ต้นกล้าผจนภัย (18+กาว) ตอนหมื่นขาล่าล้างโลก
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ เมื่อวาน เวลา 19.43 น.
1 ตอน
0 วิจารณ์
24 อ่าน
แก้ไขเมื่อ เมื่อวาน 20.27 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น
1) หมื่นขาล่าล้างโลก
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา จะได้เห็นการล่มสลายของอารยธรรมสักกี่ครั้งกัน?
แองจี้ สาวสวยผมบลอนด์ ดวงตาสีฟ้าสดใส เธอเกิดและโตในเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญ และเป็นเกษตรกรที่ขยันขันแข็ง ไร่สวนทุกอย่างกำลังไปได้ดี... จนกระทั่งวันนั้น วันที่ฝูงแมลงบุกทะลักเข้ามามากมายจนครอบคลุมแทบทุกพื้นที่
พวกมันกัดกินพืชผล กัดกินสวนของเธอ... แต่นั่นกลับไม่มีใครสนใจเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนสนใจมากกว่าคือ "ขนาด" ของพวกมัน แมลงพวกนั้นมีขนาดตัวตั้งแต่เท่าหมาเต็มวัย ไปจนถึงใหญ่โตเท่าบ้านสองชั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะขนาดพอๆ กับวัวร่างยักษ์! ในเวลานั้น ไม่มีใครสนเรื่องสวนถูกทำลายอีกต่อไป เพราะทุกคนต้องหนีเอาชีวิตรอด...
ย้อนกลับไปในวันที่หายนะเริ่มต้น...
มนุษย์เคยมียุคสมัยที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด พวกเขามีเทคโนโลยีล้ำสมัย ประชากรในเมืองใหญ่ใช้ชีวิตสะดวกสบายราวกับอยู่ในยูโทเปีย
กระทั่งวันหนึ่ง บริษัทอาหารและยายักษ์ใหญ่ได้เริ่มโครงการวิจัย "สุดยอดอาหาร" (Super Food) พวกเขาค้นพบว่าโปรตีนในแมลงนั้นสูงมาก การสกัดทำได้ไม่ยาก และยังสามารถปรับปรุงสายพันธุ์ให้มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อสารอาหารที่ยอดเยี่ยม
มาถึงตรงนี้คงพอจะเดาออกแล้วสินะครับว่าเกิดอะไรขึ้น...
แมลงถูกดัดแปลงสายพันธุ์เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหาร เป็นแหล่งพลังงานและวิตามินราคาถูกที่มีมากพอจะเลี้ยงปากท้องคนทั้งเมือง แถมยังเตรียมขยายสาขาไปทั่วโลก แมลงรุ่นแล้วรุ่นเล่าถูกป้อนเข้าโรงงานแปรรูปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้แต่พื้นที่ทุรกันดารก็ยังรอดพ้นจากการขาดแคลนอาหารและน้ำเพราะโครงการนี้
แต่ทว่า...
พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า แมลงเหล่านั้นได้เล็ดลอดออกสู่โลกภายนอกอย่างเงียบเชียบ อาจเป็นไข่ของพวกมันที่ติดออกไป หรือรอยรั่วเล็กๆ ในห้องเพาะเลี้ยง... แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน พวกมันก็ออกไปสู่ป่า สู่ธรรมชาติ และซุ่มขยายพันธุ์มากขึ้น... มากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่ามนุษย์จะต่อต้านเท่าไหร่ หรือทำลายล้างพวกมันไปมากแค่ไหน จำนวนของพวกมันก็ไม่เคยลดลง... พวกมันรู้จักปรับตัว สารพิษ สารเคมี หรือแม้กระทั่งกัมมันตรังสีก็ยังทำอะไรพวกมันไม่ได้
มนุษย์เริ่มต้นจากการบุกทำลายพื้นที่ที่คาดว่าเป็นรังของพวกมัน... สามเดือนผ่านไป แผนการถูกเปลี่ยนเป็นการจำกัดขอบเขต... หลายเดือนต่อมา มนุษย์เริ่มทำได้เพียงตั้งรับและป้องกัน...
สุดท้ายพวกเขาก็ต้องถอยร่น ฝูงแมลงแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก เมืองใหญ่หลายแห่งถูกบุกตีจนพินาศ อารยธรรมของมนุษยชาติล่มสลาย เหลือเพียงกลุ่มผู้รอดชีวิตที่กระจัดกระจายอยู่ตามซอกมุมของโลกใบนี้
ในวันที่โลกแตกสลาย... พวกเขาทำได้เพียงใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันๆ เพื่อที่จะตายช้าลงอีกนิดก็เท่านั้น
ปัจจุบัน...
ถนนที่แตกร้าวทอดยาวไปในพื้นที่รกร้าง ดินแห้งแล้งไร้ต้นไม้ใบหญ้า เสียงเครื่องยนต์คำรามมาจากสุดปลายทาง
“ต...ต...ตายแน่... เรา... ตายแน่ๆ...”
เปาเปา ชายหนุ่มคนขับรถเอ่ยขึ้นด้วยอาการมือสั่น เขากลัวจนสติแทบหลุดพลางเหยียบคันเร่งจนสุด รถจี๊ปสีเขียวของกองทัพที่อยู่ในสภาพยับเยินกำลังแล่นด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่มันจะทำได้
“ที่รัก...” แองจี้มองแฟนหนุ่มด้วยสายตาสิ้นหวังไม่ต่างกัน “เราคงไม่รอดจริงๆ สินะ...”
เธอมองกลับไปด้านหลังรถ... ฝูงแมลงนับร้อยกำลังวิ่งไล่ล่าเหยื่ออย่างไม่ลดละ บางตัวบินได้ บางตัววิ่ง และบางตัวก็เร็วเสียจนเข้าใกล้ท้ายรถมากขึ้นทุกขณะ
แองจี้ตัดสินใจหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ท้ายรถขึ้นมาเปิดออก ด้านในบรรจุระเบิดเอาไว้
“แองจี้!! น...นั่นมันระเบิดชุดสุดท้ายแล้วนะ!” เปาเปาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เหมือนไม่อยากให้เธอใช้มัน
“ถ้าเราตาย ก็ไม่มีใครได้ใช้อีกแล้วนะ เปาเปา...” แองจี้พูดอย่างลังเล แต่มือก็ยังคงหยิบลูกระเบิดออกมาไม่หยุด
เปาเปาเงียบไป คล้ายยอมปล่อยให้เธอทำตามใจ แองจี้เริ่มทยอยดึงสลักระเบิดแล้วโยนไปทางท้ายรถใส่ฝูงแมลง หวังจะช่วยลดจำนวนพวกมันลงบ้าง
แมลงหลายตัวโดนแรงระเบิดจนร่าง เละเทะ บางตัวล้มลงขวางทางพวกเดียวกันจนสะดุด บางตัวถูกพวกเดียวกันเองรุมกัดกิน แต่พวกที่เหลือก็ยังคงพุ่งทะยานตามมาอย่างไม่ลดละ
ระเบิดหมดลงแล้ว... แต่ฝูงแมลงยังคงไล่หลังมาติดๆ แองจี้จึงหยิบปืนลูกซองขึ้นมา กระสุนเหลือเพียง 10 นัด แม้จะดูไร้ความหวัง แต่เธอก็ตั้งใจจะใช้มันจนนัดสุดท้าย
“แองจี้... มันไม่มีประโยชน์หรอก...” เปาเปาพูดด้วยน้ำเสียงหมดหวัง
“ไม่ เปาเปา ฉัน... ฉันอยากให้เรารอด เปาเปา ฉันอยากให้นายรอด!”
แองจี้โน้มตัวไปจูบเขา ก่อนจะหันกลับไปจ่อปืนลูกซองเล็งตรงไปยังฝูงแมลง เธอสูดหายใจเข้าลึกแล้วเหนี่ยวกลไก...
ปัง!
กระสุนลูกปลายกระจายออกไป แต่บางส่วนกลับปะทะเข้ากับท้ายรถเพราะเธอยิงต่ำเกินไป ส่งผลให้ตัวรถเสียหลักสะบัดไปเล็กน้อย
“วี้ด!!... ไม่นะ ฉันขอโทษ!...”
“แองจี้ ใจเย็นๆ! ทำไมเธอไม่ลุกขึ้นยืนก่อนยิงล่ะ? นั่นจะช่วยให้ลูกปลายกระจายได้เต็มที่นะ” เปาเปาเริ่มมีแววตาจริงจังขึ้น ทำให้แองจี้มีกำลังใจขึ้นมาทันที
แองจี้พยักหน้า เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนบนที่นั่งพลางเล็งปืนไปทางฝูงแมลง ร่างกายโอนเอียงเซไปมาเล็กน้อยก่อนจะเหนี่ยวไกปืนอีกครั้ง... แมลงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดโดนลูกปลายเข้าอย่างจัง แต่มันกลับแทบไม่สะเทือน เพียงแค่ความเร็วลดลงเล็กน้อยเท่านั้น
“ม...มันไม่สะเทือนเลย! ฉันจะยิงอีกนัด...” แองจี้เล็งปืนลูกซองอีกครั้ง ครั้งนี้เธอตั้งสมาธิอย่างเต็มที่
ทว่า... สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
ร่างของเธอลอยกระเด็นออกจากตัวรถ! เปาเปาหักเลี้ยวรถอย่างกะทันหันจนเธอเสียหลัก ก่อนที่เขาจะยื่นมือมาผลักเธอจนลอยกระเด็นออกไป
สายตาของทั้งคู่สบกันเพียงชั่วเสี้ยววินาที... ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง
สายตาของเปาเปาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่ลึกๆ แล้วเขาก็แค่อยากรอด... ในขณะที่สายตาของแองจี้นั้นยังคงเต็มไปด้วยความฉงนและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เปาเปา แฟนหนุ่มของเธอ จะผลักเธอลงจากรถ... เพียงเพื่อใช้เธอเป็นเหยื่อให้ฝูงแมลงหยุดไล่ตามอย่างนั้นหรือ?
ร่างของแองจี้ตกลงกระแทกพื้นถนนอย่างแรงและไถลกลิ้งไปตามพื้น กระดูกในร่างกายแตกหักกี่ท่อนบ้างก็ไม่อาจรู้ แต่ที่แน่ๆ คือเธอขยับไม่ได้อีกต่อไปทำได้เพียงจ้องมองท้ายรถของเปาเปา... คนที่เธอรักและไว้ใจที่สุด กำลังขับหนีห่างออกไปจนตัวรถหดเล็กลงเรื่อยๆ
ฝูงแมลงโถมเข้ามาถึงตัวเธอ พวกมันไม่รอช้า ขาอันแหลมคมแทงพรวดเข้าตามแขนขาเพื่อตรึงเหยื่อไว้กับที่ เขี้ยวและคมปากที่น่าขยะแขยงอ้ากว้างก่อนจะรุมล้อมเข้ามา แต่ก่อนที่จะทันได้เห็นภาพอันสยดสยองไปมากกว่านั้น แองจี้ก็ขาดใจตายไปเสียก่อนด้วยความเจ็บปวดอันแสนสาหัส
ทุกอย่างมืดดับลง... สงบนิ่ง... และค่อยๆ หายไป...
...
...
ในที่สุดเธอเริ่มรู้สึกตัว ความปวดเมื่อยที่แทรกซึมเข้ามา อาการหิวโหยจนท้องร้องงอแง และกลิ่นซุปร้อนๆ ที่หอมโชยเตะจมูก ดึงสติของเธอกลับคืนมาอีกครั้ง
แองจี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความมึนงง แม้จะจำรายละเอียดได้ไม่มากนัก แต่ภาพเหตุการณ์สุดท้ายกลับเด่นชัด... เปาเปาแฟนหนุ่มทิ้งเธอไว้กลางดงแมลง และเธอถูกรุมกิน... เธอควรจะตายไปแล้วสิ แล้วทำไมกัน?
เธอกวาดสายตามองสำรวจไปรอบตัว ที่นี่ดูเหมือนห้องพัก บนเตียงนอนอบอุ่น สวมเสื้อผ้าเนื้อบางเบาสบาย มีสายน้ำเกลือเสียบอยู่ที่มือซ้าย สายอาหารเสียบเข้าทางจมูก และมีเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจส่งเสียงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ข้างหัว แต่เมื่อมองดูโดยรวมแล้ว ที่นี่กลับไม่เหมือนโรงพยาบาลเลยสักนิด
“ฉัน... ยังไม่ตายหรอ?...”
แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนแรง แต่กลับไม่มีบาดแผลสดหลงเหลืออยู่ มีเพียงรอยแผลเป็นรูปร่างแปลกๆ ที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าเธอเกือบจะตายมาแล้วจริงๆ
“ที่นี่ที่ไหน?... มีคนมาช่วยฉันไว้หรอ? หรือว่า... เปาเปากลับมาช่วยฉัน?”
เธอแทบไม่อยากเชื่อเลย ไม่มีทางเป็นไปได้ที่เธอจะรอดชีวิตจากดงแมลงพวกนั้น... แต่เธอก็รอดชีวิตกลับมาแล้วจริงๆ!
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถ้วยซุปร้อนๆ สองใบ
แองจี้มองไปทางชายผู้นั้น เขาดูอบอุ่น รอยยิ้มของเขามีเสน่ห์ดึงดูดจนหัวใจเธอเต้นไม่เป็นสัจจะ... อย่างน้อยคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ก็หล่อเหลา หรือต่อให้เขาไม่ใช่คนที่ช่วยไว้ แต่การที่เขาคอยดูแลเธอแบบนี้ ก็ทำให้แองจี้เอ่ยทักทายออกไปด้วยความอายผสมความตื่นเต้น
“ส...สวัสดีค่ะ... คุณเป็นคนที่ช่วยฉันไว้ใช่ไหมคะ?...” แองจี้กำผ้าห่มแน่น เธอนึกกลัวอยู่บ้าง แต่ลึกๆ ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
ทันทีที่ชายคนนั้นได้ยินเสียงเธอ เขาก็ชะงักกึก สีหน้าตกใจเหวอเหมือนเห็นผี... และชายคนนั้นก็คือ ต้นกล้า นั่นเอง!
“ธ...ธ...เธอตื่น!... ตื่นแล้ว!... โอ้ว... ใช่... ส...สวัสดีจ้ะ...” ต้นกล้าเหงื่อตกพลั่ก ท่าทางดูลุกลี้ลุกลนเหมือนคนทำความผิดมา แต่แองจี้กลับไม่ได้สนใจหรือสังเกตเห็นเลย
“ฉันชื่อแองจี้ คุณช่วยชีวิตฉันไว้ใช่ไหม? ขอบคุณมากนะคะ... คุณชื่ออะไร บอกฉันได้ไหม?” แองจี้เอ่ยถาม เพราะอยากรู้จักคนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้
“สวัสดีแองจี้... ฉันชื่อต้นกล้า... และถ้าถามว่าช่วยไว้ไหม?... ก็คงใช่...” ต้นกล้าเดินไปวางถ้วยซุปบนโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาแองจี้อย่างระมัดระวัง
“เธอ... รู้สึกอะไรไหม? บอกได้ไหมว่าตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?” ต้นกล้าเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและกังวล
“ถามว่ารู้สึกยังไงเหรอคะ... เหนื่อย... หิว... เหมือนคนนอนเต็มอิ่ม แต่ก็นอนนานเกินไปหน่อยจนเมื่อยไปหมดทั้งตัวเลยค่ะ แต่ก็ดีนะคะ รู้สึกสดชื่นนิดๆ ด้วย” แองจี้ตอบพร้อมส่งรอยยิ้มให้
“อ่า... ก็... ดี...” ต้นกล้ามองเธอ ราวกับยังไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าแองจี้ตื่นขึ้นมาจริงๆ
แองจี้เริ่มรู้สึกเขินเมื่อโดนจ้องนานๆ เธอจึงหลบสายตาลงต่ำ มองสำรวจร่างกายของตัวเอง แล้วความอายก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก
“ขอบคุณนะคะที่คุณช่วยรักษาแล้วก็ดูแลฉัน... น่าอายจังเลย”
หญิงสาวที่ต้องอยู่ในการดูแลของชายหนุ่ม... เธอพอจะเข้าใจได้ดีว่าเขาคงต้องทำอะไรกับเรือนร่างของเธอไปบ้างแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็คงเป็นการเช็ดตัว
“ผม... ขอโทษ!... คือผมไม่รู้จะพูดยังไงดี... ผมคงทำเรื่องที่แย่ที่สุดลงไปแล้ว” ต้นกล้าก้มหน้าลง แสดงสีหน้ารู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด
แองจี้กวาดสายตามองสำรวจร่างกายตัวเองอีกนิดหน่อย เธอปักใจเชื่อไปแล้วว่าคงถูกกระทำบางอย่างในช่วงที่หลับไม่ได้สติ มันน่าตกใจอยู่บ้าง แต่เธอก็ยอมรับมันได้ หากเทียบกับการที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้ แถมเขายังดูซื่อๆ ไม่ได้มีท่าทางน่ากลัวเลยสักนิด เธอจึงไม่ได้รู้สึกโกรธเขาเลยแม้แต่น้อย
“คุณต้นกล้า... ฉันเข้าใจค่ะ และฉันก็ไม่ได้โกรธหรอกนะ... มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ในยุคสมัยที่ผู้คนตายกันเป็นว่าเล่น แถมข้างนอกนั่นยังมีแต่ฝูงแมลงร้าย” แองจี้พยายามพูดให้เขาคลายความกังวล
“อ...อืม... แต่ยังไงผมก็ต้องขอโทษอยู่ดี... และก็... ใช่! ห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาดนะ! ข้างนอกนั่นอันตรายมาก... ถ้าเธอคิดว่ามันอันตรายแค่ไหน ให้คูณเพิ่มไปอีกสิบเท่าได้เลย... เอาเป็นว่าผมพูดมากไปแล้ว เอาเป็นว่าห้ามออกไปเด็ดขาดนะครับ”
ต้นกล้าพูดตะกุกตะกัก ราวกับคนมีความผิดที่กำลังปิดบังความลับบางอย่างเอาไว้ แต่แองจี้ก็ไม่ได้ติดใจสงสัย
“ค่ะ... ฉันหิวจัง คุณพอจะแบ่งซุปให้ฉันบ้างได้ไหมคะ?” เธอมองไปยังโต๊ะที่มีถ้วยซุปวางอยู่
“ได้สิ ตอนแรกฉันตั้งใจจะมาให้อาหารเธอทางสายยาง แต่ตอนนี้คงไม่ต้องแล้วล่ะ เธอลุกไหวไหม? ไปนั่งกินซุปที่โต๊ะด้วยกันดีกว่า”
ต้นกล้าค่อยๆ ถอดสายอาหารออกจากจมูกของเธอ พร้อมกับปลดสายระโยงระยางต่างๆ ออกจากร่างกายอย่างเบามือ
แองจี้ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น เธอรับความช่วยเหลือจากต้นกล้าด้วยความเต็มใจ เอื้อมมือประคองเกาะเขาไว้อย่างใกล้ชิดจนเดินไปถึงเก้าอี้ แล้วจึงค่อยๆ นั่งลงอย่างมั่นคง
“คุณต้นกล้า คุณอยู่คนเดียวหรือค่ะ หรือมีคนอื่นด้วย” แองจี้ตักซุปเข้าปากไปด้วย
“คนเดียวครับ ตั้งแต่มาที่นี่ ยังไม่เจอคนเลย เจอแค่คุณ” ต้นกล้าเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม
แองจี้ยิ้มอ่อนๆ ดีใจที่ได้ยิน เธอเริ่มหวังลึกๆว่าต้นกล้าจะเป็นคนดีและเธอจะได้อยู่กับเขาต่อไป
“ให้ฉันอยู่กับคุณที่นี่ได้ไหมค่ะ ฉันสัญญาว่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์”
“คุณไม่รังเกียจผมหรอ? อยู่ด้วยกันผมไม่ขัดหรอกนะ ได้อยู่กับผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณ” ต้นกล้าพูดยิ้มแห้งๆ
แองจี้ยิ้มหวานแต่ไม่ตอบอะไรอีก “ช่วยเล่าตอนที่คุณช่วยฉันได้ไหมค่ะ ฉันอยากรู้ว่าคุณไล่พวกแมลงไปได้ยังไง? ไม่มีใครเคยทำได้เลย มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ฉันจะรอด เอาแบบละเอียดเลยนะค่ะ ฮีโรของฉัน”
ต้นกล้าอ้าปากเหมือนจะพูดแต่หยุด ก่อนเลือกจะถามด้วยความลังเล “ถ้าผมเล่า สัญญาว่าจะไม่โกรธ ได้ไหม?”
“ไม่ค่ะ ฉันจะไม่โกรธคุณแน่นอน” แองจี้ยิ้มหวานให้พลางตักซุปกิน
“OK ผมจะเริ่มจากตั้งแต่ต้นเลยนะ” ต้นกล้าเงยหน้าทบทวนความจำ
“วันนั้นผมกำลังขับมอเตอร์ไซค์เล่นกินลมเพื่อสำรวจพื้นที่อยู่ครับ”
“เดี๋ยว!! เดี๋ยวค่ะ! คุณขับรถกินลม?... ทั้งๆ ที่ข้างนอกมีแต่พวกแมลงเนี่ยนะคะ?” แองจี้เอ่ยขัดขึ้นมาทันควัน
“ใช่ครับ... ขับช้าๆ เอื่อยๆ...” ต้นกล้าตอบหน้านิ่งเสียจนแองจี้ไม่กล้าถามต่อ ได้แต่เก็บความไม่เชื่อถือไว้ในใจ ก่อนที่เขาจะเล่าต่อ
“แสงแดดแรงมาก วิวดีสุดๆ... แต่ดีๆ ผมก็เห็นรถจี๊ปกองทัพคันหนึ่งแล่นสวนมา ผมพยายามมองดูก็เห็นว่าพวกแมลงกำลังวิ่งไล่ตามรถคันนั้นอยู่ แล้วผมก็เห็นสิ่งที่สุดยอดแห่งความประทับใจ!” ต้นกล้าชี้มือไปที่แองจี้ “คุณ!! มองจากไกลๆ ก็รู้เลยว่าสวย!”
แองจี้ทำหน้าเซ็งกะตาย แต่ก็ไม่ได้พูดแทรกอะไรออกไป
“และสาวสวยคนนั้นก็กำลังยืนขึ้น ถือปืนยิงใส่พวกแมลง! นั่นทำให้ผมประทับใจมากเลยครับ”
“ฉ...ฉัน... อืม... ค่ะ... ใช่ค่ะ ฉันยืนขึ้นเพื่อยิง...” แองจี้สีหน้าหมองลงทันทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่โดนแฟนหนุ่มหักหลัง
“แล้วผมก็เห็นคุณตกลงมาจากรถ! ทันใดนั้นผมก็รีบบิดมอไซค์ไปช่วยทันที แต่ก็ไม่ยักกะรู้แฮะว่าไอ้ผู้ชายที่ขับรถคันนั้น มันไม่รู้หรือไงว่าคุณตกรถ? แต่ผมไม่สนใจหรอก ผมบิดมอไซค์เข้าไปไล่พวกแมลง แล้วก็คว้าตัวคุณขึ้นมาแบกไว้ ก่อนจะบิดสุดแรงเกิดเลยครับ!” ต้นกล้าเล่าไปพลาง ตักซุปกินไปพลางอย่างอารมณ์ดี
“ว้าว เท่จังเลยค่ะคุณต้นกล้า... ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนกล้าฝ่าฝูงแมลงแบบนั้น แต่คุณทำได้... เพื่อช่วยฉันเหรอคะ?” แองจี้เริ่มรู้สึกดีใจและทึ่งในความใจกล้าของเขา “หลังจากนั้นคุณก็พาฉันมารักษาใช่ไหมคะ?”
“เปล่าครับ... มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นสิครับ” ต้นกล้าถอนหายใจ “คือระหว่างที่ผมขับหนี... ผมดันไปเจอฝูงแมลงอีกกลุ่มดักอยู่ข้างหน้า พวกมันกำลังรุมกินโต๊ะผู้ชายคนที่ขับรถจี๊ปคันนั้นอยู่... เสียใจด้วยนะ เขาไม่รอด”
แองจี้อึ้งไปครู่ใหญ่ เธอไม่รู้ว่าจะรู้สึกดีใจหรือเสียใจดี... “เขา... เป็นแฟนเก่าของฉันเองค่ะ... แต่ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้เสียใจขนาดนั้น...” ตอนนี้เธอเริ่มคิดแล้วว่า การโดนผลักตกรถอาจจะเป็นเรื่องโชคดีกว่าก็ได้
“แล้วยังไงต่อเหรอคะ? คุณหนีพ้นมาได้ใช่ไหม?”
“คำตอบคือ... ไม่ครับ ผมโดนล้อมไว้หมดแล้ว ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง” ต้นกล้าตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แองจี้มองเขาอย่างสงสัย “เอ๋? แล้วพวกเรารอดมาได้ยังไงคะ? มีกองกำลังทหารมาช่วย? หรืออะไรทำนองนั้นไหมคะ?”
“ไม่มีครับ... คือผมเริ่มต้น ‘เจรจา’ กับพวกมันน่ะ”
พอได้ยินคำว่า ‘เจรจา’ แองจี้ถึงกับพูดไม่ออกไปต่อไม่ถูก... ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนพูดคุยกับแมลงได้ และไม่เคยมีใครรู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันสื่อสารกันยังไง! เธอนั่งนิ่ง รอฟังว่าต้นกล้าจะเล่าอะไรต่อ
“คือพวกที่ไล่ตามคุณมา มันจะมีแถบสีแดงบนตัวใช่ไหมครับ?” แองจี้พยักหน้ารับ
“ส่วนพวกที่ดักอยู่ข้างหน้ามันมีแถบสีเขียว น่าจะเป็นคนละสายพันธุ์กัน พวกมันเริ่มเถียงกัน แล้วผมก็จับใจความได้ว่า...” ต้นกล้ายังคงเล่าต่ออย่างหน้าตาเฉย “ไอ้แมลงเขียวมันอ้างว่าพวกเราเป็นเหยื่อของมัน เพราะพวกเราวิ่งไปทางนั้นและเข้าไปในวงล้อมของมันแล้ว ส่วนไอ้แมลงแดงก็เถียงกลับว่า นี่มันเขตของพวกมัน ไอ้แมลงเขียวรุกล้ำเข้ามา เพราะงั้นพวกมันไม่ยอม!”
แองจี้ไม่เชื่อเด็ดขาด! แต่ด้วยความที่ไม่รู้ว่าความจริงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอจึงทำได้แค่นั่งฟังชายผู้ช่วยชีวิตโม้ไปเรื่อยๆ
“จากที่ผมสังเกต พวกแมลงเขียวดูมีอารยธรรมมากกว่าพวกแมลงแดง ผมเลยบอกพวกมันไปว่า เราสองคนเป็นเหยื่อของแมลงเขียว ถ้าจะให้ดี พาพวกเราไปกินในที่ปลอดภัยจะดีกว่านะ! พอได้ยินแบบนั้น พวกแมลงเขียวก็รีบจัดแมลงคุ้มกันผมกับคุณไปด้านหลังฝูงทันที แค่นั้นแหละ! พวกแมลงแดงก็ตะลุยใส่ทันที เกิดการตะลุมบอนกันจนเลือดแมลงสาดกระจายไปทั่ว แต่ใครจะสนล่ะครับ? ผมก็ขับมอไซค์ตามกลุ่มที่ควบคุมพวกเรา จนมาถึงโพรงของพวกมัน เอาจริงๆ ก็หนีลำบากมาก เพราะพวกมันกระจายอยู่ทั่วไปหมดเลยนะ”
“แล้วตอนขับรถเล่นกินลม ทำไมไม่เห็นเจอบ้างล่ะ...” แองจี้แอบบ่นงึมงำเบาๆ ไม่ให้ต้นกล้าได้ยิน
“คุณว่าอะไรนะ? ผมไม่ได้ยิน” ต้นกล้าถามด้วยสีหน้าซื่อๆ
“เปล่าๆ! ฉันว่าซุปอร่อยดี แฮะๆ” แองจี้ยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้แบบฝืนสุดชีวิต
ต้นกล้ายิ้มรับแล้วเล่าต่ออย่างอารมณ์ดี
“พอไปถึงรังของพวกมัน ดันถูกส่งไปหาราชินี ตอนแรกผมคิดว่าไม่รอดแน่ๆ คงถูกจับเป็นอาหารให้พวกตัวอ่อนหรืออะไรทำนองนั้น... แต่มันไม่ใช่! ราชินีตัวเบ้อเริ่มเลยครับ!” ต้นกล้ากางแขนออกกว้างเป็นเชิงบอกว่ามันตัวใหญ่ขนาดไหน “ถึงจะดูน่ากลัว แต่เธอมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก เธอไม่ฆ่า ไม่กิน แต่จะ ‘ทำฟาร์ม’ พวกเรา...”
“ฟาร์ม? พวกเราเนี่ยนะ? ยังไงคะ? เลี้ยงมนุษย์เนี่ยนะ? พวกมันคิดได้ยังไง? แค่คุณคุยกับพวกมันได้ ฉันก็แทบไม่อยากจะเชื่ออยู่แล้ว” แองจี้ถามด้วยความประหลาดใจ เธอเริ่มทิ้งความคิดที่ว่าเขาโกหก แล้วปล่อยให้ต้นกล้าเล่าไปเหมือนเป็นนิทานหรือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง
“ราชินีรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิง ส่วนผมเป็นผู้ชาย และเราทำลูกกันได้ เธอเลยส่ง ‘แมลงหมอหลวง’ มา... ผมคิดว่าน่าจะใช่แมลงหมอหลวงนะ แมลงหมอหลวงรักษาเธอ ซึ่งเทคโนโลยีของพวกมันล้ำมาก! ทั้งผ่าตัดในห้องปลอดเชื้อ ทั้งเชื่อมกระดูก ทั้งรักษาแผลด้วยสารพิเศษ แผลเธอเลยดูดีกว่าปกติไง เห็นไหมล่ะ?”
แองจี้ยกแขนขึ้นมอง กวาดสายตามองขาตัวเอง เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารอยแผลเป็นตามร่างกายมันดูแปลกตาจริงๆ แต่มันกลับสมานตัวและหายดีราวกับเป็นแค่รอยสัก เธอเริ่มเปลี่ยนใจมาเชื่อเขาครึ่งหนึ่ง จากที่ตอนแรกไม่เชื่อเลยสักนิด
“และหลังจากนั้น... เอ่อ... คือ... พวกแมลงแดงก็ยกกองทัพมาโจมตีรังของแมลงเขียว”
ช่วงประโยคนี้ ต้นกล้าดูมีท่าทีเลิกลั่ก สายตาลอยไม่นิ่ง ดูยังไงก็รู้ว่ากำลังมีความลับบางอย่างปิดบังอยู่ จนแองจี้เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที
“เดี๋ยวนะคะคุณต้นกล้า... มีอะไรอีกใช่ไหม?... คุณปิดบังอะไรฉันอยู่? สัญญาแล้วไงว่าจะบอกให้หมด!... ก่อนที่แมลงแดงจะบุกเข้ามา เกิดอะไรขึ้นคะ?... หรือฉันเป็นอะไรไป?” แองจี้กวาดสายตามองสำรวจร่างกายตัวเองด้วยความกังวล เพราะการรักษาจากพวกแมลงอาจจะมีผลข้างเคียง หรือเธออาจจะมีหนามงอกออกมาจากตัวก็เป็นได้ “บอกมาให้หมดนะคะ! ฉันกลายร่างเป็นแมลงตอนหลับเหรอ? หรือฉันกลายพันธุ์? ขอร้องล่ะ บอกมาให้หมด!!”
“ม...ไม่ครับ! คุณปกติดีทุกอย่าง! แต่... พวกแมลงอยากให้เราสืบพันธุ์กัน... ทว่าคุณดันไม่ยอมตื่น พวกมันก็เลย...” ต้นกล้าจำใจเล่า แต่แววตาของเขากลับสะท้อนถึงประสบการณ์สุดเหวี่ยงบางอย่าง
“เรียกว่าพวกมันเข้ามา ‘เชิด’ คุณให้ดูเหมือนมีชีวิต ดูมีปฏิสัมพันธ์กับผม... แล้วเอ่อ... มันเชิดคุณในท่าทางที่เย้ายวนเกินห้ามใจมาก! ให้ตายสิ คุณหุ่นดีเกินไป จนผมอดใจไม่ไหวจริงๆ...”
มาถึงจุดนี้ เหงื่อเม็ดโตเริ่มซึมออกมาทั่วตัวแองจี้ เธอพยายามคิดว่าเขาโกหก มันไม่จริงแน่ๆ! มือบางเริ่มเอื้อมลงไปแอบสำรวจ ‘น้องสาว’ ของตัวเอง... มันยังปกติดี ไม่ได้รู้สึกเหมือนผ่านการใช้งานหนัก แต่ก็เป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น
“ค...คุณโกหก... ฉันรู้ว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้น... กับคุณ...” แองจี้มองเขาด้วยใบหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย แต่ลึกๆ ก็ยังไม่เชื่อสิ่งที่ต้นกล้าพูด
“ก็มันมีเหตุจำเป็นแบบนี้น่ะครับ... คือผมก็กังวลเหมือนกันว่าถ้าทำแบบปกติแล้วคุณเกิดท้องขึ้นมาจะแย่เอา ผมก็เลยเลือกใช้ ‘รูถัดไป’ แทน...”
แองจี้ถึงกับขมิบก้นวูบด้วยความตกใจกลัว! ทำอะไรไม่ถูก เหงื่อผุดซึมเต็มใบหน้า
“โชคดีที่พวกแมลงมันไม่รู้ว่ารูไหนเอาไว้ทำลูก ผมก็เลยโกหกพวกมันไปว่า ‘รูนี้แหละ!’ แล้วพวกมันก็พอใจ...”
“ค...ค...คุณ... โกหก...” แองจี้เอ่ยเสียงสั่นพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ เธอพยายามไม่เชื่อเด็ดขาด แต่มุมหนึ่งเมื่อลองสังเกตร่างกายตัวเอง เธอกลับรู้สึกแปลกๆ ตรงบริเวณก้นขึ้นมา... และอาจจะใช่ ความรู้สึกตื่นตระหนกมันพุ่งสูงขึ้นแบบควบคุมไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงดื้อดึงไม่ยอมเชื่ออยู่ดี!
เพียงแค่คิดว่าจะโดนเข้าทางก้น แทนที่จะรู้สึกสะอิดสะเอียน ร่างกายของเธอกลับตื่นเต้นและตอบสนองแทบจะทันที!
“ม...ไม่... ไม่มีทาง... แฉะ...” แองจี้มองต้นกล้าด้วยสีหน้าเหมือนคนติดบั๊ก ความคิดระหว่าง ‘เชื่อ’ กับ ‘ไม่เชื่อ’ กำลังตีกันวุ่นวายขัดแย้งกันในหัวจนเธอไปต่อไม่ถูก
ต้นกล้าถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดค้นหารูปเก่าๆ
“ผมขอโทษ... แต่ผมคงต้องให้คุณดูนี่แล้วล่ะ” เขายื่นโทรศัพท์ให้แองจี้ ซึ่งเธอก็รับมาด้วยความมึนงง
ทว่า... ทันทีที่เธอได้เห็นภาพบนหน้าจอ ดวงตาของเธอก็เบิ่งกว้างด้วยความตกตะลึง!
ในโทรศัพท์มีรูปถ่ายเหมือนอย่างที่ต้นกล้าเล่าไว้ไม่มีผิดเพียบ! ทั้งรูปของเธอ รูปของเขา และเหล่าแมลง...
บางรูปเป็นภาพตอนกำลังทำท่าทางเร่าร้อน โดยตัวเธอยังคงหลับตาแน่น แต่กลับมีแมลงคอยจับเชิดทำท่าทางน่าอายสุดๆ! บางรูปเธอเป็นฝ่ายขึ้นขี่อย่างเมามัน ทั้งที่ยังคงหลับตาอ้าปากหวออยู่! บางรูปหลังเสร็จกิจ เธอกับต้นกล้าโอบกอดกัน โดยมีขาแมลงช่วยจับมือเธอให้ชูสองนิ้ว! และบางรูป... มีแมลงยื่นหน้าเข้ามาถ่ายเซลฟี่ตอนที่เธอกำลังควบ...!!
แองจี้หลุดสติแตกด้วยความโมโห เธอขว้างช้อนในมือใส่กลางหน้าผากของต้นกล้าเข้าอย่างจัง!
“แบบนี้มันเหมือนงานปาร์ตี้มอมเหล้าสาวแล้วรุมโทรมเลยไม่ใช่หรือไงเล่า!!!!!”
“โอ๊ย!... ผมขอโทษครับ!”
ภาพตัด...
กลับมาอีกทีตอนที่แองจี้เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว เธอยังคงนั่งกินซุปด้วยสีหน้าบูดเบี้ยวเงียบๆ...
ต้นกล้ายังคงนั่งกินซุปอย่างเจี๋ยมเจี้ยมด้วยความรู้สึกผิด บรรยากาศเงียบสงัดจนชวนให้อึดอัด แองจี้จึงตัดสินใจถามต่อ เพราะตอนนี้เธอเชื่อแล้วว่าสิ่งที่ต้นกล้าเล่ามาทั้งหมดเป็นความจริง... เขาสื่อสารกับพวกแมลงได้จริงๆ
“แล้วยังไงต่อคะ? คุณยังเล่าไม่จบเลย พวกแมลงแดงมาบุก... แล้วยังไงต่อ?” แองจี้ถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและสงบลงมากแล้ว
“อ๋อ ใช่ครับ! พวกเราอยู่ในรังแมลงเขียวได้สักประมาณ 2–3 วันมั้งครับ ถ้าผมกะเวลาไม่ผิดนะ แล้วพวกแมลงแดงก็บุกเข้ามา พวกมันยกมากันทั้งรังเลยมั้งครับ เยอะมากแบบมืดฟ้ามัวดิน! แต่แมลงเขียวก็เยอะไม่แพ้กัน พวกมันมุดมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่มุดออกมาจากทุกซอกทุกรูเลย! ในรังรบกันดุเดือดมาก ผมเลยอาศัยจังหวะนี้ชวนคุณหนี...”
“เดี๋ยวนะ... ชวนหนีได้ยังไงคะ? ฉันหลับอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
ถึงตอนนี้แองจี้แทบไม่มีอะไรให้แปลกใจอีกแล้ว ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมด แต่เธอก็ยังสงสัยอยู่ดี... ไม่ใช่ว่าเขาแบกเธอหนีหรอกเหรอ?
“ถ้าพูดให้ถูกคือ... ชวนตัวคุณที่ถูกแมลงชักใยหนีน่ะครับ พวกแมลงพวกนั้นคงอินกับบทบาทมากเกินไปหน่อย เพราะพวกมันสวมรอยเชิดร่างคุณตลอด เวลาคุณใช้ชีวิตร่วมกับผมในรัง... ใช่ครับ! พวกแมลงช่วยกันเชิดร่างคุณ แล้วก็วิ่งหนีไปพร้อมกับผม”
แองจี้ยิ้มแห้งออกมาอีกครั้ง... ต้นกล้าเป็นคนประเภทไหนกันแน่ เธอเริ่มมองไม่เห็นขอบเขตความอัจฉริยะและความบ้าของคนคนนี้แล้วจริงๆ
“จนกระทั่งพวกเราหนีออกมาจากโพรงแมลงได้ แต่ที่แย่คือ... เราดันโดนแมลงแดงล้อมไว้หมดแล้ว ส่วนพวกแมลงเขียวที่คอยเชิดร่างคุณก็ถูกกำจัดจนหมด... ผมนี่ร้องไห้เลยนะ พวกเราผูกพันกันมากจริงๆ”
“จ้าๆ... พ่อคนอ่อนไหว... แล้วยังไงต่อล่ะ...” แองจี้ถอนหายใจยาว เมื่อไหร่เรื่องเล่าสุดพิสดารนี้จะจบลงสักที
“ผมก็เลยทำสิ่งที่สร้างหายนะขึ้นมา... ผมไม่น่าทำเลยจริงๆ... ผม... ผม... อัญเชิญ... กบ...” ต้นกล้าทำสีหน้ารู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด
“กบ?... อัญเชิญ?... คุณพูดเหมือนเล่นเกมแฟนตาซีอยู่เลยนะ จริงเหรอเนี่ย?” แองจี้แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองอีกครั้ง แม้ที่ผ่านมามันจะเกินคำว่าปกติไปไกลมากแล้ว แต่การ ‘อัญเชิญกบ’ มันดูหลุดโลกยิ่งกว่าทุกเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดเสียอีก!
“ก...กบยักษ์... ใช่ครับ ตอนแรกผมตั้งใจจะอัญเชิญพวกมันมาแค่สิบตัว เพื่อให้มาช่วยกินพวกแมลง แล้วเราจะได้อาศัยจังหวะหนีไป... แต่ที่ไหนได้! เจ้าพวกกบพวกนี้มันแสบยิ่งกว่าอะไรดี พอมันเห็นว่ามีอาหารอุดมสมบูรณ์ พวกมันก็เลยอัญเชิญพวกพ้องมาเพิ่ม แล้วก็บอกว่าจะขอตั้งถิ่นฐานที่ดาวดวงนี้... โอ๊ย! นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย!” ต้นกล้ากุมขมับยกใหญ่ “เจ้าพวกกบพวกนี้เขี้ยวลากดินกันทั้งนั้นเลย!”
“พวกมันอันตรายกว่าพวกแมลงเหรอคะ? เป็นไปได้เหรอ? กบแค่ไม่กี่ตัวกับแมลงหลายพันล้านตัวเนี่ยนะ?... แล้วกบมันกินคนไหมคะ?”
“ไม่ครับ! พวกมันไม่ทำร้ายคน ความน่ากลัวของพวกมันถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คือ... เหมือนพวกนายทุนหน้าเลือดที่ปล่อยเงินกู้ แล้วคอยบีบคั้นเราด้วยสัญญาแบบนั้นเลยครับ...”
แองจี้นั่งนิ่ง พยายามทำความเข้าใจและนึกภาพกบตัวยักษ์สวมสูทผูกเนกไทตามที่เขาเปรียบเทียบ
“เอาจริงดิ?... คุณต้นกล้า เอาดีๆ นะ จริงเหรอคะ? ขอล่ะ อันนี้ฉันเชื่อไม่ลงจริงๆ...”
ติ๊งต่อง!
ขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น เสียงกดกริ่งสัญญาณหน้าบ้านก็ดังขึ้น ทั้งสองคนนิ่งเงียบแล้วหันมามองหน้ากันทันที
“แองจี้... คุณอยากเห็นความจริงนอกบ้านไหมครับ?” ต้นกล้าถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
“ฉันคงต้องออกไปพิสูจน์แล้วล่ะ... ฉันไม่ได้ฝันไป หรือตายไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม... ไปสิ พาฉันไปดูหน่อย” แองจี้พูดด้วยความเหนื่อยล้า พลอยรู้สึกยอมจำนนกับความจริงตรงหน้าไปด้วย
และแล้ว ต้นกล้าก็พาแองจี้เดินมาที่ประตูบ้าน เขาค่อยๆ เปิดประตูต้อนรับผู้ที่มากดกริ่ง...
เบื้องหน้าของแองจี้คือ... กบตัวยักษ์ใหญ่โตเกือบเท่าบ้านสองชั้น! พวกมันหลายตัวยืนเชิดหน้ามองลงมา ราวกับตัวเองเป็นชนชั้นสูงผู้สูงส่ง พวกมันช่วยกันยกลังไม้ขนาดใหญ่ลงมาวางไว้ที่หน้าบ้านของต้นกล้า
แองจี้มองลอดผ่านร่างยักษ์ของพวกกบออกไปเบื้องหลัง... ภาพที่เห็นคือชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้าง มีกบมากมายเดินขวักไขว่ เกิดเป็นสังคมที่มีทั้งร้านค้าและการจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างคึกคัก!
“ส่วยสำหรับผู้อัญเชิญ... อาหารและของใช้อุปโภคบริโภคตามที่ร้องขอ ของประจำเดือนนี้” กบยักษ์ตัวหนึ่งส่งเสียงพูดขึ้นมา
“แฮะๆ ถึงพวกมันจะหยิ่งและเขี้ยวลากดินไปหน่อย แต่พวกมันก็เคร่งครัดและมีวินัยมากเหมือนกันนะครับ” ต้นกล้าหันไปพูดกับแองจี้ที่ยืนอ้าปากค้าง ตาค้างไปเป็นที่เรียบร้อย
“พวกมันเรียนรู้ภาษาของเราได้ เพราะงั้นเราเลยคุยกับพวกมันได้... แต่อย่าเผลอไปกู้เงินพวกมันเชียวนะ ดอกเบี้ยมหาโหดมาก!” ต้นกล้าพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเหมือนคนที่เคยลองกู้และเจอดีมากับตัวแล้ว!
หลังจากนั้นเป็นต้นมา...
ฝูงกบยักษ์ก็ออกไล่ล่าจับแมลงกินเป็นอาหาร และเริ่มขยายถิ่นฐานออกไปกว้างขวางมากขึ้น พวกมันสร้างหมู่บ้าน สร้างเส้นทางสัญจร และเปิดการค้าร่วมกับมนุษย์เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีความรู้
ทางฝั่งมนุษย์เองก็พลอยได้รับอานิสงส์ ได้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัยภายในหมู่บ้านกบ รวมถึงมีเส้นทางเดินทางระหว่างหมู่บ้านที่ไร้การรบกวน เรียกได้ว่าพวกกบยักษ์เป็นผู้บุกเบิกพื้นที่อันตรายให้ แล้วมนุษย์ก็ค่อยๆ อพยพตามไปอยู่อาศัย
หลายปีผ่านไป... ฝูงแมลงร้ายลดจำนวนลงจนเกือบหมดสิ้น เผ่าพันธุ์กบกลายเป็นผู้ครองโลกใบนี้ ส่วนมนุษย์กลายสภาพเป็นประชากรชนชั้นสองโดยสมบูรณ์
ต้นกล้ายังคงรู้สึกผิดอยู่เสมอที่เป็นต้นเหตุในการทำลายระบบนิเวศของพวกแมลง แต่แองจี้กลับไม่ได้คิดแบบนั้น... เธอยังคงอาศัยอยู่กับต้นกล้า ทั้งคู่ช่วยกันวางแผนว่าอยากจะมีลูกด้วยกันสักคน... แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จสักที
เพราะต้นกล้าดันทำให้เธอติดใจ "ประตูหลัง" ไปเสียแล้วน่ะสิ...
แองจี้ สาวสวยผมบลอนด์ ดวงตาสีฟ้าสดใส เธอเกิดและโตในเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญ และเป็นเกษตรกรที่ขยันขันแข็ง ไร่สวนทุกอย่างกำลังไปได้ดี... จนกระทั่งวันนั้น วันที่ฝูงแมลงบุกทะลักเข้ามามากมายจนครอบคลุมแทบทุกพื้นที่
พวกมันกัดกินพืชผล กัดกินสวนของเธอ... แต่นั่นกลับไม่มีใครสนใจเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนสนใจมากกว่าคือ "ขนาด" ของพวกมัน แมลงพวกนั้นมีขนาดตัวตั้งแต่เท่าหมาเต็มวัย ไปจนถึงใหญ่โตเท่าบ้านสองชั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะขนาดพอๆ กับวัวร่างยักษ์! ในเวลานั้น ไม่มีใครสนเรื่องสวนถูกทำลายอีกต่อไป เพราะทุกคนต้องหนีเอาชีวิตรอด...
ย้อนกลับไปในวันที่หายนะเริ่มต้น...
มนุษย์เคยมียุคสมัยที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด พวกเขามีเทคโนโลยีล้ำสมัย ประชากรในเมืองใหญ่ใช้ชีวิตสะดวกสบายราวกับอยู่ในยูโทเปีย
กระทั่งวันหนึ่ง บริษัทอาหารและยายักษ์ใหญ่ได้เริ่มโครงการวิจัย "สุดยอดอาหาร" (Super Food) พวกเขาค้นพบว่าโปรตีนในแมลงนั้นสูงมาก การสกัดทำได้ไม่ยาก และยังสามารถปรับปรุงสายพันธุ์ให้มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อสารอาหารที่ยอดเยี่ยม
มาถึงตรงนี้คงพอจะเดาออกแล้วสินะครับว่าเกิดอะไรขึ้น...
แมลงถูกดัดแปลงสายพันธุ์เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหาร เป็นแหล่งพลังงานและวิตามินราคาถูกที่มีมากพอจะเลี้ยงปากท้องคนทั้งเมือง แถมยังเตรียมขยายสาขาไปทั่วโลก แมลงรุ่นแล้วรุ่นเล่าถูกป้อนเข้าโรงงานแปรรูปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้แต่พื้นที่ทุรกันดารก็ยังรอดพ้นจากการขาดแคลนอาหารและน้ำเพราะโครงการนี้
แต่ทว่า...
พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า แมลงเหล่านั้นได้เล็ดลอดออกสู่โลกภายนอกอย่างเงียบเชียบ อาจเป็นไข่ของพวกมันที่ติดออกไป หรือรอยรั่วเล็กๆ ในห้องเพาะเลี้ยง... แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน พวกมันก็ออกไปสู่ป่า สู่ธรรมชาติ และซุ่มขยายพันธุ์มากขึ้น... มากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่ามนุษย์จะต่อต้านเท่าไหร่ หรือทำลายล้างพวกมันไปมากแค่ไหน จำนวนของพวกมันก็ไม่เคยลดลง... พวกมันรู้จักปรับตัว สารพิษ สารเคมี หรือแม้กระทั่งกัมมันตรังสีก็ยังทำอะไรพวกมันไม่ได้
มนุษย์เริ่มต้นจากการบุกทำลายพื้นที่ที่คาดว่าเป็นรังของพวกมัน... สามเดือนผ่านไป แผนการถูกเปลี่ยนเป็นการจำกัดขอบเขต... หลายเดือนต่อมา มนุษย์เริ่มทำได้เพียงตั้งรับและป้องกัน...
สุดท้ายพวกเขาก็ต้องถอยร่น ฝูงแมลงแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก เมืองใหญ่หลายแห่งถูกบุกตีจนพินาศ อารยธรรมของมนุษยชาติล่มสลาย เหลือเพียงกลุ่มผู้รอดชีวิตที่กระจัดกระจายอยู่ตามซอกมุมของโลกใบนี้
ในวันที่โลกแตกสลาย... พวกเขาทำได้เพียงใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันๆ เพื่อที่จะตายช้าลงอีกนิดก็เท่านั้น
ปัจจุบัน...
ถนนที่แตกร้าวทอดยาวไปในพื้นที่รกร้าง ดินแห้งแล้งไร้ต้นไม้ใบหญ้า เสียงเครื่องยนต์คำรามมาจากสุดปลายทาง
“ต...ต...ตายแน่... เรา... ตายแน่ๆ...”
เปาเปา ชายหนุ่มคนขับรถเอ่ยขึ้นด้วยอาการมือสั่น เขากลัวจนสติแทบหลุดพลางเหยียบคันเร่งจนสุด รถจี๊ปสีเขียวของกองทัพที่อยู่ในสภาพยับเยินกำลังแล่นด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่มันจะทำได้
“ที่รัก...” แองจี้มองแฟนหนุ่มด้วยสายตาสิ้นหวังไม่ต่างกัน “เราคงไม่รอดจริงๆ สินะ...”
เธอมองกลับไปด้านหลังรถ... ฝูงแมลงนับร้อยกำลังวิ่งไล่ล่าเหยื่ออย่างไม่ลดละ บางตัวบินได้ บางตัววิ่ง และบางตัวก็เร็วเสียจนเข้าใกล้ท้ายรถมากขึ้นทุกขณะ
แองจี้ตัดสินใจหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ท้ายรถขึ้นมาเปิดออก ด้านในบรรจุระเบิดเอาไว้
“แองจี้!! น...นั่นมันระเบิดชุดสุดท้ายแล้วนะ!” เปาเปาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เหมือนไม่อยากให้เธอใช้มัน
“ถ้าเราตาย ก็ไม่มีใครได้ใช้อีกแล้วนะ เปาเปา...” แองจี้พูดอย่างลังเล แต่มือก็ยังคงหยิบลูกระเบิดออกมาไม่หยุด
เปาเปาเงียบไป คล้ายยอมปล่อยให้เธอทำตามใจ แองจี้เริ่มทยอยดึงสลักระเบิดแล้วโยนไปทางท้ายรถใส่ฝูงแมลง หวังจะช่วยลดจำนวนพวกมันลงบ้าง
แมลงหลายตัวโดนแรงระเบิดจนร่าง เละเทะ บางตัวล้มลงขวางทางพวกเดียวกันจนสะดุด บางตัวถูกพวกเดียวกันเองรุมกัดกิน แต่พวกที่เหลือก็ยังคงพุ่งทะยานตามมาอย่างไม่ลดละ
ระเบิดหมดลงแล้ว... แต่ฝูงแมลงยังคงไล่หลังมาติดๆ แองจี้จึงหยิบปืนลูกซองขึ้นมา กระสุนเหลือเพียง 10 นัด แม้จะดูไร้ความหวัง แต่เธอก็ตั้งใจจะใช้มันจนนัดสุดท้าย
“แองจี้... มันไม่มีประโยชน์หรอก...” เปาเปาพูดด้วยน้ำเสียงหมดหวัง
“ไม่ เปาเปา ฉัน... ฉันอยากให้เรารอด เปาเปา ฉันอยากให้นายรอด!”
แองจี้โน้มตัวไปจูบเขา ก่อนจะหันกลับไปจ่อปืนลูกซองเล็งตรงไปยังฝูงแมลง เธอสูดหายใจเข้าลึกแล้วเหนี่ยวกลไก...
ปัง!
กระสุนลูกปลายกระจายออกไป แต่บางส่วนกลับปะทะเข้ากับท้ายรถเพราะเธอยิงต่ำเกินไป ส่งผลให้ตัวรถเสียหลักสะบัดไปเล็กน้อย
“วี้ด!!... ไม่นะ ฉันขอโทษ!...”
“แองจี้ ใจเย็นๆ! ทำไมเธอไม่ลุกขึ้นยืนก่อนยิงล่ะ? นั่นจะช่วยให้ลูกปลายกระจายได้เต็มที่นะ” เปาเปาเริ่มมีแววตาจริงจังขึ้น ทำให้แองจี้มีกำลังใจขึ้นมาทันที
แองจี้พยักหน้า เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนบนที่นั่งพลางเล็งปืนไปทางฝูงแมลง ร่างกายโอนเอียงเซไปมาเล็กน้อยก่อนจะเหนี่ยวไกปืนอีกครั้ง... แมลงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดโดนลูกปลายเข้าอย่างจัง แต่มันกลับแทบไม่สะเทือน เพียงแค่ความเร็วลดลงเล็กน้อยเท่านั้น
“ม...มันไม่สะเทือนเลย! ฉันจะยิงอีกนัด...” แองจี้เล็งปืนลูกซองอีกครั้ง ครั้งนี้เธอตั้งสมาธิอย่างเต็มที่
ทว่า... สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
ร่างของเธอลอยกระเด็นออกจากตัวรถ! เปาเปาหักเลี้ยวรถอย่างกะทันหันจนเธอเสียหลัก ก่อนที่เขาจะยื่นมือมาผลักเธอจนลอยกระเด็นออกไป
สายตาของทั้งคู่สบกันเพียงชั่วเสี้ยววินาที... ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง
สายตาของเปาเปาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่ลึกๆ แล้วเขาก็แค่อยากรอด... ในขณะที่สายตาของแองจี้นั้นยังคงเต็มไปด้วยความฉงนและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เปาเปา แฟนหนุ่มของเธอ จะผลักเธอลงจากรถ... เพียงเพื่อใช้เธอเป็นเหยื่อให้ฝูงแมลงหยุดไล่ตามอย่างนั้นหรือ?
ร่างของแองจี้ตกลงกระแทกพื้นถนนอย่างแรงและไถลกลิ้งไปตามพื้น กระดูกในร่างกายแตกหักกี่ท่อนบ้างก็ไม่อาจรู้ แต่ที่แน่ๆ คือเธอขยับไม่ได้อีกต่อไปทำได้เพียงจ้องมองท้ายรถของเปาเปา... คนที่เธอรักและไว้ใจที่สุด กำลังขับหนีห่างออกไปจนตัวรถหดเล็กลงเรื่อยๆ
ฝูงแมลงโถมเข้ามาถึงตัวเธอ พวกมันไม่รอช้า ขาอันแหลมคมแทงพรวดเข้าตามแขนขาเพื่อตรึงเหยื่อไว้กับที่ เขี้ยวและคมปากที่น่าขยะแขยงอ้ากว้างก่อนจะรุมล้อมเข้ามา แต่ก่อนที่จะทันได้เห็นภาพอันสยดสยองไปมากกว่านั้น แองจี้ก็ขาดใจตายไปเสียก่อนด้วยความเจ็บปวดอันแสนสาหัส
ทุกอย่างมืดดับลง... สงบนิ่ง... และค่อยๆ หายไป...
...
...
ในที่สุดเธอเริ่มรู้สึกตัว ความปวดเมื่อยที่แทรกซึมเข้ามา อาการหิวโหยจนท้องร้องงอแง และกลิ่นซุปร้อนๆ ที่หอมโชยเตะจมูก ดึงสติของเธอกลับคืนมาอีกครั้ง
แองจี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความมึนงง แม้จะจำรายละเอียดได้ไม่มากนัก แต่ภาพเหตุการณ์สุดท้ายกลับเด่นชัด... เปาเปาแฟนหนุ่มทิ้งเธอไว้กลางดงแมลง และเธอถูกรุมกิน... เธอควรจะตายไปแล้วสิ แล้วทำไมกัน?
เธอกวาดสายตามองสำรวจไปรอบตัว ที่นี่ดูเหมือนห้องพัก บนเตียงนอนอบอุ่น สวมเสื้อผ้าเนื้อบางเบาสบาย มีสายน้ำเกลือเสียบอยู่ที่มือซ้าย สายอาหารเสียบเข้าทางจมูก และมีเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจส่งเสียงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ข้างหัว แต่เมื่อมองดูโดยรวมแล้ว ที่นี่กลับไม่เหมือนโรงพยาบาลเลยสักนิด
“ฉัน... ยังไม่ตายหรอ?...”
แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนแรง แต่กลับไม่มีบาดแผลสดหลงเหลืออยู่ มีเพียงรอยแผลเป็นรูปร่างแปลกๆ ที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าเธอเกือบจะตายมาแล้วจริงๆ
“ที่นี่ที่ไหน?... มีคนมาช่วยฉันไว้หรอ? หรือว่า... เปาเปากลับมาช่วยฉัน?”
เธอแทบไม่อยากเชื่อเลย ไม่มีทางเป็นไปได้ที่เธอจะรอดชีวิตจากดงแมลงพวกนั้น... แต่เธอก็รอดชีวิตกลับมาแล้วจริงๆ!
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถ้วยซุปร้อนๆ สองใบ
แองจี้มองไปทางชายผู้นั้น เขาดูอบอุ่น รอยยิ้มของเขามีเสน่ห์ดึงดูดจนหัวใจเธอเต้นไม่เป็นสัจจะ... อย่างน้อยคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ก็หล่อเหลา หรือต่อให้เขาไม่ใช่คนที่ช่วยไว้ แต่การที่เขาคอยดูแลเธอแบบนี้ ก็ทำให้แองจี้เอ่ยทักทายออกไปด้วยความอายผสมความตื่นเต้น
“ส...สวัสดีค่ะ... คุณเป็นคนที่ช่วยฉันไว้ใช่ไหมคะ?...” แองจี้กำผ้าห่มแน่น เธอนึกกลัวอยู่บ้าง แต่ลึกๆ ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
ทันทีที่ชายคนนั้นได้ยินเสียงเธอ เขาก็ชะงักกึก สีหน้าตกใจเหวอเหมือนเห็นผี... และชายคนนั้นก็คือ ต้นกล้า นั่นเอง!
“ธ...ธ...เธอตื่น!... ตื่นแล้ว!... โอ้ว... ใช่... ส...สวัสดีจ้ะ...” ต้นกล้าเหงื่อตกพลั่ก ท่าทางดูลุกลี้ลุกลนเหมือนคนทำความผิดมา แต่แองจี้กลับไม่ได้สนใจหรือสังเกตเห็นเลย
“ฉันชื่อแองจี้ คุณช่วยชีวิตฉันไว้ใช่ไหม? ขอบคุณมากนะคะ... คุณชื่ออะไร บอกฉันได้ไหม?” แองจี้เอ่ยถาม เพราะอยากรู้จักคนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้
“สวัสดีแองจี้... ฉันชื่อต้นกล้า... และถ้าถามว่าช่วยไว้ไหม?... ก็คงใช่...” ต้นกล้าเดินไปวางถ้วยซุปบนโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาแองจี้อย่างระมัดระวัง
“เธอ... รู้สึกอะไรไหม? บอกได้ไหมว่าตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?” ต้นกล้าเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและกังวล
“ถามว่ารู้สึกยังไงเหรอคะ... เหนื่อย... หิว... เหมือนคนนอนเต็มอิ่ม แต่ก็นอนนานเกินไปหน่อยจนเมื่อยไปหมดทั้งตัวเลยค่ะ แต่ก็ดีนะคะ รู้สึกสดชื่นนิดๆ ด้วย” แองจี้ตอบพร้อมส่งรอยยิ้มให้
“อ่า... ก็... ดี...” ต้นกล้ามองเธอ ราวกับยังไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าแองจี้ตื่นขึ้นมาจริงๆ
แองจี้เริ่มรู้สึกเขินเมื่อโดนจ้องนานๆ เธอจึงหลบสายตาลงต่ำ มองสำรวจร่างกายของตัวเอง แล้วความอายก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก
“ขอบคุณนะคะที่คุณช่วยรักษาแล้วก็ดูแลฉัน... น่าอายจังเลย”
หญิงสาวที่ต้องอยู่ในการดูแลของชายหนุ่ม... เธอพอจะเข้าใจได้ดีว่าเขาคงต้องทำอะไรกับเรือนร่างของเธอไปบ้างแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็คงเป็นการเช็ดตัว
“ผม... ขอโทษ!... คือผมไม่รู้จะพูดยังไงดี... ผมคงทำเรื่องที่แย่ที่สุดลงไปแล้ว” ต้นกล้าก้มหน้าลง แสดงสีหน้ารู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด
แองจี้กวาดสายตามองสำรวจร่างกายตัวเองอีกนิดหน่อย เธอปักใจเชื่อไปแล้วว่าคงถูกกระทำบางอย่างในช่วงที่หลับไม่ได้สติ มันน่าตกใจอยู่บ้าง แต่เธอก็ยอมรับมันได้ หากเทียบกับการที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้ แถมเขายังดูซื่อๆ ไม่ได้มีท่าทางน่ากลัวเลยสักนิด เธอจึงไม่ได้รู้สึกโกรธเขาเลยแม้แต่น้อย
“คุณต้นกล้า... ฉันเข้าใจค่ะ และฉันก็ไม่ได้โกรธหรอกนะ... มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ในยุคสมัยที่ผู้คนตายกันเป็นว่าเล่น แถมข้างนอกนั่นยังมีแต่ฝูงแมลงร้าย” แองจี้พยายามพูดให้เขาคลายความกังวล
“อ...อืม... แต่ยังไงผมก็ต้องขอโทษอยู่ดี... และก็... ใช่! ห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาดนะ! ข้างนอกนั่นอันตรายมาก... ถ้าเธอคิดว่ามันอันตรายแค่ไหน ให้คูณเพิ่มไปอีกสิบเท่าได้เลย... เอาเป็นว่าผมพูดมากไปแล้ว เอาเป็นว่าห้ามออกไปเด็ดขาดนะครับ”
ต้นกล้าพูดตะกุกตะกัก ราวกับคนมีความผิดที่กำลังปิดบังความลับบางอย่างเอาไว้ แต่แองจี้ก็ไม่ได้ติดใจสงสัย
“ค่ะ... ฉันหิวจัง คุณพอจะแบ่งซุปให้ฉันบ้างได้ไหมคะ?” เธอมองไปยังโต๊ะที่มีถ้วยซุปวางอยู่
“ได้สิ ตอนแรกฉันตั้งใจจะมาให้อาหารเธอทางสายยาง แต่ตอนนี้คงไม่ต้องแล้วล่ะ เธอลุกไหวไหม? ไปนั่งกินซุปที่โต๊ะด้วยกันดีกว่า”
ต้นกล้าค่อยๆ ถอดสายอาหารออกจากจมูกของเธอ พร้อมกับปลดสายระโยงระยางต่างๆ ออกจากร่างกายอย่างเบามือ
แองจี้ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น เธอรับความช่วยเหลือจากต้นกล้าด้วยความเต็มใจ เอื้อมมือประคองเกาะเขาไว้อย่างใกล้ชิดจนเดินไปถึงเก้าอี้ แล้วจึงค่อยๆ นั่งลงอย่างมั่นคง
“คุณต้นกล้า คุณอยู่คนเดียวหรือค่ะ หรือมีคนอื่นด้วย” แองจี้ตักซุปเข้าปากไปด้วย
“คนเดียวครับ ตั้งแต่มาที่นี่ ยังไม่เจอคนเลย เจอแค่คุณ” ต้นกล้าเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม
แองจี้ยิ้มอ่อนๆ ดีใจที่ได้ยิน เธอเริ่มหวังลึกๆว่าต้นกล้าจะเป็นคนดีและเธอจะได้อยู่กับเขาต่อไป
“ให้ฉันอยู่กับคุณที่นี่ได้ไหมค่ะ ฉันสัญญาว่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์”
“คุณไม่รังเกียจผมหรอ? อยู่ด้วยกันผมไม่ขัดหรอกนะ ได้อยู่กับผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณ” ต้นกล้าพูดยิ้มแห้งๆ
แองจี้ยิ้มหวานแต่ไม่ตอบอะไรอีก “ช่วยเล่าตอนที่คุณช่วยฉันได้ไหมค่ะ ฉันอยากรู้ว่าคุณไล่พวกแมลงไปได้ยังไง? ไม่มีใครเคยทำได้เลย มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ฉันจะรอด เอาแบบละเอียดเลยนะค่ะ ฮีโรของฉัน”
ต้นกล้าอ้าปากเหมือนจะพูดแต่หยุด ก่อนเลือกจะถามด้วยความลังเล “ถ้าผมเล่า สัญญาว่าจะไม่โกรธ ได้ไหม?”
“ไม่ค่ะ ฉันจะไม่โกรธคุณแน่นอน” แองจี้ยิ้มหวานให้พลางตักซุปกิน
“OK ผมจะเริ่มจากตั้งแต่ต้นเลยนะ” ต้นกล้าเงยหน้าทบทวนความจำ
“วันนั้นผมกำลังขับมอเตอร์ไซค์เล่นกินลมเพื่อสำรวจพื้นที่อยู่ครับ”
“เดี๋ยว!! เดี๋ยวค่ะ! คุณขับรถกินลม?... ทั้งๆ ที่ข้างนอกมีแต่พวกแมลงเนี่ยนะคะ?” แองจี้เอ่ยขัดขึ้นมาทันควัน
“ใช่ครับ... ขับช้าๆ เอื่อยๆ...” ต้นกล้าตอบหน้านิ่งเสียจนแองจี้ไม่กล้าถามต่อ ได้แต่เก็บความไม่เชื่อถือไว้ในใจ ก่อนที่เขาจะเล่าต่อ
“แสงแดดแรงมาก วิวดีสุดๆ... แต่ดีๆ ผมก็เห็นรถจี๊ปกองทัพคันหนึ่งแล่นสวนมา ผมพยายามมองดูก็เห็นว่าพวกแมลงกำลังวิ่งไล่ตามรถคันนั้นอยู่ แล้วผมก็เห็นสิ่งที่สุดยอดแห่งความประทับใจ!” ต้นกล้าชี้มือไปที่แองจี้ “คุณ!! มองจากไกลๆ ก็รู้เลยว่าสวย!”
แองจี้ทำหน้าเซ็งกะตาย แต่ก็ไม่ได้พูดแทรกอะไรออกไป
“และสาวสวยคนนั้นก็กำลังยืนขึ้น ถือปืนยิงใส่พวกแมลง! นั่นทำให้ผมประทับใจมากเลยครับ”
“ฉ...ฉัน... อืม... ค่ะ... ใช่ค่ะ ฉันยืนขึ้นเพื่อยิง...” แองจี้สีหน้าหมองลงทันทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่โดนแฟนหนุ่มหักหลัง
“แล้วผมก็เห็นคุณตกลงมาจากรถ! ทันใดนั้นผมก็รีบบิดมอไซค์ไปช่วยทันที แต่ก็ไม่ยักกะรู้แฮะว่าไอ้ผู้ชายที่ขับรถคันนั้น มันไม่รู้หรือไงว่าคุณตกรถ? แต่ผมไม่สนใจหรอก ผมบิดมอไซค์เข้าไปไล่พวกแมลง แล้วก็คว้าตัวคุณขึ้นมาแบกไว้ ก่อนจะบิดสุดแรงเกิดเลยครับ!” ต้นกล้าเล่าไปพลาง ตักซุปกินไปพลางอย่างอารมณ์ดี
“ว้าว เท่จังเลยค่ะคุณต้นกล้า... ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนกล้าฝ่าฝูงแมลงแบบนั้น แต่คุณทำได้... เพื่อช่วยฉันเหรอคะ?” แองจี้เริ่มรู้สึกดีใจและทึ่งในความใจกล้าของเขา “หลังจากนั้นคุณก็พาฉันมารักษาใช่ไหมคะ?”
“เปล่าครับ... มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นสิครับ” ต้นกล้าถอนหายใจ “คือระหว่างที่ผมขับหนี... ผมดันไปเจอฝูงแมลงอีกกลุ่มดักอยู่ข้างหน้า พวกมันกำลังรุมกินโต๊ะผู้ชายคนที่ขับรถจี๊ปคันนั้นอยู่... เสียใจด้วยนะ เขาไม่รอด”
แองจี้อึ้งไปครู่ใหญ่ เธอไม่รู้ว่าจะรู้สึกดีใจหรือเสียใจดี... “เขา... เป็นแฟนเก่าของฉันเองค่ะ... แต่ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้เสียใจขนาดนั้น...” ตอนนี้เธอเริ่มคิดแล้วว่า การโดนผลักตกรถอาจจะเป็นเรื่องโชคดีกว่าก็ได้
“แล้วยังไงต่อเหรอคะ? คุณหนีพ้นมาได้ใช่ไหม?”
“คำตอบคือ... ไม่ครับ ผมโดนล้อมไว้หมดแล้ว ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง” ต้นกล้าตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แองจี้มองเขาอย่างสงสัย “เอ๋? แล้วพวกเรารอดมาได้ยังไงคะ? มีกองกำลังทหารมาช่วย? หรืออะไรทำนองนั้นไหมคะ?”
“ไม่มีครับ... คือผมเริ่มต้น ‘เจรจา’ กับพวกมันน่ะ”
พอได้ยินคำว่า ‘เจรจา’ แองจี้ถึงกับพูดไม่ออกไปต่อไม่ถูก... ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนพูดคุยกับแมลงได้ และไม่เคยมีใครรู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันสื่อสารกันยังไง! เธอนั่งนิ่ง รอฟังว่าต้นกล้าจะเล่าอะไรต่อ
“คือพวกที่ไล่ตามคุณมา มันจะมีแถบสีแดงบนตัวใช่ไหมครับ?” แองจี้พยักหน้ารับ
“ส่วนพวกที่ดักอยู่ข้างหน้ามันมีแถบสีเขียว น่าจะเป็นคนละสายพันธุ์กัน พวกมันเริ่มเถียงกัน แล้วผมก็จับใจความได้ว่า...” ต้นกล้ายังคงเล่าต่ออย่างหน้าตาเฉย “ไอ้แมลงเขียวมันอ้างว่าพวกเราเป็นเหยื่อของมัน เพราะพวกเราวิ่งไปทางนั้นและเข้าไปในวงล้อมของมันแล้ว ส่วนไอ้แมลงแดงก็เถียงกลับว่า นี่มันเขตของพวกมัน ไอ้แมลงเขียวรุกล้ำเข้ามา เพราะงั้นพวกมันไม่ยอม!”
แองจี้ไม่เชื่อเด็ดขาด! แต่ด้วยความที่ไม่รู้ว่าความจริงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอจึงทำได้แค่นั่งฟังชายผู้ช่วยชีวิตโม้ไปเรื่อยๆ
“จากที่ผมสังเกต พวกแมลงเขียวดูมีอารยธรรมมากกว่าพวกแมลงแดง ผมเลยบอกพวกมันไปว่า เราสองคนเป็นเหยื่อของแมลงเขียว ถ้าจะให้ดี พาพวกเราไปกินในที่ปลอดภัยจะดีกว่านะ! พอได้ยินแบบนั้น พวกแมลงเขียวก็รีบจัดแมลงคุ้มกันผมกับคุณไปด้านหลังฝูงทันที แค่นั้นแหละ! พวกแมลงแดงก็ตะลุยใส่ทันที เกิดการตะลุมบอนกันจนเลือดแมลงสาดกระจายไปทั่ว แต่ใครจะสนล่ะครับ? ผมก็ขับมอไซค์ตามกลุ่มที่ควบคุมพวกเรา จนมาถึงโพรงของพวกมัน เอาจริงๆ ก็หนีลำบากมาก เพราะพวกมันกระจายอยู่ทั่วไปหมดเลยนะ”
“แล้วตอนขับรถเล่นกินลม ทำไมไม่เห็นเจอบ้างล่ะ...” แองจี้แอบบ่นงึมงำเบาๆ ไม่ให้ต้นกล้าได้ยิน
“คุณว่าอะไรนะ? ผมไม่ได้ยิน” ต้นกล้าถามด้วยสีหน้าซื่อๆ
“เปล่าๆ! ฉันว่าซุปอร่อยดี แฮะๆ” แองจี้ยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้แบบฝืนสุดชีวิต
ต้นกล้ายิ้มรับแล้วเล่าต่ออย่างอารมณ์ดี
“พอไปถึงรังของพวกมัน ดันถูกส่งไปหาราชินี ตอนแรกผมคิดว่าไม่รอดแน่ๆ คงถูกจับเป็นอาหารให้พวกตัวอ่อนหรืออะไรทำนองนั้น... แต่มันไม่ใช่! ราชินีตัวเบ้อเริ่มเลยครับ!” ต้นกล้ากางแขนออกกว้างเป็นเชิงบอกว่ามันตัวใหญ่ขนาดไหน “ถึงจะดูน่ากลัว แต่เธอมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก เธอไม่ฆ่า ไม่กิน แต่จะ ‘ทำฟาร์ม’ พวกเรา...”
“ฟาร์ม? พวกเราเนี่ยนะ? ยังไงคะ? เลี้ยงมนุษย์เนี่ยนะ? พวกมันคิดได้ยังไง? แค่คุณคุยกับพวกมันได้ ฉันก็แทบไม่อยากจะเชื่ออยู่แล้ว” แองจี้ถามด้วยความประหลาดใจ เธอเริ่มทิ้งความคิดที่ว่าเขาโกหก แล้วปล่อยให้ต้นกล้าเล่าไปเหมือนเป็นนิทานหรือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง
“ราชินีรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิง ส่วนผมเป็นผู้ชาย และเราทำลูกกันได้ เธอเลยส่ง ‘แมลงหมอหลวง’ มา... ผมคิดว่าน่าจะใช่แมลงหมอหลวงนะ แมลงหมอหลวงรักษาเธอ ซึ่งเทคโนโลยีของพวกมันล้ำมาก! ทั้งผ่าตัดในห้องปลอดเชื้อ ทั้งเชื่อมกระดูก ทั้งรักษาแผลด้วยสารพิเศษ แผลเธอเลยดูดีกว่าปกติไง เห็นไหมล่ะ?”
แองจี้ยกแขนขึ้นมอง กวาดสายตามองขาตัวเอง เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารอยแผลเป็นตามร่างกายมันดูแปลกตาจริงๆ แต่มันกลับสมานตัวและหายดีราวกับเป็นแค่รอยสัก เธอเริ่มเปลี่ยนใจมาเชื่อเขาครึ่งหนึ่ง จากที่ตอนแรกไม่เชื่อเลยสักนิด
“และหลังจากนั้น... เอ่อ... คือ... พวกแมลงแดงก็ยกกองทัพมาโจมตีรังของแมลงเขียว”
ช่วงประโยคนี้ ต้นกล้าดูมีท่าทีเลิกลั่ก สายตาลอยไม่นิ่ง ดูยังไงก็รู้ว่ากำลังมีความลับบางอย่างปิดบังอยู่ จนแองจี้เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที
“เดี๋ยวนะคะคุณต้นกล้า... มีอะไรอีกใช่ไหม?... คุณปิดบังอะไรฉันอยู่? สัญญาแล้วไงว่าจะบอกให้หมด!... ก่อนที่แมลงแดงจะบุกเข้ามา เกิดอะไรขึ้นคะ?... หรือฉันเป็นอะไรไป?” แองจี้กวาดสายตามองสำรวจร่างกายตัวเองด้วยความกังวล เพราะการรักษาจากพวกแมลงอาจจะมีผลข้างเคียง หรือเธออาจจะมีหนามงอกออกมาจากตัวก็เป็นได้ “บอกมาให้หมดนะคะ! ฉันกลายร่างเป็นแมลงตอนหลับเหรอ? หรือฉันกลายพันธุ์? ขอร้องล่ะ บอกมาให้หมด!!”
“ม...ไม่ครับ! คุณปกติดีทุกอย่าง! แต่... พวกแมลงอยากให้เราสืบพันธุ์กัน... ทว่าคุณดันไม่ยอมตื่น พวกมันก็เลย...” ต้นกล้าจำใจเล่า แต่แววตาของเขากลับสะท้อนถึงประสบการณ์สุดเหวี่ยงบางอย่าง
“เรียกว่าพวกมันเข้ามา ‘เชิด’ คุณให้ดูเหมือนมีชีวิต ดูมีปฏิสัมพันธ์กับผม... แล้วเอ่อ... มันเชิดคุณในท่าทางที่เย้ายวนเกินห้ามใจมาก! ให้ตายสิ คุณหุ่นดีเกินไป จนผมอดใจไม่ไหวจริงๆ...”
มาถึงจุดนี้ เหงื่อเม็ดโตเริ่มซึมออกมาทั่วตัวแองจี้ เธอพยายามคิดว่าเขาโกหก มันไม่จริงแน่ๆ! มือบางเริ่มเอื้อมลงไปแอบสำรวจ ‘น้องสาว’ ของตัวเอง... มันยังปกติดี ไม่ได้รู้สึกเหมือนผ่านการใช้งานหนัก แต่ก็เป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น
“ค...คุณโกหก... ฉันรู้ว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้น... กับคุณ...” แองจี้มองเขาด้วยใบหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย แต่ลึกๆ ก็ยังไม่เชื่อสิ่งที่ต้นกล้าพูด
“ก็มันมีเหตุจำเป็นแบบนี้น่ะครับ... คือผมก็กังวลเหมือนกันว่าถ้าทำแบบปกติแล้วคุณเกิดท้องขึ้นมาจะแย่เอา ผมก็เลยเลือกใช้ ‘รูถัดไป’ แทน...”
แองจี้ถึงกับขมิบก้นวูบด้วยความตกใจกลัว! ทำอะไรไม่ถูก เหงื่อผุดซึมเต็มใบหน้า
“โชคดีที่พวกแมลงมันไม่รู้ว่ารูไหนเอาไว้ทำลูก ผมก็เลยโกหกพวกมันไปว่า ‘รูนี้แหละ!’ แล้วพวกมันก็พอใจ...”
“ค...ค...คุณ... โกหก...” แองจี้เอ่ยเสียงสั่นพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ เธอพยายามไม่เชื่อเด็ดขาด แต่มุมหนึ่งเมื่อลองสังเกตร่างกายตัวเอง เธอกลับรู้สึกแปลกๆ ตรงบริเวณก้นขึ้นมา... และอาจจะใช่ ความรู้สึกตื่นตระหนกมันพุ่งสูงขึ้นแบบควบคุมไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงดื้อดึงไม่ยอมเชื่ออยู่ดี!
เพียงแค่คิดว่าจะโดนเข้าทางก้น แทนที่จะรู้สึกสะอิดสะเอียน ร่างกายของเธอกลับตื่นเต้นและตอบสนองแทบจะทันที!
“ม...ไม่... ไม่มีทาง... แฉะ...” แองจี้มองต้นกล้าด้วยสีหน้าเหมือนคนติดบั๊ก ความคิดระหว่าง ‘เชื่อ’ กับ ‘ไม่เชื่อ’ กำลังตีกันวุ่นวายขัดแย้งกันในหัวจนเธอไปต่อไม่ถูก
ต้นกล้าถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดค้นหารูปเก่าๆ
“ผมขอโทษ... แต่ผมคงต้องให้คุณดูนี่แล้วล่ะ” เขายื่นโทรศัพท์ให้แองจี้ ซึ่งเธอก็รับมาด้วยความมึนงง
ทว่า... ทันทีที่เธอได้เห็นภาพบนหน้าจอ ดวงตาของเธอก็เบิ่งกว้างด้วยความตกตะลึง!
ในโทรศัพท์มีรูปถ่ายเหมือนอย่างที่ต้นกล้าเล่าไว้ไม่มีผิดเพียบ! ทั้งรูปของเธอ รูปของเขา และเหล่าแมลง...
บางรูปเป็นภาพตอนกำลังทำท่าทางเร่าร้อน โดยตัวเธอยังคงหลับตาแน่น แต่กลับมีแมลงคอยจับเชิดทำท่าทางน่าอายสุดๆ! บางรูปเธอเป็นฝ่ายขึ้นขี่อย่างเมามัน ทั้งที่ยังคงหลับตาอ้าปากหวออยู่! บางรูปหลังเสร็จกิจ เธอกับต้นกล้าโอบกอดกัน โดยมีขาแมลงช่วยจับมือเธอให้ชูสองนิ้ว! และบางรูป... มีแมลงยื่นหน้าเข้ามาถ่ายเซลฟี่ตอนที่เธอกำลังควบ...!!
แองจี้หลุดสติแตกด้วยความโมโห เธอขว้างช้อนในมือใส่กลางหน้าผากของต้นกล้าเข้าอย่างจัง!
“แบบนี้มันเหมือนงานปาร์ตี้มอมเหล้าสาวแล้วรุมโทรมเลยไม่ใช่หรือไงเล่า!!!!!”
“โอ๊ย!... ผมขอโทษครับ!”
ภาพตัด...
กลับมาอีกทีตอนที่แองจี้เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว เธอยังคงนั่งกินซุปด้วยสีหน้าบูดเบี้ยวเงียบๆ...
ต้นกล้ายังคงนั่งกินซุปอย่างเจี๋ยมเจี้ยมด้วยความรู้สึกผิด บรรยากาศเงียบสงัดจนชวนให้อึดอัด แองจี้จึงตัดสินใจถามต่อ เพราะตอนนี้เธอเชื่อแล้วว่าสิ่งที่ต้นกล้าเล่ามาทั้งหมดเป็นความจริง... เขาสื่อสารกับพวกแมลงได้จริงๆ
“แล้วยังไงต่อคะ? คุณยังเล่าไม่จบเลย พวกแมลงแดงมาบุก... แล้วยังไงต่อ?” แองจี้ถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและสงบลงมากแล้ว
“อ๋อ ใช่ครับ! พวกเราอยู่ในรังแมลงเขียวได้สักประมาณ 2–3 วันมั้งครับ ถ้าผมกะเวลาไม่ผิดนะ แล้วพวกแมลงแดงก็บุกเข้ามา พวกมันยกมากันทั้งรังเลยมั้งครับ เยอะมากแบบมืดฟ้ามัวดิน! แต่แมลงเขียวก็เยอะไม่แพ้กัน พวกมันมุดมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่มุดออกมาจากทุกซอกทุกรูเลย! ในรังรบกันดุเดือดมาก ผมเลยอาศัยจังหวะนี้ชวนคุณหนี...”
“เดี๋ยวนะ... ชวนหนีได้ยังไงคะ? ฉันหลับอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
ถึงตอนนี้แองจี้แทบไม่มีอะไรให้แปลกใจอีกแล้ว ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมด แต่เธอก็ยังสงสัยอยู่ดี... ไม่ใช่ว่าเขาแบกเธอหนีหรอกเหรอ?
“ถ้าพูดให้ถูกคือ... ชวนตัวคุณที่ถูกแมลงชักใยหนีน่ะครับ พวกแมลงพวกนั้นคงอินกับบทบาทมากเกินไปหน่อย เพราะพวกมันสวมรอยเชิดร่างคุณตลอด เวลาคุณใช้ชีวิตร่วมกับผมในรัง... ใช่ครับ! พวกแมลงช่วยกันเชิดร่างคุณ แล้วก็วิ่งหนีไปพร้อมกับผม”
แองจี้ยิ้มแห้งออกมาอีกครั้ง... ต้นกล้าเป็นคนประเภทไหนกันแน่ เธอเริ่มมองไม่เห็นขอบเขตความอัจฉริยะและความบ้าของคนคนนี้แล้วจริงๆ
“จนกระทั่งพวกเราหนีออกมาจากโพรงแมลงได้ แต่ที่แย่คือ... เราดันโดนแมลงแดงล้อมไว้หมดแล้ว ส่วนพวกแมลงเขียวที่คอยเชิดร่างคุณก็ถูกกำจัดจนหมด... ผมนี่ร้องไห้เลยนะ พวกเราผูกพันกันมากจริงๆ”
“จ้าๆ... พ่อคนอ่อนไหว... แล้วยังไงต่อล่ะ...” แองจี้ถอนหายใจยาว เมื่อไหร่เรื่องเล่าสุดพิสดารนี้จะจบลงสักที
“ผมก็เลยทำสิ่งที่สร้างหายนะขึ้นมา... ผมไม่น่าทำเลยจริงๆ... ผม... ผม... อัญเชิญ... กบ...” ต้นกล้าทำสีหน้ารู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด
“กบ?... อัญเชิญ?... คุณพูดเหมือนเล่นเกมแฟนตาซีอยู่เลยนะ จริงเหรอเนี่ย?” แองจี้แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองอีกครั้ง แม้ที่ผ่านมามันจะเกินคำว่าปกติไปไกลมากแล้ว แต่การ ‘อัญเชิญกบ’ มันดูหลุดโลกยิ่งกว่าทุกเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดเสียอีก!
“ก...กบยักษ์... ใช่ครับ ตอนแรกผมตั้งใจจะอัญเชิญพวกมันมาแค่สิบตัว เพื่อให้มาช่วยกินพวกแมลง แล้วเราจะได้อาศัยจังหวะหนีไป... แต่ที่ไหนได้! เจ้าพวกกบพวกนี้มันแสบยิ่งกว่าอะไรดี พอมันเห็นว่ามีอาหารอุดมสมบูรณ์ พวกมันก็เลยอัญเชิญพวกพ้องมาเพิ่ม แล้วก็บอกว่าจะขอตั้งถิ่นฐานที่ดาวดวงนี้... โอ๊ย! นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย!” ต้นกล้ากุมขมับยกใหญ่ “เจ้าพวกกบพวกนี้เขี้ยวลากดินกันทั้งนั้นเลย!”
“พวกมันอันตรายกว่าพวกแมลงเหรอคะ? เป็นไปได้เหรอ? กบแค่ไม่กี่ตัวกับแมลงหลายพันล้านตัวเนี่ยนะ?... แล้วกบมันกินคนไหมคะ?”
“ไม่ครับ! พวกมันไม่ทำร้ายคน ความน่ากลัวของพวกมันถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คือ... เหมือนพวกนายทุนหน้าเลือดที่ปล่อยเงินกู้ แล้วคอยบีบคั้นเราด้วยสัญญาแบบนั้นเลยครับ...”
แองจี้นั่งนิ่ง พยายามทำความเข้าใจและนึกภาพกบตัวยักษ์สวมสูทผูกเนกไทตามที่เขาเปรียบเทียบ
“เอาจริงดิ?... คุณต้นกล้า เอาดีๆ นะ จริงเหรอคะ? ขอล่ะ อันนี้ฉันเชื่อไม่ลงจริงๆ...”
ติ๊งต่อง!
ขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น เสียงกดกริ่งสัญญาณหน้าบ้านก็ดังขึ้น ทั้งสองคนนิ่งเงียบแล้วหันมามองหน้ากันทันที
“แองจี้... คุณอยากเห็นความจริงนอกบ้านไหมครับ?” ต้นกล้าถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
“ฉันคงต้องออกไปพิสูจน์แล้วล่ะ... ฉันไม่ได้ฝันไป หรือตายไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม... ไปสิ พาฉันไปดูหน่อย” แองจี้พูดด้วยความเหนื่อยล้า พลอยรู้สึกยอมจำนนกับความจริงตรงหน้าไปด้วย
และแล้ว ต้นกล้าก็พาแองจี้เดินมาที่ประตูบ้าน เขาค่อยๆ เปิดประตูต้อนรับผู้ที่มากดกริ่ง...
เบื้องหน้าของแองจี้คือ... กบตัวยักษ์ใหญ่โตเกือบเท่าบ้านสองชั้น! พวกมันหลายตัวยืนเชิดหน้ามองลงมา ราวกับตัวเองเป็นชนชั้นสูงผู้สูงส่ง พวกมันช่วยกันยกลังไม้ขนาดใหญ่ลงมาวางไว้ที่หน้าบ้านของต้นกล้า
แองจี้มองลอดผ่านร่างยักษ์ของพวกกบออกไปเบื้องหลัง... ภาพที่เห็นคือชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้าง มีกบมากมายเดินขวักไขว่ เกิดเป็นสังคมที่มีทั้งร้านค้าและการจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างคึกคัก!
“ส่วยสำหรับผู้อัญเชิญ... อาหารและของใช้อุปโภคบริโภคตามที่ร้องขอ ของประจำเดือนนี้” กบยักษ์ตัวหนึ่งส่งเสียงพูดขึ้นมา
“แฮะๆ ถึงพวกมันจะหยิ่งและเขี้ยวลากดินไปหน่อย แต่พวกมันก็เคร่งครัดและมีวินัยมากเหมือนกันนะครับ” ต้นกล้าหันไปพูดกับแองจี้ที่ยืนอ้าปากค้าง ตาค้างไปเป็นที่เรียบร้อย
“พวกมันเรียนรู้ภาษาของเราได้ เพราะงั้นเราเลยคุยกับพวกมันได้... แต่อย่าเผลอไปกู้เงินพวกมันเชียวนะ ดอกเบี้ยมหาโหดมาก!” ต้นกล้าพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเหมือนคนที่เคยลองกู้และเจอดีมากับตัวแล้ว!
หลังจากนั้นเป็นต้นมา...
ฝูงกบยักษ์ก็ออกไล่ล่าจับแมลงกินเป็นอาหาร และเริ่มขยายถิ่นฐานออกไปกว้างขวางมากขึ้น พวกมันสร้างหมู่บ้าน สร้างเส้นทางสัญจร และเปิดการค้าร่วมกับมนุษย์เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีความรู้
ทางฝั่งมนุษย์เองก็พลอยได้รับอานิสงส์ ได้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัยภายในหมู่บ้านกบ รวมถึงมีเส้นทางเดินทางระหว่างหมู่บ้านที่ไร้การรบกวน เรียกได้ว่าพวกกบยักษ์เป็นผู้บุกเบิกพื้นที่อันตรายให้ แล้วมนุษย์ก็ค่อยๆ อพยพตามไปอยู่อาศัย
หลายปีผ่านไป... ฝูงแมลงร้ายลดจำนวนลงจนเกือบหมดสิ้น เผ่าพันธุ์กบกลายเป็นผู้ครองโลกใบนี้ ส่วนมนุษย์กลายสภาพเป็นประชากรชนชั้นสองโดยสมบูรณ์
ต้นกล้ายังคงรู้สึกผิดอยู่เสมอที่เป็นต้นเหตุในการทำลายระบบนิเวศของพวกแมลง แต่แองจี้กลับไม่ได้คิดแบบนั้น... เธอยังคงอาศัยอยู่กับต้นกล้า ทั้งคู่ช่วยกันวางแผนว่าอยากจะมีลูกด้วยกันสักคน... แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จสักที
เพราะต้นกล้าดันทำให้เธอติดใจ "ประตูหลัง" ไปเสียแล้วน่ะสิ...
คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ