เจ้าหญิงน้ำแข็งและเจ้าชายแกะดำ
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 13.35 น.
แก้ไขเมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 23.31 น. โดย เจ้าของนิยาย
12) คุ้มกันจอกศักดิ์สิทธิ์ 3
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความภายหลังที่ทั้งคู่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย กรกรรณก็ทำหน้าที่ขับรถให้น้ำแข็งเช่นเดิม พวกเขามาถึงพิพิธภัณฑ์กลางก่อนเวลาเปิดเข้าชมเล็กน้อย
“รอตรงนี้นะ ฉันจะไปคุยกับผู้อำนวยการกรวิชญ์” น้ำแข็งพูด พลางเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ต้อนรับ ทิ้งให้กรกรรณยืนอยู่หน้าแท่นจัดแสดงจอกศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามใบ ซึ่งถูกปกป้องด้วยกระจกกันกระสุนอย่างแน่นหนา
กรกรรณเดินวนดูรอบ ๆ อย่างสนใจ ไม่นานพิพิธภัณฑ์ก็เริ่มเปิดให้ผู้คนเข้าชม แต่น้ำแข็งยังไม่กลับมา เขาไม่ได้ใส่ใจนัก ความสนใจทั้งหมดของเขายังคงอยู่ที่จอกศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้า
เขาพยายามคาดเดาว่าใบไหนคือของจริง ครั้งแรกที่เขาเห็นมัน—ตอนที่จอกศักดิ์สิทธิ์ถูกชนจนลอยขึ้นกลางอากาศ—มันมีออร่าสีรุ้งจาง ๆ แผ่ออกมาจริง ๆ แต่ตอนนี้…ไม่มีเลย
หรือเพราะมันกระแทกพื้นจนเสียหาย?
ขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความคิด เงาของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นด้านหลังของกระจกจัดแสดง หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในสายตา เธอมองผ่านกระจก ข้ามจอกศักดิ์สิทธิ์มาที่เขาและเอ่ยทัก
แม้เสียงจะไม่สามารถทะลุกระจกมาได้แต่กรกรรณก็อ่านริมฝีปากของเธอได้ชัดเจน
“สวัสดีคุณเจ้าหน้าที่”
กรกรรณมองเธออย่างสงสัย ก่อนจะจำได้—เธอคือเจ้าหน้าที่สาวที่ขับสกูตเตอร์ไฟฟ้าชนรถขนจอกศักดิ์สิทธิ์จนล้ม
มิเรล
มิเรลยังคงพูดต่อ แม้จะไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ยินเสียงของเธอ
“หน้าที่ของคุณคือเฝ้าวัตถุโบราณนี้ใช่ไหม? แปลกนะ…ที่มันดูสำคัญกว่าชีวิตคนเสียอีก”
“ฉันโดนไล่ออก…” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
กรกรรณชะงักไปเล็กน้อย มันเป็นเรื่องน่าเห็นใจ… เธออาจจะซุ่มซ่าม แต่การถูกไล่ออกก็รุนแรงเกินไป
แต่ถ้าความผิดพลาดของเธอ…ทำให้จอกศักดิ์สิทธิ์เสียหายล่ะ? มันสมควรหรือไม่?
“แต่ไม่เป็นไรหรอก…ฉันมันไม่มีอนาคตอยู่แล้ว”
เธอขยับริมฝีปากช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะจ้องมาที่เขา
“ว่าแต่คุณ…ทำไมใส่ชุดสีดำ…สีดำมันน่ากลัวนะ รู้ไหม?”
กรกรรณไม่ได้ตอบ เขาเพียงมองและยิ้มให้อย่างสุภาพ
“มันดูดุดัน…แต่ก็เย้ายวน…”
มิเรลขยับเข้ามาใกล้ขึ้น จนแทบชิดกับรั้วกั้นรอบกระจกนิรภัย
บางอย่างเริ่มผิดปกติ แววตาของเธอ…มืดลึก และเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด
“ฉันอยากรู้จักนายจริง ๆ…อะไรที่ทำให้นายใส่ชุดสีดำแล้วดูดีขนาดนี้”
เธอก้าวเข้ามาอีก จนยืนประชิดกระจกฝั่งตรงข้ามกับเขา
แล้วจู่ ๆ—เธอก็โน้มตัวลงจูบลงบนกระจกนิรภัย ฝากรอยริมฝีปากไว้ตรงระดับใบหน้าของเขาพอดี
“นี่เธอ!! จะทำอะไร!!”
เสียงเจ้าหน้าที่คนหนึ่งตะโกนมาจากระยะไกล มิเรลสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะถอยหลัง แล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันที
กรกรรณมองตามเธอไป ใจของเขายังคงติดค้างทั้งคำพูดและการกระทำของมิเรล แววตาคู่นั้น…มืดลึกเกินกว่าคนธรรมดาจะมีได้ แต่เสียงที่ดึงเขากลับสู่ความจริง—กลับเย็นและน่ากลัวยิ่งกว่า
“อาลัยอาวรณ์เหลือเกินนะ…” น้ำแข็งพูดเรียบ ๆ
เพียงแค่ได้ยินเสียงนั้น กรกรรณก็รู้ทันที—หายนะของจริง…อยู่ตรงนี้แล้ว
“คะ…คุณน้ำแข็ง มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ…” เขาถามเสียงตึงเล็กน้อย
“ก่อนที่เธอจะส่งจูบให้นาย…แล้วนายก็รับมัน”
สายตาของเธอจับจ้องเขาไม่วางจากนั้นเธอก็ก้าวเข้ามาใกล้—ใกล้มาก แล้วหยิกเข้าที่แขนเขาแรงพอให้รู้สึก…แต่ไม่มากพอให้คนอื่นสังเกตเห็น
“โอ๊ย…! คุณน้ำแข็ง…” กรกรรณร้องเบา ๆ ด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่า—
เธอกำลังโกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่…หรือว่าเธอ “หึง” จริง ๆ
ความคิดนั้นทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาคิดอะไรแล้ว เขารีบยกมือขึ้น จับแขนของเธอเบา ๆ ราวกับจะยึดเธอไว้…และบอกโดยไม่ต้องพูดว่า
เขาอยู่ตรงนี้
“คุณน้ำแข็ง ใจเย็นก่อนนะครับ…ผมอธิบายได้” เมื่อเห็นว่าเธอหยุดนิ่ง เขาจึงบีบแขนเธอเบา ๆ อีกครั้ง
“แต่ตรงนี้…คงไม่เหมาะครับ” น้ำแข็งยังคงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สีหน้าของเธอจะเปลี่ยนเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่น…ก่อนจะเบะออกนิด ๆ อย่างคนกำลังกลั้นอะไรบางอย่างไว้
เธอสะบัดแขนออกจากเขาแล้วหันหลังเดินหนีไปทันทีไม่ได้ไปไหนไกล—แค่เดินวนอยู่ในโถงจัดแสดงนั้นเอง แต่เป็นการเดินที่ชัดเจนว่า…ยังไม่จบ
บางจังหวะ เธอแอบหันมามองเขาสายตายังแข็ง…แต่มีบางอย่างปะปนอยู่ข้างใน
กรกรรณยืนอยู่ตรงนั้นสมาธิแตกกระจายไปหมดเพราะเขารู้ดี—พายุ…ยังไม่มาเต็มที่
ในตอนพักเที่ยง ทั้งคู่นั่งกินข้าวด้วยกันในห้องพักที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ น้ำแข็งยังคงทำหน้าตานิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่บรรยากาศรอบตัวเธอ…ตึงจนสัมผัสได้แม้จะไม่แสดงออกชัดเจน แต่กรกรรณรู้ทันทีว่า—เธอกำลัง “งอน”
“คุณน้ำแข็งครับ…ยังโกรธอยู่เหรอครับ” เขาถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ไม่…ไม่เลย…ไม่ได้โกรธอะไรทั้งนั้น…” เธอตอบเรียบ ๆ ก่อนจะพูดต่อยาวเหมือนกลั้นไม่อยู่
“ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งส่งจูบให้นาย…ทำไมฉันต้องโกรธ”
…โกรธชัด ๆ เลย กรกรรณมั่นใจทันที
“เธอชื่อมิเรลครับ” เขารีบอธิบาย
“ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างน่าสงสัยเกี่ยวกับเธอ…แต่ผมอธิบายไม่ได้”
ยิ่งพูดแบบนั้น สายตาของน้ำแข็งก็ยิ่งจ้องเขาแน่นขึ้นแทบจะกดดันจนหายใจไม่ออก
“รู้สึกเหรอ…?” เธอทวนช้า ๆ “…อธิบายไม่ได้…อ๋อออ…ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้สินะ”
“เดี๋ยวครับ! ไม่ใช่แล้วนะครับ ไม่ใช่แบบนั้น คือผม—”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดตรง ๆ
“…ผมนะ คงโง่มาก…ถ้ายังจะไปมองหาอย่างอื่น” เขาสบตาเธอ
“ในเมื่อ…ตอนนี้ผมมีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ตรงหน้าแล้ว”
น้ำแข็งยังคงนิ่งเหมือนเดิม แต่บรรยากาศรอบตัวเธอ…คลายลงเล็กน้อย
“มาสิครับ…” กรกรรณลุกขึ้นไปนั่งข้างเธอโดยไม่ขออนุญาต “ผมป้อนคุณน้ำแข็งอีกได้ไหม”
เขาหยิบส้อมขึ้นมา จิ้มไส้กรอก แล้วยื่นไปตรงหน้าเธอ
น้ำแข็งก้มลงงับอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะหันหน้าหนีแทบจะทันที
“…อย่าให้เห็นอีก” เธอพูดสั้น ๆ โดยไม่หันกลับมาเหมือนเป็นคำเตือนมากกว่าคำห้าม
กรกรรณชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ อย่างน้อย…ก็หายงอนแล้ว
หลังจากพยายามง้อน้ำแข็งจนสำเร็จ ทั้งสองก็กลับไปประจำจุดเฝ้าจอกศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิม
ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างเงียบสงบไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใด ๆ ทุกอย่างราบรื่น…ราวกับเป็นเพียงการมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์
ไม่ใช่ภารกิจที่ต้องระวังทุกวินาทีแต่ถึงอย่างนั้น—ในใจของกรกรรณ
“มิเรล”
ยังคงเป็นคำถามที่ค้างอยู่…ไม่จางหายไปไหนเลย
เย็นวันนี้ก็เหมือนเคย ทั้งสองคนเดินเที่ยวห้างด้วยกัน ทานอาหารเย็นในบรรยากาศโรแมนติก ฟีลเหมือนคู่รัก…จนแทบไม่ต้องอธิบายอะไรเลย กรกรรณพยายามทำตัวให้ดี คอยดูแลน้ำแข็งแม้จะมีทั้งทำถูกและทำพลาดบ้าง
แต่น้ำแข็งก็คอยบอกเขา…ว่าควรทำอย่างไรควรดูแลผู้หญิงแบบไหนเพราะลึก ๆ แล้ว—เธอก็ปล่อยตัว ปล่อยใจไปกับช่วงเวลานี้เช่นกันและในใจของเธอเธออยากให้เขา…เป็นอย่างที่เธอต้องการ
หลังจากเที่ยวจนพอใจทั้งคู่ก็กลับมาที่ห้องพักแต่ครั้งนี้—น้ำแข็งเดินเข้ามาในห้องของกรกรรณอย่างไม่เกรงใจ
เธอนั่งลงบนเตียงของเขาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความหานิโคลรายงาน “ความคืบหน้า” ของเธอให้เพื่อนสนิทตัวแสบรับรู้
กรกรรณนำโทรศัพท์ที่น้ำแข็งให้เขาไว้ไปเสียบชาร์จที่โต๊ะข้างเตียง แต่ในจังหวะนั้น—นิ้วของเขาเผลอไปโดนไอคอนเกมหนึ่งเข้า เสียงเกมดังขึ้นทันที เสียงที่คุ้นเคยทำให้น้ำแข็งหันมามอง
กรรีบพยายามกดปิดอย่างลนลานแต่ก็ทำไม่เป็น
“เอ่อ…ขอโทษนะครับ นิ้วผมคงไปโดนเกมในเครื่องเข้า……มันปิดยังไงกันนะเนี่ย…”
เขานั่งลงที่ขอบเตียงแล้วหันหน้าจอไปให้เธอดู น้ำแข็งขยับเข้ามานั่งข้างเขาเอนตัวเล็กน้อยเพื่อมองหน้าจอใกล้ ๆ
“นี่…เกมนี้ฉันเลิกเล่นไปนานแล้วนะแต่ก็สนุกดีนะ…ลองเล่นดูสิ”
“ครับ? อ้อ…ได้ครับ ลองดูก็ดีเหมือนกัน”
กรกรรณนั่งนิ่งให้น้ำแข็งค่อย ๆ แนะนำระบบต่าง ๆ ของเกม
“แบบนี้…แล้วก็นายต้องพรวนดิน หว่านเมล็ด แล้วก็รดน้ำ”
“ใช่ แบบนั้นแหละ…แล้วนายก็เอาของไปขาย เอาเงินมาปรับปรุงบ้าน”
เธออธิบายอย่างเพลิดเพลิน ปลายนิ้วแตะมือของเขาเป็นระยะสัมผัสกันอย่างเป็นธรรมชาติ…โดยไม่มีใครดึงออก
กรกรรณมองหน้าจอสลับกับมองเธอก่อนจะยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“มองอะไรฉัน…ดูเกมสิ…” น้ำแข็งพูดใส่เขาเบา ๆ
ในจังหวะนั้น—รอยยิ้มเกือบจะหลุดออกมาจริง ๆ รอยยิ้มที่ “ไม่ฝืน” รอยยิ้มที่เธอพยายามหามานานแต่แล้ว—เมื่อถึงจุดหนึ่งในเกม เธอก็นิ่งไปเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนลงในทันที
ดวงตาคู่นั้นที่เคยนิ่งเย็นมาตลอดสั่นไหว…เพียงเล็กน้อยและ—หยดน้ำตาหนึ่งค่อย ๆ ไหลลงมาตามแก้มของเธอ ทั้งที่ใบหน้า…ยังคงนิ่งเหมือนเดิม
น้ำแข็งถอยหลังไปเล็กน้อย ก่อนจะนิ่งไป
แค่ดูก็รู้ทันทีว่า…เธอ “ไม่โอเค” อย่างมาก
“คุณน้ำแข็ง…เป็นอะไรไหมครับ” กรกรรณถามด้วยความเป็นห่วง
น้ำแข็งไม่ตอบ
เธอไม่มองเขา
เพียงลุกขึ้น…แล้วเดินหลบหน้าเขา กลับเข้าห้องของตัวเองทันทีโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
แกร๊ก—
ประตูเชื่อมห้องถูกปิดลง ความเงียบเข้าครอบงำทันที ทิ้งให้กรกรรณนั่งนิ่ง…งงกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น มีเพียงเสียงเกม
ที่ยังคงดังเบา ๆ อย่างสดใสตัดกับบรรยากาศในห้องอย่างผิดปกติ
เขาปิดโทรศัพท์ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังประตูเชื่อมห้อง สายตาจ้องมัน…ด้วยความลังเลกรสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ราวกับรวบรวมความกล้าให้ตัวเอง
แล้ว—บิดลูกบิด ประตู…ไม่ได้ล็อก ทันทีที่แง้มออกไอเย็นก็แผ่ออกมาอย่างเข้มข้น เขาผลักประตูเข้าไปอย่างมั่นคงห้องของน้ำแข็ง…หนาวเย็นกว่าที่คิดและภาพที่เห็น—ทำให้เขาชะงัก
เธอนั่งอยู่บนเตียง ไม่ใช่ “คุณน้ำแข็ง” คนเดิมที่เย็นชา มั่นใจ และแตะต้องไม่ได้ แต่เป็น…ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด ห่อตัวอยู่ในผ้าห่มโผล่ออกมาเพียงใบหน้า ภาพนั้น…ทั้งอ่อนแอ ทั้งน่าสงสารและ…น่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน
กรกรรณไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นเธอในสภาพแบบนี้เลย เขาเดินเข้าไปก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เธอ ความหนาวเย็นในห้องแทบไม่ส่งผลอะไรกับเขาเลย
เขามองเธอ—ที่กำลังเหม่อลอยไร้จุดหมาย แต่น้ำตา…ยังคงไหลไม่หยุด
“คุณน้ำแข็งครับ…เป็นอะไร บอกผมได้นะครับ” กรกรรณพูดเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง
“กลับห้องนายไปซะ……มันไม่เกี่ยวกับนาย”
น้ำเสียงยังคงเย็นชาเหมือนเดิมทุกอย่างแต่—
“ถ้าคุณน้ำแข็งไม่อยากให้ผมมา……คงล็อกประตูไม่ให้ผมเข้ามาตั้งแต่แรกแล้วครับ…”
กรกรรณพูดช้า ๆ พยายามไม่กดดันเธอ
“…แล้วตอนนี้ สำหรับผมแล้ว……คุณไม่ใช่คนอื่นแล้วนะครับ” เขาพูดตรง ๆ แต่ก็เว้นช่องไว้เผื่อว่าเธอจะยังอยากอยู่คนเดียว
น้ำแข็งยังคงนิ่งไม่ตอบอะไร มีเพียงมือของเธอที่พยายามเช็ดน้ำตา…อย่างลวก ๆ
กรกรรณค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบลงบนผ้าห่มที่คลุมตัวเธอ…อย่างแผ่วเบา สำหรับเขามันเป็นแค่การปลอบใจธรรมดาแต่สำหรับน้ำแข็ง—มันคือสิ่งที่เธอต้องการที่สุด…ในตอนนี้
เมื่อมือของเขาลูบลงจนสุดกรกรรณก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นเหมือนตัดสินใจแล้วว่า—
ถ้าเธอไม่อยากให้เขาอยู่เขาจะถอยออกมาเอง
แต่ในวินาทีนั้น—มือเล็ก ๆ ก็พุ่งออกมาจากผ้าห่มคว้ามือของเขาไว้ทันที
“นั่งลงก่อน…”
“…อย่าไป…”
เสียงของเธอสั่น ใบหน้าก้มลงไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา
“อยากฟังนักใช่ไหม…”
น้ำเสียงเหมือนจะโทษเขา เหมือนเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องพูด
แต่กรกรรณ—เพียงนั่งลงเงียบ ๆ และยอมรับทุกอย่างโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเหมือนบอกเธอว่า—
“ผมอยู่ตรงนี้แล้ว”
“ฉันเคยมีคนรัก…” น้ำแข็งพูดออกมาในที่สุดเสียงนิ่ง…แต่เบากว่าที่เคย
กรกรรณชะงักไปทันทีแต่เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่นั่งฟัง
“…เขาชื่ออาเธียน” เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย “เรา…รักกันมากและเราก็หมั้นกัน…ด้วยความเต็มใจของทั้งคู่”
มือของกรกรรณกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่อยากฟังแต่ก็หยุดตัวเองไม่ได้
“เขาเป็นทุกอย่างของฉัน…ไปไหนก็ไปด้วยกัน…ทำทุกอย่างด้วยกัน…”
เสียงของเธอเริ่มสั่นเล็กน้อย
“…แม้แต่เกมนั่น…”
น้ำแข็งหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่น้ำตายังไหล
“เขาเคยสร้างบ้านไว้หลังหนึ่ง…แล้วบอกว่า…นี่คือบ้านของฉันกับเขา…”
เธอเงียบไปห้องทั้งห้อง…เงียบตาม
“ฉันเคยเชื่อจริง ๆ นะ…” เสียงของเธอเบาลงมาก “…ว่ามันจะเป็นจริงมันไม่ใช่เรื่องเฟ้อฝัน…”
“…เพราะเราจะแต่งงานกัน”
กรกรรณไม่เงยหน้าสายตามองพื้นนิ่ง ๆ เหมือนถ้าขยับ…อะไรบางอย่างจะพังลงมา
“…แต่ภารกิจ”
เธอพูดแค่นั้น แล้วหยุด
“…ก็พรากเขาไป”
ความเงียบกดทับลงมาอีกครั้ง
“ที่ผ่านมา…ฉันคิดมาตลอด…ว่าฉันก้าวข้ามมันไปได้แล้ว”
มือของเธอกำผ้าห่มแน่นขึ้น
“ฉันใช้ชีวิตเหมือนปกติ…เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…”
เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาที่แดงช้ำ…มองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย
“…แต่พอเป็นนาย ทั้งหมดที่ฉันคิดว่าก้าวข้ามมันไปได้” เสียงของเธอสั่นชัดเจน
“ฉันถึงรู้ว่า…”
"…."
“…ฉันยังไม่เคยลืมเขาเลย”
กรกรรณนิ่ง ลมหายใจเขาหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“…บางทีทั้งหมดที่ทำไป” น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้นอีกครั้ง “…เพื่อให้ลืมเขา”
เงียบ
“…ฉันไม่ได้รักนาย”
กรกรรณนั่งฟังอย่างตั้งใจ สายตาเขาเหลือบมองเธอเป็นระยะ เขาเห็นชัด—ความจริงใจในทุกคำพูดของเธอทุกอย่าง…ออกมาจากใจจริงแต่—ประโยคสุดท้ายของเธอ
“…ฉันไม่ได้รักนาย”
ทำให้เขาชะงัก ไม่ใช่แค่เพราะมันเจ็บแต่เพราะ—เขา “เห็นบางอย่าง” บางอย่างที่สั่นไหวอยู่ในอากาศ มัน…ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดหรือบางที—เธออาจยังไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำและเขา…เลือกจะเชื่อแบบนั้น
เธออาจมองเขาเป็นตัวแทนของคนรักเก่าแต่…มันไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งที่น้ำแข็งทำมาตลอดมันไม่ใช่แค่การ “แทนที่” เธอแค่…ยังลืมเขาไม่ได้เท่านั้นเองและตอนนี้—ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว
เธอต้องการใครสักคนที่อยู่ตรงนี้และเขาจะเป็นคนนั้นไม่ว่าสุดท้าย—กามเทพจะกลายเป็นปีศาจแล้วลากเขาลงนรกก็ตาม
กรกรรณยังคงนั่งอยู่ข้างเธอไม่ขยับไปไหน
“กลับห้องไปได้แล้ว……มันจบแล้ว” น้ำแข็งพูดเสียงสั่น
“คุณน้ำแข็ง…อยากให้ผมกลับจริง ๆ ใช่ไหมครับ” เขาถามตรง ๆ น้ำเสียงนิ่ง…แต่จริงจังจนเธอลังเล
“คุณไม่ได้มองว่าผมเป็นอาเธียน……คู่หมั้นของคุณ”
เขาพูดต่อช้า ๆ
“คุณไม่เคยทำแบบนั้นเลย…ผมรู้สึกได้”
น้ำแข็งนิ่งไป เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ
“คุณเข้ามาหาผม…ในแบบที่ผมเป็น”
“คุณไม่ได้พยายามเปลี่ยนผมให้เป็นใคร”
“คุณรู้ว่าผมไม่เอาไหน…”
“คุณรู้ว่าผมคุยไม่เก่ง…”
“คุณรู้จักผม…ดีกว่าที่ผมรู้จักตัวเองเสียอีก”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย
“คุณไม่ได้มองผมเป็นเขา…”
“คุณไม่เคยพยายามให้ผมเลียนแบบเขาเลยด้วยซ้ำ”
ผ้าห่มที่คลุมตัวเธอ…ค่อย ๆ คลายออก น้ำแข็งขยับตัวช้า ๆ เหมือนกำลังออกจากป้อมปราการของตัวเอง เธอค่อย ๆ คลานเข้ามาใกล้แล้ว—ซบลงที่ไหล่ของเขาเสียงสะอื้น…หลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
กรกรรณชะงักไปเสี้ยววินาทีก่อนจะโอบกอดเธอไว้แน่น มั่นคงและไม่ปล่อย
“อย่าไป…” เสียงของเธอสั่น
“…อย่าไป…” เธอกำผ้าเขาไว้แน่น
“…อย่าไปไหน…” คำพูดอู้อี้ปะปนกับเสียงร้องไห้ฝังอยู่ที่ไหล่ของเขา
ไม่นานนักทั้งคู่ก็ค่อย ๆ ล้มตัวลงบนเตียง แขนยังคงโอบกันไว้เหมือนเดิม
น้ำแข็งเริ่มสงบลงลมหายใจของเธอค่อย ๆ สม่ำเสมออีกครั้ง ใบหน้ากลับมานิ่งกลับไปเป็น “เธอคนเดิม”
แต่—เธอยังคงไม่เงยหน้ามองเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
กรกรรณนิ่งอยู่แบบนั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขานอนกอดผู้หญิง เขาเคยกอดศศินาเคยหลับไปด้วยกัน เคยโดนหนูแดงกอดแทบทุกคืนแต่ทั้งหมดนั้น—ไม่เคยมีอะไรเกินเลยและไม่เคยรู้สึกแบบนี้
แต่ครั้งนี้…กับน้ำแข็งมันต่างออกไป ต่างอย่างชัดเจนราวกับว่า—เธอคือสิ่งที่เขาอยาก “รักษาไว้” ไม่ใช่แค่กอดแต่ไม่อยากปล่อยไปไหนอีกเลย
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เงียบ นิ่ง แต่ทั้งคู่ต่างก็รู้ดี—ว่าไม่มีใครหลับจนกระทั่ง—น้ำแข็งขยับเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบามาก เบาจนเหมือนเป็นความลับ
“…อยากทำไหม?”
กรกรรณชะงักแขนของเขากระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวและในวินาทีนั้น—ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว วันนั้น วันที่เขาเคยขอศศินาและเธอ…ปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะไม่รักแต่เพราะเธอ “ปกป้องเขา” ไม่ให้ใจเขาพังในวันที่ยังไม่พร้อมและตอนนี้—เขาเข้าใจแล้ว
กรกรรณหลับตาลงเล็กน้อยก่อนจะตอบออกไป
“…ไม่ใช่ตอนนี้ครับ” เสียงของเขานุ่ม มั่นคง
“…ไม่ใช่ตอนที่คุณน้ำแข็งเป็นแบบนี้”
น้ำแข็งเงียบไปไม่มีคำตอบในทันที ก่อนจะพูดขึ้นเบา ๆ
“อย่ามาเสียดายทีหลังก็แล้วกัน…” น้ำเสียงยังคงนิ่งแต่แฝงบางอย่างที่อ่านไม่ออก
แล้วเธอก็ซุกตัวเข้าหาเขาอีกครั้งแนบชิดกว่าเดิมเหมือนไม่ต้องการระยะห่างอีกต่อไป
กรกรรณไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่โอบเธอไว้เหมือนเดิมเงียบๆ
และครั้งนี้—ทั้งคู่หลับไปจริงๆ
เช้าวันต่อมา
ทั้งคู่ยังนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน กรกรรณรู้สึกตัวขึ้นก่อนแต่เขาขยับไม่ได้…เพราะน้ำแข็งยังนอนหนุนแขนของเขาอยู่เขาได้แต่นอนนิ่งไม่กล้าปลุกเธอแต่ไม่นานนัก—น้ำแข็งก็ลืมตาขึ้นเพราะเขาขยับตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ตลอด
เธอลุกขึ้นนั่งมองเขานิ่ง ๆ แล้ว—ความทรงจำเมื่อคืน…ก็ไหลกลับมาโดยเฉพาะ “ประโยคนั้น” แก้มของเธอขึ้นสีทันทีเธอรีบลุกลงจากเตียงเดินไปที่โต๊ะข้างห้องหยิบโทรศัพท์ของโรงแรมขึ้นมาเหมือนจะทำอะไรสักอย่าง
“เมื่อคืน…อย่าเข้าใจผิดนะ”
“…ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ” กรกรรณยิ้มตอบอย่างจริงใจไม่มีแววล้อเลียนแม้แต่นิดเดียวแต่ยิ่งเป็นแบบนั้น—น้ำแข็งกลับยิ่งไม่สบายใจ
“บอกไว้ก่อนนะ…” เธอพูดเร็วขึ้นเล็กน้อย “ถึงฉันจะมีคนรัก…แต่เรารักกันด้วยใจ”
“มีแค่จับมือเท่านั้น…”
“…จูบกันยังไม่เคยเลย”
น้ำเสียงของเธอรีบร้อนต่างจากความนิ่งเย็นที่เคยเป็นโดยสิ้นเชิง ในมือยังถือโทรศัพท์อยู่แต่ยังไม่ได้กดอะไรเลย
“ผมดีใจนะครับที่ได้ยินแบบนี้” กรกรรณตอบทันทีน้ำเสียงสบายขึ้นอย่างชัดเจน
“คุณน้ำแข็งเป็นห่วงความรู้สึกผมจริง ๆ”
คำพูดนั้นทำให้เธอชะงักก่อนจะ—โยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเดินกลับมาหยิบหมอนขึ้นมา—ฟาดใส่เขาอย่างไม่ยั้ง
“มาให้ตีซะดี ๆ เลย! นายมันน่าหมั่นไส้ที่สุด!”
กรกรรณหัวเราะออกมาโดยไม่ทันตั้งตัวความวุ่นวายเล็ก ๆ เสียงหัวเราะและบรรยากาศที่เบาลง—เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและมัน…เกิดขึ้นได้เฉพาะเวลาที่เธออยู่กับ “คนที่เธอไว้ใจ” เท่านั้น
ในช่วงสายทั้งคู่กำลังนั่งอยู่บนรถบรรยากาศกลับมานิ่งอีกครั้ง กรกรรณมองถนนข้างหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
“วันนี้เป็นวันสุดท้าย…ก่อนที่พิพิธภัณฑ์จะนำจอกศักดิ์สิทธิ์เข้าเก็บในห้องนิรภัย…ใช่ไหมครับ”
“ใช่” น้ำแข็งตอบสั้น ๆ น้ำเสียงกลับมาเย็นเหมือนเดิม
“ถ้าถึงตอนนั้น…ภารกิจของเราก็จบลงอย่างราบรื่น” เธอกลับมาเป็น “เธอคนเดิม” อีกครั้งแล้วแต่—
กรกรรณเริ่มอ่านความรู้สึกของเธอได้มากขึ้นกว่าเดิม
“มีเรื่องหนึ่ง……ที่ผมค้างคาใจอยู่” เขาพูดต่อ “…เรื่องของมิเรลครับ”
เพียงแค่ชื่อเดียว—บรรยากาศในรถก็ตึงขึ้นทันที
“มิเรล…” น้ำแข็งทวนคำก่อนจะพูดต่อเรียบ ๆ “…สาวที่ส่งจูบนั่นน่ะเหรอมีอะไรงั้นหรือ”
“คุณน้ำแข็งอย่าเพิ่งหึงสิครับ…” กรพูดเบา ๆ เหมือนแหย่เล่น
“นายกล้าใช้คำว่าหึงงั้นเหรอ…” น้ำแข็งหันมามองเขาสายตาเริ่มไม่เป็นมิตร
“นายนี่…ไปส่องกระจกดูตัวเองก่อนเถอะ” เสียงเธอเริ่มแข็งขึ้นเล็กน้อย
แต่ไม่ได้จริงจังนักทั้งคู่ยังคงเถียงกันงอนกันเล็ก ๆ ไปตลอดทาง
เมื่อมาถึงพิพิธภัณฑ์กลางน้ำแข็งลงจากรถทันทีโดยไม่รอกรกรรณที่กำลังดับเครื่องยนต์
“นายไปเฝ้าประจำที่ตามปกตินะ”
“ครับ” กรกรรณรับคำสั่งก่อนจะเดินเข้าไปประจำตำแหน่งในห้องโถงจัดแสดงหลักของพิพิธภัณฑ์
ช่วงเช้า—
มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบตามปกติ ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงบ่าย ใกล้เวลาปิดทำการใกล้เวลานำจอกศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ห้องนิรภัย จำนวนผู้คนเริ่มลดลงบรรยากาศค่อย ๆ เงียบลง
สุดท้าย—เหลือเพียงกรกรรณที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงนั้นคนเดียว น้ำแข็งยังไม่กลับมาตั้งแต่เช้าแต่เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นเพราะ—สิ่งที่เขารอคอยมาถึงแล้ว
“มิเรล”
เธอปรากฏตัวขึ้นตามที่เขาคาดการณ์ไว้ วันนี้เธอสวมชุดสีครีมกระโปรงยาวลากถึงพื้นทับด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่เธอเดินเลียบไปตามแนวจัดแสดงมองสิ่งของอย่างเอื่อยเฉื่อย
บางครั้ง—สายตาของเธอก็เหลือบมาทางกรกรรณเขาหลบสายตาทำเหมือนไม่ได้สนใจอะไร มิเรลเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบจนถึงบริเวณล็อกเกอร์เก็บของในห้องโถง
เธอหยุดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างระวังก่อนจะเปิดประตูล็อกเกอร์หยิบ “ถุงกระดาษสีน้ำตาล” ออกมาแล้วสอดมันเข้าไปใต้เสื้อคลุม เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว—เธอก็ปิดล็อกเกอร์แล้วเดินช้า ๆ ตรงมาที่กรกรรณและแท่นจัดแสดงจอกศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม
“สวัสดีค่ะ คุณเจ้าหน้าที่” เธอเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้ม
“สวัสดีครับ คุณมิเรล วันนี้มาชมของในพิพิธภัณฑ์เหรอครับ” กรกรรณตอบกลับอย่างเป็นกันเอง
“ตั้งใจมาดูของชิ้นนี้เป็นครั้งสุดท้ายค่ะ” เธอมองไปยังจอกศักดิ์สิทธิ์
“หลังจากนี้…ฉันคงไม่ได้มาที่นี่อีกแล้ว”
“เสียใจด้วยนะครับเรื่องงานคุณ” กรกรรณพูดเรียบ ๆ
“แต่ตอนนี้ ขอให้คุณถอยออกมาก่อนนะครับ เจ้าหน้าที่กำลังจะนำจอกเข้าสู่ห้องนิรภัยแล้ว”
เขาผายมือเชิญให้เธอถอยออกจากแนวกั้นในจังหวะนั้น—เจ้าหน้าที่สองคนเดินเข้ามาเปิดระบบกระจกนิรภัยแล้วค่อย ๆ ยกจอกศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามใบวางลงในกล่องอย่างระมัดระวัง กล่องถูกปิดสนิทก่อนจะยกขึ้นวางบนรถเข็นและเคลื่อนย้ายไปยังทางออกด้านหลัง
กรกรรณและมิเรลมองตามไป เจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งกำลังส่งสัญญาณกันเพื่อปิดระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เสียงสัญญาณดังขึ้นสั้น ๆ ระบบถูกปิดจากนั้น—รถเข็นที่บรรจุจอกศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามใบก็ถูกเข็นออกไป ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่มีสิ่งใดผิดปกติ…อย่างน้อยก็ในสายตาของคนทั่วไป
“ไม่มีอะไรแล้ว…” มิเรลหันกลับมามองกรกรรณ “ฉันไปก่อนนะคะ”รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเธอ
“หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก” พูดจบ—เธอก็หันหลังแล้วเดินจากไปอย่างช้า ๆ
ทันทีที่มิเรลก้าวเท้าออกจากเขตห้องโถงจัดแสดง—เสียงสัญญาณเตือนก็ดังขึ้นทันที
วี้—วี้—วี้—
ประตูเหล็ก…หน้าต่างเหล็กไล่ปิดตัวลงทีละจุด เสียงกระแทกดังเป็นจังหวะก้องไปทั่วทั้งอาคารปิดทางออกทุกทางรวดเร็วและน่ากลัว
มิเรลชะงักไปเล็กน้อยสีหน้าดูตกใจ…แต่ยังควบคุมตัวเองไว้ได้ เธอมองไปรอบ ๆ ผู้คนในพิพิธภัณฑ์ต่างหันมามองเธอสายตา…ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปและแล้ว—เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านในโถงจัดแสดง เย็นชา ชัดเจน
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ…”
“…เอเลนดรา มิเรล”
“เธอถูกจับแล้ว”
น้ำแข็งเดินออกมายืนข้างกรกรรณ ท่าทางมั่นใจไร้ความลังเล
มิเรลหันกลับมามองทันที
“เกิดอะไรขึ้นกันคะ…คุณเจ้าหน้าที่” เสียงเธอสั่นเล็กน้อยก่อนจะก้าวถอยกลับเข้ามาในโถงจัดแสดง
“ฉันทำอะไรผิดเหรอคะ…”
“อย่ามาทำไขสือ” น้ำแข็งตอบทันที น้ำเสียงแข็งขึ้นอย่างชัดเจน
“เธอถูกจับพร้อมของกลางแล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจฉันจะอธิบายให้ฟังเอง”
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ