็กสาวผู้นั้น น้ำเสียงของเธอดูดุดัน จริงจังและปราศจากอาการล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย

 

“ จ้าๆ ยอมแล้วจ้า ดุเหลือเกิน เฮ้อๆ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวท่าทางซอมซ่อราวขอทานลุกขึ้นมาย่อตัวตั้งท่าม้านั่งในทันที

          

 

       เด็กสาวยืนกอดอกมองการฝึกของเด็กหนุ่มอยู่เงียบๆอยู่พักหนึ่ง เธอก็พยักหน้าช้าๆสองสามทีก่อนแยกตัวไปนั่งขัดสมาธิที่ฟากหนึ่งของถ้ำ ดวงตาของเธอปิดสนิททันทีที่เธอหย่อนกายลงนั่ง

         

 

        เด็กหนุ่มสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเด็กสาวแต่ถึงกระนั้นตัวเขาก็ไม่แปลกใจอะไรนัก เพราะช่วงเวลาเกือบเดือนที่ผ่านมา เขาเองก็เห็นเด็กสาวทำท่านั่งขัดสมาธิพลางหลับตาแบบนี้อยู่หลายหน เขาเคยนึกอยากจะถามเหมือนกันว่า “เธอกำลังทำอะไรอยู่” แต่เขาก็เปลี่ยนใจไม่ถามเพราะขนาดเขาพยายามถามในเรื่องที่ง่ายกว่าอย่างเช่น “เธอชื่ออะไร” มาหลายครั้งแต่สิ่งที่เด็กหนุ่มได้รับกลับมาคือ ความเงียบ เพียงเท่านั้น

          

 

         เด็กหนุ่มตั้งท่าม้านั่งต่อไป เด็กหนุ่มไม่รู้หรอกว่าการฝึกฝนด้วยการทำท่าแบบนี้จะมีผลเป็นยังไง เขารู้จากคำตอบแบบสั้นๆจากเด็กสาวปริศนาว่ามันเป็นท่าพื้นฐานของคนฝึกกังฟู และช่วงระยะหลังเขาเองก็เริ่มชินกับการทำท่านี้ ในตอนนี้เขาสามารถทำท่านี้ต่อเนื่องได้ถึงสามชั่วโมงโดยไม่ค่อยมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างรุนแรงเหมือนในตอนแรก

         

 

          เวลาผ่านไปราวเกือบสามชั่วโมง เด็กวัยรุ่นทั้งสองประจำกันอยู่คนละจุดของถ้ำด้วยอากัปกิริยาดุจเดิมราวกับทั้งคู่ถูกสาปให้กลายเป็นหินไปแล้ว อึดใจต่อมาเด็กสาวผู้กำลังนั่งขัดสมาธินิ่งที่มุมหนึ่งของถ้ำก็ลืมตาขึ้นมา ปากของเธอพ่นลมหายใจเข้าออกแรงๆหลายเฮือกใหญ่ พอเธอผ่อนลมหายใจจนกลับมาเป็นปกติ เธอก็ลุกขึ้นมาแล้วสาวเท้ามุ่งไปยังจุดที่เด็กหนุ่มฝึกท่าม้านั่ง

        

 

         ทันทีที่เธอหยุดยืนเบื้องหน้าของเด็กหนุ่มหัวเขียว เธอก็เหลือบมองไปที่ใบหน้าเล็กเรียวของเด็กหนุ่ม ปรากฏว่าใบหน้านั้นกำลังเกร็งและนิ่งขึง เหงื่อสีใสไหลย้อยออกมาทั่วใบหน้าและเรือนกายแต่เด็กหนุ่มก็ยังคงอยู่ในท่าม้านั่งได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง สายตาของเด็กหนุ่มก็เหลือบแลขึ้นมาสบกับเด็กสาว ในแววตาของเขานั้นส่อประกายสงสัยเป็นนัยๆจะไถ่ถามว่า "เธอมองหน้าชั้นทำไม ชั้นมีเขางอกบนหัวหรือ"

 

“ เอาล่ะ พอได้แล้ว พักครู่หนึ่งเพื่อเตรียมฝึกประสาทสัมผัสและสายตาต่อ ” เด็กสาวกล่าวเสียงแผ่วเบาแต่กระแสเสียงกลับสะท้อนไปทั่วบริเวณเนื่องจากทั้งสองยังคงอยู่ภายในตัวถ้ำ

        

 

        ทันทีที่สิ้นคำของเด็กสาวปริศนา มาวินก็ทรุดกายลงมานั่งชันเข่าพลางเปิดปากบ่น

 

“ เฮ้อๆ ไอ้ท่าที่เธอให้ชั้นฝึกเนี่ยมันชวนเมื่อยชะมัดเลยนะ ”

        

 

         เด็กสาวผู้เงียบขรึมไม่โต้ตอบอะไรแต่กลับหยิบเนื้อย่างรมควันขึ้นมาจากในถุงย่ามแล้วโยนส่งให้เด็กหนุ่ม มาวินรีบเคี้ยวเนื้อย่างรมควันเข้าปากในทันทีโดยไม่ถามไถ่ทั้งสิ้นว่ามันคือเนื้ออะไร เขารับรู้จากชีวิตลำเค็ญที่เขาเผชิญในโลก The Dark World ว่าอย่าเรื่องมากในการกินถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่

        

 

       ระหว่างที่เด็กสาวกำลังกินเนื้อรมควันอีกชิ้น สายตาของเธอก็จับจ้องมองมาที่มาวินซึ่งกำลังกินเนื้อรมควันอยู่เงียบๆด้วยความรู้สึกใดไม่ทราบได้ แต่ถึงกระนั้นมาวินก็ไม่มีท่าทีใส่ใจกับการจ้องมองของเด็กสาวปริศนานัก เขายังคงจัดการกับอาหารแห้งก้อนโตของเขาอย่างเอร็ดอร่อย

         

 

        เวลาผ่านไปไม่นานนัก ฝนห่าใหญ่ก็หยุดตก ทั้งคู่เดินทางไปยังลานกว้างของน้ำตกใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่ในการฝึกวิชาของพวกเขา เด็กหนุ่มสาวทั้งคู่ยืนประจันหน้ากัน ในวงแขนของเด็กสาวมีหินก้อนเล็กๆจำนวนหนึ่งกอบ

 

“ พร้อมหรือยัง ” เด็กสาวร่างสูงเปิดปากถาม

 

“ ถึงไม่อยากพร้อมก็ต้องพร้อมแล้วล่ะ ” เด็กหนุ่มมาดกวนตอบแบบแหยงๆ เขาเกลียดและกลัวการฝึกนี้ที่สุดเพราะตลอดเกือบเดือนที่ผ่านมาเขาได้รับความเจ็บปวดรวดร้าวจากหินก้อนเล็กๆนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

 

“ งั้นก็ เริ่ม…” เด็กสาวส่งสัญญาณเตือนดังก่อนหยิบหินมาหนึ่งก้อนแล้วตวัดมือเพื่อเขวี้ยงใส่มาวินอย่างรวดเร็ว หินก้อนเล็กๆก้อนนั้นพุ่งตรงเข้ากลางหน้าผากของเด็กหนุ่มแต่ก่อนที่หินก้อนนั้นจะกระทบเป้าหมาย เด็กหนุ่มก็โยกใบหน้าหลบหินก้อนนั้นไปได้แบบเฉียดฉิว

 

“ อืมๆ ไม่เลวนี่ ” ใบหน้าเด็กสาวกระตุกนิดๆก่อนที่เธอจะเอ่ยปากชม

 

“ ฮ่าๆ ของมันแน่อยู่แล้วก็ชั้นมันอัจฉริยะนี่ เชื่อมั้ยเล่า สายตาของชั้นมันไวขั้นเทพเลยนะ ” มาวินคุยโม้โอ้อวดไปเรื่อยเปื่อยตามสไตค์ของเขา

 

“ หึๆ จะแน่หรือไม่ก็ต้องรอดูกันต่อไป ” เด็กสาวกล่าวจบ เธอก็ฉวยจังหวะที่มาวินเผลอ จัดการตวัดมือเพื่อเขวี้ยงหินก้อนเล็กใส่เด็กหนุ่มอีก คราวนี้หินก้อนเล็กวิ่งตรงไปที่หน้าอกของเด็กหนุ่ม

 

“ เฮ้ยๆ ” เด็กหนุ่มสะดุ้งพลางอุทานดังเพราะเขาโดนโจมตีโดยไม่ทันรู้ตัวแต่เขาก็สามารถยกแขนขึ้นปัดหินก้อนเล็กที่พุ่งเข้ามาได้อย่างหวุดหวิด

 

“ นี่เธอจะขว้างหิน ก็ช่วยให้สุ้มให้เสียงกันมั่งดิ ชั้นเกือบปัดป้องไม่ทันแน่ะ ” มาวินโวยเด็กสาวด้วยน้ำเสียงที่ดูจะขุ่นๆ

 

“ หึๆ ดีมาก ตอนนี้นายเริ่มจับทิศทางการพุ่งของก้อนหิน มิหนำซ้ำยังเริ่มมีสายตา ปฏิกิริยาอันพอที่จะโต้ตอบกับความเร็วระดับนี้ได้แล้ว ” เด็กสาวปริศนาไม่สนคำโวยแต่เธอกลับหัวเราะเบาๆ

 

“ เอ๊ะ อืมๆ เอ่อ…คงงั้นมั้ง ” เด็กหนุ่มที่ทำท่าจะโวยต่อแต่กลับหยุดชะงักไปอย่างฉับพลัน เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าเมื่อครู่นี้ถือเป็นคำชมได้มั้ย

 

“ ดังนั้นแล้ว ชั้นจะยกระดับการฝึกเพื่อทำให้ฝีมือของนายก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น ” เด็กสาวปริศนาพูดออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาของเธอแทบไม่กะพริบเลย

 

“ เอ่อ จะยกระดับยังไงหรือ ” เด็กหนุ่มกล่าวถามแบบกล้าๆกลัวๆ ในหัวสมองของเด็กหนุ่มคิดภาพเด็กสาวกำลังยกหินก้อนใหญ่หนักร้อยกิโลเพื่อเตรียมขว้างใส่เขา

 

“ แบบนี้ไง ” เด็กสาวไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรทั้งสิ้น เธอตวัดมือพุ่งซัดหินออกมาอย่างรวดเร็ว

 

“ เฮอะ มันก็แบบเดิมนั่นแหละน่า ” มาวินพูดยิ้มๆพลางพลิกกายหลบหินที่วิ่งพุ่งมาปะทะกายอย่างง่ายดาย แต่ทันใดนั้นเอง

 

“ โป๊ก ”

 

“ โอ๊ยๆ ” เด็กหนุ่มร้องลั่นพร้อมผงะไปด้านหลังเมื่อปรากฏว่ามีหินก้อนที่สองพุ่งเข้าปะทะหน้าผากของเขาเต็มแรง หินก้อนนี้วิ่งตามหลังหินก้อนแรกมาแบบติดๆ

       

 

       เด็กสาวยืนนิ่งมองมาวินที่ตอนนี้กำลังทรุดตัวลงกุมหน้าผากพร้อมซู้ดปากด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าของเธอเหมือนจะอมยิ้มนิดๆ ครู่หนึ่งปากกระจับของเธอก็เปิดออกมาช้าๆเพื่อเอื้อนเอ่ยวาจา

 

“ ชั้นยกระดับการฝึกให้นายโดยการปาหินสองครั้งแบบติดๆ ซึ่งมันจะมีสภาพคล้ายคลึงกับการโจมตีสองครั้ง ”

 

“ โหๆ.....แล้วก็ไม่บอกกันก่อนเลยนะ อู้ยๆ ” มาวินคลำหัวเบาๆพลางตัดพ้อต่อว่าเด็กสาวปริศนาเป็นการใหญ่

 

“ นายพูดอย่างกับว่าถ้ารู้แล้วนายจะป้องกันทันอย่างงั้นแหละ ” เด็กสาวเลิกคิ้วขึ้นสูงพร้อมเอ่ยคำ

 

“ ก็ใช่อ่ะดิ ถ้าแค่สองครั้ง ชั้นคิดว่าพอจะหลบไหว ” เด็กหนุ่มยิ้มนิดๆ แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

 

“ หึ ก็ลองดูกัน ” เด็กสาวตวัดมือส่งหินออกมาอีกครั้ง ครานี้มาวินโยกตัวหลบหินที่พุ่งมาที่อกซ้ายได้อย่างสมบูรณ์ เสี้ยววินาทีต่อมาสายตาอันแหลมคมของเด็กหนุ่มก็จับภาพหินก้อนที่สองเอาไว้ได้ ก้อนหินลูกนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ระหว่างคิ้วของเด็กหนุ่ม

 

“ อึ้บ ” มาวินเอี้ยวใบหน้าหลบก้อนหินที่พุ่งเข้ามาได้นิดๆ หินก้อนนั้นพุ่งถากแก้มซ้ายของเด็กหนุ่มจนก่อให้เกิดแผลเล็กๆเป็นแนวยาวคล้ายโดนมีดคมๆกรีด

       

 

        สิ้นสุดการโจมตีระลอกแรกทั้งคู่ถึงกลับยืนนิ่ง เด็กสาวปริศนาดูเหมือนจะมีอาการตกใจนิดๆกับพัฒนาการที่ค่อนข้างไวของมาวิน ครู่หนึ่งเด็กสาวก็เอ่ยปากชม

 

“ ถือว่าพอใช้ได้นะ ”

 

“ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มหัวเราะชอบใจแต่ครั้งนี้สายตาเรียวเล็กของเขาจ้องจับมองที่มือของเด็กสาวอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวโดนโจมตีทีเผลอเหมือนครั้งก่อนๆ

 

“ เเต่ยังไม่ดีพอนะ จะให้ดีพอ นายต้องหลบการโจมตีชุดนี้ให้ได้ซะก่อน ” เด็กสาวพูดเรื่อยๆพอจบประโยคเธอก็ถลึงตาขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนปล่อยกระสุนก้อนหินที่อยู่ในมือของเธอ

         

 

       คราวนี้มาวินพลิกซ้ายขวาเพื่อหลบก้อนหินสองก้อนที่ปลิวเข้ามาได้อย่างสมบูรณ์ ปฏิกิริยาและสายตาของเขาพัฒนาขึ้นมามากแต่ทันใดนั้นเอง…..

 

“ โป๊ก ”

 

“ โอ๊ยๆ ” มาวินร้องโอยด้วยความเจ็บปวดพร้อมทรุดกายลงไปกุมหน้าแข้ง เมื่อหินก้อนที่สามพุ่งปะทะเข้าไปที่หน้าแข้งของเขาแบบเต็มๆ

 

“ คราวนี้คือการโจมตีสามครั้งติด ถือเสมือนการโจมตีชุดแบบคอมโบ ” เด็กสาวอธิบาย ท่าทางเธอดูจะสะใจนิดๆที่ทำให้เด็กหนุ่มเจ็บปวดได้

 

“ อู้ยๆ โอเคๆ จัดมาเลย ” เด็กหนุ่มค่อยๆหยัดยืนขึ้นมาช้าๆพร้อมตั้งสมาธิเพื่อจับไปที่การโจมตีครั้งต่อไป

         

 

        เด็กหนุ่มตั้งอกตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะหลบการโจมตีของหินสามก้อนติด แต่ทว่ามันก็ยังถือว่าเป็นงานที่ยากเกินไปสำหรับเด็กหนุ่ม เพราะหินสามก้อนนั้นแทบจะพุ่งกระทบเป้าหมายในเวลาเดียวกันทำให้มาวินไม่สามารถมองทิศทางการพุ่งของหินไม่ทัน มาวินมักจะตกม้าตายตรงหินก้อนที่สามเสมอจนตามร่างกายของเขาเริ่มมีรอยฟกช้ำให้เห็นอีกแล้ว นับได้ว่าการฝึกในวันนี้ยังคงทำให้เขาน่วมได้เหมือนเดิม การฝึกสายตาและปฏิกิริยาตอบสนองดำเนินไปได้สองชั่วโมงเศษก็จบการฝึก

 

“ เอาล่ะจบการฝึก ไปพักซักครู่และกินอาหารกลางวัน ” เด็กสาวพูดจบ เธอก็เดินไปที่แอ่งน้ำใสไหลเย็น

 

“ เฮ้อๆ....... ” เด็กหนุ่มทรุดกายลงนั่งชันเข่าด้วยความเหนื่อยอ่อนในทันที

        

 

        ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังนั่งพักอยู่นั้น เขาก็จับจ้องทุกการกระทำของเด็กสาวซึ่งตอนนี้กำลังยืนตั้งสมาธิตัวตรงแน่วอยู่ที่ริมแอ่งน้ำอันลึกแค่เข่า สายตาคมๆของเธอจับจ้องมองไปที่แอ่งน้ำใส วินาทีต่อมาดวงตาของเธอก็เปล่งประกายแรงกล้าออกมา ฝ่ามือที่รวดเร็วปานสายฟ้าฟาดของเธอพุ่งเสียบเข้าไปที่แอ่งน้ำหนึ่งทีก่อนหยุดชะงัก ครู่หนึ่งก็มีปลาหน้าตาประหลาดตัวย่อมๆลอยขึ้นมานอนตายบนผิวน้ำ

        

 

         มาวินจับจ้องการจับปลาด้วยวิธีโคตรเทพของเด็กสาวปริศนามาเกือบเดือนแล้ว เขาจับจุดได้ว่าการทำแบบนี้ได้จำเป็นต้องมีสายตาและมือที่ว่องไวแถมยังต้องสามารถจับจังหวะการเคลื่อนไหวของปลาได้อย่างแม่นยำ เกือบเดือนที่ผ่านมาเขาอดอาหารกลางวันเกือบทุกมื้อ ก็มีแค่เมื่อวันก่อนเท่านั้นที่เขาดันฟลุ๊คแทงโดนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำจนมันลอยขึ้นมาตายบนผิวน้ำ แต่กว่าเขาจะทำสำเร็จ มันก็แทบจะหมดเวลาพักแล้ว

 

“ เอาล่ะ ตานายแล้ว ” เด็กสาวหิ้วปลาหน้าตาประหลาดขึ้นมาพร้อมบุ้ยปากเป็นสัญญาณให้เด็กหนุ่มไปจับปลาบ้าง

 

“ อืมๆ ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำด้วยท่าทางที่ดูไม่มั่นใจนัก

       

 

         ทันทีที่เด็กหนุ่มประจำที่แล้ว เขาก็ตั้งสติเพ่งมองไปที่การเคลื่อนไหวของปลาซึ่งกำลังว่ายเวียนวนอยู่มากมายบนผิวน้ำอันใสราวกระจก ในตอนนี้สายตาของเขาไม่มีปัญหาในการจับการเคลื่อนไหวของปลาแต่ที่เขายังทำได้ไม่ดีนักคือความไวและความคมของฝ่ามือ ทุกครั้งที่เขาพุ่งฝ่ามือหวังเสียบปลา ปลายนิ้วของเขาก็มักแฉลบพื้นผิวที่เป็นมันแผล็บของปลาหน้าตาประหลาดทุกที

 

“ ย่ะๆ...... ” ครั้งนี้เด็กหนุ่มมาแผนใหม่นั่นคือเมื่อดวงตาจับโฟกัสที่เขาต้องการสังหารได้เป็นที่แน่นอน เขาก็พุ่งฝ่ามือออกมาแบบรัวๆ

 

“ โจมตีถี่ๆแบบนี้มันต้องโดนเข้าบ้างซักตัวล่ะว้า ” เด็กหนุ่มคิดในใจ

       

 

        ในระยะแรกเด็กหนุ่มทำได้ดีทีเดียว หลายฝ่ามือถูกปลาหน้าตาประหลาดแต่กระนั้นฝ่ามือของเด็กหนุ่มก็ไม่เร็วและคมพอที่จะสังหารปลาตามที่เด็กหนุ่มคาดคิด

       

 

       เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้วมาวินก็ยังจับปลาไม่ได้ เขาแทบจะปลงตกจนต้องเคลื่อนย้ายร่างกายอันบอบช้ำและเหนื่อยล้าขึ้นมานอนแผ่หลาสิ้นสภาพอยู่ริมตลิ่ง อกเขาสะท้านขึ้นลงตามจังหวะการหอบ

 

“ แฮ่กๆ บ้าชะมัด สงสัยวันนี้อดกินปลาตามเคย ร่างกายเรายิ่งช้ำๆจากการโดนก้อนหินอัดอยู่ซะด้วยสิ ” เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองเบาๆ…..แต่ทันทีที่เด็กหนุ่มพูดจบ ดวงตาของเขาก็เบิกโพลงขึ้นมาคล้ายกับว่าเขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 

“ ใช่แล้ว เยี่ยมเลย ฮ่าๆ ” เด็กหนุ่มทะลึ่งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมวิ่งไปเก็บหินก้อนเล็กๆที่อยู่บริเวณนั้นมากอบที่วงแขนซ้ายของตัวเอง จากนั้นเด็กหนุ่มก็วิ่งกลับไปที่แอ่งน้ำอีกครั้ง

         

 

        ในครั้งนี้สายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปยังปลาที่ว่ายไปมาแบบไม่วางตา พอดวงตาที่รวดเร็วของเด็กหนุ่มจับภาพปลาได้ถนัด เด็กหนุ่มก็ซัดหินอันแหลมคมด้วยการตวัดมือขวา หินแหลมก้อนนั้นพุ่งเข้าใส่ปลาเคราะห์ร้ายอย่างแม่นยำ ทันทีที่หินตกกระทบ สายน้ำก็พุ่งกระจายขึ้นสูงตามแรงกระแทก ครู่หนึ่งปลาตัวนั้นก็ลอยขึ้นมานอนตายบนผิวน้ำ

 

“ ฮ่าๆ สำเร็จแล้ว ย้าฮู้ ” เด็กหนุ่มกระโดดลอยตัวด้วยท่าทางดีใจสุดขีด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถจับปลาได้จากการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว

         

 

       เด็กสาวปริศนาที่กำลังนั่งกินปลาย่างอยู่ที่กองไฟเริ่มแย้มยิ้มออกมานิดๆเมื่อเห็นมาวินศิษย์เอกของเธอใช้วิธีพลิกแพลงเพื่อเอาตัวรอดจากโจทย์ที่เธอตั้งไว้ได้

 

………………………

       

        เวลาล่วงเข้าถึงช่วงบ่ายของวัน การฝึกฝนในด้านกระบวนท่าก็เริ่มต้นขึ้น เพลงหมัดแมวป่าซึ่งเป็นเพลงหมัดขั้นพื้นฐานของวรยุทธ์สายความเร็วที่มาวินฝึกอย่างขะมักเขม้นมาตลอดหนึ่งเดือนมีความก้าวหน้าขึ้นมามาก ขณะนี้มาวินสามารถฝึกไปได้ถึง 6 กระบวนท่าแล้วเหลืออีกเพียง 6 กระบวนท่า มาวินก็จะสำเร็จเพลงหมัดแมวป่าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม        

          

 

        มาวินเริ่มต้นขยับกายพลิกซ้ายขวาสลับกระโดดพุ่งตัวด้วยความเร็วสูง ฝ่ามือกับฝ่าเท้าที่ตวัดไปมาดูกวัดแกว่งอย่างไร้แบบแผนแต่ในความเป็นจริงการขยับกายดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนท่าที่มาวินได้รับการถ่ายทอดมาเป็นอย่างดี

          

 

        เด็กสาวปริศนายืนกอดอกดูการฝึกของมาวินอยู่ไม่ห่าง ในสายตาของเธอมีแววชื่นชมอยู่ไม่น้อยเพราะมาวินสามารถเรียนรู้วิชาได้รวดเร็วมาก เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน เด็กหนุ่มก็สามารถฝึกฝนเพลงหมัดแมวป่าได้ถึงครึ่งทาง ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วๆไปต้องใช้เวลาในการศึกษาเป็นปีๆกว่าจะฝึกถึงขั้นนี้ได้

          

 

       มาวินร่ายรำตั้งแต่กระบวนท่าที่หนึ่งจนถึงกระบวนท่าที่หกโดยใช้เวลาราวๆ 10 นาทีเศษก็เป็นอันสิ้นสุด หลังจบการร่ายรำ มาวินก็หันไปสอบถามอาจารย์สาวรุ่นเดียวกันด้วยเสียงที่ดังลั่นป่า

 

“ เฮ้ๆ เป็นไงบ้างการฝึกฝนของชั้นโอเคมั้ย มีอะไรผิดพลาดหรือมีคำแนะนำอะไรหรือเปล่า ”

          

 

        เด็กสาวปริศนาสะดุ้งนิดๆคล้ายว่าเธอเพิ่งตื่นจากภวังค์ เธอตอบกลับช้าๆแต่ชัดเจน

 

“ อืมๆ กระบวนท่าของนายวางท่วงท่าได้ถูกต้องจนเกือบจะสมบูรณ์เลยทีเดียว ”

 

“ หือๆ เกือบสมบูรณ์ ” มาวินเงยหน้ามองด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูไม่พอใจเล็กน้อยเพราะเขาคิดว่ากระบวนท่าที่เขาร่ายรำน่าจะเพอร์เฟคแล้ว

 

“ ใช่แม้ท่าร่างจะถูกต้องแต่นายขาดความมั่นคงซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลานานในการสั่งสม ” เด็กสาวตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

“ หมายความว่าการออกกระบวนท่าของชั้นไม่แข็งแรงพอ ” มาวินเลิกคิ้วและเท้าเอวถามด้วยท่าทางที่กวนเบื้องต่ำ

 

“ ก็ประมาณนั้นแหละ ” เด็กสาวตอบกลับ

 

“ จะให้กระบวนท่ามั่นคงและแข็งแรงก็ต้องฝึกมากๆกับฝึกนานๆ ” มาวินถามกลับอีก คราวนี้ท่าทางของเด็กหนุ่มดูมีแววกังวลใจอยู่เล็กน้อย

 

“ ใช่ ” เด็กสาวตอบสั้นๆ

 

“ ต้องฝึกนานซักเท่าไหร่ ถึงจะพอใช้ได้” มาวินถามอีกครั้งนี้ คราวนี้ใบหน้าเล็กเรียวของเด็กหนุ่มเริ่มเหยเก

 

“ กะคร่าวๆอย่างเร็วสุดก็น่าจะปีหนึ่งถึงห้าปี อย่างช้าก็สิบปี ”

         

 

         ทันทีที่ได้รับคำตอบที่เด็กหนุ่มไม่พึงประสงค์นัก เด็กหนุ่มก็เกิดอาการประหลาด เขากระโดดโลดเต้นไปมารอบบริเวณน้ำตกราวกับคนบ้า บางครั้งก็แหกปากตะโกนเสียงดัง

 

“ จ้ากๆ ไม่เอาๆ ให้อยู่ที่นี่นานขนาดนั้นไม่เอาๆ ”

         

 

       เมื่อเด็กสาวเห็นอาการคล้ายวิกลจริตของเด็กหนุ่ม เธอก็ผวาเล็กน้อย เมื่อเธอตั้งตัวได้ เธอก็ร้องบอกให้มาวินสงบจิตใจ

 

“ นี่ๆ เงียบซะเจ้าลิงหัวเขียว ”

        

 

       แม้เด็กสาวจะตะโกนดังแต่ก็เหมือนจะไร้ผล มาวินยังคงอาการสติแตกคลุ้มคลั่งวิ่งวนไปมารอบๆบริเวณน้ำตกคล้ายจะสนุกสนาน ครู่ใหญ่เหมือนเธอเหมือนจะปลงตก เธอจึงโยกย้ายไปนั่งที่โขดหินใต้ร่มไม้เพื่อรอให้เด็กหนุ่มคลายอาการบ้าคลั่ง

           

 

       เวลาผ่านไปพักใหญ่ มาวินก็ค่อยๆเดินคอตกลิ้นห้อยมาหาเด็กสาวปริศนาด้วยอาการหมดเรี่ยวแรง เมื่อเดินมาถึงเด็กหนุ่มก็เอ่ยถามอ่อยๆด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยอ่อน

 

“ นี่เธอมีทางลัดในการฝึกมั้ย ชั้นไม่มีเวลาอยู่ที่นี่นานขนาดนั้น ”

         

 

        เด็กสาวเงยหน้ามองด้วยสีหน้ามึนงงเล็กน้อยกับคำถามแปลกๆของเด็กหนุ่ม แต่เธอก็ไม่สงสัยมากมายนักเพราะในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอก็พอจะรู้แล้วว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเป็นคนที่ค่อนข้างประหลาด ซนเป็นลิงและรอไม่เป็น เธอจึงนิ่งขรึมด้วยท่าทางที่คล้ายกำลังขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับมาอย่างแผ่วเบา

 

“ ถ้าจะฝึกกระบวนท่าให้เกิดความมั่นคงแข็งแรงโดยเร็วน่ะพอมีทางอยู่ นั้นคือนายต้องฝึกฝนด้านกำลังภายในให้แข็งกล้าซะก่อน ”

 

“ โหๆ อย่างหนังจีนกำลังภายในเลย เท่ชะมัดเลย ฝึกยังไง เธอช่วยสอนชั้นทีดิ อยากเก่งแล้ว เอาเลยๆ ” มาวินโพล่งขึ้นมาด้วยความดีใจพลางเร่งเร้าเด็กสาวเพื่อขอฝึกฝนโดยไว

        

 

       เด็กสาวมองหน้ามาวินนิ่งๆ ในดวงตาแฝงความกังวล ซึ่งเมื่อมาวินจับความรู้สึกที่ส่งออกมาทางสายตาได้ เขาก็นึกแปลกใจอยู่ไม่ใช่น้อยกับทีท่าของเด็กสาวปริศนา

 

“ เอ่อๆ ตกลงเราจะฝึกไอ้กำลังภายในอะไรนั่นกันยังไง ” เด็กหนุ่มเริ่มหน้าเสียเพราะรู้สึกว่าการฝึกในแนวทางนี้น่าจะมีความอันตรายอยู่พอสมควร

 

“ อืมๆ สำหรับกำลังภายในนั้นชั้นสอนให้นายก็ได้ แต่นายต้องฝึกตามที่ชั้นสอนโดยเคร่งครัด ห้ามออกนอกลู่นอกทางหรือพลิกแพลงไปมาเหมือนที่ผ่านมาโดยเด็ดขาด เข้าใจมั้ย ” เด็กสาวตัดสินใจเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงดูจริงจัง

 

“ เอ่อๆ คำถาม ” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นในทันที หน้าตาของเขาดูเหลอหลา

 

“ เฮ้อๆ ว่ามา ” เด็กสาวกุมขมับด้วยสีหน้าท่าทางที่คล้ายคนกำลังจะเป็นไมเกรน สาเหตุที่เธอไม่อยากจะฝึกกำลังภายในให้มาวินก็เพราะอุปนิสัยประหลาดๆของเด็กหนุ่มนี่แหละ

 

“ ถ้าฝึกพลาดหรือมั่วกับการฝึก ผลจะเป็นยังไงหรือ ” เด็กหนุ่มถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

“ พลาดนิดหน่อยก็อาจจะบาดเจ็บสาหัสที่อวัยวะภายใน พลาดมากๆอาจบ้าหรือไม่ก็พิการ และถ้าหนักที่สุดก็คือ…….” เด็กสาวเน้นเสียงเพื่อหวังกำราบเด็กหนุ่มว่าอย่ามั่วกับการฝึกในแนวทางนี้อย่างเด็ดขาด

 

“ หนักสุดคืออะไร ” มาวินลุ้นคำตอบสุดท้ายจนตัวโก่ง

 

“ ตาย ” เด็กสาวตอบกลับมาแบบดุดันจนทำให้เด็กหนุ่มผวาเฮือกใหญ่

 

“ เอ่อๆ งั้นชั้นถอนตัวจากการฝึกแบบนี้แล้วกัน เหอๆ ไม่เป็นไรความเก่งมันรอกันได้ เพิ่มเวลาฝึกอีกนิดๆหน่อยๆจะเป็นไรไป ฮะๆ ” เด็กหนุ่มหน้าเจื่อนลงพร้อมขอยกเลิกการฝึกกำลังภายในอย่างฉับพลัน

 

“ อืมๆ ใจเย็นน่าเพียงหกกระบวนท่าของเพลงหมัดแมวป่าที่นายได้รับถ่ายทอดก็พอที่จะทำให้นายเอาตัวรอดได้แล้วล่ะ ถ้าเจอศัตรูหรือมอนสเตอร์ที่ไม่เก่งนัก นายก็น่าจะสู้ได้อย่างสบาย ” เด็กสาวกล่าวให้กำลังใจ

 

“ ครับๆคุณนายจัน เฮ้ย ไม่ใช่สิ อาจารย์ ” เด็กหนุ่มตอบกลับมาเบาๆแบบกวนๆ เขาเผลอหลุดปากเรียกเด็กสาวปริศนาว่า “คุณนายจัน” ซึ่งเป็นสรรพนามที่ใช้ล้อเลียนเพื่อนสาวคนสนิทของเขาบนโลก สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเด็กสาวปริศนานางนี้มีหน้าตาละม้ายคล้ายกับเพื่อนสาวคนสนิทของเขามากจนถ้าจะพูดว่าเป็นคนๆเดียวกันก็ไม่น่าจะเป็นการพูดที่เกินจริง

 

……………………….

           

        ค่ำคืนกลางป่าสงัดมีเพียงแมลงป่าดังร้องระงมราวดนตรีขับกล่อม รอบด้านดูมืดมิดมีเพียงกองไฟดวงใหญ่ที่คอยส่องแสงให้ความสว่างและความอบอุ่นอยู่ที่บริเวณหน้าถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของเด็กสาวปริศนาและมาวิน

         

 

       เด็กวัยรุ่นทั้งสองนั่งผิงกายคลายความหนาวอยู่ข้างกองไฟโดยทั้งคู่นั่งอยู่คนละฟากฝั่งของกองไฟ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงันอยู่ครู่ใหญ่ เด็กหนุ่มจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

 

“ นี่ก็ใกล้กำหนดหนึ่งเดือนแล้ว เธอจะทำยังไงต่อไป ”

 

“ เราก็แยกจากกัน ชั้นไปตามทางของชั้น ส่วนนายก็ไปตามทางของนาย ” เด็กสาวตอบเรียบเฉย ท่าทางดูแล้งน้ำใจยังไงชอบกล

 

“ อืมๆ ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ

          

 

        ทั้งคู่นั่งสงบนิ่งไม่เอื้อนเอ่ยวาจาต่อกันอยู่พักใหญ่ อึดใจต่อมาเด็กหนุ่มเปิดปากถามต่อ

 

“ ว่าแต่ทำไมเราต้องแยกจากกันด้วยล่ะ ไปด้วยกันก็ได้นี่ ยังไงซะชั้นก็ไม่น่าไปแคว้นเยอมาเนียถูกอยู่แล้ว เธอก็ควรที่จะช่วยชั้นต่อนะ ไหนๆหลวมตัวมาช่วยกันแล้วก็น่าจะช่วยไปให้ตลอดรอดฝั่งสิ ”

 

“ นั่นมันเป็นปัญหาของนายไม่ใช่ของชั้น ” เด็กสาวตัดบทในทันที น้ำเสียงดูเครียดขึ้ง

         

 

        มาวินสะดุ้งกับคำตอบที่ไร้น้ำใจและรุนแรงของเด็กสาว เด็กหนุ่มก้มหน้ารับคำพลางตอบกลับมาเบาๆด้วยอาการเซื่องซึม

 

“ เข้าใจแล้ว ถึงยังไงเธอเองก็ไม่ใช่จัน แม้ว่าหน้าตาของเธอจะเหมือนกับจันก็ตามที ”

         

 

        เด็กสาวเหลือบมองหน้าเด็กหนุ่มที่ในตอนนี้ออกอาการหงอยลงไปอย่างเห็นได้ชัด ฉับพลันแววตาและสีหน้าของเธอกลับดูอ่อนโยนลงอย่างประหลาด เวลาต่อมาเธอก็เอ่ยถามขึ้นมาลอยๆคล้ายว่าเธอจะเผลอตัว

 

“ เพื่อนของนายมีหน้าตาที่คล้ายชั้นขนาดนั้นเลยหรือ ”

          

 

       เด็กหนุ่มแอบชำเลืองมองหน้าเด็กสาวนิดนึงก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นิ่มนวลลงจนไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำแบบนั้นได้

 

“ ใช่ จะว่าไปแล้วมันไม่ใช่แค่คล้ายหรอก ความจริงคือเธอกับจันน่ะเหมือนกันอย่างกับแกะเลย ไม่ใช่แค่หน้าตา นิสัยใจคอของเธอก็คล้ายกับ “จัน” เพื่อนของชั้นมาก โดยเฉพาะ…..”

 

“ เฉพาะอะไร ” เด็กสาวถามต่อ

         

 

       มาวินเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวแบบเต็มตา แววตาของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยประกายลึกซึ้งกินใจคล้ายจะปลดปล่อยความห่วงหาอาลัยที่ซุกซ่อนอยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้นเล่นเอาเด็กสาวถึงกลับเกิดอาการชะงักและจ้องมองแววตานั้นกลับแบบไม่วางตา

 

“ โดยเฉพาะตรงนี้ของเธอและจัน ” เด็กหนุ่มยกมือขวาขึ้นมาจับที่หน้าอกข้างซ้ายของตัวเอง

 

“ มันอบอุ่นมาก ” เด็กหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อย ใบหน้าเล็กเรียวที่เคยดูทะเล้นและมอมแมมกลับดูเคลิ้มฝันกับอดีตที่แสนสุขของตนเอง

 

" เอ แต่เท่าที่ชั้นจำได้ ชั้นเพิ่งปฏิเสธร่วมทางกับนายนี่นา มันดูจะแล้งน้ำใจและโหดร้ายอยู่ไม่ใช่น้อยนะ แล้วแบบนี้นายจะบอกว่าชั้นมีหัวใจที่อบอุ่นเหมือนเพื่อนของนายได้ยังไง " เด็กสาวกล่าวถามในคำพูดที่ดูย้อนแย้งของเด็กหนุ่ม

        

 

       มาวินไม่ตอบคำในทันที เขามองหน้าของเด็กสาวนิ่งๆพร้อมยิ้มออกมานิดๆ ครู่หนึ่งเขาก็กล่าวตอบ

 

" ถึงเธอจะดูเย็นชา ใจดำที่ไม่ยอมช่วยชั้นให้ตลอดรอดฝั่ง แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีๆ ชั้นมันก็แค่คนแปลกหน้าสำหรับเธอ แต่เธอกลับคอยช่วยฝึกวิชาให้กับชั้นถึงหนึ่งเดือนเต็มเพียงเพื่อเพิ่มโอกาสให้ชั้นรอดชีวิตในโลกแห่งนี้โดยที่เธอไม่ได้อะไรตอบแทนเลย แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าหัวใจอบอุ่น แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ "

       

 

        ทันทีที่ได้รับคำตอบนี้ เด็กสาวถึงกลับนิ่งอึ้งและสิ้นคำพูดไปอย่างฉับพลัน ทว่าก่อนที่เธอจะได้ตอบคำใดกลับมา มาวินก็กล่าวเสริมขึ้นมาอีก

 

" เธอต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่ๆที่ทำให้เธอพยายามที่จะเดินทางคนเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับใคร แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด มันต้องเป็นสิ่งที่ดีงามแน่ๆ ชั้นเชื่อว่าอย่างนั้น " มาวินพูดจบ เขาก็แหงนหน้ากลับไปมองท้องฟ้าอีกครั้ง ใบหน้าเล็กเรียวดูจะยิ้มเล็กน้อยด้วยใจที่ปลอดโปร่งหลังได้พูดสิ่งที่คิดไว้ในใจ

         

 

        เวลาแห่งความเงียบงันผ่านไปนานหลายอึดใจและเมื่อมันอิ่มตัวเต็มที่ เด็กสาวปริศนาก็เอ่ยถามขึ้นมาอีกหนึ่งคำแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

“ นายคิดถึงจัน คนรักของนายมากมั้ย….”

 

“ ใช่….เฮ้ย ไม่ใช่ๆ ใครว่าชั้นจะคิดถึงยัยผู้หญิงบ้าพลังนั่น ชั้นแค่อยากกลับไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์ของชั้นต่างหาก ” เด็กหนุ่มเผลอตอบรับแต่พอนึกขึ้นมาได้ก็รีบปฏิเสธด้วยความเขินอาย

 

“ ฮะๆ นายนี่ล่ะน้า ปากไม่ตรงกับใจ เออ ว่าแต่เกมคอมพิวเตอร์นี่มันอะไรหรือ ” เด็กสาวปิดปากหัวเราะเล็กน้อยผิดกับกิริยานิ่งขรึมที่ผ่านมาแต่ถึงกระนั้นก็ดูสดใสมีชีวิตชีวาสมวัยของเธอ

 

“ ชั้นไม่พูดกับเธอแล้ว นอนดีกว่าพรุ่งนี้มีฝึกอีก เชอะ ” มาวินแกล้งทำอาการคล้ายหัวเสีย จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้เด็กสาวปริศนาในทันที

           

 

        เด็กสาวนั่งชันเข่ามองเด็กหนุ่มที่นอนหันหลังให้อยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงประหลาดจากเด็กหนุ่ม

 

“ ครอกๆ.......ฟี้ๆ....... ”

        

 

       หลังได้ยินเสียงกรนของมาวิน เด็กสาวก็เลิกคิ้วพร้อมทำสีหน้าแปลกใจ เธอนึกสงสัยว่าทำไมเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าถึงเปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วขนาดนี้ เมื่อกี้เพิ่งพูดคุยกันในเรื่องซึ้งกินใจ พักเดียวพวกหลับผล็อยไปหน้าตาเฉย สุดท้ายเธอก็อมยิ้มนิดนึงพลางพูดเบาๆออกมาแค่พอให้ตัวเองได้ยิน

 

“ พักผ่อนซะนะ เจ้าลิงหัวเขียว ”

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา