ต้นกล้าผจญภัยตอน Act of God
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ เมื่อวาน เวลา 14.44 น.
8 ตอน
0 วิจารณ์
28 อ่าน
แก้ไขเมื่อ เมื่อวาน 15.21 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น
8) บทที่ 8
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ หลังจากวันนั้น เยเลน่าได้ยื่นขอลาพักร้อนยาวแบบไม่มีกำหนด... เธอกลับมาทบทวนเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และตรงหน้านั้นก็มี ‘ต้นกล้า’ อยู่ด้วยเสมอ
ชายหนุ่มผู้ไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้มีอำนาจ และไม่ได้มีเกียรติยศสูงส่งอะไร แต่ยามเมื่ออยู่ด้วยแล้ว เธอกลับสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างผ่อนคลายโดยไม่อึดอัดเลยสักนิด จนเริ่มเกิดเป็นข่าวลือในหมู่คนรู้จักว่า เยเลน่ามีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว! ทำเอาชายหนุ่มหลายคนต่างพากันอิจฉาริษยา และอยากรู้กันใจจะขาดว่าชายผู้โชคดีคนนั้นคือใครกันแน่...
ทว่าสำหรับต้นกล้าแล้ว เขาเริ่มไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีขนาดนั้นเลย...
เพราะชีวิตในแต่ละวันของเขา คือการดิ้นรนเอาตัวรอดจากเยเลน่าล้วนๆ!
ถ้าเผลอชะเง้อมองสาวคนอื่น = กระเจี๊ยวขาด!
ถ้าลืมนัดของเธอ = กระเจี๊ยวขาด!
ถ้าไม่ยกให้เธอเป็นอันดับหนึ่ง = กระเจี๊ยวขาด!
ถ้าไม่เอาใจหรือตอบคำถามไม่ถูกใจ = กระเจี๊ยวขาด!
‘เดี๋ยวๆๆ! ทำไมในหัวกูมีแต่คำว่า “กระเจี๊ยวขาด” วะเนี่ย!!!’
แต่ก็นั่นแหละ... มันก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกอย่างหรอก
บ่ายวันหนึ่ง...
“เยเลน่าครับ... ถึงเราจะอยู่ด้วยกัน แต่ยามอาบน้ำนี่ขอความเป็นส่วนตัวหน่อยไม่ได้เหรอครับ?” ต้นกล้าเอ่ยปากขอร้องอย่างเกรงใจสุดฤทธิ์
“ทำไมล่ะ? นี่ยังไงก็ห้องของฉัน กฎของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ หุหุ” เยเลน่ายิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
“ตะ... แต่... ผมอาบน้ำเองได้นะ! อย่าจับตรงนั้นสิ... อย่าบีบสิครับ!!”
ต้นกล้าสะดุ้งโหยงเมื่อมือเล็กๆ นุ่มนิ่มของเยเลน่าเริ่มเอื้อมมาลูบไล้และบีบคั้นส่วนสำคัญของเขาอย่างถือวิสาสะ และยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ!
“ทำไมล่ะ? ฉันอุตส่าห์จะหาอะไรตื่นเต้นทำตอนอาบน้ำด้วยกันแท้ๆ รู้ไหมว่าในห้องน้ำน่ะมีวิธีเล่นสนุกตั้งเยอะแยะ... แต่ถ้านายไม่ยอมล่ะก็ งั้นฉันไปหาคนอื่นมาลองเล่นแทนดีกว่าเนอะ” เยเลน่ายิ้มยั่ว พลางทำท่าจะเดินหนีเพื่อกระตุ้นความหึงของอีกฝ่าย
“หยุดเลยนะครับ! ผมยอมแล้ว! ผมยอม ยอมทุกอย่างเลย!” ต้นกล้ารีบตะโกนตกปากรับคำพัลวัน
“งั้นเหรอ... ดีมาก หึๆ... งั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีก็แล้วกัน...”
เยเลน่ายังคงค่อยๆ ฟูมฟักลูบไล้ฟองสบู่ไปทั่วเรือนร่างของเขาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับใบหน้า... ก่อนที่เสียงร้องขอชีวิตปนกระเส่าของต้นกล้าจะดังระเบิดขึ้นในห้องน้ำยาวนานนับชั่วโมง!
เหตุการณ์ประหลาดระดับ 'Act of God' ไม่เกิดขึ้นอีกเลยหลังจากนั้น ต้นกล้าและเยเลน่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและปกติ... (มั้งนะ?)
จนกระทั่งต่อมา ต้นกล้าเริ่มสังเกตเห็นว่าเยเลน่าดูจะให้ความสนใจกับพวกนิตยสารเสื้อผ้า ชุดแต่งงานสีขาว แหวนเพชร และบริษัทรับจัดงานแต่งเป็นพิเศษ จนเขาเริ่มรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาแปลกๆ เพราะลำพังตัวเขาเองก็ยังไม่ทันได้เตรียมใจกับเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่
และแล้ววันหนึ่ง เยเลน่าก็เดินถือบางอย่างก้าวเข้ามาหาต้นกล้าด้วยรอยยิ้มหวานหยด
“นี่ต้นกล้า... นายคิดว่าพวกเราเข้ากันได้ดีไหม?” เยเลน่าเอ่ยปากถามขึ้น
“ดี... ดีสิครับ! เราเป็นแฟนกันแล้วนี่เนอะ?” ต้นกล้าตอบกลับไปตรงๆ
“ก็ไม่รู้สินะ... แต่คนเราน่ะ มันก็ต้องมีการเติบโตและพัฒนาขึ้นไปตามกาลเวลา... จริงไหมล่ะ?” เยเลน่าเริ่มเกริ่นด้วยน้ำเสียงและท่าทีแปลกๆ
“เอ่อ... หมายความว่ายังไงเหรอครับ...?”
“ก็ประมาณว่า... การลงหลักปักฐาน หรือสร้างความมั่นคงในชีวิตคู่ไงล่ะ” เยเลน่าสาวเท้าก้าวเข้าไปชิดตัวต้นกล้ามากขึ้น พร้อมกับคลี่ยิ้มหวานที่ดูน่าขนลุกส่งให้เขา
“ดะ... เดี๋ยวนะครับ... ลงหลักปักฐานงั้นเหรอ... คุณเป็นสายลับระดับโลกนะ จะมาทำอะไรแบบนั้นมันดูไม่ค่อยเข้ากั—”
ต้นกล้าพยายามจะเอ่ยปากบ่ายเบี่ยงเบนประเด็น แต่ทันใดนั้นเอง มีดทำครัวเล่มคมในมือของเยเลน่าก็ถูกพุ่งสวนจ่อปักเข้าที่เป้ากางเกงของเขาอย่างแม่นยำและรวดเร็ว! ราวกับต้องการจะส่งสัญญาณเตือนว่า... ‘จงเลือกคำพูดต่อไปให้ดีๆ ไม่งั้นกระเจี๊ยวขาดแน่!’
ต้นกล้าชะงักนิ่งไปทั้งตัว รอยยิ้มค้างเติ่งแต่ใบหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม เขารู้ดีทันทีว่าเธอต้องการคำตอบแบบไหน... ชายหนุ่มค่อยๆ ทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น และเอ่ยปากพูดออกมาทั้งน้ำตาที่คลอเบ้า
“เยเลน่า... แต่งงานกับผมนะครับ!”
และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้น... ที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มเตรียมตัวจัดงานแต่งงานกันอย่างตื่นเต้น (และทุลักทุเล) ต่อไป!
ทั้งคู่ตกลงเลือกจัดพิธีแต่งงานแบบเรียบง่ายที่สุด ชนิดที่แทบจะไม่มีขั้นตอนพิธีการใดๆ
เยเลน่าเลือกสุ่มโบสถ์จากแผนที่โลกสำหรับพิธีของเธอ และแจ็กพอตก็ไปตกที่โบสถ์แห่งหนึ่งในชนบทอันห่างไกล ที่ซึ่งผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างสงบง่าย ทว่าตัวโบสถ์กลับงดงามล้ำค่า ด้วยเพราะเคยเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจที่สำคัญมาก่อนในอดีต ก่อนที่ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่าน พิธีการถูกลดทอนลงตามกาลเวลา จนกระทั่งผู้คนค่อยๆ ลืมเลือนมันไป
เยเลน่าและต้นกล้าเดินทางมาถึงโบสถ์เพื่อสอบถามเรื่องการจัดพิธีแต่งงาน เมื่อทั้งคู่ก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน ก็พบกับบาทหลวงและเหล่านักบวชประมาณ 6-7 คน กำลังนั่งสวดมนต์ด้วยน้ำเสียงเพลี่ยงพลำเบาๆ ต่อหน้าแท่นบูชา บรรยากาศรอบข้างสงบเงียบเยือกเย็น เยเลน่าและต้นกล้าจึงเดินไปนั่งลงอย่างสำรวมบริเวณเก้าอี้ไม้
ตรงที่นั่งมีแผ่นกระดาษสำหรับสวดภาวนาวางไว้สำหรับผู้มาเยือน เธอจึงหยิบมันขึ้นมาอ่านพร้อมกับต้นกล้า...
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า... โปรดดับสิ้นซึ่งความขัดแย้ง หลอมรวมหัวใจทุกดวงให้กลายเป็นหนึ่ง หลอมละลายความแตกต่าง และล้างความบาดหมางให้สิ้นสูญ เพื่อให้โลกใบนี้ไร้ซึ่งสงครามและคราบน้ำตาอีกต่อไป...
โปรดขจัดโรคร้าย ขจัดความหิวโหยและความทรมานทางกายา ชำระล้างเนื้อร้ายแห่งโลกมนุษย์ เพื่อให้บุตรแห่งพระองค์ไร้ซึ่งความเจ็บปวดตราบชั่วนิรันดร์...
และโปรดเผาทำลายสิ่งปฏิกูล ความมืดมน ตลอดจนกิเลสหนาบนพื้นปฐพี ถอนรากถอนโคนมลทินทั้งปวง เพื่อเปลี่ยนโลกใบนี้ให้กลายเป็นวิมานอันบริสุทธิ์ของพระองค์...”
ทั้งคู่ตั้งจิตสวดภาวนาอย่างตั้งใจ... ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน นักบวชรูปหนึ่งก็ลุกขึ้นและเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยท่าทางสงบนิ่ง
เยเลน่าเงยหน้าขึ้นมองนักบวช และสัญชาตญาณสายลับก็จับสังเกตถึงความผิดปกติได้ทันที... สายตาของนักบวชผู้นั้นว่างเปล่า เลื่อนลอย ราวกับคนไร้สติสัมปชัญญะ เธอจึงรีบสะกิดเตือนให้ต้นกล้าระวังตัวไว้ทันที
“พวกท่านมาจริงๆ ด้วย... มาเถอะ ข้ารอพวกท่านอยู่... โปรดตามข้ามา”
นักบวชเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกราวกับคนไม่มีชีวิต ก่อนจะหันหลังเดินนำไปยังประตูไม้ที่ซ่อนอยู่หลังแท่นบูชา
เยเลน่ามองตามด้วยความระแวดระวัง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจก้าวตามไป ทั้งคู่เดินผ่านเหล่านักบวชที่ยังคงนั่งสวดมนต์งึมงำอย่างไม่สนใจโลก และเห็นได้ชัดเลยว่าคนพวกนั้นกำลังตกอยู่ในภวังค์ลึก... ที่นี่มีบางอย่างไม่ปกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!
นักบวชพาเยเลน่าและต้นกล้าเดินลงสู่ชั้นใต้ดินของโบสถ์ ลึกเข้าไปจนถึงห้องด้านในสุด มีเพียงแสงเทียนริบหรี่ที่ให้ความสว่างอย่างอ่อนแรง แต่ตรงกลางแท่นบูชาในห้องนั้น กลับมีพลังงานบางอย่างประหลาดสว่างวาบขึ้นมา...
มันดูเหมือนรอยแตกบนชั้นบรรยากาศ ภายในรอยแตกมืดมิดไร้สิ่งใด แต่ขอบรอบๆ กลับเปล่งแสงสีแดงฉานออกมา จนฉาบไปทั่วทั้งห้องใต้น!
“นั่นมันอะไรกันน่ะ?... ยังกับประตูมิติ หรือพลังงานนอกโลกเลย” เยเลน่าเบียดกายเข้าชิดกับต้นกล้าด้วยความระวังภัย
“ผมรู้... เหมือนในหนังเลย... มันคือประตูมิติใช่ไหมล่ะ? แต่ชัดแบบนี้ผมก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกนี่แหละ” ต้นกล้าจ้องมองรอยแตกสีแดงด้วยความสงสัย
“ทำยังกับนายเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนงั้นแหละ” เยเลน่ากระซิบถาม
แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ถกอะไรกันต่อ นักบวชก็เอ่ยปากขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ในที่สุด... ปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ก็กระจ่างแจ้งเสียที”
คำพูดนั้นทำเอาทั้งเยเลน่าและต้นกล้างงเต๊กไปตามๆ กัน... ปริศนาอะไร? ใคร? แล้วยังไงต่อ?
“เหตุใดท่านจึงต้องเข้ามาขวางข้าด้วย?” นักบวชหันใบหน้าแผ่วเบาไปทางต้นกล้า
“ขวาง? ขวางอะไรครับ? ผมเปล่าทำอะไรเลยนะ! ตอนเดินเข้ามาผมก็พยายามย่องเบาที่สุดแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนการสวดมนต์สักหน่อย!” ต้นกล้ายกมือสองข้างโบกไปมาพัลวัน
“ส่วนเยเลน่า... หญิงสาวผู้นี้ควรจะหายสาบสูญไปตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินทรุดครั้งนั้นแล้ว”
นักบวชหันกลับมาจ้องมองเยเลน่า ซึ่งตอนนี้สมองของเธอกำลังประมวลผลอย่างหนัก และเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน... สิ่งที่นักบวชพูดถึง คือวันที่เธอรอดชีวิตจากเหตุการณ์ถนนทรุดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ และในวันนั้นเองที่เธอวิ่งไปชนแผงไข่จนล้มใส่ต้นกล้า!
“ไม่จริงใช่ไหม... ท่านรู้เรื่องนั้นได้ยังไง?” เยเลน่าพยายามคุมน้ำเสียงให้นิ่งที่สุดเพื่อเค้นข้อมูลเพิ่ม
“ผู้คนที่พยายามเข้ามาแทรกแซงชะตากรรม... พวกเขาต้องหายไป” นักบวชเอ่ยย้ำ
น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นทำเอาทั้งต้นกล้าและเยเลน่าขนลุกซู่ ชัดเจนว่านักบวชผู้นี้ไม่มีเจตนาจะปิดบังอะไรเลยแม้แต่น้อย เขาพูดทุกอย่างออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“พวกท่านกำลังทำอะไรกันแน่?... แล้วมันเกี่ยวข้องยังไงกับปรากฏการณ์คนตายแปลกๆ อย่าง Act of God?” เยเลน่าถามย้อน
“Act of God? ใช่... คำพูดนั้นน่าจะตรงและเหมาะสมที่สุดแล้ว เยเลน่า... การที่เธอถูกชักนำมาที่นี่ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก เพราะข้าต้องการจะเห็นกับตาตัวเองชัดๆ ว่าเหตุใดเธอถึงยังเอาชีวิตรอดจากเจตจำนงเบื้องบนมาได้ทุกครั้ง!”
“ใจเย็นก่อนสิพี่นักบุญ! พูดจาแบบนี้ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเลยนะ... ฉันไม่ยอมให้ทำอะไรเยเลน่าหรอกนะบอกไว้ก่อน!” ต้นกล้าก้าวออกมาขวางหน้า
“เดี๋ยวสิ ต้นกล้า... ปล่อยให้ฉันเค้นคอสอบสวนเขาเอง” เยเลน่าปรามไว้ ก่อนจะเริ่มงัดทักษะสายลับออกมาเตรียมเค้นความจริงทั้งหมดทันที!
“ดูจากเจตนาแล้ว ไม่น่าจะเป็นการเจาะจงทำร้ายใครสินะ... ท่านเป็นใคร และเป็นตัวอะไรกันแน่ โปรดบอกเราก่อนเถอะ” เยเลน่าเอ่ยถามอย่างพยายามข่มใจให้เย็นที่สุด
“...ข้าคือสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่า 'มวลพลังงาน' ...แต่หากเป็นเหล่าสาวกผู้ศรัทธา พวกเขาขานเรียกเราว่า... พระผู้เป็นเจ้า”
“พระ...เจ้างั้นเหรอ...”
เยเลน่าแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินกับหู
“แล้วยังไงต่อ? ท่านสิงร่างนักบวชคนนี้อยู่อย่างนั้นเหรอ?”
“เปล่า... ข้าเพียงแค่ควบคุมพวกเขา แค่ในบางเวลา... อย่างเช่นในยามนี้ เพื่อนำพาเจ้า... เยเลน่า มาที่นี่”
“ท่านต้องการอะไรจากฉันกันแน่”
เยเลน่าไม่อยากยอมรับเลยว่า การที่เธอเลือกสุ่มโบสถ์แห่งนี้จากแผนที่โลกเพื่อจัดงานแต่งงาน แท้จริงแล้วเป็นเพราะถูกบางสิ่งดลใจและนำพามาตั้งแต่ต้น
“ที่ผ่านมา... ข้าหลับใหลอย่างสงบ... จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าได้ยินเสียง... เสียงเรียก อ้อนวอน และร่ำร้อง... มันคือบทสวดมนต์ที่มีเจตจำนงรุนแรงเสียจนข้าไม่อาจเพิกเฉยได้”
“บะ...บทสวด...”
นัยน์ตาของเยเลน่าเบิกกว้าง เธอ นึกย้อนไปถึงแผ่นกระดาษบทสวดภาวนาที่หยิบอ่านตรงเก้าอี้ไม้เมื่อครู่ทันที...บทสวดที่กล่าว
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า... โปรดดับสิ้นซึ่งความขัดแย้ง หลอมรวมหัวใจทุกดวงให้กลายเป็นหนึ่ง หลอมละลายความแตกต่าง และล้างความบาดหมางให้สิ้นสูญ เพื่อให้โลกใบนี้ไร้ซึ่งสงครามและคราบน้ำตาอีกต่อไป...
โปรดขจัดโรคร้าย ขจัดความหิวโหยและความทรมานทางกายา ชำระล้างเนื้อร้ายแห่งโลกมนุษย์ เพื่อให้บุตรแห่งพระองค์ไร้ซึ่งความเจ็บปวดตราบชั่วนิรันดร์...
และโปรดเผาทำลายสิ่งปฏิกูล ความมืดมน ตลอดจนกิเลสหนาบนพื้นปฐพี ถอนรากถอนโคนมลทินทั้งปวง เพื่อเปลี่ยนโลกใบนี้ให้กลายเป็นวิมานอันบริสุทธิ์ของพระองค์...”
“บทสวดอันเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นนั่น... เป็นคำร้องขอที่ข้ามิอาจเมินเฉย ข้าจึงดลบันดาลให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามที่พวกเขาปรารถนา... แต่การเปลี่ยนแปลงอารยธรรม ย่อมต้องใช้เวลา อาจสิบปี หรือร้อยปี ทว่าทุกสิ่งจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเพื่อมุ่งสู่นิพพานและ 'ดินแดนสุขนิรันดร์' ตามที่พวกเขาร้องขอ”
“ดินแดนสุขนิรันดร์เนี่ยนะ? บ้าไปแล้วชัดๆ!” ต้นกล้าโพล่งออกมารวมความรู้สึกเหลือเชื่อจนลืมระวังตัว
“ความเปลี่ยนแปลงดำเนินไปแล้ว... อย่างเป็นธรรมชาติและค่อยเป็นค่อยไป มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางรับรู้เลยว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น... ทว่า กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่รับรู้ได้ และเริ่มเข้ามาแทรกแซงเจตจำนงแห่งข้า”
“ตำรวจโลก เจ้าหน้าที่พวกนั้น... ท่านจึงกำจัดพวกเขางั้นเหรอ? มันไม่ทำเกินไปหน่อยเหรอท่าน!!” เยเลน่าเริ่มตวาดขึ้นเสียงด้วยความอัดอั้น
“.....พวกเจ้ารู้จักมดไหม? มดที่เดินแตกแถวเข้ามาแย่งกินของหวานของพวกเจ้า... พวกเจ้าก็แค่บี้มันทิ้งใช่หรือไม่? สำหรับข้า มนุษย์มีมากมายกว่าหกพันล้านชีวิต การหายไปแค่ร้อยคนหรือหมื่นคน... มันแทบไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับข้า”
“เดี๋ยวๆๆ! ท่านท่าจะบ้าไปแล้ว! ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นอีกแน่!” ต้นกล้าเดินก้าวพุ่งเข้าไปยืนขวางหน้าเยเลน่าไว้ทันที
“ท่านต้นกล้า... ท่านคอยขวางข้าในการกำจัดเยเลน่าได้ทุกครั้ง ข้าเห็นแล้วว่าพลังของท่านปกป้องเธออยู่... ในฐานะเทพด้วยกัน โปรดหลีกทางให้ข้าได้ทำหน้าที่เถิด”
ถึงตอนนี้เอง... เยเลน่าถึงกับยืนตะลึง สติแทบหลุด! เธอเริ่มเข้าใจถ่องแท้แล้วว่า การที่เธอรอดชีวิตจากปาฏิหาริย์และภัยพิบัติมาได้ทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะเธอโชคดี และไม่ใช่เพราะเธอคอยปกป้องต้นกล้า... แต่เป็นเพราะชายกาวๆ คนนี้ต่างหาก ที่คอยอยู่ข้างๆ และใช้พลังเทพปกป้องเธอมาโดยตลอด!
“ไม่! ไม่! ไม่ถูกหรอก! แล้วผมก็ไม่ได้ใช้พลังแปลกปลอมอะไรแบบท่านด้วย! ผมว่านะ ท่านเทพเอาแต่อยู่ในมิตินั้นใช่ป่ะ? บางทีรอยแยกนี้มันอาจเชื่อมต่อโลกของเรากับมิติของท่านอยู่ เอางี้ไหม... ปิดมิตินี้ซะ! ท่านจะได้ไม่ได้ยินเสียงบทสวดอะไรอีก แล้วก็กลับไปนอนต่อยาวๆ ดีไหมล่ะ? ผมเองก็ชอบนอนนะ ถือว่าเราใจตรงกัน!” ต้นกล้าโวยวายพฤติกรรมเทพ พร้อมเสนอวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ ตามสมองกาวๆ ของเขา
เทพในร่างนักบวชนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ราวกับกำลังประมวลผลและตัดสินใจบางอย่าง
“...แล้วพวกมนุษย์ล่ะ? พวกเขาจะทุกข์ทน จะทรมาน จะตกนรกหมกไหม้...”
“ช่างหัวพวกมนุษย์สิครับท่าน! พวกนี้บาปหนาจะตาย ทำยังไงก็ไม่ (สะอาด) หรอก จริงป่ะ?” เขาหันไปหาเยเลน่าเพื่อหาแนวร่วม แต่กลับโดนเธอประเคนถีบเข้าจังๆ ที่หว่างขา!
“โอ๊ย!! ...เห็นไหม โหดจริงอะไรจริง แต่ผมชอบแบบนี้นะ!” ต้นกล้ากัดฟันงอกระตุก แต่ยังอุตส่าห์ชูนิ้วกดไลก์ส่งให้นักบวชอีก
“...หากปิดรอยแตกนี้ ข้าก็ไม่อาจรับรู้คำขออ้อนวอนใดๆ ได้อีก อาจเป็นหนทางที่ดี... ที่ข้าจะได้หลับใหลลงอีกครั้ง”
“เลือกได้ดีมากท่านเทพ! งั้นตกลงตามนี้นะ เดี๋ยวผมจะปิดมันให้เอง!” ต้นกล้าเอ่ยอย่างมั่นใจ ทำเอาเยเลน่าทำหน้าสงสัยแกมไม่เชื่อสายตา ว่าเรื่องระดับภัยล้างโลกมันจะคุยกันง่ายดายขนาดนี้เนี่ยนะ?! แถมเขาจะปิดมิติยังไง?!
“...เป็นไปตามที่ท่านพูด”
สิ้นเสียงสงบนิ่ง ร่างของนักบวชก็เข่าอ่อนทรุดลงไปนอนสลบกับพื้นทันที เป็นสัญญาณว่าองค์เทพได้ถอนสถิตกลับเข้ามิติไปแล้ว
ต้นกล้าเดินตรงเข้าไปที่รอยแตกมิติสีแดงฉาน เขาเอานิ้วแตะมันเบาๆ เหมือนกำลังตรวจเช็กสภาพ
“ต้นกล้า ระวังนะ! มันอาจเป็นอันตราย!” เยเลน่ารีบก้าวถอยห่างด้วยความหวาดเสี้ยว
“อืม... ไม่น่าจะยากนะ ฉันเคยทำของพังมาเยอะแล้ว ฮ่าๆๆ ครั้งนี้ก็ไม่น่าจะ...”
ต้นกล้าค่อยๆ ใช้นำมือทั้งสองข้าง กอบเอาขอบรอยแตกมิติเข้ามารวมกัน... เหมือนคนที่กำลังกอบทราย! แล้วเขาก็เริ่มนวดและปั้นมิติตรงหน้าให้เล็กลง ราวกับมันเป็นเพียงก้อนดินเหนียวเนื้อนุ่ม!
“อืม... แน่นชะมัด...”
เขาพยายามใช้ออกแรงกดและบีบอัดมิตินั้น จนมันมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ โดยมีเยเลน่ายืนลุ้นเกร็งตัวโก่งทุกวินาที!
ในที่สุด เขาก็บีบอัดรอยแตกมิติพิสดารนั่นจนเหลือขนาดเล็กจิ๋วพอดีฝ่ามือ ก่อนจะใช้สองมือกำบีบอัดมันเต็มแรง จนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ ดังขึ้นในมือ!
ปุ่ง!!
“อ้าห์... เรียบร้อย! ครั้งนี้ไม่ระเบิดใส่หน้าว่ะ เย้!”
ทั้งต้นกล้าและเยเลน่าต่างถอนหายใจยาวเหยียดออกมาพร้อมกัน ด้วยความถอดถอนใจเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง...
หลังจบสิ้นเหตุการณ์ในครั้งนั้น เยเลน่าได้ทำการสืบสวนเหล่านักบวชภายในโบสถ์อย่างละเอียด ก็พบว่าพวกเขานั้นไม่ได้รับรู้หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องประตูมิติเลยแม้แต่น้อย ทุกคนเพียงแค่ปฏิบัติศาสนกิจและใช้ชีวิตไปตามกิจวัตรประจำวันตามปกติเท่านั้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความประจวบเหมาะและเรื่องบังเอิญที่งอกงามมาจากความปรารถนาดีของทุกฝ่าย
เมื่อเห็นดังนั้น เธอจึงหมดคำอธิบายและเลิกที่จะสืบสาวเรื่องราวต่อ แล้วเบนเข็มกลับไปหาเป้าหมายเดิมของชีวิตเธอ... นั่นคือการจับต้นกล้ามาเป็นเจ้าบ่าว!
ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้มีลูกด้วยกัน แต่ทั้งสองก็ครองคู่ดูแลกันและกันเรื่อยมา จนกระทั่งเยเลน่ามีอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 88 ปี กลายเป็นหญิงชราที่ร่วงโรยและอ่อนแรงลงตามกาลเวลา ทว่าต้นกล้ากลับยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงไม่แก่ลงเลยสักวัน และคอยเคียงข้างคอยดูแลเธอด้วยความรัก จนกระทั่งเยเลน่าจากไปอย่างสงบ...
และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา... ก็ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นต้นกล้าปรากฏตัวขึ้นบนโลกใบนี้อีกเลย
ชายหนุ่มผู้ไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้มีอำนาจ และไม่ได้มีเกียรติยศสูงส่งอะไร แต่ยามเมื่ออยู่ด้วยแล้ว เธอกลับสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างผ่อนคลายโดยไม่อึดอัดเลยสักนิด จนเริ่มเกิดเป็นข่าวลือในหมู่คนรู้จักว่า เยเลน่ามีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว! ทำเอาชายหนุ่มหลายคนต่างพากันอิจฉาริษยา และอยากรู้กันใจจะขาดว่าชายผู้โชคดีคนนั้นคือใครกันแน่...
ทว่าสำหรับต้นกล้าแล้ว เขาเริ่มไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีขนาดนั้นเลย...
เพราะชีวิตในแต่ละวันของเขา คือการดิ้นรนเอาตัวรอดจากเยเลน่าล้วนๆ!
ถ้าเผลอชะเง้อมองสาวคนอื่น = กระเจี๊ยวขาด!
ถ้าลืมนัดของเธอ = กระเจี๊ยวขาด!
ถ้าไม่ยกให้เธอเป็นอันดับหนึ่ง = กระเจี๊ยวขาด!
ถ้าไม่เอาใจหรือตอบคำถามไม่ถูกใจ = กระเจี๊ยวขาด!
‘เดี๋ยวๆๆ! ทำไมในหัวกูมีแต่คำว่า “กระเจี๊ยวขาด” วะเนี่ย!!!’
แต่ก็นั่นแหละ... มันก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกอย่างหรอก
บ่ายวันหนึ่ง...
“เยเลน่าครับ... ถึงเราจะอยู่ด้วยกัน แต่ยามอาบน้ำนี่ขอความเป็นส่วนตัวหน่อยไม่ได้เหรอครับ?” ต้นกล้าเอ่ยปากขอร้องอย่างเกรงใจสุดฤทธิ์
“ทำไมล่ะ? นี่ยังไงก็ห้องของฉัน กฎของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ หุหุ” เยเลน่ายิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
“ตะ... แต่... ผมอาบน้ำเองได้นะ! อย่าจับตรงนั้นสิ... อย่าบีบสิครับ!!”
ต้นกล้าสะดุ้งโหยงเมื่อมือเล็กๆ นุ่มนิ่มของเยเลน่าเริ่มเอื้อมมาลูบไล้และบีบคั้นส่วนสำคัญของเขาอย่างถือวิสาสะ และยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ!
“ทำไมล่ะ? ฉันอุตส่าห์จะหาอะไรตื่นเต้นทำตอนอาบน้ำด้วยกันแท้ๆ รู้ไหมว่าในห้องน้ำน่ะมีวิธีเล่นสนุกตั้งเยอะแยะ... แต่ถ้านายไม่ยอมล่ะก็ งั้นฉันไปหาคนอื่นมาลองเล่นแทนดีกว่าเนอะ” เยเลน่ายิ้มยั่ว พลางทำท่าจะเดินหนีเพื่อกระตุ้นความหึงของอีกฝ่าย
“หยุดเลยนะครับ! ผมยอมแล้ว! ผมยอม ยอมทุกอย่างเลย!” ต้นกล้ารีบตะโกนตกปากรับคำพัลวัน
“งั้นเหรอ... ดีมาก หึๆ... งั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีก็แล้วกัน...”
เยเลน่ายังคงค่อยๆ ฟูมฟักลูบไล้ฟองสบู่ไปทั่วเรือนร่างของเขาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับใบหน้า... ก่อนที่เสียงร้องขอชีวิตปนกระเส่าของต้นกล้าจะดังระเบิดขึ้นในห้องน้ำยาวนานนับชั่วโมง!
เหตุการณ์ประหลาดระดับ 'Act of God' ไม่เกิดขึ้นอีกเลยหลังจากนั้น ต้นกล้าและเยเลน่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและปกติ... (มั้งนะ?)
จนกระทั่งต่อมา ต้นกล้าเริ่มสังเกตเห็นว่าเยเลน่าดูจะให้ความสนใจกับพวกนิตยสารเสื้อผ้า ชุดแต่งงานสีขาว แหวนเพชร และบริษัทรับจัดงานแต่งเป็นพิเศษ จนเขาเริ่มรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาแปลกๆ เพราะลำพังตัวเขาเองก็ยังไม่ทันได้เตรียมใจกับเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่
และแล้ววันหนึ่ง เยเลน่าก็เดินถือบางอย่างก้าวเข้ามาหาต้นกล้าด้วยรอยยิ้มหวานหยด
“นี่ต้นกล้า... นายคิดว่าพวกเราเข้ากันได้ดีไหม?” เยเลน่าเอ่ยปากถามขึ้น
“ดี... ดีสิครับ! เราเป็นแฟนกันแล้วนี่เนอะ?” ต้นกล้าตอบกลับไปตรงๆ
“ก็ไม่รู้สินะ... แต่คนเราน่ะ มันก็ต้องมีการเติบโตและพัฒนาขึ้นไปตามกาลเวลา... จริงไหมล่ะ?” เยเลน่าเริ่มเกริ่นด้วยน้ำเสียงและท่าทีแปลกๆ
“เอ่อ... หมายความว่ายังไงเหรอครับ...?”
“ก็ประมาณว่า... การลงหลักปักฐาน หรือสร้างความมั่นคงในชีวิตคู่ไงล่ะ” เยเลน่าสาวเท้าก้าวเข้าไปชิดตัวต้นกล้ามากขึ้น พร้อมกับคลี่ยิ้มหวานที่ดูน่าขนลุกส่งให้เขา
“ดะ... เดี๋ยวนะครับ... ลงหลักปักฐานงั้นเหรอ... คุณเป็นสายลับระดับโลกนะ จะมาทำอะไรแบบนั้นมันดูไม่ค่อยเข้ากั—”
ต้นกล้าพยายามจะเอ่ยปากบ่ายเบี่ยงเบนประเด็น แต่ทันใดนั้นเอง มีดทำครัวเล่มคมในมือของเยเลน่าก็ถูกพุ่งสวนจ่อปักเข้าที่เป้ากางเกงของเขาอย่างแม่นยำและรวดเร็ว! ราวกับต้องการจะส่งสัญญาณเตือนว่า... ‘จงเลือกคำพูดต่อไปให้ดีๆ ไม่งั้นกระเจี๊ยวขาดแน่!’
ต้นกล้าชะงักนิ่งไปทั้งตัว รอยยิ้มค้างเติ่งแต่ใบหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม เขารู้ดีทันทีว่าเธอต้องการคำตอบแบบไหน... ชายหนุ่มค่อยๆ ทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น และเอ่ยปากพูดออกมาทั้งน้ำตาที่คลอเบ้า
“เยเลน่า... แต่งงานกับผมนะครับ!”
และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้น... ที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มเตรียมตัวจัดงานแต่งงานกันอย่างตื่นเต้น (และทุลักทุเล) ต่อไป!
ทั้งคู่ตกลงเลือกจัดพิธีแต่งงานแบบเรียบง่ายที่สุด ชนิดที่แทบจะไม่มีขั้นตอนพิธีการใดๆ
เยเลน่าเลือกสุ่มโบสถ์จากแผนที่โลกสำหรับพิธีของเธอ และแจ็กพอตก็ไปตกที่โบสถ์แห่งหนึ่งในชนบทอันห่างไกล ที่ซึ่งผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างสงบง่าย ทว่าตัวโบสถ์กลับงดงามล้ำค่า ด้วยเพราะเคยเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจที่สำคัญมาก่อนในอดีต ก่อนที่ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่าน พิธีการถูกลดทอนลงตามกาลเวลา จนกระทั่งผู้คนค่อยๆ ลืมเลือนมันไป
เยเลน่าและต้นกล้าเดินทางมาถึงโบสถ์เพื่อสอบถามเรื่องการจัดพิธีแต่งงาน เมื่อทั้งคู่ก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน ก็พบกับบาทหลวงและเหล่านักบวชประมาณ 6-7 คน กำลังนั่งสวดมนต์ด้วยน้ำเสียงเพลี่ยงพลำเบาๆ ต่อหน้าแท่นบูชา บรรยากาศรอบข้างสงบเงียบเยือกเย็น เยเลน่าและต้นกล้าจึงเดินไปนั่งลงอย่างสำรวมบริเวณเก้าอี้ไม้
ตรงที่นั่งมีแผ่นกระดาษสำหรับสวดภาวนาวางไว้สำหรับผู้มาเยือน เธอจึงหยิบมันขึ้นมาอ่านพร้อมกับต้นกล้า...
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า... โปรดดับสิ้นซึ่งความขัดแย้ง หลอมรวมหัวใจทุกดวงให้กลายเป็นหนึ่ง หลอมละลายความแตกต่าง และล้างความบาดหมางให้สิ้นสูญ เพื่อให้โลกใบนี้ไร้ซึ่งสงครามและคราบน้ำตาอีกต่อไป...
โปรดขจัดโรคร้าย ขจัดความหิวโหยและความทรมานทางกายา ชำระล้างเนื้อร้ายแห่งโลกมนุษย์ เพื่อให้บุตรแห่งพระองค์ไร้ซึ่งความเจ็บปวดตราบชั่วนิรันดร์...
และโปรดเผาทำลายสิ่งปฏิกูล ความมืดมน ตลอดจนกิเลสหนาบนพื้นปฐพี ถอนรากถอนโคนมลทินทั้งปวง เพื่อเปลี่ยนโลกใบนี้ให้กลายเป็นวิมานอันบริสุทธิ์ของพระองค์...”
ทั้งคู่ตั้งจิตสวดภาวนาอย่างตั้งใจ... ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน นักบวชรูปหนึ่งก็ลุกขึ้นและเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยท่าทางสงบนิ่ง
เยเลน่าเงยหน้าขึ้นมองนักบวช และสัญชาตญาณสายลับก็จับสังเกตถึงความผิดปกติได้ทันที... สายตาของนักบวชผู้นั้นว่างเปล่า เลื่อนลอย ราวกับคนไร้สติสัมปชัญญะ เธอจึงรีบสะกิดเตือนให้ต้นกล้าระวังตัวไว้ทันที
“พวกท่านมาจริงๆ ด้วย... มาเถอะ ข้ารอพวกท่านอยู่... โปรดตามข้ามา”
นักบวชเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกราวกับคนไม่มีชีวิต ก่อนจะหันหลังเดินนำไปยังประตูไม้ที่ซ่อนอยู่หลังแท่นบูชา
เยเลน่ามองตามด้วยความระแวดระวัง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจก้าวตามไป ทั้งคู่เดินผ่านเหล่านักบวชที่ยังคงนั่งสวดมนต์งึมงำอย่างไม่สนใจโลก และเห็นได้ชัดเลยว่าคนพวกนั้นกำลังตกอยู่ในภวังค์ลึก... ที่นี่มีบางอย่างไม่ปกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!
นักบวชพาเยเลน่าและต้นกล้าเดินลงสู่ชั้นใต้ดินของโบสถ์ ลึกเข้าไปจนถึงห้องด้านในสุด มีเพียงแสงเทียนริบหรี่ที่ให้ความสว่างอย่างอ่อนแรง แต่ตรงกลางแท่นบูชาในห้องนั้น กลับมีพลังงานบางอย่างประหลาดสว่างวาบขึ้นมา...
มันดูเหมือนรอยแตกบนชั้นบรรยากาศ ภายในรอยแตกมืดมิดไร้สิ่งใด แต่ขอบรอบๆ กลับเปล่งแสงสีแดงฉานออกมา จนฉาบไปทั่วทั้งห้องใต้น!
“นั่นมันอะไรกันน่ะ?... ยังกับประตูมิติ หรือพลังงานนอกโลกเลย” เยเลน่าเบียดกายเข้าชิดกับต้นกล้าด้วยความระวังภัย
“ผมรู้... เหมือนในหนังเลย... มันคือประตูมิติใช่ไหมล่ะ? แต่ชัดแบบนี้ผมก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกนี่แหละ” ต้นกล้าจ้องมองรอยแตกสีแดงด้วยความสงสัย
“ทำยังกับนายเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนงั้นแหละ” เยเลน่ากระซิบถาม
แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ถกอะไรกันต่อ นักบวชก็เอ่ยปากขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ในที่สุด... ปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ก็กระจ่างแจ้งเสียที”
คำพูดนั้นทำเอาทั้งเยเลน่าและต้นกล้างงเต๊กไปตามๆ กัน... ปริศนาอะไร? ใคร? แล้วยังไงต่อ?
“เหตุใดท่านจึงต้องเข้ามาขวางข้าด้วย?” นักบวชหันใบหน้าแผ่วเบาไปทางต้นกล้า
“ขวาง? ขวางอะไรครับ? ผมเปล่าทำอะไรเลยนะ! ตอนเดินเข้ามาผมก็พยายามย่องเบาที่สุดแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนการสวดมนต์สักหน่อย!” ต้นกล้ายกมือสองข้างโบกไปมาพัลวัน
“ส่วนเยเลน่า... หญิงสาวผู้นี้ควรจะหายสาบสูญไปตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินทรุดครั้งนั้นแล้ว”
นักบวชหันกลับมาจ้องมองเยเลน่า ซึ่งตอนนี้สมองของเธอกำลังประมวลผลอย่างหนัก และเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน... สิ่งที่นักบวชพูดถึง คือวันที่เธอรอดชีวิตจากเหตุการณ์ถนนทรุดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ และในวันนั้นเองที่เธอวิ่งไปชนแผงไข่จนล้มใส่ต้นกล้า!
“ไม่จริงใช่ไหม... ท่านรู้เรื่องนั้นได้ยังไง?” เยเลน่าพยายามคุมน้ำเสียงให้นิ่งที่สุดเพื่อเค้นข้อมูลเพิ่ม
“ผู้คนที่พยายามเข้ามาแทรกแซงชะตากรรม... พวกเขาต้องหายไป” นักบวชเอ่ยย้ำ
น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นทำเอาทั้งต้นกล้าและเยเลน่าขนลุกซู่ ชัดเจนว่านักบวชผู้นี้ไม่มีเจตนาจะปิดบังอะไรเลยแม้แต่น้อย เขาพูดทุกอย่างออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“พวกท่านกำลังทำอะไรกันแน่?... แล้วมันเกี่ยวข้องยังไงกับปรากฏการณ์คนตายแปลกๆ อย่าง Act of God?” เยเลน่าถามย้อน
“Act of God? ใช่... คำพูดนั้นน่าจะตรงและเหมาะสมที่สุดแล้ว เยเลน่า... การที่เธอถูกชักนำมาที่นี่ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก เพราะข้าต้องการจะเห็นกับตาตัวเองชัดๆ ว่าเหตุใดเธอถึงยังเอาชีวิตรอดจากเจตจำนงเบื้องบนมาได้ทุกครั้ง!”
“ใจเย็นก่อนสิพี่นักบุญ! พูดจาแบบนี้ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเลยนะ... ฉันไม่ยอมให้ทำอะไรเยเลน่าหรอกนะบอกไว้ก่อน!” ต้นกล้าก้าวออกมาขวางหน้า
“เดี๋ยวสิ ต้นกล้า... ปล่อยให้ฉันเค้นคอสอบสวนเขาเอง” เยเลน่าปรามไว้ ก่อนจะเริ่มงัดทักษะสายลับออกมาเตรียมเค้นความจริงทั้งหมดทันที!
“ดูจากเจตนาแล้ว ไม่น่าจะเป็นการเจาะจงทำร้ายใครสินะ... ท่านเป็นใคร และเป็นตัวอะไรกันแน่ โปรดบอกเราก่อนเถอะ” เยเลน่าเอ่ยถามอย่างพยายามข่มใจให้เย็นที่สุด
“...ข้าคือสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่า 'มวลพลังงาน' ...แต่หากเป็นเหล่าสาวกผู้ศรัทธา พวกเขาขานเรียกเราว่า... พระผู้เป็นเจ้า”
“พระ...เจ้างั้นเหรอ...”
เยเลน่าแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินกับหู
“แล้วยังไงต่อ? ท่านสิงร่างนักบวชคนนี้อยู่อย่างนั้นเหรอ?”
“เปล่า... ข้าเพียงแค่ควบคุมพวกเขา แค่ในบางเวลา... อย่างเช่นในยามนี้ เพื่อนำพาเจ้า... เยเลน่า มาที่นี่”
“ท่านต้องการอะไรจากฉันกันแน่”
เยเลน่าไม่อยากยอมรับเลยว่า การที่เธอเลือกสุ่มโบสถ์แห่งนี้จากแผนที่โลกเพื่อจัดงานแต่งงาน แท้จริงแล้วเป็นเพราะถูกบางสิ่งดลใจและนำพามาตั้งแต่ต้น
“ที่ผ่านมา... ข้าหลับใหลอย่างสงบ... จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าได้ยินเสียง... เสียงเรียก อ้อนวอน และร่ำร้อง... มันคือบทสวดมนต์ที่มีเจตจำนงรุนแรงเสียจนข้าไม่อาจเพิกเฉยได้”
“บะ...บทสวด...”
นัยน์ตาของเยเลน่าเบิกกว้าง เธอ นึกย้อนไปถึงแผ่นกระดาษบทสวดภาวนาที่หยิบอ่านตรงเก้าอี้ไม้เมื่อครู่ทันที...บทสวดที่กล่าว
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า... โปรดดับสิ้นซึ่งความขัดแย้ง หลอมรวมหัวใจทุกดวงให้กลายเป็นหนึ่ง หลอมละลายความแตกต่าง และล้างความบาดหมางให้สิ้นสูญ เพื่อให้โลกใบนี้ไร้ซึ่งสงครามและคราบน้ำตาอีกต่อไป...
โปรดขจัดโรคร้าย ขจัดความหิวโหยและความทรมานทางกายา ชำระล้างเนื้อร้ายแห่งโลกมนุษย์ เพื่อให้บุตรแห่งพระองค์ไร้ซึ่งความเจ็บปวดตราบชั่วนิรันดร์...
และโปรดเผาทำลายสิ่งปฏิกูล ความมืดมน ตลอดจนกิเลสหนาบนพื้นปฐพี ถอนรากถอนโคนมลทินทั้งปวง เพื่อเปลี่ยนโลกใบนี้ให้กลายเป็นวิมานอันบริสุทธิ์ของพระองค์...”
“บทสวดอันเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นนั่น... เป็นคำร้องขอที่ข้ามิอาจเมินเฉย ข้าจึงดลบันดาลให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามที่พวกเขาปรารถนา... แต่การเปลี่ยนแปลงอารยธรรม ย่อมต้องใช้เวลา อาจสิบปี หรือร้อยปี ทว่าทุกสิ่งจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเพื่อมุ่งสู่นิพพานและ 'ดินแดนสุขนิรันดร์' ตามที่พวกเขาร้องขอ”
“ดินแดนสุขนิรันดร์เนี่ยนะ? บ้าไปแล้วชัดๆ!” ต้นกล้าโพล่งออกมารวมความรู้สึกเหลือเชื่อจนลืมระวังตัว
“ความเปลี่ยนแปลงดำเนินไปแล้ว... อย่างเป็นธรรมชาติและค่อยเป็นค่อยไป มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางรับรู้เลยว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น... ทว่า กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่รับรู้ได้ และเริ่มเข้ามาแทรกแซงเจตจำนงแห่งข้า”
“ตำรวจโลก เจ้าหน้าที่พวกนั้น... ท่านจึงกำจัดพวกเขางั้นเหรอ? มันไม่ทำเกินไปหน่อยเหรอท่าน!!” เยเลน่าเริ่มตวาดขึ้นเสียงด้วยความอัดอั้น
“.....พวกเจ้ารู้จักมดไหม? มดที่เดินแตกแถวเข้ามาแย่งกินของหวานของพวกเจ้า... พวกเจ้าก็แค่บี้มันทิ้งใช่หรือไม่? สำหรับข้า มนุษย์มีมากมายกว่าหกพันล้านชีวิต การหายไปแค่ร้อยคนหรือหมื่นคน... มันแทบไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับข้า”
“เดี๋ยวๆๆ! ท่านท่าจะบ้าไปแล้ว! ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นอีกแน่!” ต้นกล้าเดินก้าวพุ่งเข้าไปยืนขวางหน้าเยเลน่าไว้ทันที
“ท่านต้นกล้า... ท่านคอยขวางข้าในการกำจัดเยเลน่าได้ทุกครั้ง ข้าเห็นแล้วว่าพลังของท่านปกป้องเธออยู่... ในฐานะเทพด้วยกัน โปรดหลีกทางให้ข้าได้ทำหน้าที่เถิด”
ถึงตอนนี้เอง... เยเลน่าถึงกับยืนตะลึง สติแทบหลุด! เธอเริ่มเข้าใจถ่องแท้แล้วว่า การที่เธอรอดชีวิตจากปาฏิหาริย์และภัยพิบัติมาได้ทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะเธอโชคดี และไม่ใช่เพราะเธอคอยปกป้องต้นกล้า... แต่เป็นเพราะชายกาวๆ คนนี้ต่างหาก ที่คอยอยู่ข้างๆ และใช้พลังเทพปกป้องเธอมาโดยตลอด!
“ไม่! ไม่! ไม่ถูกหรอก! แล้วผมก็ไม่ได้ใช้พลังแปลกปลอมอะไรแบบท่านด้วย! ผมว่านะ ท่านเทพเอาแต่อยู่ในมิตินั้นใช่ป่ะ? บางทีรอยแยกนี้มันอาจเชื่อมต่อโลกของเรากับมิติของท่านอยู่ เอางี้ไหม... ปิดมิตินี้ซะ! ท่านจะได้ไม่ได้ยินเสียงบทสวดอะไรอีก แล้วก็กลับไปนอนต่อยาวๆ ดีไหมล่ะ? ผมเองก็ชอบนอนนะ ถือว่าเราใจตรงกัน!” ต้นกล้าโวยวายพฤติกรรมเทพ พร้อมเสนอวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ ตามสมองกาวๆ ของเขา
เทพในร่างนักบวชนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ราวกับกำลังประมวลผลและตัดสินใจบางอย่าง
“...แล้วพวกมนุษย์ล่ะ? พวกเขาจะทุกข์ทน จะทรมาน จะตกนรกหมกไหม้...”
“ช่างหัวพวกมนุษย์สิครับท่าน! พวกนี้บาปหนาจะตาย ทำยังไงก็ไม่ (สะอาด) หรอก จริงป่ะ?” เขาหันไปหาเยเลน่าเพื่อหาแนวร่วม แต่กลับโดนเธอประเคนถีบเข้าจังๆ ที่หว่างขา!
“โอ๊ย!! ...เห็นไหม โหดจริงอะไรจริง แต่ผมชอบแบบนี้นะ!” ต้นกล้ากัดฟันงอกระตุก แต่ยังอุตส่าห์ชูนิ้วกดไลก์ส่งให้นักบวชอีก
“...หากปิดรอยแตกนี้ ข้าก็ไม่อาจรับรู้คำขออ้อนวอนใดๆ ได้อีก อาจเป็นหนทางที่ดี... ที่ข้าจะได้หลับใหลลงอีกครั้ง”
“เลือกได้ดีมากท่านเทพ! งั้นตกลงตามนี้นะ เดี๋ยวผมจะปิดมันให้เอง!” ต้นกล้าเอ่ยอย่างมั่นใจ ทำเอาเยเลน่าทำหน้าสงสัยแกมไม่เชื่อสายตา ว่าเรื่องระดับภัยล้างโลกมันจะคุยกันง่ายดายขนาดนี้เนี่ยนะ?! แถมเขาจะปิดมิติยังไง?!
“...เป็นไปตามที่ท่านพูด”
สิ้นเสียงสงบนิ่ง ร่างของนักบวชก็เข่าอ่อนทรุดลงไปนอนสลบกับพื้นทันที เป็นสัญญาณว่าองค์เทพได้ถอนสถิตกลับเข้ามิติไปแล้ว
ต้นกล้าเดินตรงเข้าไปที่รอยแตกมิติสีแดงฉาน เขาเอานิ้วแตะมันเบาๆ เหมือนกำลังตรวจเช็กสภาพ
“ต้นกล้า ระวังนะ! มันอาจเป็นอันตราย!” เยเลน่ารีบก้าวถอยห่างด้วยความหวาดเสี้ยว
“อืม... ไม่น่าจะยากนะ ฉันเคยทำของพังมาเยอะแล้ว ฮ่าๆๆ ครั้งนี้ก็ไม่น่าจะ...”
ต้นกล้าค่อยๆ ใช้นำมือทั้งสองข้าง กอบเอาขอบรอยแตกมิติเข้ามารวมกัน... เหมือนคนที่กำลังกอบทราย! แล้วเขาก็เริ่มนวดและปั้นมิติตรงหน้าให้เล็กลง ราวกับมันเป็นเพียงก้อนดินเหนียวเนื้อนุ่ม!
“อืม... แน่นชะมัด...”
เขาพยายามใช้ออกแรงกดและบีบอัดมิตินั้น จนมันมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ โดยมีเยเลน่ายืนลุ้นเกร็งตัวโก่งทุกวินาที!
ในที่สุด เขาก็บีบอัดรอยแตกมิติพิสดารนั่นจนเหลือขนาดเล็กจิ๋วพอดีฝ่ามือ ก่อนจะใช้สองมือกำบีบอัดมันเต็มแรง จนเกิดเสียงระเบิดเบาๆ ดังขึ้นในมือ!
ปุ่ง!!
“อ้าห์... เรียบร้อย! ครั้งนี้ไม่ระเบิดใส่หน้าว่ะ เย้!”
ทั้งต้นกล้าและเยเลน่าต่างถอนหายใจยาวเหยียดออกมาพร้อมกัน ด้วยความถอดถอนใจเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง...
หลังจบสิ้นเหตุการณ์ในครั้งนั้น เยเลน่าได้ทำการสืบสวนเหล่านักบวชภายในโบสถ์อย่างละเอียด ก็พบว่าพวกเขานั้นไม่ได้รับรู้หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องประตูมิติเลยแม้แต่น้อย ทุกคนเพียงแค่ปฏิบัติศาสนกิจและใช้ชีวิตไปตามกิจวัตรประจำวันตามปกติเท่านั้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความประจวบเหมาะและเรื่องบังเอิญที่งอกงามมาจากความปรารถนาดีของทุกฝ่าย
เมื่อเห็นดังนั้น เธอจึงหมดคำอธิบายและเลิกที่จะสืบสาวเรื่องราวต่อ แล้วเบนเข็มกลับไปหาเป้าหมายเดิมของชีวิตเธอ... นั่นคือการจับต้นกล้ามาเป็นเจ้าบ่าว!
ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้มีลูกด้วยกัน แต่ทั้งสองก็ครองคู่ดูแลกันและกันเรื่อยมา จนกระทั่งเยเลน่ามีอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 88 ปี กลายเป็นหญิงชราที่ร่วงโรยและอ่อนแรงลงตามกาลเวลา ทว่าต้นกล้ากลับยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงไม่แก่ลงเลยสักวัน และคอยเคียงข้างคอยดูแลเธอด้วยความรัก จนกระทั่งเยเลน่าจากไปอย่างสงบ...
และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา... ก็ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นต้นกล้าปรากฏตัวขึ้นบนโลกใบนี้อีกเลย
คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ