[นิยายแปล] อรุณสวัสดิ์ลุ้นรัก คุณสามีสุดเลิฟ ตอนที่ 9 (24/05/2563)

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST:30
เมื่อ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 14.33 น.

อรุณสวัสดิ์ลุ้นรัก คุณสามีสุดเลิฟ

 

 

เธอ...ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนกระต่ายน้อยอันใสซื่อบริสุทธิ์

เธอ...เพียงต้องการหาแฟนดีๆ สักคนเพื่อจะใช้ชีวิตไปด้วยกันจนแก่เฒ่า

ทว่า...ความฝันของเธอต้องพังทลายลง เพราะถูกแฟนที่คบกันมาสี่ปีทรยศหักหลัง

เอาเถอะ...อย่างไรเสียเราก็ไม่สามารถบังคับใครให้มารักเรา หรือเราไปรักใครได้

 

ในขณะที่เธอกำลังสิ้นหวัง...

เขา...ก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอด้วยท่าทีอันสุขุมแตกต่างจากคนอื่น

"เธอ...เธอนั่นแหละ ไปจดทะเบียนสมรสกัน"

"อะไรนะ?"

 พี่ชาย...เรายังไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ

-----------------

 

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :  Beijing Canlin Cultural Broadcasting Co.,LTD ( 17K )

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Co.,LTD (สนพ.กวีบุ๊ค)

ประพันธ์โดย : 怡芊芊

แปลภาษาไทยโดย :  Sherlyn

-----------------

https://www.kawebook.com

เว็บอ่านนิยายออนไลน์ นิยายแปล นิยายจีน นิยายญี่ปุ่น นิยายรัก นิยายY แฟนตาซี จำนวนมาก | กวีบุ๊ค

แก้ไขครั้งที่ 13 โดย Kawebook เมื่อเมื่อวาน 14.01 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
1 เมื่อ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 14.36 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 1 ผู้ชายทรยศที่ฉันรัก

 

 โรงเรียนอนุบาลสองภาษาซินเล่ย ณ เมือง A

         

        เสียงของหยาดฝนเม็ดเล็กๆ เริ่มเบาลง ใบไม้ที่ฉ่ำวาวของต้นแมกโนเลียหน้าประตูทางเข้าแลดูเขียวชอุ่มกว่าทุกที เหล่ากองทัพเด็กน้อยส่งเสียงเจี้ยวจ้าวพากันขึ้นรถของตนเอง

         

        ซูหรงหรงที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มยืนอยู่ใต้ต้นแมกโนเลียอันสูงตระหง่าน มือหนึ่งถือร่ม อีกมือก็โบกไปมาเพื่อบอกลาเหล่านักเรียนตัวน้อยของเธอ

 

        ถึงแม้ว่าหน้าตาท่าทางหรือแม้กระทั่งขนคิ้วของเธอจะแสดงออกถึงความอบอุ่นใจ ทว่าตัวเธอกลับรู้ดีว่าหัวใจของเธอนั้นตอนนี้มันออกวิ่งไปไกลกว่าหมื่นกิโลแล้ว

 

        วันนี้เป็นวันเกิดแฟนสุดที่รักที่คบหาดูใจกันมาถึงสี่ปี ‘กู้แหยนเจ๋อ

 

        ซูหรงหรงอุตส่าห์ใช้เวลาหลายวันในการตระเตรียมของขวัญวันเกิดให้เขา เธอวางแผนว่าจะรีบไปมอบให้เขาทันทีหลังเลิกเรียน แต่เหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเธอเอาเสียเลย เพราะทันทีที่เลิกเรียนฝนก็ดันตกลงมา

         

        เมื่อส่งนักเรียนกลุ่มสุดท้ายเสร็จ ซูหรงหรงรีบคว้าของขวัญแล้วออกวิ่งไปที่บ้านกู้แหยนเจ๋อแทบจะทันที

 

        ณ อพาร์มเม้นสุดหรูซินหลินหย้วน

 

        ซูหรงหรงขึ้นลิฟท์มาจนถึงชั้น 18 เธอที่เตรียมจะกดกริ่งหน้าประตูก็ชะงักลงเมื่อพบว่าประตูบานนั้นยังเปิดแง้มอยู่ไม่ได้ปิดสนิท

 

        ทำไมไม่รอบคอบเอาเสียเลย?

 

        กู้แหยนเจ๋อมักจะบอกเสมอว่าเธอเป็นคนสะเพร่า ดูเหมือนเขาก็เป็นเหมือนกันไม่ใช่หรือไง

 

        แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้แอบเข้าไปแล้วก็เซอไพรส์เขาให้ตกใจไปเลย

 

        ซูหรงหรงอมยิ้มอย่างซุกซน เธอกอดของขวัญของเธอไว้แน่นก่อนจะค่อยๆ ย่องเข้าไปภายใน

 

        ภายในกล่องของขวัญที่ถูกห่ออย่างปราณีตสวยงามนั้นคือนาฬิกาทรายสีชมพูที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักของพวกเขา แถมภายในนาฬิกาทรายยังฝังรูปภาพของทั้งสองลงไปด้วย

 

        เมื่อเข้าประตูมาแล้ว เธอพบว่าภายในห้องรับรับแขกยังไม่มีการวางเค้กหรืออาหาร

 

        หรือเขาจะรอเธออยู่กันนะ?

 

        หัวใจของซูหรงหรงเต็มไปด้วยความรักอันเปี่ยมล้น

 

        เธอค่อยๆ ย่องไปทางห้องนอนของเขาอย่างช้าๆ ช้า ช้า...ก่อนจะหยุด กึก! อยู่หน้าประตูห้อง

 

        ราวกับโดนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่ตัวของเธอ

 

        ภายในห้องนอนนั้น...’กู้แหยนเจ๋อ’ คนรักของเธอ กับ ‘เฉินหย่าถิง’ เพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ…ทั้งสองคนกำลังนัวเนียอยู่!

 

        ภาพที่ปรากฏตรงหน้าดูน่าขยะแขยงสะอิดสะเอียน จนเธอไม่อาจทนมองได้อีกต่อไป

 

        กู้แหยนเจ๋อที่เพิ่งสังเกตุเห็นการปรากฏตัวของซูหรงหรงรีบเอาผ้าห่มคลุมร่างกาย ก่อนจะเอ่ยทั้งที่ยังหอบ

 

        “ซูหรงหรง ฟังฉันอธิบายก่อน...”

         

         “ฉันเห็นชัดเจนหมดแล้ว! ”

         

         ซูหรงหรงปัดมือของเขาที่ยื่นมาจะกอดเธอออก ดวงตาที่แดงก่ำของเธอเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาที่พร้อมจะไหลลงมา

 

         “หรงหรง...”

         

         กู้แหยนเจ๋อคว้าตัวซูหรงหรงเข้ามากอด แต่ซูหรงหรงพยายามจะดิ้นออกจากวงแขนนั้น เมื่อดิ้นไม่หลุดเธอจึงใช้ฟันกัดเข้าที่ท่อนแขนของเขา

 

         “โอ้ย... ”

         

         กู้แหยนเจ๋อปล่อยตัวเธอแทบจะทันทีราวกับถูกไฟฟ้าช๊อต ซูหรงหรงที่ยังตั้งตัวไม่ทัน ร่วงลงไปกองกับพื้น พลันนาฬิกาทรายที่ถืออยู่ในมือก็หล่นแตกเสียงดัง

 

         ราวกับสวรรค์จงใจ รูปคู่ของพวกเขาทั้งสองฉีกขาดออกจากกันเป็นสองส่วน

 

         “...ซูหรงหรง ยัยบ้า! ”

         

         เฉินหย่าถิงที่อยู่ในเหตุการณ์รีบเอาผ้าคลุมตัวก่อนจะรุดไปหากู้แหยนเจ๋อแล้วตรวจสอบบาดแผล ในขณะเดียวกันซูหรงหรงที่ตั้งสติได้ก็ตะโกนกลับไป

 

        “เธอนั่นแหละที่บ้า! ”

 

        กู้แหยนเจ๋อมองท่าทีที่กังวลของเฉินหย่าถิง เขาถอนหายใจ ก่อนจะใช้มือบีบมือของเธอเบาๆ เพื่อปลอบประโลมให้เธอคลายกังวล จากนั้นเขาก็หันมาพูดกับซูหรงหรง

 

        “ซูหรงหรง...ไหนๆ วันนี้เธอก็เห็นทั้งหมดแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าฉันสารภาพกับเธอไปเลยแล้วกัน”

         

        เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกผิดของกู้แหยนเจ๋อ มันทำให้ซูหรงหรงตระหนักได้ว่า

 

        นี่คือใบหน้าของลูกชายคนที่สองของเครือธุรกิจกู้กรุ๊ปที่มักจะล้อเล่นกับศักดิ์ศรีของผู้อื่นอยู่เสมอ และนี่เป็นครั้งที่สองในรอบสี่ปีที่เธอได้เห็น

 

        ครั้งแรก คือตอนที่เขาแสดงออกว่ารักแต่ตัวเอง

         

        ช่างน่าขำเสียจริง !

 

         “หรงหรง...ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดเรื่องนี้กับเธอ ฉันกับถิงถิงเริ่มคบกันตั้งแต่เดือนที่แล้ว ฉันแค่ไม่ได้บอกเธอ เพราะกลัวเธอจะเสียใจ...”

         

        กู้แหยนเจ๋อพูดได้เพียงครึ่งเดียวก็รู้สึกร้อนรนใจจนทนไม่ได้เมื่อได้เห็นสายตาของซูหรงหรงที่จ้องมาที่เขาอย่างผิดหวังและกล่าวโทษ ขนตาที่ยาวเป็นแพรของเธอรื้นไปด้วยน้ำตา

 

         “แหยนเจ๋อ...”

         

        เฉินหย่าถิงที่ยืนดูท่าทีอยู่รีบใช้มือรั้งตัวกู้แหยนเจ๋อแล้วดันตัวขึ้นมายืนข้างเขา สายตามองต่ำลงมาที่ซูหรงหรงก่อนจะเอ่ย

 

        “ซูหรงหรง...ฉันทนเห็นสารรูปน่าสมเพชของเธอตอนนี้ไม่ไหวแล้ว เลิกทำตัวเป็นคนน่าสงสารเถอะยะ จะแสดงอะไรนักหนา! ”

         

        นี่คือคำพูดของเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันหรือนี่?

 

        เพื่อนสนิทที่นอนกับแฟนของฉัน แล้วยังมาด่าทอฉันในเรื่องที่ตัวเองเป็นคนก่อขึ้น?

 

        “เธอมันก็เป็นเสียแบบนี้ ทำตัวแอ๊บแบ๊วไร้เดียงสา นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว เธอคิดจะรักษาความบริสุทธิ์ของเธอไปชั่วชีวิตหรือยังไง เธอกับแหยนเจ๋อคบกันมาตั้งสี่ปี สี่ปีที่ผ่านมาเธอทำให้เขาได้มากสุดก็แค่จับมือและจูบ! ”

         

        คำพูดแทงใจนี้ทำให้มือของกู้แหยนเจ๋อที่เตรียมจะเอื้อมไปดึงตัวของซูหรงหรงชะงักลง ก่อนจะเก็บกลับมาไว้ที่เดิม

 

 

 

 

-----------------



อ่านนิยาย เร็วก่อนใครและสนับสนุนผู้แปลได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

 

https://www.kawebook.com/story/3266

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
2 เมื่อ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 14.00 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 2 การตอบโต้ของเจ้ากระต่ายน้อย

 

 

        “ส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเองหน่อยสิซูหรงหรง นอกเหนือจากความบริสุทธิ์ของเธอแล้ว เธอคิดว่าเธอมีค่าอะไรที่จะมายืนเคียงข้างกู้แหยนเจ๋ออย่างนั้นเหรอ”

         

        เฉินหย่าถิงถอยกลับมาหากู้แหยนเจ๋อ ก่อนจะบรรจงจับไปที่แขนข้างที่มีรอยฟันกัดจนม่วงช้ำ

         

        “ดูสิว่าเธอทำอะไรลงไป”

         

        ผู้หญิงก็ร้าย ผู้ชายก็เลว...ซูหรงหรงไม่ได้รับเอาคำพูดเหล่านั้นเข้ามาในหัวสมอง เธอปล่อยให้เสียงเหล่านั้นทะลุเข้ามาและทะลุออกไป

         

        เดือนเดียว...แค่เดือนเดียว!

         

        คุณค่าของความรักสี่ปีมันเทียบอะไรกับความมักมากทางกายไม่ได้เลยหรือ แค่เดือนเดียวพวกเขาก็มีอะไรกันแล้ว

         

        มีอะไรกันแล้วก็ชั่งหัวพวกเขาสิ มันไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อย จะมานั่งโทษตัวเองทำไมกัน

         

        การมองเห็นคุณค่าของตนเองเปรียบดั่งการเห็นคุณค่าของอัญมณี นี่แหละที่เขาเรียกว่าการรักตัวเองไม่ใช่เหรอ

         

        แถมตอนนี้ เธอก็ยังได้เห็นธาตุแท้ของผู้ชายทรยศที่เธอรักอีกด้วย เธอควรจะขอบใจการรักตัวเองของเธอไม่ใช่หรืออย่างไร?

         

        “พอแล้ว!”

         

        ซูหรงหรงยันตัวลุกขึ้นมา ตัวของเธอเล็กและเตี้ยกว่าเฉินย่าถิงมาก แต่ถึงกระนั้นแววตาของเธอก็วาวโรจน์ไปด้วยความโกรธแค้นที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ

         

        “อะไร? เธอคิดจะทำอะไรไม่ทราบ....หรือเธอคิดจะแย่งเขา? ผู้หญิงหน้าด้านไร้ยางอาย หน้าตาก็ไม่สวย หน้าอกหน้าใจก็ไม่มี ผู้หญิงอย่างเธอ...”

         

        เพียะ!

         

        เสียงตบดังลั่น ลูกตาดำของเฉินหย่าถิงแทบจะหลุดออกมาตามแรงมือ เธอเอามือจับบนหน้าที่ตอนนี้กลายเป็นสีแดงไปแล้วครึ่งหนึ่ง สายตาของเธอจับจ้องไปที่ซูหรงหรงที่กำลังโกรธเกรี้ยวราวกับเสือดาวตัวน้อย

         

        “เธอทำอะไรของเธอ!”

         

        กู้แหยนเจ๋อผลักซูหรงหรงออกแล้วปรี่เข้ามากอดตัวของเฉินหย่าถิง แววตาของเขาแสดงท่าทีโกรธและรังเกียจอย่างชัดเจน

         

         

         

        ซูหรงหรงถูกแรงผลักจนเซตุปัดตุเป๋เอามือจับโต๊ะตัวที่ใกล้ที่สุดเพื่อพยุงร่างกายไม่ให้ล้มลง เท้าของเธอที่ใส่เพียงรองเท้าแตะบางๆ เหยียบเข้ากับเศษนาฬิกาทรายที่แตกละเอียด เลือดสีแดงฉานค่อยๆ ซึมออกมาจากเศษแก้วที่ทิ่มแทงเข้าไปภายในเท้าคู่น้อยนั้น

         

        “เป็นแค่ชู้แล้วยังทำท่าหยิ่งยโสได้เหรอ! การตบครั้งนี้ถือว่าฉันเป็นตัวแทนของเมียหลวงทุกคนที่ได้สั่งสอนเมียน้อยอย่างเธอ”

         

        ซูหรงหรงอดกลั้นต่อความเจ็บปวดที่เท้าแล้วฉุดตัวเองให้ลุกขึ้นก่อนจะเอ่ย

         

        เมื่อซูหรงหรงพูดจบ เธอก็เชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินออกไป แผ่นหลังของเธอที่ผอมบางกลับดูแข็งแกร่ง เธอก้าวขายาวๆ เพื่อเดินผ่านเศษแก้วที่กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้น

         

        เรื่องราวทั้งหมดนี้...ก็คงจะเหมือนกับแก้วที่แตกไปแล้ว ไม่มีหนทางที่จะซ่อมให้มันกลับคืนมาเหมือนเดิมได้

         

        ถ้าหมดรักกันแล้ว...ก็แยกทางกันเถอะ

         

        เธอจะอ่อนแอต่อหน้าพวกเขาไม่ได้ เธอจะไม่ยอมให้พวกเขาดูถูกเธอ !

         

        ถึงแม้ตัวจะก้าวผ่านประตูมาแล้ว แต่ก็ยังได้ยินเสียงอันน่ารังเกียจของเฉินหย่าถิงตะโกนด่าไล่หลัง

         

        “เธอคิดว่าตัวเองเป็นเมียหลวงอย่างนั้นเหรอ เธอพิสูจน์ได้มั้ยล่ะว่าเธอเป็น!”

         

        ซูหรงหรงรีบจ้วงเดินเข้าไปในลิฟต์ ทันทีที่ประตูปิดลง น้ำตามากมายก็พรั่งพรูออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นอย่างน่าสงสาร

         

        เมื่อก่อนเวลาเห็นเพื่อนอกหักร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง เธอมักจะคิดเสมอว่าเพื่อนของเธอมันโง่ เธอมักจะเตือนสติเพื่อนเธอตลอดว่าไม่ควรจะเสียน้ำตาให้กับผู้ชายห่วยๆ แต่แล้วเมื่อถึงคราวของตัวเธอเอง เธอเพิ่งจะรู้ว่าเธอไม่สามารถบังคับน้ำตาให้หยุดไหลได้เลย

         

        ตึง!

         

        ในขณะที่ซูหรงหรงกำลังร้องไห้ อยู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงลิฟต์ดังขึ้น

         

        ซูหรงหรงที่หน้าซีดเผือดเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนก...

         

        ทันทีที่เงยหน้าขึ้น สายตาของเธอก็สบเข้ากับดวงตาคมเข้มของชายหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ชายที่ดูท่าทางหล่อเหลาคนนั้นเอามือทั้งสองข้างใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง สายตาที่ดูเฉียบคมของเขาที่มองมาเหมือนกำลังพินิจพิจารณาเธออยู่ ก็แน่ล่ะสิ...สภาพเธอตอนนี้ร้องไห้อย่างกับคนบ้า ไม่ว่าใครก็คงจะเห็นเธอเป็นตัวประหลาด

         

        ซูหรงหรงรู้สึกทั้งเศร้าทั้งเซ็งอย่างบอกไม่ถูก เธออาศัยเวลาช่วงอึดใจใช้มือปาดน้ำตาแล้วเดินออกมาจากลิฟต์

         

        ขายหน้าจริงๆ ลืมได้ยังไงกันว่าต้องมีคนขึ้นลิฟต์

         

        เมื่อกลับถึงบ้าน ซูหรงหรงที่อาการเริ่มดีขึ้นแล้วยกมือขึ้นมาทำท่าสาบานก่อนจะพูดว่า

         

        “นายมันไม่ได้วิเศษมาจากไหนหรอกกู้แหยนเจ๋อ คอยดูนะ...ฉันจะหาผู้ชายที่ดีกว่านายร้อยเท่าพันเท่าให้ได้!”

         

        ...

         

        หลังจากเก็บตัวอยู่ที่บ้านมาครึ่งเดือน ซูหรงหรงอยู่ๆ ก็วิ่งเข้าไปในห้องครัวแล้วตะโกนเสียงดัง

         

        “แม่คะ หาสามีให้หนูหน่อย!”

         

        ไม่มีเหตุผลที่ต้องมานั่งร้องไห้เสียใจอีกต่อไป แม่คลอดเธอออกมาไม่ใช่เพื่อให้เธอมานั่งร้องไห้ให้กับผู้ชายเสียหน่อย

 

-----------------

 


อ่านนิยาย เร็วก่อนใครและสนับสนุนผู้แปลได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

แก้ไขครั้งที่ 1 โดย Kawebook เมื่อ12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 16.03 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
3 เมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 16.07 น.

 เล่มที่ 1 บทที่ 3 จดหมายนัดบอร์ดจากกองทัพ

 

        นี่เป็นการเริ่มต้นหาคู่ครั้งใหม่ในสัปดาห์ที่สองของซูหรงหรง

         

        วันนี้ซูหรงหรงที่แต่งตัวสวยงามราวกับกุลสตรีนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ฝ่ายตรงข้ามเธอคือผู้ชายรูปร่างผอมกะหร่องที่กำลังจิบกาแฟและใช้สายตามองเธอขึ้นๆ ลงๆ เหมือนคนที่กำลังพิจารณาซื้อสินค้าสักชิ้นหนึ่งอยู่

         

        “คือว่า...ฉันคิดว่า...พวกเราไม่เหมาะสมกัน”

         

        ซูหรงหรงที่กำลังคิดจะลุกขึ้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย

         

        “เอ๊ะ นั่นซูหรงหรงไม่ใช่เหรอ”

         

        เสียงหวานที่ฟังดูไพเราะดังมาแต่ไกล ไม่ต้องมองหน้า เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร

         

        เฉินหย่าถิง !

         

        ท่าทีของซูหรงหรงดูสงบเยือกเย็นขึ้นมาอย่างฉับพลัน เฉินหย่าถิงที่พ่ายแพ้ให้แก่เธอคราวที่แล้วรีบปรี่เข้ามาทางซูหรงหรงอย่างจงใจ

         

        ความจริงแล้วเฉินหย่าถิงนับว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง รูปร่างของเธอสามารถดึงดูดสายตาคู่ดูตัวของซูหรงหรงได้ไม่ยาก ถ้าให้พูดตามสถานการณ์ตอนนี้ เหมือนเขาจะโดนสะกดไปเรียบร้อยแล้วเสียมากกว่า

         

        “นี่หรงหรง ฉันพูดกับเธอจริงๆ นะ ว่าถึงแม้เธอจะอกหัก แต่เธอก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องรีบเร่ขายตัวเองเลยนี่ แต่ก็นะ ฉันว่ายังไงเธอก็ขายไม่ออกหรอก”

         

        “เอาอย่างนี้มั้ยล่ะหรงหรง ฉันช่วยเธอหาผู้ชายสักสองสามคนดีมั้ย รู้สึกว่าสายตาในการเลือกคนของเธอมันค่อนข้าง...”

         

        กู้แหยนเจ๋อที่ได้ทีก็เย้ยหยัน วงแขนตวัดโอบเฉินหย่าถิงเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ดวงตาบ่งบอกถึงความพึงพอใจ

         

        มันจะมีอะไรที่มีความสุขไปกว่าการเห็นผู้ชายที่เคยรักได้พบเจอกับคนที่เลวสมกันแบบนี้อีกหรือ?

         

        ไม่ว่าไปที่ไหนก็เจอแต่พวกเขา ถึงแม้จะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนั้นมา แต่มันก็ยังคงเจ็บอยู่ลึกๆ แถมตอนนี้ก็ยังได้มาเห็นภาพบาดตาที่คนทั้งคู่กำลังพลอดรักกันอย่างโจ่งแจ้ง...ไม่กลัวฟ้าผ่ากันหรือไงนะ?

         

        ซูหรงหรงหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า 100 หยวน ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ

         

        “หลบไป...”

         

        “...หมาตัวผู้ตัวเมีย”

         

        ซูหรงหรงที่กำลังจะเดินผ่านพวกเขาไปกระซิบขึ้นมาเบาๆ

         

        “แก!”

         

        เฉินหย่าถิงโกรธจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เธอจูงมือกู้แหยนเจ๋อออกไป

         

        …

         

        แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มทอแสงลงมาตกกระทบที่ต้นปอปลาร์ เงาของใบไม้พลิ้วไหวไปมาอยู่ที่ขอบหน้าต่าง

         

        “นี่อะไร?”

         

        จ้านอี้หยางเงยหน้าออกจากกองเอกสารแล้วมองไปยังการ์ดเชิญสีแดงที่อยูในมือของพลทหารตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย

         

        “นี่...นี่คือการ์ดเชิญครับ”

         

        พลทหารที่ถูกบุคคลผู้ซึ่งเป็นที่น่าเกรงขามและขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดนามจ้านอี้หยางคนนี้ถาม ทำให้ใจเริ่มสั่นจนเต้นรัวด้วยความกลัว กลัวเสียจนคำที่พูดออกมาเริ่มตะกุกตะกัก

         

        “การ์ดเชิญอะไร?”

         

        คิ้วของจ้านอี้หยางขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ น้ำเสียงที่ไม่แสดงออกถึงความเบิกบานใจแล้วยังเต็มไปด้วยความข่มขวัญเอ่ยขึ้น

         

        “รีบพูดออกมาให้ชัดเจน อย่าอ้ำๆ อึ้งๆ”

         

        พลทหารตื่นตกใจกลัวกับอารมณ์ฉุนเฉียวของจ้านอี้หยาง เขายืนตัวตรงแน่ว ก่อนจะรายงานออกมารวดเดียวจบ

         

        “รายงานท่านพลเอก หัวหน้าเหล่าทัพมีคำสั่งว่า เนื่องจากบริเวณเขตกองทัพเรามีพลทหารชายโสดเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ จึงออกคำสั่งให้จัดงานนัดบอร์ดหาคู่ให้กับพลทหารที่ยังโสด โดยเชิญหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานมาร่วมงานที่กองทัพของเราครับผม”

         

        “หัวหน้าเหล่าทัพยังกำชับอีกว่า ท่านพลเอกจะต้องเข้าร่วมงานดังกล่าว หากไม่ร่วมงานถือว่าเป็นการขัดคำสั่ง จะต้องได้รับโทษตามกฎของกองทัพ เน้นย้ำอีกครั้งว่า พลทหารทุกคนต้องเข้าร่วมงาน จบการรายงานครับ!”

         

        พลทหารได้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉยยิ่งกว่าตอนแรกของจ้านอี้หยางแล้วยิ่งหวาดกลัว จนทำให้เขารีบพูดรีบเดินออกมาจากห้องทำงานของจ้านอี้หยาง

         

        ความจริงแล้วพลทหารไม่กล้าบอกว่างานนัดบอร์ดครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อจ้านอี้หยางโดยเฉพาะ

         

        จ้านอี้หยางเป็นนายพลที่นับว่าเยี่ยมยอดคนหนึ่ง เขาทำงานอย่างหนักเพื่อกองทัพ ฝีมือของเขานับว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างยิ่ง เรื่องเดียวที่น่าเสียดายคือเขายังไม่มีวี่แววว่าจะแต่งงานแม้ว่าอายุจะปาเข้าไป 30 ปีแล้วก็ตาม

         

        ผู้หญิงข้างกายสักคนเขาก็ไม่มี หัวหน้าเหล่าทัพพากันเดือดเนื้อร้อนใจแทนเขาเสียเหลือเกิน เขาไม่ควรจะทุ่มทุกอย่างให้กับกองทัพจนพลาดโอกาสที่ดีในชีวิตไป ดังนั้นการนัดบอร์ดจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

         

        จ้านอี้หยางชายตามองการ์ดเชิญที่พลทหารเมื่อครู่ทิ้งไว้ให้อย่างไม่แยแส

         

        ถึงแม้ว่าตอนนี้อายุของเขาจะเข้า 30 ปีแล้ว แต่ทั้งชีวิตของเขาก็มอบให้กับการทำงานในกองทัพ เรื่องรักๆ ใคร่ๆ นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาไม่คิดจะเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ ในหัวเขาคิดเพียงแค่พอถึงเวลาก็แต่งงานกับผู้หญิงสักคนแล้วก็มีลูกด้วยกันก็พอ

         

        ในเมื่อครั้งนี้เป็นคำสั่งของหัวหน้าเหล่าทัพเขาก็จะปฏิบัติตาม แต่ว่า...จะหาผู้หญิงที่ใช่เจอหรือไม่นั้น เขาไม่รับประกัน

         

        จ้านอี้หยางโยนการ์ดเชิญลงลิ้นชักอย่างไม่ใส่ใจ เขาละสายตามาดูรายงานเกี่ยวกับการทหารต่อและทำราวกับว่าคำเชิญเข้าร่วมงานนัดบอร์ดไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าไรนัก

         

        …

         

        ในขณะเดียวกัน ซูหรงหรงกำลังนอนแผ่หลาบนโซฟาอย่างเกียจคร้าน

         

        “นี่มันอะไร?”

         

        ซูหรงหรงเพ่งพินิจการ์ดเชิญที่อยู่ในมือแล้วเอ่ยถามแม่ของตนด้วยความสงสัย

 

 

-----------------

 


อ่านนิยาย เร็วก่อนใครและสนับสนุนผู้แปลได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

 

https://www.kawebook.com/story/3266

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
4 เมื่อ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 13.14 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 4  ชายชาติทหาร (1)

 

        “การ์ดเชิญนี้ป้าเป็นคนเอามาให้แม่”

         

        แม่ของซูหรงหรงตอบพลางหยิบผักขึ้นมาเพื่อเตรียมอาหารเย็น ก่อนจะเอ่ยต่อ

         

        “ลุงเขยรู้จักกับคนในเขตกองทัพ นี่เป็นโอกาสดีมากเลยนะ เพราะกองทัพจัดงานนัดบอร์ดหาคู่ขึ้นมา พอได้ยินว่าลูกอยากจะหาแฟน ป้าเขาก็เลยรีบไปเอาการ์ดเชิญมาให้ใบหนึ่ง แถมยังบอกอีกว่าพลทหารน่ะน่าฝากชีวิตไว้กว่าพวกผู้ชายทั่วๆ ไปตั้งเยอะ”

         

        “เขตกองทัพ? เหล่าชายชาตินักรบ?”

         

        ซูหรงหรงมองการ์ดเชิญที่ถืออยู่ในมือแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง ภายในหัวตอนนี้มีแต่ภาพทหารในฝันของตน

         

        อา...ร่างกายที่กำยำแข็งแรง ผิวกล้ามที่แวววาวสุดเซ็กซี่ คิดได้แค่นี้ น้ำลายก็แทบจะไหลออกมาจากปาก ผุดลุกนั่งขึ้นมาบนโซฟาอย่างตื่นเต้น

         

        “คุณพี่ทหารขา!”

         

        จะต้องเป็นเหมือนเจ้าชายแน่ๆ

         

        ซูหรงหรงจินตนาการถึงภาพพลทหารของกองทัพเกาหม่าต้าเมื่อได้พบเข้ากับเจ้าขี้ขลาดกู้แหยนเจ๋อ เธอหลุดยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้

         

        ซูหรงหรงทุ่มเงินมากมายเพื่อการหาคู่ในครั้งนี้ เมื่อวันงานมาถึง เธอบรรจงแต่งหน้าอย่างสวยงาม

         

        เพื่อไม่ให้ชุดที่เพิ่งซื้อมาใหม่เปื้อนเลอะเทอะก่อนจะไปถึงงาน เธอลงทุนจ้างแท็กซี่เพื่อให้ไปส่งเธอที่เขตกองทัพ

         

        “ว้าว ทำไมปีนี้ผู้หญิงโสดเยอะขนาดนี้เนี่ย”

         

        หลังจากจ่ายเงินแล้ว ซูหรงหรงมองเข้าไปยังเขตกองทัพที่ตอนนี้ถูกประดับประดาไปด้วยของตกแต่งและผู้คน บรรยากาศดูครึกครื้นกว่าเทศกาลโคมไฟเสียอีก

         

        ซูหรงหรงและสาวโสดคนอื่นถูกเชิญเข้าไปในห้องประชุมแห่งหนึ่ง เมื่อกรอกเอกสารเสร็จแล้วก็รอการขานลำดับหมายเลขของตน

         

        รอแล้วรอเล่า ในที่สุดก็ถึงตาเธอเสียที

         

        ซูหรงหรงรวบกระโปรงแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมโปรยยิ้มเหมือนคนโง่ เธอเดินตามทหารนายหนึ่งเข้าไปในห้องที่คล้ายกับห้องสัมภาษณ์ชั่วคราว

         

        บรรดาชายหนุ่มที่สวมเครื่องแบบทหารนั่งเรียงรายกันอยู่ภายใน

         

        “สวัสดีค่ะทุกคน”

         

        เมื่อพลทหารออกไปจากที่นั่นแล้ว ซูหรงหรงลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับเพื่อทำความเคารพผู้สัมภาษณ์ตรงหน้าพร้อมกับยิ้มหวาน

         

        “ซูหรงหรง...”

         

        ผู้สัมภาษณ์จ้องมองมาที่เธออย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยต่อ

         

        “...ความสูงของเธอน่าจะไม่ถึง 165 เซนติเมตร ขอโทษด้วย แต่เรามีข้อกำหนดว่าผู้หญิงที่จะเข้าร่วมจะต้องสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 165 เซนติเมตร เชิญเธอกลับไปได้”

         

        เมื่อฟังผู้สัมภาษณ์พูดจบ ดวงตาของเธอที่ปกติเป็นสีขาวเริ่มแดงก่ำขึ้น น้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาที่ขอบตา สร้างความตกใจให้กับผู้สัมภาษณ์ เธอเริ่มเปล่งเสียงสั่นๆ

         

        “ฉันรู้สึกเจ็บปวดมากที่ความสูงของฉันไม่ตรงตามความต้องการของพวกคุณ ฉันไม่คิดเลยว่าพวกคุณจะเอาเรื่องนี้มาตัดสินคน”

         

        เมื่อพูดจบน้ำตาของซูหรงหรงก็ไหลลงมาเป็นทาง

         

        ปกติแล้วผู้สัมภาษณ์มักจะสงบนิ่งอยู่เสมอ ผู้สัมภาษณ์ที่กำลังจะกล่าวด้วยเสียงเรียบเย็นถูกห้ามจากหัวหน้าเหล่าทัพ

         

        “นี่คืองานหาคู่ ไม่ใช่สนามฝึกรบ”

         

        เมื่อซูหรงหรงได้ฟัง เธอรู้สึกได้ว่าเธอเหมือนกำลังถูกกลั่นแกล้ง

         

        “พวกคุณทำไมถึงรังแกคนอื่นแบบนี้”

         

        ซูหรงหรงใช้มือปาดน้ำตาก่อนจะเอ่ยต่อ

         

        “ตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก ฉันรักและเคารพเหล่าทหารเสมอ เพราะพวกคุณเป็นผู้ปกป้องประเทศ ฉันรู้สึกเหมือนกับพวกคุณเป็นซูปเปอร์แมนที่สามารถทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นฉันเลยอยากแต่งงานกับทหาร พอฉันรู้ว่าพวกคุณจัดงานหาคู่ฉันก็รีบมาที่นี่ พวกคุณจะตัดฉันออกจากการคัดเลือกเพียงเพราะฉันความสูงไม่ถึงอย่างนั้นเหรอ นอกจากเรื่องความสูง ฉันคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง ฉันทำอาหารได้ ฉันเก็บกวาดทำความสะอาดเป็น ฉันไม่เคยที่จะกลัวเหงาเวลาต้องอยู่คนเดียว ฉันมั่นใจว่าฉันจะเป็นช้างเท้าหลังที่ดีให้กับสามีได้อย่างแน่นอน หากเขาออกไปเป็นแนวหน้าในสนามรบปกป้องประเทศชาติ ฉันก็จะเป็นแม่บ้านที่ปกป้องคนในครอบครัวรวมถึงลูกๆ ฉันจะไม่มีวันทำให้เขาพะวงหน้าพะวงหลัง ฉันจะต้องเป็นภรรยาและแม่ที่ดีให้กับเขา “

         

        ซูหรงหรงโพร่งออกไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอีกครั้ง

         

        “แม่สาวน้อย ขอบคุณมาที่เธอสนับสนุนพวกเราเหล่าทหารมาตลอด แต่อายุเธอยังน้อย เธออาจจะยังไม่เข้าใจว่าการเป็นภรรยาของทหารจะต้องแบกรับอะไรไว้บ้าง”

         

        ผู้สัมภาษณ์ที่ถูกหัวหน้าเหล่าทัพยั้งไว้ เอ่ยปากอย่างนุ่มนวล

         

        แม้ว่าจะได้ฟังคำพูดของซูหรงหรงแล้ว แต่เขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนใจที่จะให้เธอกลับไป และไม่คิดหวังจะให้เธอเข้ามาแต่งงานเป็นภรรยาของทหาร

         

        ...

         

        เมื่อถูกพูดถึงขนาดนี้แล้ว ซูหรงหรงยังจะพยายามต่อไปไหมนะ?

 

-----------------

 


อ่านนิยาย เร็วก่อนใครและสนับสนุนผู้แปลได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

 

https://www.kawebook.com/story/3266

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
5 เมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 12.56 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 5 ชายชาติทหาร (2)

 

        “แม้ว่าอายุฉันจะยังน้อย แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าความคิดความอ่านของฉันจะยังเป็นเด็ก”

         

        ซูหรงหรงพูดพลางสูดน้ำมูกเข้า ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยเสียงอันแข็งกร้าว

         

        “ฉันรู้ดีที่สุดว่าตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันเป็นคุณครูของโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ฉันมักจะพูดกับนักเรียนของฉันเสมอว่า...จะต้องตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตตนเอง และจะต้องใช้กำลังที่มีในการทำตามความฝัน ...และความฝันของฉันก็คือการได้แต่งงานและเป็นภรรยาของทหาร ฉันอยากจะเป็นภรรยาที่จะไม่ทำให้สามีต้องมาพะวงหน้าพะวงหลัง สิ่งที่ทำให้พวกคุณหนักใจตอนนี้มันไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด”

         

        ผู้สัมภาษณ์มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทั้งห้องตอนนี้เต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

         

        “พวกคุณคิดว่าสาวน้อยคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? จะให้เธอผ่านมั้ย?”

         

        “กฎระเบียบนั้นตายตัว แต่คนเรานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่พลิกแพลงได้ตลอดเวลา ฉันคิดว่าเด็กคนนี้เหมาะสมดีมาก แม้ว่าอายุจะไม่มาก แต่ก็เป็นคนมีเหตุมีผลและเข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นอย่างดี แล้วยิ่งดูจากความเคารพที่เธอมีให้กับทหารอย่างพวกเรา อีกทั้งความคิดที่อยากจะเป็นภรรยาของทหาร พวกเราคงจะไม่เอาเรื่องเล็กน้อยมาตัดสินความหวังอันยิ่งใหญ่ของเธอหรอกใช่หรือไม่”

         

        “สาวน้อยคนนี้เป็นคุณครูโรงเรียนอนุบาล ทุกวันจะต้องอยู่กับเหล่าเด็กน้อย จิตใจคงจะอบอุ่นดีงามมากแน่นอน อีกอย่างหนึ่งหน้าตาก็สะสวย แค่ฉันเห็นหน้าเขา ฉันก็ให้เขาผ่านเข้าไปแล้ว”

         

        ผู้สัมภาษณ์ปรึกษากันอีกครั้ง สุดท้ายก็เปิดไฟเขียวให้ซูหรงหรงผ่านเข้าไปได้ จึงถือว่าเป็นการสิ้นสุดการสัมภาษณ์และเป็นเหมือนการประกาศชัยชนะของซูหรงหรง

         

        “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”

         

        ซูหรงหรงก้มหัวคำนับ

         

        ทันทีที่ออกจากห้องสัมภาษณ์ เธอรีบรุดตัวเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเติมแป้งลงบนหน้า

         

        เมื่อได้มองตนเองในกระจก เธอก็อดไม่ได้ที่จะทำหน้าบูดบึ้งอย่างล้อเลียน ก่อนจะเปล่งเสียงที่เต็มไปด้วยความขี้เล่น

         

        “ซูหรงหรง...เธอนี่ช่างจะเป็นคนที่มีความสามารถในการแสดง ฉันว่าเธอควรจะได้รับรางวัลออสการ์ประจำปีนี้ ดูสิ...แค่ลงทุนบีบน้ำตาร้องไห้นิดหน่อย ทำตัวเหมือนหมาน้อยน่าสงสารเขาก็ปล่อยเธอผ่านเข้ามาง่ายๆ แล้ว ฮ่าๆ...ทำอาหารก็ได้ เก็บกวาดก็เก่ง ช่างจะกล้าพูด!”

         

        ซูหรงหรงยืนยิ้มแสดงความยินดีกับตัวเองในห้องน้ำที่ไม่มีคนอยู่สักพักใหญ่ เมื่อเติมเครื่องสำอางเสร็จแล้ว เธอก้าวเท้าออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่งแบบกุลสตรี จากนั้นก็เริ่มออกเดินหาคู่

         

        เธอเม้มริมฝีปากสีเชอร์รี่ตลอดทางที่เดิน ปาร์ตี้ในครั้งนี้เสมือนงานเลี้ยงของคนชนชั้นสูงที่เธอไม่มีวันสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแบบนั้น แต่อย่างไรก็ตาม เธอไม่คิดจะกลับลำเรือตอนนี้ ยังไงซะ เธอก็จะหาผู้ชายที่ดีกว่ากู้แหยนเจ๋อเป็นร้อยเท่าพันเท่ากลับไปให้ได้

         

        เธอจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคและกำจัดผู้หญิงที่ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังคนนั้นออกไป เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็เดินตรงต่อไปที่ประตูสีเขียวเข้มอันใหญ่โต

         

        พอตัวเธอก้าวผ่านประตูเข้ามา เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปดูกลุ่มคนที่กำลังโศกเศร้าเสียใจเพราะไม่ผ่านการคัดเลือก เธอที่พกความมั่นใจมาเต็มร้อยทำท่าส่งจูบไปที่หญิงสาวเหล่านั้น “oh baby, ฉันจะเป็นตัวแทนของพวกเธอไปเลือกหนุ่มๆ ทหาร และสัญญาว่าจะไม่ทำให้พวกเธอผิดหวัง”

         

        ซูหรงหรงกำมือแน่นแสดงออกถึงความมุ่งมั่น

         

        กู้แหยนเจ๋อ เตรียมตัวรอฉันพาแฟนทหารไปจัดการนายก่อนเถอะ ฉันจะทำให้นายเสียดายจนตาละห้อยเลยล่ะ

         

        จากนั้นเธอก็ดันประตูทางเข้าสีเขียวเข้มไปจนสุด จู่ๆ ซูหรงหรงก็ขยับเท้าถอยหลังอย่างรวดเร็ว บรรยากาศมันดูอึมครึมและเคร่งเครียดเกินไป เธอกำกระเป๋าถือใบเล็กๆ ที่เพิ่งซื้อมาในราคาร้อยกว่าบาทจากเว็บไซต์เถาเป่าไว้แน่น

         

        อยู่ๆ เธอก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ถูกส่งออกมาจากที่ไหนสักที่

         

        ให้ตายเถอะ มันควรจะคึกคักกว่านี้หน่อยสิ

         

        ถึงแม้เธอจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ก็รู้สึกหนาวขึ้นมาดื้อๆ ไหล่ของเธอหดเล็กลงตามสัญชาตญาณ ใจของเธอตอนนี้อยากจะหันหลังกลับไปเลยด้วยซ้ำ

         

        “ขอโทษนะคุณผู้หญิง กฎของเราคือผู้ที่มาเข้าร่วมงานไม่สามารถกลับก่อนได้ถ้างานยังไม่จบ”

         

        พนักงานต้อนรับคิดว่าซูหรงหรงจะถอดใจกลับไปแล้วรีบเอ่ยรั้งเธอไว้ก่อนจะฉีกยิ้มให้หนึ่งครั้ง ปฏิกิริยาของซูหรงหรงค่อนข้างรวดเร็ว เธอรีบชักเท้ากลับเข้ามา เธอรวบรวมพละกำลังไว้ที่มือทั้งสองข้าง ก่อนที่เธอจะเยื้องย่างด้วยสะโพกอันอวบอิ่มเข้าไปในงานนัดหาคู่

         

        ช่างมันเถอะ อย่าไปคิดมากเลย อาจจะเป็นเพราะแอร์ที่นี่เปิดอุณหภูมิต่ำเกินไปก็ได้

 

 

 

-----------------

 


อ่านนิยาย เร็วก่อนใครและสนับสนุนผู้แปลได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

 

https://www.kawebook.com/story/3266

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
6 เมื่อ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 13.45 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 6  จิตใจที่ผลิบาน

 

        ซูหรงหรงก้มๆ เงยๆ หาที่นั่งของตนจากหมายเลขที่เธอได้รับในครั้งแรกที่ลงทะเบียน เธอมองออกไปทุกทิศทุกทางเพื่อสำรวจเหยื่ออันโอชะของเธอ ความตื่นเต้นดีใจนี้ทำให้เธอลืมเรื่องราวก่อนหน้านั้นไปจนหมด

         

        “กู้แหยนเจ๋อ เดี๋ยวนายรอดูผู้หญิงของนายเต้นเป็นเจ้าเข้าเถอะ วะฮ่าๆ”

         

        แค่ได้นึกถึงภาพของกู้แหยนเจ๋อและเฉินหย่าถิงถูกคุณทหารแฟนเธอในอนาคตเหยียบย่ำจนหน้าเขียวหน้าแดง เธอก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้

         

        เหล่าบรรดาผู้หญิงที่นั่งข้างซูหรงหรง พอได้เห็นการกระทำที่แปลกประหลาดจนดูโง่ของเธอก็พยายามที่จะเอาตัวออกห่างแต่ก็ไม่สามารถทำได้ พวกเธอกลัวจะถูกหาว่าเป็นพวกเดียวกันกับซูหรงหรงแล้วโดนคนมองว่าพวกเธอต่ำต้อยด้อยค่า

         

        “อาจเป็นเพราะที่นี่คือป่าใหญ่ นกอะไรก็มีหมดเลย”

         

        ผู้หญิงที่นั่งข้างซูหรงหรงจู่ๆ ก็โพล่งประโยคนี้ออกมา คำพูดที่ดูถูกคนอย่างน่ารังเกียจของเธอไม่เหมาะกับท่าทางที่ดูอ่อนหวานนุ่มนวลของเธอตอนนี้เลยแม้สักนิด

         

        ซูหรงหรงยังคงจับจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอยเหมือนคนโง่เขลา เธอจินตนาการว่าเธอจะกำลังเดินควงแขนกับทหารหนุ่มแล้วเชิ่ดหน้าเริ่ดๆ อย่างยิ่งยโสผ่านหน้ากู้แหยนเจ๋อไป เธออยู่ในโลกจินตนาการของตนเองจนไม่ได้ยินเสียงคุยกันของคนอื่นๆ

         

        ……

         

        ……

         

        เมื่อถึงเวลาจับคู่ สถานที่ก็ถูกขยับขยายให้ใหญ่ขึ้นจนดูผิดปกติ

         

        หญิงงามทั้ง 40 คนสงบเสงี่ยม มีปฏิกิริยาที่นุ่มนวล แน่นอนว่า...ซูหรงหรงไม่ได้ถูกจำกัดความอยู่ในกลุ่มหญิงงามเหล่านั้น

         

        พิธีกรกล่าวเปิดงานหาคู่อย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังแนะนำผู้ร่วมงานทีละคน และเมื่อประกาศถึงชายที่นั่งอยู่บริเวณหัวมุม ทุกคนในงานจับสังเกตได้ว่าน้ำเสียงของพิธีกรค่อนข้างสั่นอย่างหวั่นเกรง

         

        แน่นอนว่า ทุกคนสามารถรับรู้และเข้าใจสถานการณ์ได้ แต่คนคนนั้นไม่รวมยัยซื่อบื้อซูหรงหรง

         

        ผู้ชายที่อยู่ตรงมุมนั้นคือจ้านอี้หยาง เขาใส่เครื่องแบบทหารสีเขียวธรรมดา แต่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของทหารกล้า ดาวบนไหล่ที่บ่งบอกถึงยศตำแหน่งเขายิ่งทำให้เขาดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

         

        จ้านอี้หยางที่นั่งอยู่ในมุมนั้นกลับกลายเป็นว่าเขากำลังนั่งอยู่ตรงข้ามซูหรงหรง เขาเอ่ยเพียงน้อยนิด ราวกับกำลังแข่งขันอยู่ในสงครามเย็น

         

        เมื่อพิจารณาหน้าตาของจ้านอี้หยาง ตั้งแต่ขนคิ้วที่เรียงตัวกัน ใบหน้าที่คมเข้มรูปไข่ที่ดูมีมิติ พอได้ดูภาพรวมแล้วเขานับว่าเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาแบบที่สาวๆต้องการ

         

        ดูเหมือนสาวๆ ทั้ง 39 คนในสถานที่นี้จะถูกขโมยหัวใจไปตั้งแต่ตอนที่พิธีกรแนะนำตัวเขาแล้ว

         

        เพียงคนเดียวที่ไม่สังเกตเห็นการมีตัวตนของเขานั้นก็คงจะเป็นยัยซื่อบื้อที่เดินฝันหวานผ่านประตูเข้ามาโดยไม่สนใจเขาเลย

         

        จ้านอี้หยางสังเกตเธอมาสักพักหนึ่งแล้ว

         

        เธอคือผู้หญิงที่ร้องไห้ในลิฟท์วันนั้นไม่ใช่เหรอ?

         

        ผู้หญิงคนนี้ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาที่มียศระดับนายพล เธอกลับมองไปที่เหล่าพลทหารเหล่านั้น

         

        อา...ดูน่าสนใจดีนี่

         

        จ้านอี้อย่างประสานนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน เขาค่อยๆ สำรวจผู้หญิงที่เข้าร่วมงานทีละคนจนครบทุกคน

         

        อย่างไรเสียผู้หญิงที่จะมาแต่งงานแล้วคลอดลูกให้เขาไม่ว่าคนไหนก็สามารถทำได้หมด สุ่มเลือกเอาสักคนก็แล้วกัน

         

        สมองเขาสั่งการแบบนั้น แต่ทว่าสายตาของเขาก็ยังคงมองจ้องไปที่ยัยซื่อบื้อที่เอาแต่จ้องมองไปทางเหล่าพลทหารอย่างโง่เขลา

         

        คิดไปคิดมาจนเหมือนคิดอะไรได้สักอย่าง...แววตาของเขาก็เริ่มเปล่งประกาย

         

        ผู้หญิงโง่เขลา ก็คงใช้วิธีเลือกคู่อย่างโง่เขลาแล้วกลับบ้าน

         

        อยู่ๆ ซูหรงหรงก็รู้สึกเย็นยะเยือกมาจากทางเข้าของประตู แต่เพราะเธออายุยังน้อย เธอจึงคิดได้แค่ตื้นๆ เท่านั้น

         

        ทำไมแอร์ที่นี่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวแบบนี้นะ? เครื่องมือเครื่องใช้ของกองทัพดูจะไม่มีประสิทธิภาพเอาสะเลย

         

        จู่ๆ เธอก็จามขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอเช็ดจมูกก่อนจะเอ่ย

         

        “ใครบังอาจมานินทาลับหลังสาวน้อยผู้น่ารักอย่างฉันกันนะ”

         

        ยังไม่ทันจะได้วิเคราะห์ตัวคนร้าย การดูตัวของคู่ที่หนึ่งก็เริ่มต้นขึ้นด้วยความคึกคัก

         

        ซูหรงหรงมองไปทางหญิงสาว ที่นำเอาหัวใจสีแดงไปติดที่นายทหารที่ตนเองชอบ

         

        คนที่เธอเล็งไว้ถูกติดหัวใจทีละคนสองคน เหล่าสาวน้อยรวมถึงซูหรงหรงต่างกังวลว่าผู้ชายที่พวกเธอหมายปองจะถูกแย่งไป

         

        ดังนั้น เมื่อถึงคราวที่ซูหรงหรงจะต้องเลือกคู่ เธอแทบจะกระโดดขึ้นไปบนเวที เธอกลัวจะรั้งหัวใจไว้ไม่อยู่กับช่วงเวลาที่จะต้องเลือกหนุ่มหล่อมาสักคน เธอส่งสายตาไปยังพลทหารที่ดูอายุน้อยคนหนึ่งที่เธอเล็งไว้อย่างมีความหวัง

         

        แต่ช่างน่าเสียดาย เมื่อซูหรงหรงส่งสายตาไปให้หนุ่มน้อยคนนั้น เขากลับหันหน้าหนีไปอีกทาง

         

        ซูหรงหรงหัวเราะแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง

         

        “แหม สงสัยจะเขินล่ะสิ”

 

 

-----------------

 


อ่านนิยาย เร็วก่อนใครและสนับสนุนผู้แปลได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

 

https://www.kawebook.com/story/3266

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
7 เมื่อ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 13.11 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 7 ทำไมถึงเป็นตานี่!

 

        การแนะนำตัวระหว่างหนุ่มสาวใกล้จะสิ้นสุดลง ซูหรงหรงค่อนข้างพอใจและรอคอยพิธีกรเรียกเธอไปพบกับทหารหนุ่ม

         

        อ่า...ช่างน่าพอใจจริงๆ ตอนนี้เธอพบพลทหารที่หมายปองจะครองรักแล้ว

         

        แต่แล้ว...เธอก็ต้องผิดหวัง

         

        พลทหารที่เธอเล็งไว้ไม่ได้เลือกเธอ แต่เขากลับเลือกผู้หญิงที่นั่งข้างซูหรงหรง ในตอนที่ได้ฟังผล เธอคิดว่าเธอฟังผิดเสียอีก เธอกัดปากกัดฟันได้แต่จ้องมองแผ่นหลังของทหารหนุ่มที่เธอคิดว่าขี้อายคนนั้นจากไป

         

        “อะไรกัน...อะไรมันบังตานาย ห้ะ!”

         

        จ้านอี้หยางที่กำลังหลับตาอยู่ ก็ลืมตาขึ้นเพราะได้ยินเสียงที่แสดงออกถึงความไม่พอใจของซูหรงหรง เขาลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ หลับไปอีกครั้ง

         

        อะไรทำให้เธอเลิกสนใจนายทหารสุดหล่อคนนั้นกันนะ?

         

        จ้านอี้หยางที่แม้แต่ลืมตายังขี้เกียจ ความขี้เกียจนี้ถ้าจะเรียกว่าเป็นงานอดิเรกของเขาก็คงจะได้ เขาไล่มองดูอย่างผ่านๆ เหล่าสาวสวยต่างพากันถอนหายใจอย่างโศกเศร้า พวกเธอทำได้แค่มอง แต่ไม่อาจสัมผัสเขาได้ พวกเธอมองไปที่เขาอย่างเสียดายแต่ก็ต้องจนใจยอมแพ้แก่ความที่เขาไม่แม้แต่จะแลตามองเธอ

         

        ซูหรงหรงกัดฟัน ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังกลุ่มทหารที่ยังไม่ถูกเลือกคู่ จนในที่สุดเธอสังเกตเห็นจ้านอี้หยาง แต่ก็ถูกรังสีอำมหิตอันเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาทำเอาเสียขวัญ

         

        “เขาคือผู้ชายที่ฉันเจอในลิฟต์วันนั้นนี่? ที่แท้เขาก็เป็นทหารนี่เอง หูย...หน้าตาก็ดูดีแต่ไม่น่าทำท่าทางโหดขนาดนั้นเลย น่ากลัวเกินไป!”

         

        วันนั้นเธอไม่ทันได้ตั้งใจมองหน้าเขาตรงๆ แต่พอวันนี้ได้มาลองพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว เพิ่งจะได้รู้ว่าเขาดูเป็นคนที่เย็นชาเสียจนทำให้คนอื่นขวัญเสียเอาง่ายๆ

         

        แต่งกับเขาเหรอ....ไม่มีวัน ถ้าขืนแต่งกับผู้ชายคนนี้มีหวังได้โดนแส้ฟาดทุกวันแน่!

         

        เธอใช้ลิ้นดุนฟันก่อนจะละสายตาจากจ้านอี้หยางอย่างรวดเร็ว เธอเล็งเป้าหมายใหม่ไปยังทหารหนุ่มหล่อที่ยังคงไม่ถูกเลือก

         

        แต่ถึงจะมองไปก็เท่านั้น เพราะนายทหารคนนั้น…ไม่เลือกเธอ

         

        ซูหรงหรงเห็นเหล่าบรรดาทหารและหญิงสาวที่จับกันเป็นคู่ๆ คุยกันอย่างมีความสุข เธอรู้สึกเหมือนน้ำกรดในกระเพาะอาหารมันไหลออกมาเสียจนบีบมวลไปหมด เธอที่โดนปฏิเสธแล้วปฏิเสธเล่าน้ำตารื้นออกมาจนไหลเป็นทาง

         

        แต่ก็ยังดีที่พิธีกรจู่ๆ ก็ประกาศขึ้นทำลายอารมณ์เศร้าของเธอ

         

        “เรายังมีเรื่องสนุกๆ รออยู่ในตอนท้าย ลำดับต่อไปของการนัดเลือกคู่ของเราคือการสุ่มเลือกคู่ พวกเรามาตั้งตารอดูกันเถอะ!”

         

        พิธีกรเดินเข้ามายืนข้างๆ ซูหรงหรงก่อนจะตบบ่าเธอเบาๆ

         

        “สาวน้อย ฉันว่าฉันเห็นอะไรในตัวเธอนะ”

         

        เมื่อพูดจบ พิธีกรก็ผลักซูหรงหรงไปหาจ้านอี้หยาง เธอที่ถูกผลักอย่างไม่ทันตั้งตัว เซถลาเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของจ้านอี้หยางอย่างช่วยไม่ได้

         

        “อ๊ะ...!”

         

        เธอร้องออกมาด้วยความตกใจ

         

        เธอไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกอบอุ่นจากสัมผัสของวงแขนนั้น

         

        สมองของซูหรงหรงยังไม่ทันได้ประมวลผลสถานการณ์ เสียงที่เรียบเฉยและเย็นชาก็ถูกส่งผ่านมาจากบนศีรษะของเธอ

         

        “หยุดร้องซะ!”

         

        จ้านอี้หยางออกคำสั่งใส่เธอเสียงดัง จนทำให้บรรดาผู้นำทั้งหลายหันมาสนใจทางเขา

         

        เขาเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเสียแล้วสิ

         

        ซูหรงหรงที่ถูกจ้านอี้หยางข่มรีบปิดปากแล้วฟังที่เขาพูด แต่ทว่าน้ำตาของเธอก็ยังคงไหลออกมาอยู่ดี เธอควรที่จะระวังและรอบคอบกว่านี้ คราวที่แล้วก็ถูกแฟนและเพื่อนหักหลัง คราวนี้ทหารที่เล็งเอาไว้แม้แต่หน้าเธอ พวกเขาก็ยังไม่มองเลย แถมยังไปคุยกับผู้หญิงคนอื่นหน้าตาเฉย

         

        ซูหรงหรงที่อยู่ในอ้อมแขนของจ้านอี้หยางประมวลสถานการณ์เสร็จแล้วว่าเธอถูกสุ่มเลือกคู่ให้เป็นที่เรียบร้อย อยู่ๆ เธอก็ส่งเสียงร้องไห้ดังลั่น

         

        “ฮืออออ!”

         

        ทำไม...ทำไมถึงเป็นตานี่ล่ะ!

         

        นายทหารคนนี้ดูก็รู้แล้วว่าโหดมาก

         

        อีกอย่าง...อีกอย่างเขาก็ได้เห็นฉันตอนหมดสภาพอย่างไม่มีชิ้นดีที่ลิฟต์วันนั้นแล้วด้วย!

         

        จ้านอี้หยางทำหน้าถมึนทึง

         

        อะไรกัน ตอนแรกที่มองเห็นเขาก็ยังดีๆ อยู่เลย แต่ทำไมพอมาจ้องหน้าเขาแล้วกลับร้องไห้ออกมาเอาเสียดื้อๆ

         

        หน้าตาเขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือไง!

         

        อีกด้าน ท่ามกลางเสียงของเหล่าบรรดาผู้นำ ขณะที่กำลังมองการคัดเลือกรอบที่สอง พวกเขาก็หันเหความสนใจไปที่จ้านอี้หยางและสาวน้อยหน้าสวยที่ดวงหน้าเปรอะไปด้วยน้ำตา พวกเขากำลังเข้าใจว่าซูหรงหรงที่โดนปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วนก็คงจะถูกจ้านอี้หยางปฏิเสธเช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงร้องไห้ออกมาจนน่าสงสาร

         

        เหล่าผู้นำหันมารวมหัวกันก่อนเริ่มปรึกษาหารือ จากนั้นก็ลงความเห็นกันว่าจะจับคู่ให้จ้านอี้หยางและซูหรงหรง

         

        คนดีก็ต้องอยู่ด้วยกันสิ!

         

        เพื่อจะทำให้ความปรารถนาของซูหรงหรงที่พึงใจในตัวจ้านอี้หยางสมหวังในความรัก และเพื่อผลสำเร็จในการหาคู่ครองให้กับจ้านอี้หยาง นี่สิเขาเรียกว่า...ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

         

        “แม่สาวน้อย ในเมื่อเธอชอบจ้านอี้หยางขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็แต่งงานกับเขาเถอะ พวกฉันจะจัดงานแต่งนี้ให้เอง!”

         

        “ฮือๆ...”

         

        ไม่...ฉันไม่เอา!

 

 

-----------------

 


อ่านนิยาย เร็วก่อนใครและสนับสนุนผู้แปลได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

 

https://www.kawebook.com/story/3266

แก้ไขครั้งที่ 1 โดย Kawebook เมื่อ20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 13.12 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
8 เมื่อ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 13.56 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 8 ผู้ชายบุกบ้าน

 

        เช้าของวันถัดมา ทุกคนลอบมองไปที่สิ่งแปลกปลอมซึ่งอยู่ภายในบริเวณนั้น มันคือรถออฟโรดของทหารสีเขียวสองคันที่จอด ณ สวนสาธารณะในซอยอย่างสงสัย

         

        คุณตาคุณยายผู้สูงอายุทั้งหลายกำลังสงสัยว่าในเขตที่พวกเขาอยู่เกิดการก่ออาชญากรรมหรือกำลังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า ทุกการกระทำรอบๆ บริเวณนั้นหยุดนิ่ง คนที่เดินก็หยุดเดิน มือไม้เริ่มชี้กันพัลวัน สายตาพากันจับจ้องไปที่รถสองคันนั้น

         

        สักครู่ต่อมาก็มีนายทหารคนหนึ่งที่สวมเครื่องแบบทหารเต็มยศลงมาจากรถ

         

        เหล่าบรรดาคุณยายตาลุกวาว

         

        ชายคนนั้นช่างดูสง่างามในเครื่องแบบทหารเต็มยศ ท่วงท่าของเขาช่างดูสุขุมและน่าเกรงขาม ยิ่งเขาเดินออกมายืนด้านหน้ารถออฟโรดของกองทัพนั้นยิ่งทำให้เขาดูน่ากลัวเกรงยิ่งขึ้น

         

        “หนุ่มน้อย มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”

         

        คุณยายที่มือถือพัดสีแดงปรี่เข้ามาถามเขาอย่างตื่นเต้น

         

        จ้านอี้หยางมองไปรอบๆ หมู่บ้านนั้นก่อนจะเอ่ยถาม

         

        “ไม่ทราบว่าตึก 17 ต้องไปทางไหนครับ? ผมมาพบซูหรงหรง”

         

        “อ๋อ ที่แท้ก็มาหาซูหรงหรง”

         

        คุณตาคนหนึ่งแทรกตัวเข้ามาตอบ

         

        “หนูซูหรงหรงน่ะ เป็นเหมือนลูกหลานแท้ๆ ของเรา เธอเป็นเด็กที่มีนิสัยสดใสร่าเริง แถมยังเป็นคุณครูด้วยนะ แล้วก็ยังชอบมาทำให้พวกเราหัวเราะบ่อยๆ ด้วย ฮ่าๆ”

         

        “ใช่ๆ หนูซูหรงหรงเป็นเด็กที่ดีมากจริงๆ ถ้าหลานชายฉันยังไม่แต่งงาน ก็ว่าจะไปขอหนูเขามาเป็นหลานสะใภ้”

         

        เขาเป็นพ่อสื่อหรือไง?

         

        ภายใต้หมวกทหารนั้น จ้านอี้หยางที่เป็นคนฉลาดหลักแหลมและมีสายตาอันเฉียบคมทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอย่างเนือยๆ

         

        “ผมคือว่าที่คู่หมั้นของเธอ”

         

        บรรดาคุณตาคุณยายต่างส่งเสียงฮือฮา แล้วรีบเข้ามาล้อมรอบตัวเขา จากนั้นพาเขาไปยังบ้านของซูหรงหรงและยังไม่วายที่จะกำชับว่าเขาคือว่าที่คู่หมั้นของลูกสาวคนทั้งหมู่บ้าน

         

        “พ่อหนุ่มจะต้องดูแลซูหรงหรงของเราให้ดีๆ นะ พวกเราทั้งหมดรักและเอ็นดูเด็กคนนี้มาก”

         

        “ถูกต้อง ถูกต้องแล้ว แม้ว่าพ่อหนุ่มจะเป็นชายชาติทหาร แต่ถ้ามารังแกซูหรงหรงของเราแล้วล่ะก็ พวกเราจะเป็นคนทวงคืนความยุติธรรมให้เธอเอง”

         

        จ้านอี้หยางฟังไปด้วยแล้วคิดตามไปด้วย เหอะ ผู้หญิงที่ทั้งโง่ทั้งซื่อบื้อเหมือนเด็กไม่ยอมโตอย่างนั้น ยังจะต้องสร้างความลำบากให้พวกคนแก่ดูแลอีก

         

        เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านของซูหรงหรง จ้านอี้หยางหมุนตัวกล่าวขอบคุณเหล่าผู้สูงอายุก่อนจะหันกลับมากดกริ่งหน้าบ้าน

         

        ผู้ที่มาเปิดประตูคือเหอฮุ้ยหลาน ผู้ซึ่งเป็นแม่ของซูหรงหรง พอเธอได้เห็นนายทหารตัวสูงใหญ่ยืนหน้าประตูบ้านก็ทำให้ตกใจเป็นอย่างมาก

         

        “เกิดอะไรขึ้นกัน คุณเป็นใคร!”

         

        เพื่อนบ้านของเหอฮุ้ยหลานพากันแย่งพูดบอกเธอเรื่องของชายหนุ่มทหารคนนี้ ก่อนที่เธอจะสรุปได้ว่า

         

        ทหารหนุ่มสุดหล่อคนนี้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าเพื่อนบ้านคือ...ลูกเขยของเธอ!

         

        จะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อซูหรงหรงลูกสาวของเธอเพิ่งจะถูกแฟนหักอกไปเมื่อไม่นานมานี้เอง แล้วนี่ลูกเขยคนนี้มาจากไหน?

         

        แต่ว่า...ลูกเขยคนนี้ก็หล่อจริงๆ ช่างน่ามองเหลือเกิน

         

        แบบนี้ต้องให้แต่งไปเลย!

         

        แม่ของซูหรงหรงหันหลังกลับไปในบ้าน ก่อนจะตะโกนเสียงดัง

         

        “คุณคะ ไปพาซูหรงหรงมา”

         

        ซูหรงหรงที่กำลังสะลึมสะลือเพราะถูกกระชากออกมาจากเตียงนอนมองไปทางเพื่อนบ้านที่ตอนนี้เข้ามานั่งกันเต็มห้องรับแขกแล้วพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น

         

        แม่ของซูหรงหรงลอบมองจ้านอี้หยางเป็นระยะๆ ต้องบอกจริงๆ ว่า นายทหารคนนี้ช่าง....หืม ถ้ามีลูกสาวออกมาจะต้องสวยมากแน่ๆ

         

        “คุณซู หนูง่วงมากเลย...”

         

        ซูหรงหรงที่ยังอยู่ในชุดนอนลายกระต่ายสีชมพูส่งเสียงโอดครวญกับพ่อของตน เธอใช้มือเล็กๆ ของเธอขยี้ตา ก่อนจะอ้าปากหาวเสียจนกว้าง

         

        “หรงหรง สามีหนูมาแล้ว”

         

        ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใครที่เปล่งออกมา

         

        ซูหรงหรงดีดตัวขึ้นด้วยความตกใจ อาร๊าย...เธอยังไม่ได้แต่งงานซะหน่อย

         

        เธอที่เพิ่งหายจากอาการสะลึมสะลือ เริ่มมองภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

         

        ทันใดนั้นเธอก็เห็นจ้านอี้หยางกำลังนั่งอยู่บนโซฟาในบ้านของเธอ

         

        เขาที่ใส่เครื่องแบบทหารเต็มยศ นั่นยิ่งทำให้เขาดูดียิ่งขึ้นไปอีก

         

        ทว่าเขาที่นั่งนิ่งเงียบจนทำให้บรรยากาศเย็นยะเยือกนั้นจ้องมาที่เธอราวกับต้องการจะออกคำสั่ง

         

        บ้าไปแล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้น!

         

        “นี่นาย...นาย...”

         

        ผู้ชายที่ถูกสุ่มเลือกคู่มาให้เธอทำไมถึงมาอยู่ที่บ้านเธอได้?

         

        จ้านอี้หยางมองไปที่ใบหน้าเล็กของซูหรงหรงซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยความตกใจและสงสัย

         

        เธอที่สวมชุดนอนลายกระต่ายสีชมพูยืนตะลึงงันอยู่ตรงนั้น หญิงสาวที่เอวบางร่างน้อยช่างดูน่าทะนุถนอม

         

        แสงแดดยามเช้าสาดส่องไปที่ดวงหน้าและชุดนอนของเธอ ชุดนอนที่ว่าสดใสแล้วยังดูสดใสน่ามองไม่เท่าหน้าเธอตอนนี้ด้วยซ้ำ

         

        เธอเหมือนกระต่ายตัวน้อยสีขาว ช่างน่าแกล้งเสียจริง

         

        “พวกเธอเข้าไปคุยกันในห้องนอนเถอะ”

         

        แม่ของซูหรงหรงที่มือไวใจเร็ว รีบลากตัวซูหรงหรงมายืนข้างจ้านอี้หยาง

         

        เอ่อ...คุณแม่ นี่กลัวลูกสาวคุณขายไม่ออกหรือไง?

 

-----------------

 


อ่านนิยาย เร็วก่อนใครและสนับสนุนผู้แปลได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

 

https://www.kawebook.com/story/3266

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
9 เมื่อ เมื่อวาน 14.01 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 9 ถูกบังคับให้จดทะเบียนสมรส

 

        ซูหรงหรงลากจ้านอี้หยางเข้ามาในห้องนอนเล็กๆ ของเธอ

         

        ห้องนอนของเธอตกแต่งตามสไตล์ของผู้หญิงหวานแหวว ทั่วทั้งห้องรวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นสีชมพู อย่างเช่น เตียงนอนขนาดใหญ่ อ่อ...แล้วก็มีตุ๊กตากระต่ายตัวใหญ่ตัวหนึ่งวางไว้บนนั้น

         

        เหอะๆ เตียงเดียววางกระต่ายได้ถึง 2 ตัวเลยเหรอ

         

        “นี่...นายมาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบ"

         

        ซูหรงหรงเลิกคิ้วขึ้นถามคนตรงหน้า ริมฝีปากและสายตาท่าทางที่ส่งมาบ่งบอกถึงความไม่พอใจ

         

        จ้านอี้หยางใช้สายตาอันแหลมคมของเขามองมาที่เธอก่อนจะเอ่ย

         

        “พาเธอไปสำนักงานอำเภอ"

         

        “ห๊ะ?"

         

        ดวงตาของซูหรงหรงเบิกกว้าง ปฏิกิริยาของเธอเต็มไปด้วยความงุนงง

         

        สำนักงานอำเภอ? แต่งงาน? นี่เรื่องจริงเหรอ?

         

        ไม่เอานะ...!

         

        เธอไม่อยากแต่งงานกับคุณทหารที่แค่มองหน้าก็ทำให้รู้สึกหวาดผวาได้แบบเขา

         

        “แต่งงาน!"

         

        แม่ของซูหรงหรงที่กำลังถือผลไม้จะเอาเข้ามาให้ได้ยินเข้ารีบโผล่พรวดเข้ามาในห้อง

         

        ในที่สุด...ลูกสาวของเธอก็จะขายออกแล้ว โอ๊ย น้ำตาจะไหล

         

        “แม่!"

         

        ซูหรงหรงหันไปค้อนใส่จ้านอี้หยางหนึ่งที

         

        จ้านอี้หยางเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม เขายังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตานั้นกลับมีรอยยิ้มอยู่ภายใน

         

        เธอไม่สามารถอ่านนัยน์ตาของเขาได้ แต่ถ้าจะให้วิเคราะห์อย่างละเอียด...เธอว่าเขากำลังเยาะเย้ยเสียมากกว่า

         

        ที่แท้คนที่ทำให้เธอรู้สึก “เย็นยะเยือก" ก็คือเขา!

         

        ชิ...เธอคิดอยู่แล้วว่านายคนนี้จะต้องเป็นคนที่ทำให้คนอื่นหวาดผวา !

         

        “ทำไมเธอถึงไม่มาพูดกับน้าเรื่องนี้ล่ะ? หืม?"

         

        จ้านอี้หยางก้าวออกมา กิริยาดูสุภาพอ่อนน้อมชวนให้รู้สึกถึงความอบอุ่น เขากระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากก่อนจะทำท่าทีสนิทสนมกับซูหรงหรงโดยการเอาผมของเธอทัดไว้ที่กกหู

         

        “ทางฝั่งของผมเตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อยหมดแล้วครับ"

         

        “นี่นาย..."

         

        ซูหรงหรงแหงนหน้าขึ้นมอง ริมฝีปากบางของเธอกระตุกยิ้มแหยๆ

         

        ทำไมจ้านอี้หยางเปลี่ยนสีหน้าได้ไวขนาดนี้นะ ตอนแรกผู้ชายคนนี้ยังยิ้มเยาะเย้ยฉันอยู่เลย แค่พริบตาเดียวก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

         

        นี่เขาเป็นทหารจริงๆ หรือเป็นนักแสดงรางวัลออสการ์กันแน่?

         

        อีกด้าน เมื่อแม่ของซูหรงหรงเห็นจ้านอี้หยางปฏิบัติกับลูกของเธออย่างอ่อนโยน อีกทั้งยังตระเตรียมเพื่อจะมาขอซูหรงหรงแต่งงานเรียบร้อยแล้ว

         

        พูดตามความจริง จ้านอี้หยางดูดีว่าเจ้าไก่อ่อนกู้แหยนเจ๋อเป็นร้อยเท่า

         

        จู่ๆ เธอก็ยิ้มออกมา ก่อนจะใช้มือตีก้นของลูกสาวตัวเอง

         

        “ดูทำท่าเขินเข้าสิ"

         

        พอพูดจบก็หันหน้ามาที่กู้อี้หยาง

         

        “พวกเธอคุยกันไปเถอะ ฉันจะไปเตรียมผลไม้มาให้กิน"

         

        คุณแม่...ทำไมจะต้องรีบร้อนขนาดนั้น แล้วเมื่อกี้ที่ถือมาไม่ใช่ผลไม้หรือยังไง

         

        “ขอบคุณครับคุณน้า"

         

        ในขณะที่พูด จ้านอี้หยางรู้สึกได้ว่าซูหรงหรงกำลังมีแผนบางอย่าง เขาที่ไวกว่าใช้มือกดไปที่บ่าของเธอ

         

        ซูหรงหรงรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังจะถูกจ้านอี้หยางจับกิน เธอทำตัวเล็กลงก่อนจะเงยหน้ามองเขา

         

        “นายคิดจะทำอะไร?"

         

        ดวงตาของกระต่ายน้อยช่างน่ารักเสียจริง เต็มไปด้วยจริงใจและใสซื่อราวกับว่ามีใครเอาน้ำใสๆ ไปใส่ไว้ในแววตาของเธอ

         

        เสียงอ่อนหวานที่ส่งมาราวกับกำลังร้องขอบางอย่าง เขาลอบมองคนตรงหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะตอบด้วยเสียงอันเด็ดขาดชัดเจน

         

        “ขอเธอแต่งงาน...”

         

        ตึง!

         

        ผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่? ขอแต่งงานเหรอ? ถ้าให้พูดจริงๆมันคือการบังคับแต่งงานชัดๆ!

         

        “เรื่องงานแต่ง..."

         

        ซูหรงหรงกำมือแน่น ท่าทางของเธอเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ เธอสบตาจ้านอี้หยางเหมือนคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก่อนจะเอ่ยต่อ

         

        “...แต่งหรือไม่แต่ง"

         

        “ต้องแต่ง เธอต้องแต่งงานกับฉัน"

         

        จ้านอี้หยางล่วงรู้ถึงความคิดของซูหรงหรง เธอยังพูดไม่ทันจบเขาก็ปฏิเสธออกไปแทบจะทันที

         

        “นายทำแบบนี้ได้ยังไง!"

         

        ซูหรงหรงแทบจะร้องไห้ออกมา เธอกัดปากจนมันเหมือนจะบวม

         

        “นี่มันเกินไปแล้ว!"

         

        จ้านอี้หยางหยิบจดหมายที่อยู่ในเสื้อของเขาส่งมาให้เธอ รอยยิ้มของเขาดูไม่ร้อนรนเลยสักนิด

         

        “เธอค่อยๆอ่าน อ่านเสร็จแล้วตอบฉันทีว่านี่มันเกินไปตรงไหน"

         

        พูดจบเขาก็ใช้มือลูบผมสีดำขลับของซูหรงหรงคล้ายกับต้องการจะปลอบประโลม

         

        ซูหรงหรงกลับคิดว่าการกระทำของเขาเหมือนกับหมาป่าตัวโตที่ต้องการจะเขมือบหนูน้อยหมวกแดง

         

        เธอเริ่มอ่านจดหมายด้วยใจขุ่นมัว เมื่ออ่านจบเธอก็ชี้นิ้วไปที่หน้าจ้านอี้หยางทันควัน

         

        “นายๆ..."

         

        เธอพูดได้แค่ว่า “นาย" ...จากนั้นก็พูดอะไรไม่ออก

         

        ดวงตาของเจ้ากระต่ายน้อยเริ่มแดงก่ำ แสงแดดสาดส่องเข้ามาที่ดวงตาทั้งสองข้างและดวงหน้าขาวผ่องของเธอ เหมือนกับว่ามีหยดน้ำไหลหลงมากระทบริมฝีปาก จ้านอี้หยางก้มหน้าลงมาหาเธอแล้วขบริมฝีปากบางของเธออย่างไม่รู้ตัว

         

        “นี่สิถึงจะเรียกว่าทำเกินไป"

         

        “..."

         

         

         

        ซูหรงหรงตะลึงงัน

         

        ฝ่ายจ้านอี้หยางก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนถูกสะกด เมื่อก่อนเขาไม่เคยทำอะไรอ่อนไหวแบบนี้เลย

         

        แต่พอเป็นเธอคนนี้...เขากลับไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

         

        ขณะที่ซูหรงหรงยังคงตกตะลึง เธอหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวระหว่างเธอกับกู้แหยนเจ๋อ เธอกับกู้แหยนเจ๋อคบกันแล้ว 3 เดือนถึงจะจับมือกัน

         

        จ้านอี้หยางกับเธอเจอกันครั้งที่สอง ก็ถูก...ถูกเขากัดปาก?

 

 

-----------------

 


อ่านนิยาย เร็วก่อนใครและสนับสนุนผู้แปลได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

 

https://www.kawebook.com/story/3266

หน้า จาก 1 ( 9 ข้อมูล )
แสดงจำนวน ข้อมูลต่อแถว
1

โพสตอบ

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเโพสตอบได้

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา