เจ้าหญิงน้ำแข็งและเจ้าชายแกะดำ

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 13.35 น.

  15 ตอน
  0 วิจารณ์
  1,278 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 23.31 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

10) คุ้มกันจอกศักดิ์สิทธิ์ 1

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

          หลายวันผ่านไป—การฝึกของกรกรรณยังคงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้พิษที่เคยกัดกินอยู่ภายในยังไม่หายไปแต่หนูแดงเป็นคนบอกว่าเธอให้ยาเพื่อพยุงอาการเอาไว้อย่างน้อย…ก็ทำให้เขาไม่ต้องเจ็บปวดอีกและนั่นก็เพียงพอแล้ว เพียงพอให้เขา “กลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง”ชีวิตใหม่—ในอาณาจักรวอร์เกนกรกรรณยอมรับมัน…โดยไม่ปฏิเสธอีกต่อไป

          หน้าที่ของเขาในตอนนี้…สำคัญมากนั่นคือ เก็บขยะ ทำความสะอาด ใช้แรงงาน ทำทุกอย่างตามคำสั่งหรือพูดง่าย ๆ ก็คือ—“ภารโรงของค่ายทหาร” เขาพยายามทพทุกวันให้ดี เขาทำงานร่วมกับครูฝึกอเล็ก หมีดำรับหน้าที่แบกของหนัก เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ ส่วนหนูแดง…นาน ๆ ครั้งจะหายตัวไปพร้อมภารกิจลับที่ส่งตรงจาก “ที่ปรึกษาพลัส ไกรเซอร์” ภารกิจที่ไม่มีชื่อ ไม่มีเสียงและไม่มีใครพูดถึง

แต่วันนี้…ไม่เหมือนเดิมกรกรรณยืนอยู่หน้ากระจกบานเล็กในชุดลำลองที่เขาซักจนสะอาด กลิ่นหอมจาง ๆ ติดอยู่กับเนื้อผ้าแต่คราบสกปรกเก่า…ยังฝังแน่นไม่จางหาย

เขามองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

          “ไปลุยกับขยะ…อีกวันสินะ”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไม่เหมือนทุกวัน ครูฝึกอเล็กรับสาย สีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละนิด

          “ครับ?...ผมไม่แน่ใจว่าเขา…พร้อม…”

          “แต่…ท่าน…”

          “ครับ…ก็ได้ครับ…รับทราบครับ”

สายถูกตัดและความเงียบเข้ามาแทนที่

อเล็กเดินเข้ามาหากรกรรณสีหน้าดูอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด

          “กร…ศูนย์บัญชาการเรียกตัว เห็นว่ามีภารกิจ…ให้แกช่วย”

          “ภารกิจ?” กรกรรณทวนคำก่อนจะยิ้มบาง ๆ

          “ได้ครับ!!…ผมจะทำให้ดีที่สุด…ไม่ให้ขายหน้าครูฝึกอเล็ก” น้ำเสียงเขานั้น—จริงจัง

อเล็กหัวเราะแห้ง ๆ

          “ผู้บัญชาการวาร์กัส ไรน์ฮาร์ต… ไม่ใช่คนใจดีหรอกนะ”

เขาหยุดไปเล็กน้อย

          “…แล้วก็เกลียดฉันเข้าไส้เลยด้วย ฉันไปส่งได้แค่หน้าตึกบัญชาการพอถ้าให้เจอหน้ากันตรง ๆ ล่ะก็…ขนลุกแน่”

กรกรรณหัวเราะเบา ๆ

          “บางที…นี่อาจเป็นการรับน้องใหม่ของแกะดำก็ได้นะครับ ผมเตรียมใจไว้แล้ว”

รอยยิ้มของเขา—ไม่ได้ฝืนแต่มันก็ไม่ได้ไร้ความกลัว

หนูแดงยังคงหลับอยู่บนชั้นสอง หมีดำถูกใช้ให้ไปขนกระสอบทรายสร้างคันกั้นน้ำในค่าย สุดท้าย…จึงเหลือแค่สองคน คือครูฝึกอเล็กและกรกรรณ 

ทั้งคู่เดินเข้าไปในเขตบัญชาการชุดลำลองของกรกรรณตัดกับบรรยากาศทหารอย่างชัดเจน

          “บางที…ผู้บัญชาการอาจสงสารแกก็ได้นะ” อเล็กพูดขึ้น

          “ดูสภาพสิ…ยังไม่มีชุดดี ๆ ใส่เลย”

          “ผมมีนะครับ!” กรรีบแย้งทันที 

          “ก็บอกแล้วไงว่า—โอ้ย…พูดไปก็ไม่เชื่อกันอยู่ดี” เขาส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเร่งฝีเท้าตาม

          “เอาเป็นว่า…ชุดผมยังไม่หายก็แล้วกันนะครับ”

สองคนเดินมาจนถึงหน้าตึกบัญชาการ

          “ฉันมาส่งได้เท่านี้นะ” 

อเล็กยืนนิ่ง ไม่ก้าวต่อ กรกรรณพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในตึกบัญชาการเพียงลำพัง

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าอาคารที่เป็นทางการ อาคารที่มีผู้บริหารระดับสูงรวมอยู่มากที่สุดของค่ายทหาร ทุกคนดูเนี้ยบใส่สูท หล่อสวยกันแทบทุกคน บ้างเดินถือเอกสาร บ้างสะพายกระเป๋าราคาแพง รองเท้าหนังใหม่ขัดเงาวับ

ขณะที่เขามีเพียงชุดลำลองเก่า ๆ และรองเท้าคอมแบททหารมือสองที่อเล็กหาซื้อมาให้ แม้แต่ช่างดูแลอาคารยังมีชุดยูนิฟอร์มที่ดูดีกว่าเขาเสียอีก

เขาเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ต้อนรับหินอ่อนที่สวยงาม แจ้งชื่อและธุระของเขา

          “กรกรรณ กาลธารา ครับ วันนี้ถูกเรียกตัวเข้ามาเพื่อรับภารกิจ”

เขาพูดพลางก้มหน้า ไม่อยากสบตาใครมากนัก

เจ้าหน้าที่สาวสองคนมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะซุบซิบและหัวเราะเยาะเบา ๆ พลางกดหน้าจอ แล้วส่งบัตรให้เขา

          “ชั้น 7 ห้องประชุม 01”

กรกรรณรับบัตร ก่อนขึ้นไปยังชั้น 7 

          เมื่อเดินเข้าไปในห้องประชุม เขาพบโต๊ะยาวขนาดใหญ่ ห้องทั้งห้องมืดสลัว มีเพียงแสงจากโปรเจกเตอร์ส่องอยู่ ปลายโต๊ะด้านหนึ่ง แสงโปรเจกเตอร์สะท้อนใบหน้าของประธานในที่ประชุม—ผู้บัญชาการวาร์กัส เขาดูแก่ สงบ นิ่ง และแห้งแล้ง ราวกับสามารถดูดวิญญาณใครสักคนได้เพียงแค่จ้องมอง แววตานั้นไม่เป็นมิตรอย่างที่ครูฝึกอเล็กพูดไว้ และตอนนี้กรกรรณก็ได้เห็นด้วยตัวเองแล้ว เขาขนลุก…เหมือนที่อเล็กพูดไม่มีผิด

          “นั่งสิ ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่มันเสียมารยาท” เสียงเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในโต๊ะประชุมพูดขึ้น

          “ครับ” กรกรรณเดินไปหาที่นั่งว่าง ๆ ให้ห่างจากกลุ่มคนหัวโต๊ะมากที่สุด

เขานั่งลง…ยังไม่ทันได้พิงหลังเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เบา แต่เย็นเฉียบชัดเจนในห้องที่เงียบจนทุกคนเหงื่อซึม

          “ออกไป…”

ผู้บัญชาการวาร์กัสสั่งสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่สนใจสิ่งใด

          “ชุดนั่น ไม่ให้เกียรติสถานที่แม้แต่น้อย… แกไม่รู้จักมารยาทของชาววอร์เกนเลย ออกไป… แล้วอย่ามาให้เห็นหน้าอีก…”

คำสั่งเด็ดขาดทำเอาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในห้องไม่มีใครอ้าปากทักสักคำ แม้แต่ขยับ…ยังไม่กล้า

กรกรรณถึงกับงง ทำไม? เรียกเขามา…แล้วไล่เขาเหมือนหมูเหมือนหมา แต่ก็ช่างเถอะ…ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้กลับออกไปโดยไม่มีอะไรค้างคาเพราะคำสั่งของผู้บัญชาการวาร์กัส—คือคำขาด

กรกรรณยืนขึ้น ขยับเก้าอี้บนพรมอย่างเงียบเชียบ เขากำลังจะเดินไปที่ประตูแต่…

ประตูกลับเปิดขึ้นก่อน

เขาชะงักเงยหน้าขึ้น น้ำแข็งยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งคู่สบตากัน กรตกใจมากเพราะเขาไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี่ มันยังไงกันแน่ เขากำลังจะทำภารกิจ และเธอก็มาร่วมประชุม?

          “จะไปไหน? การประชุมจะเริ่มแล้ว”

น้ำแข็งพูดด้วยเสียงเรียบ ๆ แฝงความสงสัย

          “…คุณน้ำแข็ง…” กรกรรณลังเลเล็กน้อย

          “คือ…ผู้บัญชาการวาร์กัสไล่ผมออกจากห้องครับ บอกว่าชุดไม่เรียบร้อย”

เขาพูดจบและหวังว่าเธอจะเข้าใจ แล้วหลีกทางให้เขาเดินออกไป

แต่…

ไม่

น้ำแข็งไม่ถอย เธอยกมือขึ้นเบา ๆ ดันเขาให้หลีกทางก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องประชุมแทน

          “ขอโทษค่ะ ท่านผู้บัญชาการวาร์กัส ขอชี้แจงแทนพลทหารกรกรรณค่ะ”

เสียงของเธอนิ่ง เรียบ และไม่เกรงกลัวบรรยากาศกดดันในห้องแม้แต่น้อย

บรรยากาศที่เคยแข็งตึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย

          “โอ้ว…น้ำแข็ง” เสียงของวาร์กัสเปลี่ยนไปแทบจะทันที ดูมีชีวิตขึ้นและเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

          “ได้สิ มีอะไรหรือ?”

น้ำแข็งก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะตอบ

          “ถ้าเป็นเรื่องชุดของกรกรรณ…เป็นความผิดของฉันเองค่ะ”

ทุกคนเงียบและตั้งใจฟัง สงสัยว่าทำไม อะไร เป็นได้ไง?

          “ด้วยเหตุบางอย่าง ชุดของเขาอยู่กับฉันและฉันไม่ได้ส่งคืนให้เขาเร็วเท่าที่ควร เพราะติดภารกิจสำคัญ”

          “จึงตั้งใจจะนำมาส่งให้เขาในวันนี้…วันที่มีการประชุม” เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

          “หากนั่นเป็นความผิด…ฉันขอรับผิดชอบเองทั้งหมดค่ะ”

น้ำแข็งก้มหัวลงเล็กน้อย

มือข้างหนึ่งของเธอถือชุดแกะดำของกรกรรณที่ถูกแก้ขนาดอย่างเรียบร้อยเป็นหลักฐานชัดเจน

เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีในห้อง เจ้าหน้าที่หลายคนมองหน้ากันแววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและตื่นเต้นว่า

          “ชุดของแกะดำ 03…ไปอยู่กับเธอได้ยังไง…”

แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดัง ๆ

วาร์กัสหรี่ตาลงเล็กน้อยสีหน้าแสดงความหงุดหงิดเขาไม่ชอบสถานการณ์นี้แต่…เขาก็ไม่อยากลงโทษน้ำแข็ง

          “ก็ได้…” เขาพูดสั้น ๆ ก่อนจะโบกมือ “ให้มันไปเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย แล้วกลับมา”

น้ำแข็งพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องทันที

กรกรรณยืนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบเดินตามเธอออกไป ภายในห้องประชุมยังคงเงียบงันแต่สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยคำถามเดียวกัน

          “เกิดอะไรขึ้น…?”

และสิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจที่สุดคือ— น้ำแข็ง ไม่ได้แค่ส่งชุดให้เขา แต่เธอ…เดินออกไปกับเขาด้วย 

พวกเขาเดินไปยังห้องประชุมอีกห้องว่างเปล่า เงียบ จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน

ครั้งนี้…

กรกรรณถูกบังคับให้เปลี่ยนชุดต่อหน้าเธอ ไม่มีการหันหลัง ไม่มีข้อแก้ตัว ตึงเครียดเกินกว่าจะสนใจเรื่องอื่น

          “จะ…ดีเหรอครับ…” เขาถามเบา ๆ เสียงแทบไม่มั่นใจ

          “อย่าเสียเวลา…ทุกคนรออยู่” น้ำแข็งตอบเรียบ ๆ

ก่อนจะคลี่ชุดออกสะบัดเบา ๆ เหมือนเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว

กรกรรณกลืนน้ำลายไม่มีทางเลือก เขาค่อย ๆ ถอดเสื้อแล้วตามด้วยกางเกง ร่างกายที่ผ่านการฝึกมาอย่างหนักตลอดสองเดือน กล้ามเนื้อชัดขึ้น แข็งแรงขึ้น ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป น้ำแข็ง…ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก็หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ใบหน้าของเธอยังคงนิ่ง เย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กรกรรณรีบหยิบกางเกงขึ้นมาสวม ตามด้วยเสื้อ พยายามให้เร็วที่สุดเหมือนอยากหนีจากสถานการณ์นี้

แต่—

น้ำแข็งไม่ยอมให้มันจบง่ายขนาดนั้น

          “ฉันจะช่วยติดกระดุม”

เธอก้าวเข้ามาใกล้ทันทีโดยไม่รอคำตอบระยะห่างระหว่างทั้งสองคนหายไปในพริบตา มือของเธอแตะที่อกของเขาเบา ๆ ก่อนจะเริ่มติดกระดุมทีละเม็ด

กรกรรณนิ่งตัวแข็งไปทั้งตัวหัวใจเขา…เต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้ ครั้งแรกตอนวัดตัว…เขายังคิดว่าเหมือนฝัน แต่ครั้งนี้มันคือความจริง เธออยู่ตรงหน้าใกล้เกินไปและกำลัง…ดูแลเขา

          “…”

เขาไม่กล้าพูดอะไรได้แต่ยืนนิ่งปล่อยให้เธอจัดทุกอย่างให้เหมือน…คู่รักในตอนเช้าที่ช่วยกันแต่งตัวก่อนออกไปทำงาน

น้ำแข็งจับชายเสื้อดึงเล็กน้อยจัดให้เข้ารูป ลูบให้เรียบ นิ้วของเธอสัมผัสผ่านผ้าแต่ความรู้สึก…กลับชัดเจนเกินไปเธอหยุดมองผลงานของตัวเอง ชุดแกะดำ…พอดีตัวเขาอย่างสมบูรณ์

          “……”

ในหัวของน้ำแข็ง—ไม่ไหวแล้ว…เขา…น่ารักเกินไป…!!!

แต่ภายนอก—เธอยังคงนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เธอถอยหลังหนึ่งก้าวเล็กน้อยเหมือนต้องตั้งสติก่อนจะหันหลังทันทีแล้วเดินไปที่ประตู

          “ไป…ไปกันได้แล้ว”

เสียงยังคงเรียบแต่จังหวะ…เร็วขึ้นเล็กน้อย

กรกรรณมองตามแผ่นหลังของเธอเงียบ ๆ โดยไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่เขาเกือบทำให้ “น้ำแข็ง” ละลายไปแล้ว

 

น้ำแข็งเดินนำเข้ามาก่อนตามด้วยกรกรรณในชุดแกะดำ 03 ชุดภาคสนามสีเข้ม ดุดัน เรียบง่ายแต่ทรงพลัง มันดูแตกต่างจากชุดขาวโดยสิ้นเชิงแต่เมื่อทั้งสองยืนอยู่ด้วยกัน—กลับลงตัวราวกับหยินและหยาง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนถึงกับมองตะลึง พวกเขาเคยเห็นครูฝึกอเล็กใส่ชุดแบบนี้อยู่บ้าง แต่ไม่เคยเห็นใคร…ใส่แล้ว “สง่างาม” ได้ขนาดนี้

อาจเป็นเพราะการตัดเย็บที่ตั้งใจของน้ำแข็งช่วยขับให้ชุดนั้นดูพิเศษขึ้น มีเพียงผู้บัญชาการวาร์กัสที่สีหน้าไม่สบอารมณ์ เขาลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

ไม่มีใครกล้าห้าม ไม่มีใครกล้าถาม

กรกรรณกับน้ำแข็งเดินไปนั่งลงข้างกันราวกับเป็นทีมเดียวกันมาตั้งแต่ต้น

          “ขอโทษที่ให้รอนานค่ะ เริ่มกันเลย” น้ำแข็งพูดขึ้นโดยไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าผู้บัญชาการเพิ่งเดินออกไป

เจ้าหน้าที่อีกคนพยักหน้าก่อนจะเริ่มอธิบาย

          “เอาล่ะค่ะ คุณน้ำแข็ง”

          “ภารกิจนี้คุณคือหัวหน้าทีม และคุณเลือกกรกรรณ แกะดำ 03 เป็นลูกทีม”

          “ทำงานเป็นทีมสองคน ภารกิจใช้เวลา 3 วันนะคะ”

          กรกรรณถึงกับชะงัก (ภะ…ภะ…ภารกิจ…สองคน…สามวัน…)

          (ไม่ ๆ ๆ นี่ไม่ใช่ไปเที่ยวนะ!)

          (ตั้งสติสิกร…ตั้งสติ!!)

เขาแอบเหลือบมองน้ำแข็งแสงจากโปรเจกเตอร์กระทบใบหน้าของเธอ

          “…สวยจัง”

ความคิดหลุดออกมาในหัว และทำให้สติเขาเตลิดไปไกลกว่าเดิม

          “ทางพิพิธภัณฑ์กลางส่งจดหมายร้องขอให้กองทัพช่วยคุ้มครองของโบราณ”

          “จอกศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 7 สิ่งประดิษฐ์ของไซเรน จะถูกส่งจากเมืองหลวงมาจัดเก็บที่กรานเวลชั่วคราว”

          “เพื่อใช้ในพิธีบวงสรวงดอกเบญจมาศประจำเมือง”

          “แม้จะมีตำรวจดูแลอยู่แล้ว”

          “แต่ทางพิพิธภัณฑ์ก็ร้องขอ ‘นักรบชุดขาว’ เพิ่มเติม”

          “และทางเราก็ตอบรับ โดยส่งรายชื่อไปตามที่แจ้งแล้วค่ะ”

          กรกรรณพยักหน้าเบา ๆ ตั้งใจฟัง

          (ภารกิจคุ้มกัน…?)

          (ฟังดูไม่อันตราย…ไม่ลุย…)

          (แบบนี้มัน…)

          (ไม่ ๆ ๆ ตั้งสติกร!)

          (ห้ามทำให้ชื่อ “แกะดำ” เสีย!!)

          “ฟังอยู่ไหม? กร”

เสียงน้ำแข็งดังขึ้นดึงเขากลับมาที่ห้องประชุมทันที

          “อะ…เอ๋ ครับ!” เขาสะดุ้งเล็กน้อย

น้ำแข็งมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะอธิบายสั้น ๆ

          “หน้าที่ของเธอคือดูมัน”

          “จดจำรายละเอียดทุกอย่าง”

          “จอกศักดิ์สิทธิ์ของจริงมีหนึ่งใบ”

          “และจะมีของปลอมอีกสองใบ”

          “พวกเขาจะนำมาพร้อมกัน”

          “เธอต้องดู…และแยกให้ออกว่าใบไหนของจริง”

          “ก่อนนำเข้าตู้เซฟก็เช่นกัน”

          “และตอนนำออกมา…ก็เหมือนเดิม”

          “เธอต้องบอกให้ได้ว่า—อันไหนของจริง”

กรกรรณนิ่งไป เขาไม่รู้ว่ามันต่างกันยังไง ไม่รู้ว่าจะสังเกตจากอะไรและไม่รู้เลย…ว่าเขาจะทำได้หรือเปล่าแต่—

          “จะพยายามครับ”

เขาตอบออกไป เสียงไม่ดังแต่จริงจัง

หลังเลิกประชุม ทั้งหมดแยกย้ายออกจากห้อง น้ำแข็งพากรกรรณเดินลงมาจากชั้น 7 เพื่อติดต่อเคาร์เตอร์เพื่อคืนบัตรและจะไปที่จอดรถ พนักงานสาวต้อนรับทั้ง 2 เมื่อเห็นน้ำแข็งก็ทักทายอย่างเป็นกันเอง น้ำแข็งพยักหน้ารับรู้และหลีกไปด้านข้างให้ กรกรรณเข้าไปคืนบัตร

พนักงานสาวต้อนรับทั้ง 2 จากที่หัวเราะเยอะกรเมื่อเช้า ตอนนี้เห็นกรกรรณใส่ชุดภาคสนามสีดำก็ชะงักอ้าปาก เหวอ พวกเธอคิดเหมือนกันเลยว่าเขาเท่มาก จนน้ำแข็งต้องกระแอมเพื่อดึงสติพวกเธอและยังเหลือบมองไปยังกรกรรณด้วยสายตาขุ่นเคือง

          “ผมทำอะไรผิด” เขาคิดระหว่างคืนบัตรและเหลือบมองน้ำแข็งที่ดูไม่สบอารมณ์ ขณะที่สาวๆ ยิ้มหัวเราะคิกคักและส่งสายตาให้กรกรรณ

เมื่อทั้งคู่เดินให้หลังไป เสียงกระซิบก็ดังไม่หยุด

          “ใครนะ...โคตรเท่เลยแก่...”

          “เรามีหน่วยพิเศษชุดสีดำด้วยหรอ...บ้าจริงฉันไม่รู้เลย...”

          “กรกรรณ กรกรรณ..เขาอยู่หน่วยแกะดำ...ก็ต้องชุดสีดำสิ....กรี๊ดดดดเท่มากเลย...”

          “ชุดขาวก็สวยนะ…แต่พอยืนคู่กับชุดดำแล้ว ดูเหมาะกันมากเลย…”

          ทั้งสองเดินมาถึงลานจอดรถ น้ำแข็งหยุดตรงช่องจอดของเธอ ป้ายทะเบียนเลข 9999 เรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ รถซูเปอร์คาร์สีครีมแซมทองจอดนิ่งสง่า ป้ายทะเบียนตรงกับช่องจอดอย่างไร้ที่ติ
น้ำแข็งแตะมือที่มือจับ ระบบสแกนนิ้วตอบรับทันที ก่อนที่ประตูจะยกขึ้นอย่างนุ่มนวล

กรกรรณอ้าปากค้างเล็กน้อย แม้เขาจะเป็นลูกชายรองนายพลแห่งอัลเทรัส…แต่ของระดับนี้ เขาไม่เคยแตะต้องเลยด้วยซ้ำ

          “เธอ…อยู่ระดับไหนกันแน่…” เขาคิดในใจ

          “เคยขับไหม?” น้ำแข็งถามเรียบ ๆ

          “มะ…ไม่ครับ ผมคงไม่มีโอกาสได้ขับอะไรแบบนี้…” เขาตอบด้วยความตื่นเต้นปนเกรงใจ

          “ไม่หรอก…อย่างนายน่าจะเคย—” เธอหยุดคำพูดตัวเองไว้กลางคัน ก่อนจะเบือนสายตาเล็กน้อย

          “…ช่างเถอะ” เธอเกือบหลุดพูดความจริงไป—เรื่องที่ไม่ควรให้เขารู้

          “มาสิ ฉันจะสอน” น้ำแข็งถอยออกจากฝั่งคนขับ

          “ให้ผมขับ…จริง ๆ เหรอครับ?” กรถามอย่างลังเล

          “นายจะให้ฉันขับ…แล้วนายนั่งเฉย ๆ งั้นเหรอ?” น้ำเสียงเริ่มติดหงุดหงิดนิด ๆ

          “ผม…ผมนึกว่าเราจะไปรถตู้…” เขาหยุดไปเองเมื่อคิดได้—คนอย่างเธอ…ไม่มีทาง

          “…ก็ได้ครับ”

          กรกรรณนั่งลงในที่นั่งคนขับ เบาะหนังนุ่มแนบตัว กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศ แค่นั้นก็ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงพออยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันตั้งตัว—น้ำแข็งก็มุดเข้ามานั่งใกล้ ๆ เพื่ออธิบายระบบ

ใกล้…เกินไป

กลิ่นแชมพูหอมสะอาดของเธอลอยผ่านเข้ามานุ่มนวลจนเขาแทบลืมหายใจ น้ำแข็งแตะหน้าจอ ตั้งค่าบางอย่างอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจอจะสว่างขึ้น

          “เอามือมาทาบตรงนี้”

กรกรรณยกมือขึ้นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ 

น้ำแข็งเห็นว่าเขาลังเลไม่ทาบมือสักทีเธอเธอก็คว้ามือเขาไว้ ไม่แรง ไม่หงุดหงิด แต่อ่อนโยน…ราวกับรอจังหวะนี้มานาน

หัวใจของกรสั่นวูบ ความใกล้…ความเงียบ…และสัมผัสนั้นมันมากเกินกว่าจะทนเฉยได้อีกแล้ว

เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมด—พลิกมือกลับ…แล้วจับมือเธอไว้ บีบเบา ๆ

น้ำแข็งชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะบีบตอบ ทั้งคู่ไม่มองหน้ากันเลยแต่ต่างก็รู้—ไม่มีใครปฏิเสธและไม่มีใครปล่อย

…สักพัก…

          “เอามือหงาย…แล้วทาบลงไป” เสียงเธอกลับมาเย็นเรียบเหมือนเดิม

กรกรรณสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะยอมปล่อยมือแล้วพลิกฝ่ามือลงแตะหน้าจอของรถซูเปอร์คาร์ แต่ความรู้สึกเมื่อครู่…ยังคงติดอยู่ในมือของทั้งคู่               

กรกรรณวางฝ่ามือลงบนหน้าจอ ไม่นานนัก ระบบสแกนก็เริ่มทำงาน แสงสว่างไล่จากบนลงล่างอย่างนุ่มนวล
ก่อนจะหยุดนิ่งพร้อมเสียงตอบรับเบา ๆ

          ลงทะเบียนลายนิ้วมือสำเร็จ น้ำแข็งลุกออกจากฝั่งเขา เดินอ้อมรถไปยังที่นั่งอีกฝั่งเธอหย่อนตัวลงนั่งอย่างสง่างาม ประตูปิดลง เสียงภายนอกเงียบหายไปทันที ภายในรถกลายเป็นพื้นที่ปิด…เหมือนโลกส่วนตัวของพวกเขาสองคน

ในความคิดของน้ำแข็งตอนนี้ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผนอย่างสมบูรณ์แบบ เธอได้ใกล้เขา ได้อยู่กับเขา
ได้สร้างช่วงเวลาแบบนี้ขึ้นมาเองเหลือเพียงอย่างเดียว—สิ่งเดียวที่เธอทำไม่ได้…ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน

รอยยิ้ม

รอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งเธอไม่ต้องคิด 

รอยยิ้มที่เคยมีอยู่ตลอดเวลา

          “ต้องไหลลื่นสิน้ำแข็ง…”

          “ฉันต้องยิ้มให้เป็นธรรมชาติ…ตอนนี้แหละ…โอกาสดีที่สุดแล้ว…”

เธอพยายามนึกภาพตัวเองในแบบนั้น ผู้หญิงที่ยิ้มอ่อนโยน น่ารัก และโปรยเสน่ห์ได้โดยไม่ต้องฝืนแต่—

สิ่งที่ออกมาจริง ๆ กลับไม่ใช่แบบนั้นเลย

          “คำสั่งนี้…สตาร์ตเครื่อง”

          “ตรงนี้…ระบบปรับอากาศ”

          “ส่วนนี้…ระบบเสียง”

น้ำแข็งเอียงตัวเข้ามาใกล้ ชี้อธิบายทีละจุด น้ำเสียงยังคงเรียบ เย็น แววตาจ้องเขานิ่ง ๆ เหมือนกำลัง…หงุดหงิดมากกว่าสอน

กรกรรณมองเธอแล้วก็เข้าใจผิดทันที

          “เธอโกรธ…เพราะเมื่อกี้แน่…” เขานึกถึงตอนที่ตัวเองจับมือเธอหัวใจหล่นวูบลงเล็กน้อย

          “ครับ…ครับ…”

บรรยากาศที่ควรจะหวานเลยกลายเป็นเก้ ๆ กัง ๆ แทน แต่ก็ไม่ได้แย่ลง แค่…ไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น

หลังจากอธิบายไม่นานกรกรรณก็ลองจับพวงมาลัยค่อย ๆ เหยียบคันเร่ง รถเคลื่อนตัวออกจากที่จอดอย่างนุ่มนวลเรียบ…เงียบ…และมั่นคงเหมือนกับความรู้สึกบางอย่างในรถคันนี้ที่กำลังค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปข้างหน้าแม้ทั้งคู่จะยังไม่เข้าใจมันดีนักก็ตาม

น้ำแข็งเอนหลังพิงเบาะเล็กน้อยสายตาของเธอ…เหลือบไปที่มือของเขา มือที่เมื่อครู่เพิ่งจับเธอไว้ นิ้วของเธอขยับเล็กน้อยก่อนจะกำเข้าหากันช้า ๆ ราวกับพยายามเก็บความรู้สึกบางอย่างไว้ เธอหันหน้าหนีไปทางกระจกไม่พูดอะไรแต่ในเงาสะท้อนนั้น—แววตาของเธอ…ไม่ได้เย็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

 

 


 

ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็ขับรถมาถึงตัวเมืองที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์กลาง รถซูเปอร์คาร์จอดลงในช่องจอดที่ถูกจัดเตรียมไว้โดยเฉพาะ

กรกรรณและน้ำแข็งก้าวลงจากรถ—ชุดดำและชุดขาวยืนเคียงกันอย่างโดดเด่น ทันทีที่ทั้งคู่เดินเข้าไปด้านใน เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นรอบข้าง ทั้งเจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างหันมามอง

          “นั่นเจ้าหน้าที่ชุดขาว…”

          “แล้วอีกคนล่ะ…ชุดดำเหรอ?”

          “ไม่เคยเห็นเลย…โคตรเท่…”

เสียงซุบซิบดังตามหลังไม่ขาดสาย โดยเฉพาะสายตาที่มองไปยังกรกรรณแต่ทั้งคู่ไม่ได้สนใจ

ชายร่างอ้วนท้วม หัวโล้นเงาวับ และมีหนวดเรียบร้อยเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มสุภาพ

ท่านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กลาง — กรวิชญ์ ศิลากร

          “สวัสดีครับ คุณเอลินเซีย” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

          “ทางพิพิธภัณฑ์ของเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ทางกองทัพมอบหมายให้คุณมาดูแลความปลอดภัยในครั้งนี้ เชิญครับ เชิญทางนี้เลย”

          “ขอบคุณค่ะท่านผู้อำนวยการ” น้ำแข็งโค้งศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ

          “ไม่ต้องมีพิธีการมากก็ได้ค่ะ ฉันมาในฐานะเจ้าหน้าที่เท่านั้น”

ผู้อำนวยการกรวิชญ์ยิ้มรับ ก่อนจะนำทางเข้าไปด้านในและกรกรรณเดินตามไปติด ๆ

ในจังหวะเดียวกัน ขบวนรถขนส่งก็มาถึง รถตำรวจคันนำจอดที่ลานด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ คันถัด ๆ ไปทยอยเข้าจอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

ผู้อำนวยการกรวิชญ์เดินนำกลุ่มเจ้าหน้าที่ไปยังรถนิรภัยที่ใช้ขนส่ง “จอกศักดิ์สิทธิ์” เขาหยิบกุญแจเฉพาะออกมา ไขเปิดประตูอย่างระมัดระวัง

เจ้าหน้าที่หลายคนช่วยกันยกกล่องบรรจุลงวางบนรถเข็นจำนวนสามคันทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างช้าและระวังที่สุด แต่แล้ว—

เมื่อขบวนรถเข็นมาถึงทางแยกของโถง เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งที่ควบคุมสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเกิดเสียหลักกะทันหันเธอพุ่งเข้าใส่รถเข็นคันที่สองอย่างแรง

          “ระวัง—!”

เสียงตะโกนดังขึ้น แต่ไม่ทัน ร่างของเธอกระแทกเข้าเต็มแรงกล่องบรรจุสั่นสะเทือน ก่อนจะเปิดออก เมื่อกล่องกระแทกเปิดออก—

จอกศักดิ์สิทธิ์ลอยขึ้นจากแรงกระแทก

เสี้ยววินาทีนั้นกรกรรณเห็นบางอย่าง แสงบาง ๆ สีรุ้งไหลวนอยู่รอบตัวจอก ไม่ใช่แสงสะท้อน ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่มัน “มีอยู่จริง”

แล้ว—ร่างของเจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นลอยเคลื่อนไหวผ่านจุดนั้นพอดี เร็ว แนบเนียน ไม่มีใครทันสังเกต จอกตกถึงพื้นเสียงกระทบดังขึ้นความวุ่นวายเริ่มต้นทันที

ตอนที่เจ้าหน้าที่รีบนำมันกลับใส่กล่อง กรกรรณยังคงมองแต่ครั้งนี้—ไม่มีแสงอะไรอีกเลย

แต่—กรกรรณยังคงยืนมอง สายตาของเขาจับจ้องไปที่จอกศักดิ์สิทธิ์ราวกับมีบางอย่างที่เขา “รู้สึกได้” แต่ยังอธิบายไม่ได้

น้ำแข็งสังเกตเห็นทันที

          “มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า…กร?”

กรกรรณนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ครับ…ผมยังไม่แน่ใจ”

น้ำแข็งพยักหน้าเล็กน้อย สถานการณ์ตรงหน้าดูเหมือนจะเป็นเพียงอุบัติเหตุธรรมดา เจ้าหน้าที่ก็มีอยู่มากมายแต่—เธอรู้ดีถ้ากรกรรณ “รู้สึกอะไรบางอย่าง” มันอาจไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นก็ได้

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็นำจอกศักดิ์สิทธิ์ไปจัดเก็บไว้ในตู้นิรภัยเป็นที่เรียบร้อย แก้วทองคำประดับอัญมณีงดงามทั้งสามใบตั้งเรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบแทบไม่มีตำหนิ

มิเรล—เจ้าหน้าที่สาวผู้ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพุ่งชนรถเข็นจนกล่องจอกศักดิ์สิทธิ์ตกกระแทกพื้น—กำลังถูกตำหนิอย่างหนัก

เธอเพิ่งเข้ามาฝึกงานได้เพียงเดือนเดียวและดูเหมือนว่า…การฝึกงานของเธอจะจบลงที่นี่

          “ขอโทษค่ะ…หนูผิดไปแล้ว…อย่าไล่หนูออกเลยนะคะ…”

เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อหน้าทุกคนแต่ท่ามกลางน้ำตานั้น—สายตาของเธอกลับแอบเหลือบมองใครบางคน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กรกรรณ ชายในชุดดำที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล เธอมองเขาบ่อยเกินกว่าจะเรียกว่า “บังเอิญ”

ราวกับกำลังหาอะไรบางอย่างหรือ…จงใจสนใจเขาเป็นพิเศษแต่กรกรรณไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่จอกศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะหันไปถามผู้อำนวยการกรวิชญ์

          “พอจะบอกได้ไหมครับ…ว่าใบไหนเป็นของจริง?”

จอกทั้งสามใบที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเหมือนกันแทบทุกประการ มีเพียงตำหนิเฉพาะเล็กน้อยที่ใช้ระบุว่าใบใดคือหมายเลข 1 หรือ 3 เท่านั้น

ผู้อำนวยการกรวิชญ์ส่ายหน้าเล็กน้อย

          “ไม่ได้ครับ ต้องขออภัยด้วย เรื่องนี้เป็นความลับ”

          “มีเพียงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นที่สามารถระบุได้ว่าใบใดเป็นของจริง”

          “และพวกเขาจะมีรหัสเฉพาะอยู่กับตัวครับ”

          “ถ้าอย่างนั้น…” น้ำแข็งเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ “หน้าที่ของเราก็คือป้องกันไม่ให้จอกทั้งสามถูกขโมยไป…ก็พอ”

กรกรรณพยักหน้า ก่อนจะถามต่อ

          “แล้วมีระบบป้องกันอื่นรองรับไหมครับหรือว่าผมกับคุณน้ำแข็งต้องเฝ้าที่นี่ทั้งคืน?”

เขาพร้อมจะยืนเฝ้าได้ทั้งคืน แต่สำหรับน้ำแข็ง—มันอาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะนัก

ผู้อำนวยการกรวิชญ์ยิ้มอย่างมั่นใจ

          “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับ คุณกรกรรณ”

          “ตัวอาคารมีระบบประตูนิรภัยทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมกับอัญมณีของจอกศักดิ์สิทธิ์โดยตรง”

          “หากมีการนำจอกออกจากห้องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตระบบจะสั่งปิดผนึกทันที”

          “ทั้งอาคารจะกลายเป็นกรงขัง…”

          “…และโจรจะหนีไปไหนไม่ได้”

          “เราจะตั้งแสดงจอกศักดิ์สิทธิ์หนึ่งวันเต็ม” เขากล่าวต่อ “และในวันถัดไปจะนำกลับเข้าตู้นิรภัย”

          “เมื่อถึงตอนนั้น ระบบป้องกันพิเศษจะถูกยกเลิกและกลับไปใช้ระบบมาตรฐานตามเดิมครับ”

กรกรรณและน้ำแข็งพยักหน้ารับอย่างน้อย—หากมีใครพยายามขโมยจอกทั้งอาคารจะถูกปิดตายทันทีไม่มีทางหลุดรอด…อย่างที่ควรจะเป็น แต่กรกรรณยังคงคิดไม่ตก ภาพเสี้ยววินาทีนั้นยังติดอยู่ในหัว แสงสีรุ้งที่เขา “เห็น” แม้จะเพียงพริบตาเดียว

เสียงพูดคุยในห้องยังคงดำเนินต่อไปอย่างแผ่วเบาแต่ใกล้ ๆ กันนั้น—

มิเรลเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาของเธอ…มองไปยังผู้อำนวยการกรวิชญ์ เพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะลุกขึ้น

เธอเดินไปที่ล็อกเกอร์ในห้อง หยิบถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ถืออยู่เก็บมันเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง ปิดประตู และล็อก

จากนั้น—เธอเดินออกจากพิพิธภัณฑ์กลาง ตัวเปล่า เงียบและไร้ตัวตน ราวกับว่า…ไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา