รักครั้งแรกแห่งทวิภพ2

6.7

เขียนโดย daponus

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เวลา 08.23 น.

  4 ตอน
  8 วิจารณ์
  9,112 อ่าน
แชร์เรื่องสั้น Share Share Share

 

1)

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
         
 





สายลมพริ้วไหวกลางสายน้ำยามเย็น    พัดกรวดหินและดินทรายคลุ้งเป็นละอองฝุ่น
ท่ามกลางผู้คนจอแจพลุกพล่านในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งใจกลางเมืองใหญ่
 อากาศต้นฤดูหนาวเย็นสบาย  สายลมเคล้าเสียงนกจิบจับมากมายรื่นใหล
ไปตามยอดไม้ ดั่งเสียงดนตรีมีปีกน้อยๆจากธรรมชาติกำลังปลุกปั่นให้ทุกชีวิตยามเย็นสดชื่นมี
ชีวิตชีวาเหมือนเช่นทุกๆวันที่ผ่านมา  แต่เพียร์ส กลับนั่งถอนหายใจอยู่เพียงลำพังที่ริมน้ำ  เขามองเงาตะวันแดงก่ำยามเย็นจัดสั่นไหวบนผิวน้ำอย่างเหม่อลอย
คงเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืนวันก่อน  ตอนที่เขาได้บังเอิญพบกับชายแก่ลึกลับคนหนึ่งเข้า     ชายแก่ผู้นั้นได้บอกกับเขาว่า เขาจะได้ไปที่แห่งหนึ่งในอีกหกวันข้างหน้า 
 ช่างคำพูดที่แสนจะธรรมดา แต่เป็นวาจาที่ขยันทำให้เขาไม่สบายใจเอาเสียเลย เขาหวั่นวิตกเพราะคำพูดบ้าบอนั่นของตาเฒ่าสติเพี๊ยนคนนั้นมาสองวันเต็มแล้ว  เจ้าของคำพูดที่ไม่น่าปรารมภ์นี้จะรู้ใหมนะว่าเพียร์สรู้สึกกลัวขึ้นมาทันทีที่นึกถึงคำพูดบ้าบอนั่น
           ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน  ที่ฟุตบาทริมถนนซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้พบกับชายแก่ครั้งแรก
                     "  โครมมมมมมมม!!!!!!!! "  เสียงอะไรซักอย่างล้มลงฟาดถนน และ ไถลอย่างแรง
                       มันดังขึ้นบนผิวถนนเย็นเฉียบและเงียบสงัดกลางดึกของคืนวันหนึ่ง        
ชายหนุ่มพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นด้วยทีท่ามึนงงเล็กน้อย พลางมองช็อปเปอร์สีดำถึกซึ่งนอนแน่นิ่งไปเสียเรียบร้อยแล้ว  เขายกมือกุมขมับเมื่อรู้ว่ากีตาร์สุดรักแสนแพงของเขาก็ถูกแรงกระแทกเด็ดออกเป็นสองท่อนเรียบร้อยเช่นเดียวกัน   เพียร์สทรุดตัวลงนั่งพักริมฟุตบาท
เขายกมือกุมขมับอีกหน  ไรคิ้วคมสีดำเข้มขมวดเป็นปมเหนือดวงตาสีนิลกาฬที่กำลังกลิ้งกลอกไปมา   เหมือนพยายามคิดคำตอบของข้อกังขาอะไรสักอย่าง
                 " เกิดอะไรขึ้น " 
                " นี่เราเป็นอะไรกันแน่นะ "   เพียร์สพึมพำกับตัวเองอย่างสงสัย  เพราะอาการปวดขมับรุนแรงของเขากำเริบขึ้นอีกแล้ว  และที่น่าแปลกก็คือเขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย     และเขาก็ไม่เคยมีประวัติเอาหัวไปประสบอุบัติเหตุที่ใหนด้วย  มันรุนแรงขึ้นทุกครั้ง
และครั้งนี้หนักหนาจนสติของเขาขาดผึงและดับวูบลง  จนพาหนะราคาแพง เสียหลักไถล  ไกลจากจุดเกิดเหตุหลายเมตร  ร่างของเขาก็กระเด็นกระดอนกระแทกโน่นกระแทกนี่อีกที  สติของเขาจึงกลับมาฉายใหม่เหมือนเดิม   
                         แต่อาการปวดหัวกลับยังไม่หายไป  ตอนนี้มันกำลังถาโถมชายหนุ่มทีละนิด    เขาไม่กล้าเสี่ยงฝืนขับรถกลับบ้านแน่  เพราะถ้าหากสติของเขาขาดผึงอีกรอบ เขาจะแน่ใจได้ไงว่าตื่นขึ้นมาจะไม่เห็นตัวเองนอนอยู่ใต้ท้องรถ  หรือจบที่คำว่าร่วมไว้อาลัยแด่...........การจากไปของเขา
                          สามสิบนาทีผ่านไป...............อาการของเขาไม่ดีขึ้นเลย ชายหนุ่มนอนดิ้นบิดเป็นเกรียวอยู่ริมฟุตบาทอย่างทรมาน  ถนนสายนี้ทุกคืนรถวิ่งสวนกันไปสวนกันมาแทบจะประสานงากันตายทุกคืน  คืนนี้กลับไม่มีใครผ่านมาเลย  ไม่มีใครผ่านมาเลยซักคน  มันเงียบกริบราวกับว่าเขากำลังนอนดิ้นบิดไปมาด้วยความเจ็บปวดข้างถนนของเมืองร้างตายซาก   มันสงัดจนเขาไม่รู้ตัวเลยว่า
ท่ามกลางแสงไฟริบหรี่ของสองข้างถนน   ความเงียบงันของบรรยากาศปรากฏเงาลางๆกำลังเคลื่อนผ่านมาที่ตัวเขา 
                          " เป็นยังไงบ้างเพียร์ส "     ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก!
เสียงแหบต่ำของชายปริศนาผู้หนึ่งดังขึ้นข้างๆเขา   เพียร์สค่อยๆลืมตาตอบสนอง  แม้ภาพที่เห็นจะเลือนลางฝ้าฟางไปบ้าง   แต่เขามั่นใจว่าสิ่งที่เขาเห็นไม่ผิดแน่    ชายผู้นั้นเป็นชายชราหง่อม  ผอม  สูง  ผมและเคราขาวโพนเป็นระเบียบราวกับนำเกร็ดหิมะมาถักทอเป็นเส้นใหม  ดวงตาอิ่มบารมีคู่นั้นประกายเบาๆใต้แสงไฟสลัว       และที่น่าประหลาดใจที่สุด
 
                                   
                                ชายแก่กำลังยิ้มให้เขาอยู่.....................
   
 ทีท่าเขาดูสงบเยือกเย็น ใบหน้าเงียบนิ่งนั้นล้ำลึกดูไม่เหมือนคนปกติทั่วไป  เขาไม่สะทกสะท้านร้อนรนแม้แต่น้อยเมื่อเห็นคนนอนเจ็บตรงหน้า  รึจะว่าไปแล้วเพียร์สไม่คิดว่าชายลึกลับผู้นี้จะมีสติสมประกอบซักเท่าไหร่
                                   " ช่วย ผมด้วย  "        เพียร์สโอดครวญ  แต่คำขอร้องไม่เป็นผลซักนิด  เพราะฝั่งตรงข้ามกลับคุ้ยหาบางอย่างในกระเป๋าอย่างใจเย็น
                                          ชายแก่มีสีหน้าครุ่นคิดขณะควานหาบางสิ่งในกระเป๋าผ้าที่มี    รอยดุนเข็มเย็บพรุนเต็มไปหมด   เขาหยิบสิ่งหนึ่งออกมา มันเป็นวัตถุประหลาดที่สุดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มันดูคล้ายกับเข็มทิศ  แตกต่างตรงที่ด้านในหน้าปัดไม่มีเข็มกับตัวเลขบอกองศาใดๆเลย     แต่กลับมีวงล้อโลหะมากมายหมุนทวนสวนกันไปมา
แต่ละวงสลักอักษรโบราณกำกับไว้ทั้งวง
                                     ชายแก่หัวเราะหึหึขณะดู  ราวกับว่าวัตถุชิ้นนั้นกำลังบอกเรื่องน่าขบขันสำหรับเขาอยู่  จะอย่างไรก็ตามชายแก่คงดูเข้าใจ  เพราะเขาใส่มันกลับเข้าไปในกระเป๋าดังเดิม   และเอ่ยออกมาอย่างอารมภ์ดีว่า
                                        "  โชคยังดี เธอยังมีเหลือเวลาอีก  144  ชั่วโมง  ก่อนจะได้ไปที่แห่งหนึ่งในอีกหกวันข้างหน้า ฉันแนะนำให้เธอเก็บเกี่ยวความสุขให้ได้มากที่สุด  เพราะที่นั่นบรรยากาศไม่ดีเอาเสียเลย "   ชั่วแวบหนึ่งหลังจากสิ้นเสียงน้ำคำ  เพียร์สรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาทันทีความรู้สึกมันทั้งหนาวทั้งร้อน เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเป็นเพราะอะไรถึงกลัวคำพูดนั่น
เวลาของอะไรที่จะจบลงด้วย  144 ชั่วโมงข้างหน้า  และเขาจะได้ไปที่ใหน  มันฟังดูเหมือนเวลาของเขากำลังจะหมดยังไงยังงั้น
                                ชายแก่ล้มตัวลงนั่งข้างๆเขา  มือหยาบย่นโปนมีแต่กระดูกของแก
พยุงเพียร์สลุกขึ้นนั่งพลางควักขวดใสบรรจุของเหลวสีอำพันประกายระยับกรอกปากชายหนุ่ม  ประหลาด! น่าอัศจรรย์!
มันน่าประหลาด ทันทีที่่ของเหลวนั้นสัมผัสกับริมฝีปาก  ความทรมานของเขาทั้งหมด
 ก็ค่อยๆสลายหายไปฉับพลันทันที  มันอบอุ่นอาบใหลไปทั่วร่างราวกับว่าเขากำลังนอนแช่อยู่ในน้ำอุ่นก็ไม่ปาน
                                           " ดีขึ้นใช่มั้ย "     ชายแก่ถามเบาๆด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน   เขาพยักหน้ารับแต่สายตายังคงจับแน่นที่ปากขวด เพียร์สมองมันอย่างกึ่งทึ่งกึ่งฉงน   น้ำยาอันน่าพิศวงสนเท่ห์นี่ แทบจะละลายความทรงจำที่ทุกข์ที่สุดของเขาไปด้วย
                                           "  ยาบรรทมทุกข์น่ะ  "
ชายแก่บอกก่อนที่เขาจะเอ่ยปากถามด้วยซ้ำ  
                                           "  ยานี่ ปกติแล้ว  เราจะใช้กันกับคนที่มีอาการสาหัสทางใจ  มันสกัดจากหยาดน้ำตาของผู้ที่สูญเสียซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง  ทั้งความหวัง ความปรารถนา และ  ความทรงจำ
มันมีฤทธิ์เพียงแค่กล่อมความโศรกเศร้าให้หลับใหล    มันจะช่วยให้เธอลืมความทรงจำอันน่าหดหู่ไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น  แต่สมานแผลภายในใจให้หายขาดไม่ได้  ถ้าจะว่าไป  ฉันคิดว่ามันยังไม่ใช่ยาที่ดีนัก "
                                        เขาไม่รู้ว่าชายแก่จะรู้หรือไม่  แต่มันไม่ได้ช่วยทำให้เขาเข้าใจอะไรเลย   ชายหนุ่มเหงื่อตกเขาสับสนและงุนงงไปหมด  คำถามมากมายวิ่งวนวุ่นวายภายในหัวสมองทึมทึบที่เพิ่งจะหายจากความเจ็บปวด  เขาพยายามจะหาคำพูด  แต่มันสับสนมึนงงจนเขาคิดอะไรไม่ออกเลยซักนิด
                  แต่อย่างน้อยชายหนุ่มก็ยังมีสติมากพอที่จะ  โพล่งคำถามหนึ่งขึ้นมาได้
                                               "  เอ่อ....ลุงเป็นใคร  "   ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าชายแก่ไม่ตอบ  แต่ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
 
"  ผมกำลังจะไปใหน  และเวลาของอะไรจะจบลงที่  144  ชั่วโมงข้างหน้า  "   
                                      ชายแก่ลุกขึ้นเหยียดแขนด้วยทีท่าผ่อนคลาย "  โอ............ให้ตายสิ  " เขาทำท่าตกใจเล็กน้อย  " เอาหล่ะ ฉันสายมากแล้ว  .....เห็นทีต้องไปแล้วสินะ  มีงานต้องทำน่ะ
อ้อ  ถ้าไม่ว่าอะไร  ฉันจะขอยานั่นคืนด้วย  " 
                                           เพียร์สรู้ว่าชายแก่บ่ายเบี่ยงจึงรีบยิงคำถามรั้งตัวแกไว้
                                       "  เพียร์สคือชื่อของผม  ลุงรู้ชื่อของผมได้ยังไง  "
ชายแก่ไม่ตอบอีกหน  เขาลงมือจัดสัมภาระให้เข้าที่ก่อนจะเตรียมตัวเดินจากไป
                                  "  เดี๋ยวก่อน.............  แล้วลุงชื่ออะไร  "    ชายแก่ชงักหยุดนิดหนึ่งก่อนจะหันมาตอบเบาๆด้วยรอยยิ้มว่า 
                                   "   เรียกฉันว่ายาอัยเถอะ  ใครๆก็เรียกฉันแบบนั้น  "
 
สิ้นประโยคคำตอบสั้นๆ ยาอัยก็เดินจากไป  และแทบจะหายไปในทันทีที่พ้นแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าสองข้างทางริมถนน 
                                        
                                      
   
 

 

คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
6.7 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
6.7 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
6.7 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา