ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
10 บท
0 วิจารณ์
82 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 23.39 น. โดย เจ้าของนิยาย
9) ชายผู้คงกระพัน
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ เสียงโห่ร้องจากรอบสนามยังดังสะท้อนอยู่ในหู เธอนั่งนิ่งบนอัฒจันทร์กลางแสงอาทิตย์ยามบ่าย มือที่วางอยู่บนตักยังสั่นน้อย ๆ แม้จะซ่อนมันไว้ใต้ชายผ้าคลุม
“รอด...”
กราวด้าพึมพำกับตัวเองในใจ หายใจแรงเหมือนคนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบแทนอีกคน ภายนอกเธอดูสงบ เอียงหูฟังคำวิเคราะห์ของเหล่าลูกศิษย์ที่นั่งล้อมข้าง — เธอเพียงพยักหน้าเบา ๆ เหมือนครูผู้มั่นคงในสมาธิแต่ภายในหัวใจ — มันไม่ต่างจากภูเขาที่เพิ่งถล่ม
“เมื่อกี้... มันอะไรกัน?”
ตอนที่เธอเดินมาถึงขอบอัฒจันทร์ เสียงเชียร์กำลังดังสนั่น เธอเห็นชายหนุ่มผมดำถูกกระแทกจนล้ม ร่างของเขากระแทกพื้นอย่างแรง ฝุ่นตลบคนอื่นเห็นแค่การล้ม เธอรับรู้ทันทีว่าเขาคือราห์ซูร์ — แต่เธอเห็นชัดเจนกว่าแสงของดวงจิตเขาสั่นระริกเหมือนเปลวเทียนใกล้ดับแสงนั้นไม่มั่นคง เหมือนจิตที่ยังเข้ากันไม่สนิทกับ “ร่างกายใหม่” ที่เพิ่งได้มามันเป็นร่างที่แข็งแรงขึ้น... แต่ยังไม่ “เข้าที่” อย่างแท้จริง *จากเหตุการณ์ย้ายร่างจนถึงตอนนี้ยังไม่ถึง 24 ชม.*
ความคิดยังไม่ทันจบ ดวงจิตของราห์ซูร์ก็แตกออกเป็นเส้นแสงบาง ๆ เธอสะดุ้ง มันคืออาการ “ดวงจิตหลุดร่าง” — ไม่ใช่เพราะบาดแผล แต่เพราะ แรงสะเทือนใจระดับจิตวิญญาณ สิ่งนั้นสามารถฆ่าคนได้เงียบ ๆ เหมือนไฟดับจากไส้เทียนที่เปียกน้ำ
เธอไม่คิดอะไรแล้วในตอนนั้น — เพียงแต่ร่ายคำสั่งลงในใจอย่างสัญชาตญาณ
“กลับมา — เดี๋ยวนี้”
เธอใช้สายสัมพันธ์ของ “คาถาจองจำทาส” พลังที่ตั้งใจผูกไว้เพื่อควบคุม กลับถูกใช้เพื่อ “รั้งเขา”พลังเวทของเธอไหลผ่านเส้นเชื่อมระหว่างจิตและร่างของเขา กระชากแสงที่กำลังจางให้กลับเข้าที่เดิม
มันสำเร็จ... ร่างของราห์ซูร์สะดุ้งเฮือก ก่อนจะหอบลมหายใจแรง และในวินาทีนั้น — เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งคว้าคนจากขอบเหวแห่งความตายกลับมาได้
ตอนนี้เขายืนอยู่กลางสนามอีกครั้ง เหงื่อชุ่มร่าง แต่ยังยิ้มบาง ๆ เขาชนะกราฟก้าได้อย่างงดงาม —เสียงเชียร์ดังลั่นอีกครั้ง แต่ในหูของกราวด้ามีเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง
“นั่นมันเรื่องบ้าบออะไรกัน...”
“อยู่ ๆ จะตายก็ตายตรงนั้นเลยหรือ... ไอ้หมอนี่มันเป็นปลาซิวรึยังไง...”
เธอกัดฟันเบา ๆ เพื่อกลบความสั่นในอก ลูกศิษย์ที่นั่งข้างหันมามอง “อาจารย์ เหงื่อออกมากเลยนะคะ?” กราวด้าแค่ยิ้มบาง “อากาศร้อนนิดหน่อย” แล้วหันกลับไปยังสนาม
แต่ในใจ — เธอรู้ว่าเหงื่อพวกนี้ไม่ได้มาจากอากาศเลย
...
เสียงฝีเท้าโลหะดังขึ้นจากอีกฟากสนาม เธอเงยหน้า เห็นชายผมทองในชุดเกราะทองกำลังก้าวลงมาช้า ๆ ทุกย่างก้าวของเขาเรียกเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง
คาเรน ไครอส — หัวหน้าหน่วยราชองค์รักษ์ เขาเดินตรงไปยังหัวหน้าครูฝึก ขอเข้าร่วมการฝึกด้วยตัวเอง เสียงตะโกน “เข้าร่วม! เข้าร่วม!” ดังพร้อมกันทั้งสนามจนพื้นสั่น
เซราดยิ้มแห้ง ๆ แล้วพยักหน้าอนุญาต
คาเรนจึงค่อย ๆ ถอดเกราะทองและเสื้อคลุมออก เหลือเพียงกางเกงสีขาวที่แนบกับกล้ามเนื้อแกร่งและรอยแผลเป็นเต็มตัว เขาเดินลงสนาม — มือเปล่า
กราวด้าหรี่ตา แสงแดดสะท้อนจากผิวเขาเหมือนโลหะร้อน ทุกย่างก้าวของเขาทำให้แรงเวทในอากาศสั่นเบา ๆ
“คาเรน เจ้าจะทำอะไร?”
ลมบ่ายพัดแรงขึ้น จนฝุ่นบนลานดินหมุนวนราวกับจะเตรียมรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ชายร่างสูงในกางเกงสีขาวยืนกลางสนาม ดวงตาสีทองเข้มของเขากวาดมองรอบลาน ก่อนจะเปล่งเสียงออกมาชัดถ้อยชัดคำ — เสียงนั้นหนักแน่นจนสะท้อนถึงอัฒจันทร์
“พวกนาย ถ้าแค่ ‘สู้กับฉัน’ ได้คะแนนไปเลย 50 คะแนน!”
“เลือกอาวุธจริงมาได้เลย ฉันจะใช้มือเปล่า!”
"พวกนายจะใช้ความสามารถอะไร คาถาอะไรก็ได้ ลุยมาได้เลย!”
“แต่บาดแผลที่จะได้คะแนน... ต้องเป็นอาวุธที่เลือกเท่านั้น!”
“และถ้าใครทำให้ฉัน ‘เลือดออก’ ได้ — เอาไปเลย 100 คะแนน!!!”
เสียงของเขาดังก้องจนเงาไม้ไหวตามแรงสะเทือน ทหารรอบสนามเงียบกริบในตอนแรก — แล้วระเบิดเสียงโห่ร้องพร้อมกัน
กลางสนาม แซร์ค วาเลน ยกมือขึ้น “หมายความว่า... พวกเรารุมคุณได้ใช่ไหม?”
คาเรนยิ้มบาง ดวงตานิ่งจนแทบจะเยือกแข็ง
“ใช่ แน่นอน”
เสียงลมหายใจของผู้ชมกลั้นพร้อมกัน ท่าทีของราห์ซูร์ ชายหนุ่มผมดำเงียบ... ยืนนิ่งเหมือนเงาในพายุ มือกำดาบไม้แน่น ก่อนจะทิ้งมันลงกับพื้น — เสียงกระทบดัง “ปัก” จนสะเทือนใจคนดู เขาไม่พูดสักคำเพียงเดินออกไปข้างสนามช้า ๆ — แซร์ค หันมองตาม สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกใจ
“เฮ้ย!! เพื่อนจะไปไหน?…...ยอมแพ้?”
แต่ไม่ — ราห์ซูร์เดินตรงไปยังลังเหล็กเก็บอาวุธที่ข้างสนาม หยิบ “ถุงมือสนับเหล็ก” หนักราวกับอาวุธของนักรบสังหารขึ้นมาสวม โลหะสะท้อนแดดเป็นประกายสีเทา เขาเดินกลับเข้ามาช้า ๆ ในแววตาไม่มีอะไรเหลือ — มีเพียงความนิ่งเย็นแบบเดียวกับตอนที่เขาเจอ “ความตาย” ครั้งก่อน
“ถ้าฉันเผลอฆ่าแก... คงไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
เสียงนั้นเรียบแต่เย็นเฉียบ แรงเวทของราห์ซูร์พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน — เป็นพลังสังหารดิบที่ไม่ปิดบังอีกต่อไป
แซร์คขยับตัวทันที เหมือนสัตว์นักล่าที่ตื่นจากฝัน รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้า — เขาจำ “จิตสังหาร” แบบนี้ได้ดี มันคือกลิ่นเดียวกับวันแรกที่ทั้งสองเจอกันในสนามฝึก
“มาแล้วสินะ... ตอนนั้นก็แบบนี้เลย”
เขาเดินไปที่ลังเหล็กเช่นกัน และเลือก “ถุงมือสนับเหล็ก” แบบเดียวกันขึ้นมา เสียงเหล็กเสียดสีดัง “แกร๊ก”
สนามทั้งสนามถึงกับฮือฮา
“บ้าไปแล้ว!! พวกนี้จะต่อสู้คลุกวงในกับคาเรน!?”
“แค่ยืนประจันหน้ากับคาเรนยังกดดันมากพอจะทำให้คนสลบได้เลย!”
กราวด้ามองทั้งสองที่ยืนเคียงกันตรงข้ามคาเรน
“เลือกอาวุธแบบเดียวกัน... แต่วิธีคิดต่างกันโดยสิ้นเชิง”
เซราด ครูฝึกประจำสนาม ยิ้มราวกับได้ดูมวยคู่พิเศษ ยกเสียงเวทขยายเสียง
“แซร์ค วาเลน — สะสม 140 คะแนน!”
“ราห์ซูร์ — สะสม 139 คะแนน!”
เสียงเฮดังขึ้นทั่วสนามอีกครั้ง เอมิลี่มองไปที่สนามอย่างกังวล — เธอเพียงจ้องราห์ซูร์ไม่กะพริบ
“อย่านะ...อย่าทำแบบนี้” เธอพูดกับตัวเอง
แรงเวทของคาเรนเริ่มขยับ — เป็นแรงกดมหาศาลที่ทำให้คนที่อยู่บนอัฒจันทร์สัมผัสได้ เหมือนแรงโน้มถ่วงของโลกกำลังเปลี่ยนทิศ
เสียงกลองศึกดังขึ้นหนึ่งจังหวะ เงียบ... ก่อนจะเริ่มอีกครั้ง
“เริ่มการทดสอบได้!”
สียงกลองศึกเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านลานดิน คาเรน ไครอส ยืนอยู่กลางสนาม มือเปล่า ร่างกายเปลือยท่อนบนกล้ามเนื้อสั่นระริกเบา ๆ ตามแรงเวทที่เริ่มแผ่จากภายใน
“มาลองดูกัน ราห์ซูร์...ขอทดสอบหน่อยเถอะ — ชายผู้มาจากอนาคต และเกือบทำลายเมืองด้วยเวทมนตร์ระดับพระเจ้า”
เสียงในใจของคาเรนดังก้องเหมือนเสียงลมกระแทกพื้น เขาร่ายเวทเสริมร่างกายขั้นพื้นฐาน — เพียงชั่วพริบตา ออร่าสีทองซีด ๆ แผ่ซ่านจากฝ่ามือและแผ่นหลัง สั่นสะเทือนพื้นดินเบา ๆ
แซร์คที่ยืนอยู่ข้างราห์ซูร์ พุ่งเข้าก่อนโดยไม่รอจังหวะ — หมัดขวาพุ่งเข้าเป้าที่ใบหน้าคาเรนตรง ๆเสียงกระแทกดัง “ปัง!” หนึ่งที
แต่คนที่กระเด็นออกกลับเป็นแซร์คเอง — ร่างเขาถูกสะท้อนออกไปสามก้าวเต็มก่อนล้มลงบนฝุ่น
“โอ้วว!! แข็งชะมัด... มือชาเลย!!”
เขาตะโกนพลางหัวเราะแห้ง แต่สีหน้ามีทั้งความเจ็บและความตื่นเต้นปนกัน
ราห์ซูร์ไม่พูดแม้คำเดียว เขาก้าวช้า ๆ เข้าสู่ระยะประชิด เวทแสงหมุนวนรอบตัว — พลังจากศูนย์กลางดวงจิตเขาถูกดึงออกมาจนสุดขีด อากาศรอบตัวเริ่มมืดลงทีละน้อย เหมือนสีของโลกกำลังถูกดูดหายไป
เขายกมือขึ้น ร่ายเวทย์ลงบน ถุงมือสนับเหล็ก ทั้งสองข้าง ประกายไฟฟ้าสีดำสนิทพุ่งวาบขึ้นทันที — เสียงแตกของสายฟ้าดังราวกับฟ้าผ่ากลางวัน
ผู้ชมทั้งสนามอ้าปากค้าง เวทมนตร์สีดำไม่ใช่สิ่งที่เคยเห็นในค่ายทหาร มันคือเวทต้องห้าม — แต่สิ่งนี้... ไม่มีในบันทึกใด ๆ ของสภาเวทเลย
กราวด้าแทบลุกพรวดโดยไม่รู้ตัว มือสั่นจนลูกศิษย์ต้องเอื้อมมาจับ
“ไม่ใช่... ไม่ใช่คาถามืดทั่วไป...”
“โครงสร้างพลังไม่คงที่เลย นั่นมัน... ของที่ไม่ควรจะมีในโลกนี้!”
เธอพยายามเชื่อมจิตเข้าสู่สนามพลังของราห์ซูร์ทันที เสียงในหัวของเขาได้ยินชัดเจน — เป็นเสียงของเธอที่เต็มไปด้วยความโกรธและหวาดกลัว
“นายทำบ้าอะไร!! จะทำลายค่ายทหารหรือไง!?”
“แล้วเวทมนตร์แบบนั้นคืออะไร!? หยุดเดี๋ยวนี้ราห์ซูร์!!”
ราห์ซูร์ไม่ตอบ — ดวงตาเขาเย็นเฉียบจนแม้แต่เสียงในจิตยังสะท้อนออกมาเป็นเพียง “ความนิ่ง”ประกายไฟดำยังหมุนรอบถุงมือดั่งงูสองตัวที่กำลังเตรียมฉก
กราวด้าไม่รอช้า — เธอลุกขึ้นยืนเต็มตัว เสียงของเธอดังก้องจากเวทขยายเสียงทั่วสนาม
“หยุดเดี๋ยวนี้!!!”
เสียงนั้นทรงอำนาจจนทั้งสนามนิ่งเงียบ แม้แต่จอมเวทย์ระดับสูงก็เงียบลงในวินาทีเดียว
ลานฝึกที่เคยคึกคักกลับตกอยู่ในความเงียบงัน เหลือเพียงสองสิ่งที่ยังเคลื่อนไหว — ออร่าของคาเรนที่แผ่ลงพื้นราวกับไอเย็นสีทอง และกระแสไฟฟ้าสีดำที่ไหลวนอยู่บนถุงมือของราห์ซูร์
ทุกคนกลั้นหายใจ
คาเรนหันไปมองกราวด้า ดวงตานั้นสงบอย่างประหลาด ริมฝีปากเขายกขึ้นเล็กน้อย
“ใจเย็น... ท่านนักปราชญ์ผู้วิเศษ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ฉันเชื่อว่าทุกอย่างจะไม่เกินเลย”
“หรือถ้ามีอะไรเกิดขึ้น — กองกำลังราชองค์รักษ์จะรับผิดชอบเอง”
เขาหยุด หันกลับมาหารางซูร์ แล้วพูดต่อทั้งรอยยิ้ม
“และอีกอย่าง...”
“ฉันไม่คิดว่าเขาจะทำร้ายฉันได้... แม้แต่น้อย”
คำพูดนั้นมาพร้อมรอยยิ้มเย้ยอย่างจงใจ — รอยยิ้มที่ทำให้ทั้งสนามรู้ว่า
นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบอีกต่อไป... แต่มันคือการปลุกปีศาจในตัวราห์ซูร์ให้ตื่นขึ้นจริง ๆ
ท่ามกลางความเงียบที่กดดันจนแม้แต่ลมหายใจยังหนัก เสียงของราห์ซูร์ส่งผ่านเข้าไปในจิตของกราวด้า — ชัด ละเอียด และสุภาพราวกับคนละคนกับเมื่อครู่
“กราวด้า… ขอโทษที ผมควบคุมตัวเองได้ไม่ดีนัก”
“แต่เขา... คือหนึ่งในเหตุผลที่ผมกลับมา”
“ผมสัญญา... จะไม่ให้เรื่องบานปลาย”
น้ำเสียงนั้นเรียบ นุ่ม และเต็มไปด้วยความเคารพ — เหมือนเสียงบรรณารักษ์หนุ่มในห้องสมุดเมื่อวันวาน ที่คอยอธิบายเรื่องเวทมนตร์ให้เธอฟังด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
กราวด้าชะงัก อารมณ์โกรธที่ยังคุกรุ่นในอกเหมือนโดนดับด้วยหยดน้ำเย็น เธอหลับตาลง สูดลมหายใจลึกในหัวใจของเธอ เสียงตอบกลับเบาแต่มั่นคงดังขึ้น
“ก็ได้... ฉันเชื่อใจนาย”
เพียงเท่านั้น ความหงุดหงิดและความหวาดกลัวที่กำลังปะทุในใจของราชครูสาวก็สงบลง เธอค่อย ๆ นั่งลงใหม่บนเก้าอี้ เหมือนคนที่กำลังยอมให้พายุผ่านไปช้า ๆ แววตาเรียบนิ่งขึ้นอีกครั้ง แต่ยังแฝงร่องรอยความกังวลที่ไม่ยอมจาง
ขณะเดียวกัน...
เอมิลี่ ที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้าม มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ราห์ซูร์ในชุดทหารใหม่ มือห่อหุ้มด้วยถุงมือเหล็ก แสงสายฟ้าสีมืดหมุนรอบตัวเขาราวกับเทพแห่งพายุ
เธอแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังขยุ้มชายเสื้อแน่น —
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา...” “ราห์ซูร์... นี่มันไม่ใช่นาย...”
ความกลัว ความสงสัย และบางอย่างที่เธอไม่อยากเรียกว่า “ความรู้สึกเก่า” มันกำลังปะปนอยู่ในดวงตาเธอ
“อะไรกันแน่... ที่เปลี่ยนเขาไปได้ขนาดนี้ ในชั่วข้ามคืน?”
เอมิลี่ไม่รู้คำตอบ — แต่รู้เพียงว่าหัวใจเธอกำลังเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งมองทั้งสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากันตรงกลางสนาม ความกังวลก็ยิ่งกัดกินเธอลึกขึ้นทุกวินาที
แซร์คยิ้มแห้ง ๆ เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือภายในถุงมือเหล็ก เขาขยับเท้าถอยช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว — ดวงตาเหลือบมองไปมาระหว่างสองคนตรงหน้า แรงกดดันในสนามหนักจนแม้แต่ลมหายใจยังเหมือนต้องฝืนออก
“ปล่อยของกันแบบนี้...” เขาพึมพำเบา ๆ “แล้วฉันจะเอาอะไรไปสู้ได้กัน?”
เสียงหัวเราะแห้งของเขากลืนหายไปกับเสียงลม สายตาเหลือบไปทางครูฝึก เซราด ที่ยืนกอดอกอยู่ข้างสนามแซร์คทำหน้าเหมือนเด็กที่ขอความช่วยเหลือ
เซราดยักไหล่ — ยิ้มจาง ๆ เหมือนสะใจ “เรื่องของนาย... แก้เองเถอะ”
แซร์คถอนหายใจยาว ก่อนถอยไปยืนข้างเวที รู้ดีว่า “ตรงนั้น” ไม่ใช่ที่ของเขาอีกต่อไปแล้ว
กลางสนามเงียบสงัด — จนเสียงสายฟ้าดำบนถุงมือของราห์ซูร์ได้ยินชัดเจนเหมือนเสียงลมหายใจ
ราห์ซูร์ขยับก่อน ร่างของเขาหายวูบไปในพริบตา — เสียงอากาศแตกดัง “ฟุบ!” หมัดแรกพุ่งเข้าใส่ใบหน้าคาเรนตรง ๆ คาเรนเอียงหลบอย่างนิ่งเฉย หมัดสวนกลับของเขาเร็วพอ ๆ กับเสียงสายฟ้า แต่ราห์ซูร์ก็ก้มหลบได้เช่นกัน
ทั้งคู่เริ่มแลกหมัด — เสียงโลหะกระแทกเนื้อ เสียงเท้าที่บดกับดิน การเคลื่อนไหวเร็วเกินกว่าทหารทั่วไปจะตามทัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ “ผู้ฝึกเวท” มองเห็นได้
เหมือนการวอร์ม...
เหมือนการหยั่งเชิง...
แรงปะทะแต่ละครั้งกระแทกอากาศจนฝุ่นฟุ้งแล้วทันใดนั้น — วงเวทขนาดเล็กใต้ฝ่าเท้าของคาเรนสว่างวาบ
“เวทกับดักระเบิด!?”
เสียงของจอมเวทย์สาวบนอัฒจันทร์ดังแทรกในความตกใจ
แรงระเบิดใต้พื้น “ปัง!” ดังสนั่น คาเรนเสียหลัก เซถลาไปครึ่งก้าว — ราห์ซูร์ไม่รอช้า หมัดถัดมาตามเข้าทันทีถุงมือเวทที่เขาใส่ส่องประกายแสงดำ ทุกครั้งที่หมัดกระแทก เกิดแรงระเบิดเล็ก ๆ คล้ายลูกไฟจิ๋วแตกกระจายเสียงระเบิด “ปัง! ปัง! ปัง!” ดังรัวไม่ขาดสาย กลุ่มควันหนาทึบกลืนทั้งสองร่างเข้าไป
เสียงตะโกน เสียงอึ้ง เสียงเชียร์ ทั้งหมดปนเป็นเสียงเดียว — ความตื่นตะลึงของทั้งสนาม
ควันสีเทาเข้มลอยอ้อยอิ่ง แต่ในใจของกราวด้า ความรู้สึกหนึ่งแผ่วผ่านราวกับเธอได้ยินเสียงลมหายใจของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
“ปลาวประโยชน์ ราห์ซูร์”
มีไม่กี่คนที่รู้ความลับของคาเรน อย่างน้อยก็เธอและราชครู
เสียงหมัดสุดท้ายดังขึ้นกลางกลุ่มควัน ร่างของราห์ซูร์กระเด็นออกมา — กลิ้งไปสามตลบก่อนจะหยุดแต่เขากลับยันตัวขึ้นในทันที เหมือนไม่ยอมแพ้แม้แต่วินาทีเดียว
กลุ่มควันเริ่มจางลง คาเรนเดินออกมาช้า ๆ ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องลงตรงกลางสนาม ร่างของเขายังคงนิ่ง ไม่มีแม้แต่รอยถลอก หรือแม้แต่เลือดซึม
“…กร๊ดดด!!” จอมเวทย์สาวหลายคนร้องสุดเสียงให้กับความเหนือชั้นและความสง่างามของ คาเรน
ราห์ซูร์เองก็หยุดนิ่ง — สีหน้าแข็งทื่อ ความโกรธค่อย ๆ แปรเป็นความไม่เข้าใจ
คาเรน ไครอส ยิ้มบาง ๆ พลางปัดฝุ่นจากกางเกงเบา ๆ เสียงของเขาเรียบสงบเหมือนน้ำในบ่อ
“ใช้ได้... แต่ยังไม่พอหรอก ราห์ซูร์”
“รอด...”
กราวด้าพึมพำกับตัวเองในใจ หายใจแรงเหมือนคนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบแทนอีกคน ภายนอกเธอดูสงบ เอียงหูฟังคำวิเคราะห์ของเหล่าลูกศิษย์ที่นั่งล้อมข้าง — เธอเพียงพยักหน้าเบา ๆ เหมือนครูผู้มั่นคงในสมาธิแต่ภายในหัวใจ — มันไม่ต่างจากภูเขาที่เพิ่งถล่ม
“เมื่อกี้... มันอะไรกัน?”
ตอนที่เธอเดินมาถึงขอบอัฒจันทร์ เสียงเชียร์กำลังดังสนั่น เธอเห็นชายหนุ่มผมดำถูกกระแทกจนล้ม ร่างของเขากระแทกพื้นอย่างแรง ฝุ่นตลบคนอื่นเห็นแค่การล้ม เธอรับรู้ทันทีว่าเขาคือราห์ซูร์ — แต่เธอเห็นชัดเจนกว่าแสงของดวงจิตเขาสั่นระริกเหมือนเปลวเทียนใกล้ดับแสงนั้นไม่มั่นคง เหมือนจิตที่ยังเข้ากันไม่สนิทกับ “ร่างกายใหม่” ที่เพิ่งได้มามันเป็นร่างที่แข็งแรงขึ้น... แต่ยังไม่ “เข้าที่” อย่างแท้จริง *จากเหตุการณ์ย้ายร่างจนถึงตอนนี้ยังไม่ถึง 24 ชม.*
ความคิดยังไม่ทันจบ ดวงจิตของราห์ซูร์ก็แตกออกเป็นเส้นแสงบาง ๆ เธอสะดุ้ง มันคืออาการ “ดวงจิตหลุดร่าง” — ไม่ใช่เพราะบาดแผล แต่เพราะ แรงสะเทือนใจระดับจิตวิญญาณ สิ่งนั้นสามารถฆ่าคนได้เงียบ ๆ เหมือนไฟดับจากไส้เทียนที่เปียกน้ำ
เธอไม่คิดอะไรแล้วในตอนนั้น — เพียงแต่ร่ายคำสั่งลงในใจอย่างสัญชาตญาณ
“กลับมา — เดี๋ยวนี้”
เธอใช้สายสัมพันธ์ของ “คาถาจองจำทาส” พลังที่ตั้งใจผูกไว้เพื่อควบคุม กลับถูกใช้เพื่อ “รั้งเขา”พลังเวทของเธอไหลผ่านเส้นเชื่อมระหว่างจิตและร่างของเขา กระชากแสงที่กำลังจางให้กลับเข้าที่เดิม
มันสำเร็จ... ร่างของราห์ซูร์สะดุ้งเฮือก ก่อนจะหอบลมหายใจแรง และในวินาทีนั้น — เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งคว้าคนจากขอบเหวแห่งความตายกลับมาได้
ตอนนี้เขายืนอยู่กลางสนามอีกครั้ง เหงื่อชุ่มร่าง แต่ยังยิ้มบาง ๆ เขาชนะกราฟก้าได้อย่างงดงาม —เสียงเชียร์ดังลั่นอีกครั้ง แต่ในหูของกราวด้ามีเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง
“นั่นมันเรื่องบ้าบออะไรกัน...”
“อยู่ ๆ จะตายก็ตายตรงนั้นเลยหรือ... ไอ้หมอนี่มันเป็นปลาซิวรึยังไง...”
เธอกัดฟันเบา ๆ เพื่อกลบความสั่นในอก ลูกศิษย์ที่นั่งข้างหันมามอง “อาจารย์ เหงื่อออกมากเลยนะคะ?” กราวด้าแค่ยิ้มบาง “อากาศร้อนนิดหน่อย” แล้วหันกลับไปยังสนาม
แต่ในใจ — เธอรู้ว่าเหงื่อพวกนี้ไม่ได้มาจากอากาศเลย
...
เสียงฝีเท้าโลหะดังขึ้นจากอีกฟากสนาม เธอเงยหน้า เห็นชายผมทองในชุดเกราะทองกำลังก้าวลงมาช้า ๆ ทุกย่างก้าวของเขาเรียกเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง
คาเรน ไครอส — หัวหน้าหน่วยราชองค์รักษ์ เขาเดินตรงไปยังหัวหน้าครูฝึก ขอเข้าร่วมการฝึกด้วยตัวเอง เสียงตะโกน “เข้าร่วม! เข้าร่วม!” ดังพร้อมกันทั้งสนามจนพื้นสั่น
เซราดยิ้มแห้ง ๆ แล้วพยักหน้าอนุญาต
คาเรนจึงค่อย ๆ ถอดเกราะทองและเสื้อคลุมออก เหลือเพียงกางเกงสีขาวที่แนบกับกล้ามเนื้อแกร่งและรอยแผลเป็นเต็มตัว เขาเดินลงสนาม — มือเปล่า
กราวด้าหรี่ตา แสงแดดสะท้อนจากผิวเขาเหมือนโลหะร้อน ทุกย่างก้าวของเขาทำให้แรงเวทในอากาศสั่นเบา ๆ
“คาเรน เจ้าจะทำอะไร?”
ลมบ่ายพัดแรงขึ้น จนฝุ่นบนลานดินหมุนวนราวกับจะเตรียมรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ชายร่างสูงในกางเกงสีขาวยืนกลางสนาม ดวงตาสีทองเข้มของเขากวาดมองรอบลาน ก่อนจะเปล่งเสียงออกมาชัดถ้อยชัดคำ — เสียงนั้นหนักแน่นจนสะท้อนถึงอัฒจันทร์
“พวกนาย ถ้าแค่ ‘สู้กับฉัน’ ได้คะแนนไปเลย 50 คะแนน!”
“เลือกอาวุธจริงมาได้เลย ฉันจะใช้มือเปล่า!”
"พวกนายจะใช้ความสามารถอะไร คาถาอะไรก็ได้ ลุยมาได้เลย!”
“แต่บาดแผลที่จะได้คะแนน... ต้องเป็นอาวุธที่เลือกเท่านั้น!”
“และถ้าใครทำให้ฉัน ‘เลือดออก’ ได้ — เอาไปเลย 100 คะแนน!!!”
เสียงของเขาดังก้องจนเงาไม้ไหวตามแรงสะเทือน ทหารรอบสนามเงียบกริบในตอนแรก — แล้วระเบิดเสียงโห่ร้องพร้อมกัน
กลางสนาม แซร์ค วาเลน ยกมือขึ้น “หมายความว่า... พวกเรารุมคุณได้ใช่ไหม?”
คาเรนยิ้มบาง ดวงตานิ่งจนแทบจะเยือกแข็ง
“ใช่ แน่นอน”
เสียงลมหายใจของผู้ชมกลั้นพร้อมกัน ท่าทีของราห์ซูร์ ชายหนุ่มผมดำเงียบ... ยืนนิ่งเหมือนเงาในพายุ มือกำดาบไม้แน่น ก่อนจะทิ้งมันลงกับพื้น — เสียงกระทบดัง “ปัก” จนสะเทือนใจคนดู เขาไม่พูดสักคำเพียงเดินออกไปข้างสนามช้า ๆ — แซร์ค หันมองตาม สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกใจ
“เฮ้ย!! เพื่อนจะไปไหน?…...ยอมแพ้?”
แต่ไม่ — ราห์ซูร์เดินตรงไปยังลังเหล็กเก็บอาวุธที่ข้างสนาม หยิบ “ถุงมือสนับเหล็ก” หนักราวกับอาวุธของนักรบสังหารขึ้นมาสวม โลหะสะท้อนแดดเป็นประกายสีเทา เขาเดินกลับเข้ามาช้า ๆ ในแววตาไม่มีอะไรเหลือ — มีเพียงความนิ่งเย็นแบบเดียวกับตอนที่เขาเจอ “ความตาย” ครั้งก่อน
“ถ้าฉันเผลอฆ่าแก... คงไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
เสียงนั้นเรียบแต่เย็นเฉียบ แรงเวทของราห์ซูร์พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน — เป็นพลังสังหารดิบที่ไม่ปิดบังอีกต่อไป
แซร์คขยับตัวทันที เหมือนสัตว์นักล่าที่ตื่นจากฝัน รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้า — เขาจำ “จิตสังหาร” แบบนี้ได้ดี มันคือกลิ่นเดียวกับวันแรกที่ทั้งสองเจอกันในสนามฝึก
“มาแล้วสินะ... ตอนนั้นก็แบบนี้เลย”
เขาเดินไปที่ลังเหล็กเช่นกัน และเลือก “ถุงมือสนับเหล็ก” แบบเดียวกันขึ้นมา เสียงเหล็กเสียดสีดัง “แกร๊ก”
สนามทั้งสนามถึงกับฮือฮา
“บ้าไปแล้ว!! พวกนี้จะต่อสู้คลุกวงในกับคาเรน!?”
“แค่ยืนประจันหน้ากับคาเรนยังกดดันมากพอจะทำให้คนสลบได้เลย!”
กราวด้ามองทั้งสองที่ยืนเคียงกันตรงข้ามคาเรน
“เลือกอาวุธแบบเดียวกัน... แต่วิธีคิดต่างกันโดยสิ้นเชิง”
เซราด ครูฝึกประจำสนาม ยิ้มราวกับได้ดูมวยคู่พิเศษ ยกเสียงเวทขยายเสียง
“แซร์ค วาเลน — สะสม 140 คะแนน!”
“ราห์ซูร์ — สะสม 139 คะแนน!”
เสียงเฮดังขึ้นทั่วสนามอีกครั้ง เอมิลี่มองไปที่สนามอย่างกังวล — เธอเพียงจ้องราห์ซูร์ไม่กะพริบ
“อย่านะ...อย่าทำแบบนี้” เธอพูดกับตัวเอง
แรงเวทของคาเรนเริ่มขยับ — เป็นแรงกดมหาศาลที่ทำให้คนที่อยู่บนอัฒจันทร์สัมผัสได้ เหมือนแรงโน้มถ่วงของโลกกำลังเปลี่ยนทิศ
เสียงกลองศึกดังขึ้นหนึ่งจังหวะ เงียบ... ก่อนจะเริ่มอีกครั้ง
“เริ่มการทดสอบได้!”
สียงกลองศึกเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านลานดิน คาเรน ไครอส ยืนอยู่กลางสนาม มือเปล่า ร่างกายเปลือยท่อนบนกล้ามเนื้อสั่นระริกเบา ๆ ตามแรงเวทที่เริ่มแผ่จากภายใน
“มาลองดูกัน ราห์ซูร์...ขอทดสอบหน่อยเถอะ — ชายผู้มาจากอนาคต และเกือบทำลายเมืองด้วยเวทมนตร์ระดับพระเจ้า”
เสียงในใจของคาเรนดังก้องเหมือนเสียงลมกระแทกพื้น เขาร่ายเวทเสริมร่างกายขั้นพื้นฐาน — เพียงชั่วพริบตา ออร่าสีทองซีด ๆ แผ่ซ่านจากฝ่ามือและแผ่นหลัง สั่นสะเทือนพื้นดินเบา ๆ
แซร์คที่ยืนอยู่ข้างราห์ซูร์ พุ่งเข้าก่อนโดยไม่รอจังหวะ — หมัดขวาพุ่งเข้าเป้าที่ใบหน้าคาเรนตรง ๆเสียงกระแทกดัง “ปัง!” หนึ่งที
แต่คนที่กระเด็นออกกลับเป็นแซร์คเอง — ร่างเขาถูกสะท้อนออกไปสามก้าวเต็มก่อนล้มลงบนฝุ่น
“โอ้วว!! แข็งชะมัด... มือชาเลย!!”
เขาตะโกนพลางหัวเราะแห้ง แต่สีหน้ามีทั้งความเจ็บและความตื่นเต้นปนกัน
ราห์ซูร์ไม่พูดแม้คำเดียว เขาก้าวช้า ๆ เข้าสู่ระยะประชิด เวทแสงหมุนวนรอบตัว — พลังจากศูนย์กลางดวงจิตเขาถูกดึงออกมาจนสุดขีด อากาศรอบตัวเริ่มมืดลงทีละน้อย เหมือนสีของโลกกำลังถูกดูดหายไป
เขายกมือขึ้น ร่ายเวทย์ลงบน ถุงมือสนับเหล็ก ทั้งสองข้าง ประกายไฟฟ้าสีดำสนิทพุ่งวาบขึ้นทันที — เสียงแตกของสายฟ้าดังราวกับฟ้าผ่ากลางวัน
ผู้ชมทั้งสนามอ้าปากค้าง เวทมนตร์สีดำไม่ใช่สิ่งที่เคยเห็นในค่ายทหาร มันคือเวทต้องห้าม — แต่สิ่งนี้... ไม่มีในบันทึกใด ๆ ของสภาเวทเลย
กราวด้าแทบลุกพรวดโดยไม่รู้ตัว มือสั่นจนลูกศิษย์ต้องเอื้อมมาจับ
“ไม่ใช่... ไม่ใช่คาถามืดทั่วไป...”
“โครงสร้างพลังไม่คงที่เลย นั่นมัน... ของที่ไม่ควรจะมีในโลกนี้!”
เธอพยายามเชื่อมจิตเข้าสู่สนามพลังของราห์ซูร์ทันที เสียงในหัวของเขาได้ยินชัดเจน — เป็นเสียงของเธอที่เต็มไปด้วยความโกรธและหวาดกลัว
“นายทำบ้าอะไร!! จะทำลายค่ายทหารหรือไง!?”
“แล้วเวทมนตร์แบบนั้นคืออะไร!? หยุดเดี๋ยวนี้ราห์ซูร์!!”
ราห์ซูร์ไม่ตอบ — ดวงตาเขาเย็นเฉียบจนแม้แต่เสียงในจิตยังสะท้อนออกมาเป็นเพียง “ความนิ่ง”ประกายไฟดำยังหมุนรอบถุงมือดั่งงูสองตัวที่กำลังเตรียมฉก
กราวด้าไม่รอช้า — เธอลุกขึ้นยืนเต็มตัว เสียงของเธอดังก้องจากเวทขยายเสียงทั่วสนาม
“หยุดเดี๋ยวนี้!!!”
เสียงนั้นทรงอำนาจจนทั้งสนามนิ่งเงียบ แม้แต่จอมเวทย์ระดับสูงก็เงียบลงในวินาทีเดียว
ลานฝึกที่เคยคึกคักกลับตกอยู่ในความเงียบงัน เหลือเพียงสองสิ่งที่ยังเคลื่อนไหว — ออร่าของคาเรนที่แผ่ลงพื้นราวกับไอเย็นสีทอง และกระแสไฟฟ้าสีดำที่ไหลวนอยู่บนถุงมือของราห์ซูร์
ทุกคนกลั้นหายใจ
คาเรนหันไปมองกราวด้า ดวงตานั้นสงบอย่างประหลาด ริมฝีปากเขายกขึ้นเล็กน้อย
“ใจเย็น... ท่านนักปราชญ์ผู้วิเศษ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ฉันเชื่อว่าทุกอย่างจะไม่เกินเลย”
“หรือถ้ามีอะไรเกิดขึ้น — กองกำลังราชองค์รักษ์จะรับผิดชอบเอง”
เขาหยุด หันกลับมาหารางซูร์ แล้วพูดต่อทั้งรอยยิ้ม
“และอีกอย่าง...”
“ฉันไม่คิดว่าเขาจะทำร้ายฉันได้... แม้แต่น้อย”
คำพูดนั้นมาพร้อมรอยยิ้มเย้ยอย่างจงใจ — รอยยิ้มที่ทำให้ทั้งสนามรู้ว่า
นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบอีกต่อไป... แต่มันคือการปลุกปีศาจในตัวราห์ซูร์ให้ตื่นขึ้นจริง ๆ
ท่ามกลางความเงียบที่กดดันจนแม้แต่ลมหายใจยังหนัก เสียงของราห์ซูร์ส่งผ่านเข้าไปในจิตของกราวด้า — ชัด ละเอียด และสุภาพราวกับคนละคนกับเมื่อครู่
“กราวด้า… ขอโทษที ผมควบคุมตัวเองได้ไม่ดีนัก”
“แต่เขา... คือหนึ่งในเหตุผลที่ผมกลับมา”
“ผมสัญญา... จะไม่ให้เรื่องบานปลาย”
น้ำเสียงนั้นเรียบ นุ่ม และเต็มไปด้วยความเคารพ — เหมือนเสียงบรรณารักษ์หนุ่มในห้องสมุดเมื่อวันวาน ที่คอยอธิบายเรื่องเวทมนตร์ให้เธอฟังด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
กราวด้าชะงัก อารมณ์โกรธที่ยังคุกรุ่นในอกเหมือนโดนดับด้วยหยดน้ำเย็น เธอหลับตาลง สูดลมหายใจลึกในหัวใจของเธอ เสียงตอบกลับเบาแต่มั่นคงดังขึ้น
“ก็ได้... ฉันเชื่อใจนาย”
เพียงเท่านั้น ความหงุดหงิดและความหวาดกลัวที่กำลังปะทุในใจของราชครูสาวก็สงบลง เธอค่อย ๆ นั่งลงใหม่บนเก้าอี้ เหมือนคนที่กำลังยอมให้พายุผ่านไปช้า ๆ แววตาเรียบนิ่งขึ้นอีกครั้ง แต่ยังแฝงร่องรอยความกังวลที่ไม่ยอมจาง
ขณะเดียวกัน...
เอมิลี่ ที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้าม มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ราห์ซูร์ในชุดทหารใหม่ มือห่อหุ้มด้วยถุงมือเหล็ก แสงสายฟ้าสีมืดหมุนรอบตัวเขาราวกับเทพแห่งพายุ
เธอแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังขยุ้มชายเสื้อแน่น —
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา...” “ราห์ซูร์... นี่มันไม่ใช่นาย...”
ความกลัว ความสงสัย และบางอย่างที่เธอไม่อยากเรียกว่า “ความรู้สึกเก่า” มันกำลังปะปนอยู่ในดวงตาเธอ
“อะไรกันแน่... ที่เปลี่ยนเขาไปได้ขนาดนี้ ในชั่วข้ามคืน?”
เอมิลี่ไม่รู้คำตอบ — แต่รู้เพียงว่าหัวใจเธอกำลังเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งมองทั้งสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากันตรงกลางสนาม ความกังวลก็ยิ่งกัดกินเธอลึกขึ้นทุกวินาที
แซร์คยิ้มแห้ง ๆ เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือภายในถุงมือเหล็ก เขาขยับเท้าถอยช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว — ดวงตาเหลือบมองไปมาระหว่างสองคนตรงหน้า แรงกดดันในสนามหนักจนแม้แต่ลมหายใจยังเหมือนต้องฝืนออก
“ปล่อยของกันแบบนี้...” เขาพึมพำเบา ๆ “แล้วฉันจะเอาอะไรไปสู้ได้กัน?”
เสียงหัวเราะแห้งของเขากลืนหายไปกับเสียงลม สายตาเหลือบไปทางครูฝึก เซราด ที่ยืนกอดอกอยู่ข้างสนามแซร์คทำหน้าเหมือนเด็กที่ขอความช่วยเหลือ
เซราดยักไหล่ — ยิ้มจาง ๆ เหมือนสะใจ “เรื่องของนาย... แก้เองเถอะ”
แซร์คถอนหายใจยาว ก่อนถอยไปยืนข้างเวที รู้ดีว่า “ตรงนั้น” ไม่ใช่ที่ของเขาอีกต่อไปแล้ว
กลางสนามเงียบสงัด — จนเสียงสายฟ้าดำบนถุงมือของราห์ซูร์ได้ยินชัดเจนเหมือนเสียงลมหายใจ
ราห์ซูร์ขยับก่อน ร่างของเขาหายวูบไปในพริบตา — เสียงอากาศแตกดัง “ฟุบ!” หมัดแรกพุ่งเข้าใส่ใบหน้าคาเรนตรง ๆ คาเรนเอียงหลบอย่างนิ่งเฉย หมัดสวนกลับของเขาเร็วพอ ๆ กับเสียงสายฟ้า แต่ราห์ซูร์ก็ก้มหลบได้เช่นกัน
ทั้งคู่เริ่มแลกหมัด — เสียงโลหะกระแทกเนื้อ เสียงเท้าที่บดกับดิน การเคลื่อนไหวเร็วเกินกว่าทหารทั่วไปจะตามทัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ “ผู้ฝึกเวท” มองเห็นได้
เหมือนการวอร์ม...
เหมือนการหยั่งเชิง...
แรงปะทะแต่ละครั้งกระแทกอากาศจนฝุ่นฟุ้งแล้วทันใดนั้น — วงเวทขนาดเล็กใต้ฝ่าเท้าของคาเรนสว่างวาบ
“เวทกับดักระเบิด!?”
เสียงของจอมเวทย์สาวบนอัฒจันทร์ดังแทรกในความตกใจ
แรงระเบิดใต้พื้น “ปัง!” ดังสนั่น คาเรนเสียหลัก เซถลาไปครึ่งก้าว — ราห์ซูร์ไม่รอช้า หมัดถัดมาตามเข้าทันทีถุงมือเวทที่เขาใส่ส่องประกายแสงดำ ทุกครั้งที่หมัดกระแทก เกิดแรงระเบิดเล็ก ๆ คล้ายลูกไฟจิ๋วแตกกระจายเสียงระเบิด “ปัง! ปัง! ปัง!” ดังรัวไม่ขาดสาย กลุ่มควันหนาทึบกลืนทั้งสองร่างเข้าไป
เสียงตะโกน เสียงอึ้ง เสียงเชียร์ ทั้งหมดปนเป็นเสียงเดียว — ความตื่นตะลึงของทั้งสนาม
ควันสีเทาเข้มลอยอ้อยอิ่ง แต่ในใจของกราวด้า ความรู้สึกหนึ่งแผ่วผ่านราวกับเธอได้ยินเสียงลมหายใจของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
“ปลาวประโยชน์ ราห์ซูร์”
มีไม่กี่คนที่รู้ความลับของคาเรน อย่างน้อยก็เธอและราชครู
เสียงหมัดสุดท้ายดังขึ้นกลางกลุ่มควัน ร่างของราห์ซูร์กระเด็นออกมา — กลิ้งไปสามตลบก่อนจะหยุดแต่เขากลับยันตัวขึ้นในทันที เหมือนไม่ยอมแพ้แม้แต่วินาทีเดียว
กลุ่มควันเริ่มจางลง คาเรนเดินออกมาช้า ๆ ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องลงตรงกลางสนาม ร่างของเขายังคงนิ่ง ไม่มีแม้แต่รอยถลอก หรือแม้แต่เลือดซึม
“…กร๊ดดด!!” จอมเวทย์สาวหลายคนร้องสุดเสียงให้กับความเหนือชั้นและความสง่างามของ คาเรน
ราห์ซูร์เองก็หยุดนิ่ง — สีหน้าแข็งทื่อ ความโกรธค่อย ๆ แปรเป็นความไม่เข้าใจ
คาเรน ไครอส ยิ้มบาง ๆ พลางปัดฝุ่นจากกางเกงเบา ๆ เสียงของเขาเรียบสงบเหมือนน้ำในบ่อ
“ใช้ได้... แต่ยังไม่พอหรอก ราห์ซูร์”
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ