ไดอารี่มิโกะพาร์ทไทม์

-

เขียนโดย Marlov

วันที่ เมื่อวาน เวลา 14.44 น.

  2 บท
  0 วิจารณ์
  23 อ่าน

แก้ไขเมื่อ เมื่อวาน 14.51 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น

แชร์เรื่องสั้น Share Share Share

 

2) ศาลเจ้าคิเก็น

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บันไดหินของศาลเจ้าคิเก็นทอดตัวยาวสูงชันเหมือนจะทดสอบศรัทธา แต่สำหรับคาโอรุ มันคือ 'อุปสรรคทางกายภาพ' ที่ต้องข้ามผ่าน

 

 

‘หกหมื่นเยน... สองสัปดาห์’

 

 

หยดเหงื่อเริ่มผุดที่ไรผมทราย นางเงยหน้าหายใจเข้าลึก รักษาจังหวะการก้าวเท้าโดยไม่รู้ตัว

 

 

นางยอมเหนื่อย ไม่ใช่เพื่อรับใช้เทพเจ้า และไม่ใช่เพื่อเรียนรู้วิถีมิโกะ แต่เพื่อเครื่องเกมพกพารุ่นใหม่และแผ่น Monster Hunter ที่วางแผงหน้าร้อนนี้

 

 

‘ใครไม่ทำก็โง่แล้ว’ นางคิดพลางก้าวเหยียบขั้นสุดท้าย ลมเย็นบนยอดเขาสัมผัสใบหน้า แต่มันก็เทียบไม่ได้กับความฟินตอนที่ได้ใช้ดาบยักษ์ไถหน้ามอนสเตอร์ในหัวที่นางกำลังจินตนาการอยู่ เสาโทริอิไม้สีชาดตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า สีของมันซีดจางไปตามกาลเวลาและมีแผ่นยันต์เก่าคร่ำคร่าแปะติดไว้ ศาลเจ้าแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่คิดแต่กลับดูเรียบง่ายไร้การตกแต่งที่ฟุ่มเฟือย

 

 

คาโอรุ ก้าวเท้าลงบนทางเดินเข้าศาลเจ้า ตรงหน้าเห็นอาคารศาลาทำพิธี โรยด้วยกรวดหินราบสีเทา เสียงหินบดเบียดใต้พื้นรองเท้าดังชัดเจนในความเงียบสงัดของบ่ายวันจันทร์

 

 

'วันจันทร์... ส่วนใหญ่คงอยู่ที่ทำงานไม่ก็โรงเรียน' นางคิดสั้น ๆ แค่นั้นขณะเดินตรงไปยังอาคารหลัก

 

 

แต่แล้วสายตากลับสะดุดเข้ากับเด็กผู้หญิงตัวเล็กผมสีดำที่ใส่เครื่องแต่งกายแปลก ๆ เหมือนหลุดออกมาจากยุคสมัยอื่นกำลังเดินเตะฝุ่นมือไขว้หลังอย่างเบื่อหน่าย

 

 

'ใครล่ะนั้น? คอสเพลย์หรือไง' คาโอรุเมินภาพตรงหน้าไปอย่างรวดเร็ว นางเดินเลี่ยงไปทางด้านข้างศาลเจ้า เลื่อนประตูไม้เสียงดัง ครืด ถอดรองเท้าผ้าใบ สวมรองเท้าบ้านตรง แล้วเอ่ยปากตามมารยาท

 

 

“ขออนุญาตเข้าไปนะคะ” นางวางกระเป๋าโน๊ตบุ๊คลงพื้น

 

 

ข้างในนั้น นางพบกับผู้หญิงหน้าตาคมชัดในชุดสบาย ๆ คนหนึ่งที่กำลังขมวดคิ้วจดจ่ออยู่กับหน้าจอเกมในมืออย่างเอาเป็นเอาตาย

 

 

“คุณคือ คิเก็น ชิซาเอะ ใช่ไหมคะ” คาโอรุถามพลางโค้งตัวให้อย่างสุภาพ 

 

 

ชิซาเอะยังคงไม่เงยหน้าจากจอเกม เสียงปุ่มกดดัง คลิก-คลิก-คลิก ถี่รัวสวนทางกับบรรยากาศอันเงียบสงบและสายลมของศาลเจ้า คาโอรุยังคงค้างอยู่ในท่าโค้งคำนับ สายตาจ้องมองพื้นไม้ขัดมันพลางนับหนึ่งถึงห้าในใจ

 

 

‘เสียมารยาท... หรือแค่กำลังอยู่ในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย?’ คาโอรุวิเคราะห์โดยไม่อคติ

 

 

“อ๊าาาาาาา! บ้าเอ๊ย! อีกนิดเดียวแท้ๆ!”

 

 

จู่ๆ ผู้หญิงที่ชื่อชิซาเอะก็ระเบิดเสียงออกมา นางโยนเครื่องเกมลงบนเสื่อทาทามิอย่างไม่ใยดีก่อนจะเสยผมที่ยุ่งเหยิงขึ้นแล้วหันมามองแขกผู้มาเยือน

 

 

สายตาของชิซาเอะไม่ได้ดูเหมือนนักบวชผู้ทรงศีล แต่มันมีความกลิ้งกลอกและเจ้าเล่ห์เหมือนแมวที่เพิ่งขโมยปลาทูสำเร็จ นางมองคาโอรุตั้งแต่หัวจรดเท้า

 

 

“อ้อ... ลูกของคุณอาสินะ?” ชิซาเอะพ่นลมหายใจทิ้ง 

 

 

“นึกว่าจะส่งพวกเด็กเรียนเรียบร้อยมาซะอีก แต่นี่มัน... ดูท่าทางจะ ‘เอาเรื่อง’ เหมือนกันนะเราน่ะ” ชิซาเอะลุกขึ้นยืน นางสูงกว่าคาโอรุไม่มากนัก แต่บารมีบางอย่างทำให้คาโอรุรู้ซะทีว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่คนติดเกมธรรมดา

 

 

"ฉันคงไม่ต้องบอกชื่อแล้ว ฉันเป็นเจ้าอาวาสและมิโกะที่นี่ แล้วก็นะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันก็ไปเที่ยวผักผ่อนแล้ว" ชิซาเอะบิดแขนยืดเส้นสาย

 

 

คาโอรุยืดตัวตรง แววตาสีน้ำตาลแดงนิ่งสนิท นางไม่ได้โกรธที่ถูกสั่ง แต่นางกำลังประเมินคนตรงหน้า

 

 

"จากที่ฉันเดินมาระหว่างทาง ฉันว่าคุณคงไม่น่าจะให้แค่กวาดพื้นนะคะ เพราะมันไม่มีใบไม้ให้กวาด" คาโอรุไม่ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชัน 

 

 

"ระหว่างทางเธอเห็น'ผู้นั้น'ไหม? ฉันอยากให้เธอดูแลเรื่องอาหารให้หน่อย" ชิซาเอะเดินไปหยิบของบางอย่างใต้ลิ้นชักของตู้ 

 

 

"ผู้นั้น..." แววตาครุ่นคิดและนางนึกถึงเทพประจำศาลเจ้าคิเก็นได้

 

 

"เด็กคนนั้น...เทพพิรุณ โยชิซาเอะ" คาโอรุเบิกตากว้าง ผ่านไปเพียงลมหายใจเดียว แววตากลับมาเป็นเช่นเดิม

 

 

"ใช่ อ่ะนี่ หนังสือเกี่ยวกับศาสตร์ของมิโกะ มีตั้งแต่พื้นฐานการทำยันต์และพื้นฐานแนวคิดศาสตร์ลี้ลับอื่น ๆ" ชิซาเอะยื่นหนังสือปักเย็บสีเขียวแก่เล่มบางให้

 

 

“คุณไม่คิดจะสอนฉันหรือคะ?” นางเหยียดแขนรับหนังสือมา

 

 

“อืม มานั่งก่อน” ชิซาเอะและคาโอรุนั่งพื้นโดยมีโต๊ะเตี้ยคั้นกลางระยะห่างทั้งสองไม่มาก 

 

 

“ศาสตร์มิโกะส่วนใหญ่มันแค่การระบำน่ะ อืม คิดเสียว่ากดคอมโบให้ถูกแล้วจะได้บัฟนั้นแหละ แต่สำหรับเธอในสองสัปดาร์นี้ไม่ได้มีพวกงานมงคล คงไม่จำเป็นต้องเรียน” ชิซาเอะเปิดหนังสือนี้ให้ดูทีละหน้า

 

 

“เรียบง่ายดีค่ะ แล้วศาสตร์ลี้ลับล่ะคะ?” คาโอรุถามแววตาใคร่รู้

“โอ้ ดูเหมือนเธอจะชอบมันนะ ฉันบอกความลับให้นะ ‘ศาสตร์ลี้ลับและฟิสิกส์คือเหรียญเดียวกัน แต่คนละด้าน คนละตรรกะ’ มันหมายความว่า มันแยกชัดเจนแต่เป็นของจริง” ชิซาเอะชื่นชมในความใคร่รู้ของคาโอรุ

 

 

“ที่คุณจะบอกคือ ห้ามผสมใช้กันมั่วเหมือนพวกนิยายที่วางขายตามร้านหนังสือหรอคะ?” หัวใจนางเริ่มเต้นเร็วขึ้นเพราะความตื่นเต้นเล็ก ๆ 

 

 

ชิซาเอะพยักหน้าและกล่าวต่อ “มันไม่ง่ายหรอก แต่ฉันมันอัจฉริยะนี่นา ไม่กี่ชั่วโมงก็เปิดสัมผัสได้แล้ว แต่ยังไงนั้นก็แค่เริ่มต้น เพราะการศึกษาศาสตร์ลี้ลับนี้มันใช้ความเข้าใจนามธรรมที่สูงมาก ฉันเองก็เหนื่อย” ชิซาเอะยิ้มร่า

 

 

“เข้าใจแล้วค่ะ ว่าแต่เทพพิรุณ ท่านเป็นคนเช่นไรคะ?” คาโอรุใช้มือซ้ายรองแก้วจับยกจิบน้ำร้อน

 

 

“อืม ปกตินั้นแหละ” ชิซาเอะมือเท้าคางพูดต่อ "อ้อ ภาษาศาสตร์ลี้ลับ อันนี้สำคัญมาก ๆ เพราะมันเป็นภาษาที่กระตุ้นพลังธรรมชาติ แล้วก็ไม่ต้องเอาตรรกะฟิสิกส์มาใช้ เธอกับฉันคุยเรื่องศาสตร์ลี้ลับอยู่ แล้วก็แนะนำให้ใช้ภาษาอเวจีนะ ภาษาอเวจีมันพัฒนาตลอดเวลามันเลยปลอดภัยมากกว่าภาษาลี้ลับอื่น ๆ เพราะภาษาอื่นพูดพลาดนิดเดียวก็เจ็บหนักแล้ว...อืม ดูจากสีหน้าเธอแล้ว พวกศีลธรรมสังคมโง่ ๆ คงไม่ได้ขัดเกลาตัวเธอเลย” 

 

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น คาโอรุอ้าปากยิ้มเล็ก ๆ เพราะสำหรับเธอ การได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ โดยทิ้งความรู้และกรอบเดิม มันน่าหลงใหลกว่า…ความท้าทายคือสิ่งที่เธอถามหาตลอด

 

 

คาโอรุพลิกหน้าหนังสือปักเย็บสีเขียวแก่ แววตาของเนางกวาดผ่านอักขระที่ดูคล้ายภาษาผสมกับสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์

“ภาษาอเวจี... ชื่อฟังดูน่ากลัว แต่โครงสร้างกลับดูเป็นระเบียบจนน่าประหลาดใจนะคะ” นางพึมพำดูผ่าน ๆ

 

 

“ใช่ไหมล่ะ?” ชิซาเอะยักไหล่พลางกระดกน้ำร้อน “คนในนรกน่ะเน้นประสิทธิภาพจะตายไป พวกเขาไม่มีเวลามานั่งร่ายมนตร์ยาวสามหน้ากระดาษเพื่อแค่จุดไฟหรอก ทุกอย่างต้องสั้น ง่าย และขยายผลได้ ที่สำคัญ... ถ้าพูดผิดมัน ผลลัพธ์มันแค่เป็นหมัน ไม่ตีกลับมาทำร้ายคนพูดเหมือนภาษาเทพหรือภาษามนตร์ดำโบราณพวกนั้น”

 

 

“ฉันว่าคุณคงลืมบอกข้อห้ามสำคัญของศาสตร์ลี้ลับหรือเปล่าคะ? ในเมื่อฟิสิกส์เองก็มีข้อห้ามสำคัญเช่นกัน” คาโอรุพูดลองเชิง เงยหน้าเอียงคอเล็กน้อย

 

 

“ชิ รูัทันจริงด้วย ใช่มันเป็นเช่นนั้น ข้อห้ามสำคัญคือ รู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น ได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน หลักการง่าย ๆ มีแค่นี้เลย” ชิซาเอะกรอกตาหายใจลึก

 

 

 

 

บ่ายสาม ณ ศาลเจ้าคิเก็นที่ล้อมด้วยต้นไม้ดก

 

 

ชิซาเอะกระดกน้ำร้อนหน้าแดง เสร็จแล้ววางแก้วดัง ปึ้ง! "ฟังนะ พลังวิญญาณน่ะ... เหลือน้อยก็พัก หมดก็สลบ แค่นี้ จบไหม?"

 

 

คาโอรุหยุดคิดไปชั่วครู่ แล้วพยักหน้า "เข้าใจง่ายดีค่ะ เหมือนแบตเตอรี่เครื่องเกม ว่าแต่คุณเอาเหล้ามาใส่แก้วชาตัวเองตอนไหน???”

 

 

"เออ! นั่นแหละ อย่าไปน้ำท่วมทุ่งเยอะแบบนักเขียนนิยายอินเด็กซ์ล่ะ” นางเริ่มเมาหนัก แต่ทว่า ก็มีเสียงประตูเลื่อนออก ทั้งคู่มองไปที่เด็กสาวผมสีดำยาว เสื้อผ้าคล้ายโบราณสีครามดุจสายฝน 

 

 

คาโอรุถึงกับขมวดคิ้วเพราะเด็กสาวคนนี้หน้าคล้ายชิซาเอะมาก ๆ ‘แต่ทำไม 'ความรู้สึก' ถึงได้ต่างกันขนาดนี้?’

 

 

“ท่านเทพพิรุณสินะคะ ฉันทากะฮิโระ คาโอรุค่ะ” นางทักทายสอย่างสุภาพขณะนั่งเรียบร้อยตามมารยาท

 

 

“ซาเอะ กลิ่นเหล้ามันหึ่ง” เทพพิรุณ โยชิซาเอะกล่าวและมามองคาโอรุด้วยสายตายเหมือนย่าทักหลาน “ซาเอะคงบอกเธอแล้ว ว่าแต่เธอทำอาหารได้หรือเปล่า?”

 

 

“ได้ค่ะ แต่รสชาติอาจไม่ได้ดีมาก” คาโอรุมือวางบนโต๊ะเตี้ย

 

 

“แล้วก็ไม่ต้องพูดสุภาพขนาดนั้นก็ได้จ่ะ” โยชิซาเอะยิ้มเล็กน้อย คาโอรุพยักหน้ารับทราบ 

 

 

“ท่านเทพ ไม่เป็นไรหรอก! ร่างกายฉันหายเมาเร็วอยู่แล้ว” ชิซาเอะยิ้มกวน ๆใส่

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับเรื่องสั้นเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา