[นิยายแปล] อรุณสวัสดิ์ลุ้นรัก คุณสามีสุดเลิฟ ตอนที่ 30 (06/07/2563) โดย kawebook (มาใหม่!)

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
21 เมื่อ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563 13.27 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 21 สามี = คนจ่ายเงิน

 

        เจ้ากระต่ายน้อยตอนนี้มุดหัวเข้าไปใต้โต๊ะด้วยความอาย จ้านอี้หยางเริ่มปวดหัว

         

        ดูเหมือน...ครั้งนี้จะเล่นเกินไปจริงๆ

         

        “ซูหรงหรง"

         

        เขาส่งเสียงเรียกเธอ

         

        “เงยหน้าขึ้นมา"

         

        เงยหน้าขึ้นมาให้นายแกล้งอีกอย่างนั้นเหรอ ไม่เอาด้วยหรอก!

         

        ซูหรงหรงยังคงนิ่ง

         

        “ขึ้นมา"

         

        จ้านอี้หยางเคาะโต๊ะ

         

        “ฉันจะให้เธอดูอะไร"

         

        เมื่อพูดจบเขาก็หยิบกล่องใบหนึ่งขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะกระแทกเสียงดังอีกนิดอย่างจงใจ

         

        ซูหรงหรงถูกความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะใจตนเอง ภายในหัวของเธอราวกับกำลังมีสงคราม สุดท้ายความสงสัยก็ชนะทุกสิ่ง เธอเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะเอ่ย

         

        “อะไรน่ะ?"

         

        จ้านอี้หยางดันกล่องเล็กๆ นั้นไปใกล้มือเธอ

         

        “เปิดดูสิ"

         

        ซูหรงหรงเปิดดูด้วยความสงสัย ในที่สุดเธอก็เห็นแหวนเพชรที่ส่องเป็นประกายอยู่ภายใน

         

        แหวนเพชรของ Cartier ขนาดกำลังพอเหมาะพอดี แม้จะไม่สามารถเอาไปอวดใครกลางตลาดได้ แต่มันก็ไม่ได้ดูน่าเกลียด แถมการออกแบบตัวแหวนก็สวยงาม แสงไฟที่ตกกระทบกับตัวเพชรก็วิบวับเป็นประกาย

         

        “นาย..."

         

        ซูหรงหรงเบิกตากว้าง เธอจ้องไปที่ใบหน้าของจ้านอี้หยาง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตกตะลึง

         

        “...นายกำลังขอแต่งงานเหรอ?"

         

        ใบหน้าของจ้านอี้หยางดูสับสนกระวนกระวาย

         

        “ไม่ใช่"

         

        เขาคิดหาเหตุผล ก่อนจะคิดออกถึงข้ออ้างหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ

         

        “เพราะพวกเราแต่งงานกันเร็วเกินไป นี่เป็นของขวัญที่กองทัพมอบให้"

         

        ซูหรงหรงสำรวจแหวนเพชรวงนั้นอย่างระมัดระวัง เธอสำรวจยี่ห้อแหวนเพื่อจะดูว่าใช่ยี่ห้อนี้จริงหรือไม่

         

        ก็ Cartier นี่นา เดี๋ยวนี้กองทัพมอบของขวัญที่ดู...หรูหรา ขนาดนี้ให้กับทหารอย่างนั้นเหรอ?

         

        อ๊าย อันที่จริงแต่งงานกับทหารก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยนะเนี่ย

         

        จ้านอี้หยางกลัวซูหรงหรงจะถามอะไรแปลกๆ ขึ้นมาอีก เขารีบคว้ากล่องแหวนกลับคืนมา

         

        “ซูหรงหรง ยื่นมือมาสิ"

         

        “รับทราบ!"

         

        ยัยกระต่ายน้อยตอบรับอย่างกระตือรือร้น เธอยื่นมือไปให้จ้านอี้หยางอย่างว่าง่าย แววตาตอนนี้ดูมีประกายเป็นพิเศษ เธอมองภาพเบื้องหน้าที่จ้านอี้หยางกำลังสวมแหวนเข้าที่นิ้วมือเธอ

         

        จ้านอี้หยางสวมแหวนเข้าที่นิ้วเรียวยาวของซูหรงหรง

         

        “ถ้าหากฉันไม่...ถ้าหากกองทัพไม่มีคำสั่ง เธอห้ามถอดแหวนวงนี้ออก และก่อนที่จะถึงวันแต่งงาน เธอก็คิดเสียว่านี่คือแหวนแต่งงานจริงๆ ถ้าใครมาถามอะไรเธอ เธอก็โชว์นิ้วข้างที่สวมแหวนให้เขาดู อื้ม...แต่ห้ามให้เขาแตะตัวเธอเด็ดขาด"

         

        ซูหรงหรงเข้าใจความหมายที่จ้านอี้หยางต้องการจะสื่อดี เธอเม้มปาก ก่อนจะเอ่ยกับจ้านอี้หยางด้วยท่าทีจริงจัง

         

        “ถ้าฉันชูมันขึ้นฟ้า ฉันจะถูกฟ้าผ่านะ..."

         

        ถ้ามีใครมาคุยกับเธอ เธอก็ต้องโชว์แหวนให้พวกเขาดูเหรอ นี่มันเป็นการโอ้อวดแบบไหนกันแน่เนี่ย เทวดาฟ้าดินคงทนเห็นกิริยาโอ้อวดแบบนี้ไม่ไหวหรอก

         

        จ้านอี้หยางหมดคำที่จะพูด

         

        “ความหมายของฉันคือเวลามีผู้ชายมาคุยกับเธอ..."

         

        ซูหรงหรงเข้าใจความหมายที่แท้จริงของจ้านอี้หยางในที่สุด เธอหลุดยิ้มออกมา

         

        “จ้านอี้หยาง นายกลัวฉันจะถูกคนอื่นลักพาตัวไปอย่างนั้นเหรอ?"

         

        “ใช่"

         

        จ้านอี้หยางลอบถอนหายใจภายในใจตนเอง ไอคิวสมองของซูหรงหรงในตอนนี้ไม่สามารถทำให้เขาสบายใจได้เลย

         

        ซูหรงหรงหัวเราะ เธอคิดเองว่าจ้านอี้หยางนั้นคงเป็นห่วงเธอ เธอค่อนข้างพอใจกับคำตอบ

         

        เมื่อใส่แหวนเรียบร้อยแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่อาหารมาเสิร์ฟพอดี พนักงานเสิร์ฟที่สวมชุดกี่เพ้าคนเดิมพูดกับจ้านอี้หยางเสียงหวานเสียจนสามารถทำให้ดอกไม้บานได้

         

        “อาหารของคุณมาครบแล้ว เชิญรับประทานได้เลยค่ะ"

         

        ซูหรงหรงคีบหมูหันเข้าปากอย่างรวดเร็ว หมูหันที่นำมาเสริฟ์นั้นค่อนข้างหอม เธอเคี้ยวหมูพลางนึกในใจ

         

        พวกเธอชวนเขาคุยไปก่อนนะ ฉันไม่ถือสา…เพราะพวกเธอยิ้มให้เขาอย่างไรมันก็เท่านั้น เขาก็เหมือนกับหมูหันนั่นแหละ ...พวกเขาเป็นของฉัน แหวนก็ใส่ที่นิ้วมือฉันเรียบร้อยแล้วด้วย

         

        เมื่อพนักงานถอยออกไป จ้านอี้หยางก็ดันเอาอาหารที่ซูหรงหรงชอบทานมาไว้ด้านหน้าเธอ

         

        เมื่อกินเสร็จแล้วซูหรงหรงนึกสงสัยขึ้นมาก่อนจะเอ่ยถามเขา

         

        “นายรู้ได้ยังไงว่าฉันชอบกินอาหารอะไรของที่นี่?"

         

        สายตาของเธอพลางมองไปที่ภาพวาดดอกไม้ เธอกลอกตาสองรอบ ก่อนจะเอ่ยออกมา

         

        “แม่ฉันบอกนายอย่างนั้นเหรอ?"

         

        “อื้ม"

         

        “ถ้าอย่างนั้นนายจองโต๊ะที่นี่ได้ยังไง ในเมื่อที่นี่ต้องใช้เวลาจองเป็นอาทิตย์ เอ๊ะ อาทิตย์ก่อนนั้นฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีงานนัดบอร์ดหาคู่ที่ทหารจัดขึ้น นี่นาย..."

         

        ไม่จริงน่า จ้านอี้หยางคงไม่ใช่ว่าสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้หรอกนะ

         

        “เรื่องการจองโต๊ะฉันเพิ่งจะสั่งให้ทหารมาทำการจองให้"

         

        เขาเอ่ยเสียงเรียบ

         

        “เอ๋?"

         

        ซูหรงหรงเบิกตากว้าง

         

        ราวกับว่าจ้านอี้หยางจะล่วงรู้ความคิดของเธอ

         

        “อภิสิทธิ์พิเศษของทหารมักมาก่อนเสมอ"

         

        ซูหรงหรงรู้สึกมีความสุขมากเสียจริง การได้แต่งงานกับทหารนี่ช่างเหมือนกับการได้ลาภก้อนโต

         

        การรับประทานอาหารมื้อนี้เธอรู้สึกทั้งอิ่มทั้งพึงพอใจ ที่พิเศษไปกว่านั้นคือผู้ชายที่นั่งตรงข้ามเธอคือจ้านอี้หยางที่มีใบหน้าหล่อเหลา แต่ที่สำคัญที่สุดคือผู้ชายคนนี้คือ...สามีของฉัน

         

        ผู้ชายคนนี้ ช่างดูดีเกินกว่าที่คนอย่างเธอจะไปไล่จับได้

         

        เวลาที่เธออารมณ์ดี เธอมักจะควบคุมปริมาณอาหารที่ตนเองกินไม่ได้ และผลที่ออกมาก็คือ...เธอกลืนมันลงไปทั้งหมด

         

        จ้านี้หยางรูดบัตรเพื่อจ่ายเงิน พอได้เห็นสภาพการณ์นั่งพิงเก้าอี้จนแทบจะเลื้อยไปกับโต๊ะของเธอแล้ว เขาเคาะโต๊ะเพื่อเรียกเธอ

         

        “กลับบ้านกัน"

         

        ซูหรงหรงตอบ “อืม" ก่อนจะลุกขึ้นไปยืนข้างเขาแล้วเอามือคล้องแขนเขาอย่างเป็นธรรมชาติ

         

        “ก่อนหน้านี้เคยมีใครพูดเรื่องตลกกับนายมั้ย?"

         

        “มีสิ"

         

        สายตาของเขาขณะนี้จ้องไปที่ซูหรงหรงที่กำลังคล้องแขนเขา ไม่เลวนะ เรียนรู้ที่จะรุกก่อนแล้ว

         

        “แล้วนายหัวเราะมั้ย?"

         

        ซูหรงหรงถามอย่างสนใจ

         

        “ไม่"

         

        ปกติแล้วจ้านอี้หยางเป็นคนที่ค่อนข้างเข้มงวด แล้วยิ่งเขาเป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพ เหตุนี้จึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขา

         

        “เฮ้อ ถ้าอย่างนั้นฉันพูดให้นายฟังแล้วกัน รับรองได้เลยว่านายหัวเราะแน่นอน"

         

        ซูหรงหรงเอ่ยด้วยความมั่นใจ

         

        “อืม"

         

        จ้านอี้หยางรอฟังอย่างมีความหวัง เรื่องอะไรกันนะที่เธอเชื่อมั่นในตัวเองได้ขนาดนั้น

         

        ระหว่างที่คุยกัน พวกเขาก็พากันเดินมาถึงแคชเชียร์ ซูหรงหรงจึงเอ่ยถาม

         

        “นายรู้หรือเปล่าคำว่า จ้าง–ฟู้ (สามี) มีความหมายอีกอย่างว่าอะไร"

         

        จ้านอี้หยางคิดแล้วคิดอีกก่อนจะส่ายหัว

         

        “คืออะไร?"

         

        “ฟู้–จ้าง (จ่ายเงิน)"

         

        ซูหรงหรงหลุดหัวเราะ แล้วจ้องไปที่จ้านอี้หยางราวกับเด็กน้อยที่กำลังรอรางวัลตอบแทน

         

        ดวงตาคู่นั้นที่มองมาที่เขาช่างดูสดใสและสวยงามจริงๆ

         

        “ฉันเพิ่งเห็นข้อความเมื่อกี้จากอินเทอร์เน็ต พอเห็นนายจ่ายเงินก็เลยนึกขึ้นมาได้ เป็นไง ตลกมั้ย?"

         

        จ้านอี้หยางกระตุกยิ้ม

         

        “ยัยโง่"

         

        สาเหตุที่ทำให้เขายิ้มได้ไม่ใช่เพราะเรื่องเล่าชวนหัวเราะพวกนั้น แต่เป็นเพราะยัยกระต่ายซื่อบื้อซูหรงหรงมากกว่า...

         

        ชายหญิงที่มาเป็นคู่แถวนั้นได้ยินคำพูดของซูหรงหรง หญิงสาวต่างพากันจ้องไปที่คู่ของตน หญิงสาวที่ดูเป็นคนกล้าหาญคนหนึ่งรีบเอามือคล้องแขนแฟนของตนก่อนจะเอ่ยถาม

         

        “ได้ยินมั้ย อีกความหมายหนึ่งของสามีคือกระเป๋าเงินเคลื่อนที่ แบบนี้นายยังจะอยากแต่งงานกับฉันมั้ย?"

         

        “อยากสิ แน่นอนว่าต้องอยากแต่งอยู่แล้ว ฉันยอมที่จะจ่ายเงินให้เธอชั่วชีวิตเลย"

         

        พอได้ยินดังนั้น ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะใจไม่เต้นระส่ำ หญิงสาวยื่นมือออกไปหาชายหนุ่ม ชายคนนั้นถือแหวนขึ้นมาแล้วสวมเข้าที่นิ้วของเธอ

         

        สุดท้าย ชายคนนั้นส่งสายตาขอบคุณมาให้ซูหรงหรง หากไม่มีคำพูดตลกๆ ของซูหรงหรง เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าแหวนของเขาจะไปอยู่บนนิ้วของเธอคนนั้นได้ตอนไหน

         

        ซูหรงหรงเองก็คิดไม่ถึงว่าเธอกลายเป็นแม่สื่อจำเป็น นอกจากจะทำให้จ้านอี้หยางหัวเราะ เธอยังทำให้คู่รักได้ขอแต่งงานกันสำเร็จ

         

        ซูหรงหรงมองหน้าชายคนนั้นก่อนจะหัวเราะให้กันโดยที่ตัวเธอไม่ได้รู้เลยว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอช่างงดงาม

         

        กระเป๋าเงินเคลื่อนที่ของเธอเห็นอากัปกิริยานั้น

         

        วินาทีต่อมา ตัวของเธอก็ปลิวตามแรงลากของจ้านอี้หยาง

         

        “ต่อไปนี้ห้ามพูดเรื่องตลกไปทั่วอีก"

         

        นี่คือประโยคแรกที่จ้านอี้หยางเปิดปากพูดหลังจากออกมาจากภัตตาคาร

         

        ซูหรงหรงไม่เข้าใจ เธอส่งสายตางุนงงไปหาเขา

         

        เรื่องตลกดีจะตาย ทำให้นายทหารอารมณ์ดีแถมยังทำให้คู่รักได้ขอแต่งงานกันสำเร็จอีก

         

        แต่ทำไมจ้านอี้หยางอยู่ๆก็บอกให้เธอหยุดพูด ถ้าอย่างนั้นเธอจะไม่พูดต่อหน้าเขาอีกต่อไป ในขณะที่เธอคิดจะพยักหน้าสัญญากับตนเอง อยู่ๆ เขาก็พูดประโยคถัดไป

         

        “ต่อไปนี้พูดได้เฉพาะตอนอยู่กับฉันสองคนเท่านั้น"

         

        “…”

         

        น้ำตาจะไหล! พี่จ้านคะ พี่แน่ใจนะว่าไม่มีความสามารถในการอ่านใจคน?

         

        รถของจ้านอี้หยางจอดอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามไม่ไกลนัก เขาจูงมือซูหรงหรงเดินข้ามทางม้าลาย เมื่อใกล้จะถึงที่จอดรถ อยู่ๆซูหรงหรงก็เอ่ยขึ้น

         

        “พวกเรากลับบ้านกันตอนนี้เลยเหรอ?"

         

        “ถ้าไม่ล่ะ?"

         

        เขาหยุดเดินก่อนจะหันไปมองหน้าเธอ

         

        กระต่ายน้อยซูหรงหรงชี้นิ้วไปที่ห้างแคร์ฟูลที่อยู่ไม่ไกล

         

        “พวกเราไปเดินซื้อของกันสักหน่อยมั้ย ฉันสำรวจที่บ้านแล้ว มีของต้องซื้อเยอะเลย อีกอย่างฉันก็..."

         

        เธอเงียบไปสักพักอย่างนึกสรรหาคำที่พูดต่อ ก่อนจะเอ่ย

         

        “ฉันอิ่มแล้ว"

         

        “..."

         

        ที่แท้ก็เป็นกระต่ายซื่อบื้อจริงๆ กินอิ่มแล้วก็บอกว่าอิ่มแล้ว จะคิดข้ออ้างที่ดูน่าฟังกว่านี้ไม่ได้หรือไง

         

        จ้านอี้หยางดูเวลา ...ยังทันนี่ เขายีหัวยัยกระต่ายน้อย

         

        “งั้น...ไปกัน"

         

        อาจเป็นเพราะวันนี้ไม่ใช่วันหยุดหรือวันเสาร์อาทิตย์ คนจึงไม่เยอะมาก ส่งผลทำให้พื้นที่ภายในห้างสรรพสินค้าชั้นสี่นี้ดูกว้างเป็นพิเศษ

         

        อันที่จริงของในบ้านมีครบแทบทุกอย่าง สิ่งเดียวที่ไม่มีก็เห็นจะเป็นของกินนี่แหละ ซูหรงหรงเดินตรงไปยังโซนอาหาร เธอสำรวจไปรอบๆ บริเวณ ก่อนจะเดินอาดๆ มาจนถึงโซนผักและผลไม้

         

        พวกขนมกรอบแกรบค่อนข้างดึงดูดความสนใจของเธอ แต่ทว่าเธอไม่ซื้อมันต่อหน้าจ้านอี้หยางดีกว่า ถ้ากินเยอะจนตัวบวมจะเป็นยังไง? นี่เพิ่งจะวันแรกที่แต่งงานกันเอง

         

        ซูหรงหรงที่คิดว่าเธอสามารถปกปิดสายตาตัวเองได้อย่างมิดชิดแล้ว แต่มันกลับยังไม่สามารถรอดสายตาปีศาจของจ้านอี้หยางไปได้

         

        พวกเขาซื้อผักและเนื้อจำนวนหนึ่ง ซูหรงหรงพาจ้านอี้หยางมาจ่ายเงิน แต่เขากลับหยุดเดินก่อนจะเอ่ย

         

        “ยังไม่ได้เดินอีกที่หนึ่ง"

         

        ซูหรงหรงถูกจ้านอี้หยางลากไปที่โซนขนมขบเคี้ยว ซูหรงหรงสงสัยเสียจนร้อง “เอ๋?" ออกมา เธอมองเขาราวกับเจอแผ่นดินใหม่

         

        "นาย...นายกินขนมด้วยเหรอ?"

         

        จ้านอี้หยางต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ภายในใจตนเองสักครู่ก่อนจะเอ่ยตอบ

         

        “อื้ม"

         

        ความจริงขนมหลากสีลายดอกไม้พวกนี้เขาไม่ได้กินนานแล้ว ในตอนที่เขายังอยู่ในภารกิจสิ่งที่ได้กินบ่อยสุดคงเป็นขนมปังอัดแท่ง

         

        แววตาของซูหรงหรงเปล่งประกายขึ้น

         

        “ว้าว!"

         

        ราวกับเธอเพิ่งได้เจอกับมนุษย์จำพวกเดียวกับเธอ

         

        “นายรอฉันแป๊ปนึง ฉันจะเลือกให้นายเอง ไม่มีใครรู้ดียิ่งไปกว่าฉันแล้วว่าขนมชนิดไหนอร่อย ขนมชนิดไหนไม่อร่อย"

         

        ไม่นาน ผักและเนื้อจำนวนนั้นที่อยู่ในตะกร้ารถเข็นก็ถูกถมทับไปด้วยขนมขบเคี้ยวกองพะเนิน

         

        เหตุหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะเวลาที่ซูหรงหรงไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเอาขนมอันไหนหรือรสชาติไหนดี จ้านอี้หยางจะต้องคอยเก็บทั้งสองตัวเลือกของเธอเข้าตะกร้าสินค้า

         

        ซูหรงหรง...เธอจะต้องเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลกแน่ๆ เลย

         

        เมื่อก่อนเวลาเธอไปเดินห้างสรรพสินค้ากับเจ้าไก่อ่อนคนนั้น เขามักจะไม่ให้เธอกินของเรื่อยเปื่อย นู่นไม่ได้นี่ไม่ได้ บอกแต่ว่ากลัวเธอจะอ้วน พอมาเทียบกันดูแล้วจ้านอี้หยางดูจะเป็นคนเข้าใจความรู้สึกคนอื่นดีกว่าอีก

         

        พอคิดถึงตอนนี้ ซูหรงหรงมองไปที่จ้านอี้หยางด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันเริ่มแฝงไปด้วยความรัก

         

        จ้านอี้หยางที่รู้ว่าเธอจ้องเขาอยู่หันมาลูบผมสีดำเงาของเธอ

         

        “เป็นอะไรเหรอ?"

         

        “ไม่มีอะไร"

         

        เธอตอบเขาน้ำตาคลอ

         

        “ฉันแค่รู้สึกอยากจะไปขอบคุณใครสักคนหนึ่ง"

         

        เธออยากขอบคุณเฉินหย่าถิง เป็นเพราะเธอถึงทำให้ซูหรงหรงหรงได้เห็นธาตุแท้ของกู้แหยนเจ๋อ ถ้าไม่อย่างนั้นเธอก็คงจะไม่ได้พบจ้านอี้หยาง

         

        แม้จ้านอี้หยางจะไม่รู้ว่าคนที่เธอต้องไปขอบคุณคือใคร แต่ดวงตาของเธอตอนนี้มันกำลังสื่อออกมา ริมฝีปากของเขากระตุกยิ้มขึ้นกว่าเดิม

         

        ยัยกระต่ายน้อยซูหรงหรงช่างดีเกินราคาจริงๆ เพียงแค่ต้องทำดีกับเธอเพิ่มขึ้นอีกนิด อีกแค่นิดเดียว

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
22 เมื่อ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563 13.48 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 22 แผนโต้กลับของยัยกระต่ายน้อย (1)

 

        ขณะที่จ่ายเงิน ซูหรงหรงยังคงคลำหาบัตรในกระเป๋าไม่เจอ จ้านอี้หยางเห็นดังนั้นจึงยื่นบัตรของเขาให้พนักงานรูดจ่ายเงิน

         

        “เฮ้อ ถ้านายคิดจะจ่ายเองหมดแบบนี้ แล้วนายจะเอาบัตรใบนั้นมาให้ฉันใช้ทำไมกัน?"

         

        ซูหรงหรงที่มือว่างเปล่าไม่ได้ถือของบ่นกระปอดกระแปดตามหลังจ้านอี้หยางที่ถือถุงหิ้ว 2 ถุง เธออดสงสารจ้านอี้หยางไม่ได้ แต่เมื่อมองจากพละกำลังของจ้านอี้หยางแล้วเธอก็วางใจ มือทั้งสองข้างของเธอเปลี่ยนมาสอดไว้ภายใต้เสื้อคลุมตัวนอก ยัยกระต่ายน้อยกระโดดโลดเต้นอยู่ทางด้านหลังจ้านอี้หยาง

         

        จ้านอี้หยางวางของไว้ที่เบาะด้านหลังภายในตัวรถ

         

        “ไม่ใช่เธอเหรอที่บอกเองว่าสามีคือกระเป๋าเงินเคลื่อนที่? บัตรใบนั้นเวลาที่ฉันไม่อยู่เธอค่อยเอาไปใช้"

         

        “อ้อ"

         

        แววตาปลาบปลื้มมองไปที่จ้านอี้หยางอย่างไม่วางตา ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเน้นย้ำขึ้นมาเธอก็คงลืมไปแล้วว่าเขาเป็นทหาร โดยปกติทหารจะต้องอยู่ในค่าย

         

        อ๊าย จะบ้าตาย ทำไมพอเธอคิดได้แบบนี้ เธอกลับมีความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา

         

        ความรู้สึกนั้นราวกับว่า...ไม่อยากแยกจากเขา?

         

         

        เธอนั่งหน้าเศร้าจนกระทั่งรถกลับมาถึงเขตชุมชน สายตาของซูหรงหรงทันสังเกตเห็นว่าใกล้กับหน้าประตูใหญ่มีร้านดอกไม้ขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกล ร้านดอกไม้ร้านนั้นช่างดึงดูดความสนใจของเธอจนเธอรีบใช้มือดึงแขนจ้านอี้หยาง

         

        “จอด...จอดก่อน จอดรถ"

         

        จ้านอี้หยางเหยียบเบรก ยังไม่ทันจะได้ถามว่าจะไปไหน ซูหรงหรงก็กระโดดลงจากรถไปแล้ว เธอพุ่งตัวไปที่ร้านดอกไม้ร้านนั้น

         

        พอมานึกดูแล้ว เขาจำได้ว่ายัยกระต่ายน้อยเคยพูดไว้ว่าอยากปลูกต้นไม้

         

        ซูหรงหรงเดินมาใกล้จะถึงร้านขายดอกไม้ เมื่อเจ้าของร้านดอกไม้ที่อายุอานามดูยังไม่มากและหน้าตาที่สวยงามสมวัยนั้นเห็นซูหรงหรงเดินปรี่เข้ามาด้วยความสนอกสนใจ เธอรีบกล่าวทักทายทันที

         

        ฤดูใบไม้ผลินี้ราวกับเป็นฤดูของความรัก บนกระเช้าเหล็กดัดถูกแต่งเติมด้วยกระถางดอกไม้สดเล็กๆ อย่างเข้ากัน ซูหรงหรงเรียกได้ว่าเป็นคนที่หลงรักในดอกไม้มาก เมื่อเธอได้เจอดอกไม้ กลไกป้องกันตัวของร่างกายเธอกลายเป็นศูนย์ทันที

         

        เมื่อจ้านอี้หยางเข้ามาในร้าน สิ่งที่เขาเห็นเป็นอันดับแรกคือซูหรงหรงที่นั่งยองๆ ดูเหล่ากระถางต้นไม้เหล่านั้น กระเป๋าสะพายลายพุทราจีนกับชายเสื้อคลุมลายทหารของเธอราบลงกับพื้น ทว่าสายตาของเธอกลับจดจ้องไปยังดอกไม้พวกนั้นอย่างตั้งใจ

         

        แสงอาทิตย์ยามบ่ายเริ่มสาดส่องเข้ามาในร้าน ขาของซูหรงหรงกระทบกับแสงแดดนั้นอย่างพอดิบพอดี เธอยกดอกไม้ที่กำลังผลิขึ้นมาด้วยสองมือ จนใบหน้าของเธอถูกแทนที่ด้วยกระถางดอกไม้กระถางนั้นไปครึ่งหนึ่ง

         

        ที่จริงแล้วซูหรงหรงยังคงมีความเป็นเด็กอยู่มาก ผิวสีขาวนวลลออเรียบเนียบราวกับผิวของเด็กแรกเกิด เธอสดใสร่าเริงราวกับดอกไม้ที่กำลังผลิบานหลังจากได้รับน้ำไปหล่อเลี้ยง แก้มทั้งของข้างของเธอชมพูใสดูมีชีวิตชีวา เธอที่อยู่ด้านหลังดอกไม้ในตอนนี้ ช่าง...

         

         

        “...สวยงามกว่าดอกไม้...ใช่มั้ย?"

         

        เจ้าของร้านเอ่ยขึ้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ด้านข้างจ้านอี้หยาง

         

        เขาใส่มือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของตนและทำเพียงยืนมองซูหรงหรงอย่างไม่วางตา

         

        แม้นเขาจะไม่ตอบแต่กิริยาของเขาตอนนี้ก็แสดงออกอย่างเห็นได้ชัด เจ้าของร้านหัวเราะชอบใจ

         

        “แฟนของคุณเหรอคะ?"

         

        “ไม่ใช่ครับ เขาเป็นคุณผู้หญิงของผม"

         

        พูดจบเขาก็เดินไปหาซูหรงหรงก่อนจะนั่งยองข้างๆ เธอ

         

        “เธอชอบกระถางไหน?"

         

        ซูหรงหรงรู้สึกสับสนอย่างรุนแรง มือทั้งสองวางไว้บนหัวเข่า ก่อนจะพักวางลงไว้บนแขน สายตาจับจ้องไปที่มวลดอกไม้เหล่านั้น

         

        “นายถามฉันว่ามีอันไหนที่ฉันไม่ชอบบ้างจะดีกว่า"

         

        กระถางที่เธอชอบเยอะมากๆ นับไม่ไหว

         

        “ถ้าอย่างนั้น...ก็ซื้อกลับหมดเลยดีมั้ย?"

         

        นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาเดียวที่เขานึกออก

         

        พอได้ยินแบบนั้ คางเธอแทบจะเลื่อนหลุดจากมือ เธอจ้องใบหน้าของจ้านอี้หยางก่อนจะหัวเราะออกมา

         

        “ถ้าเจ้าของร้านได้ยินประโยคนี้เข้าคงดีใจมากแน่"

         

        ในที่สุดซูหรงหรงก็เลือกหยิบกระถางดอกชาสีขาวหนึ่งกระถาง ดอกแพนซีและดอกป็อปปี้อีกอย่างละหนึ่งกระถาง

         

        ในขณะที่กำลังถือดอกชาขาวออกจากร้าน ซูหรงหรงหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์กับเจ้าของร้าน

         

        “ครั้งหน้าฉันจะมาอีกแน่นอนค่ะ"

         

        “ยินดีเสมอ"

         

        เจ้าของร้านมองตามจ้านอี้หยางที่เดินอุ้มดอกไม้อีกสองกระถางออกไปก่อนจะเอ่ยเบาๆ กับซูหรงหรง

         

        “สามีของเธอหล่อมากเลย"

         

        ซูหรงหรงมองตามสายตาเจ้าของร้านไปที่แผ่นหลังกว้างทางด้านหลังของจ้านอี้หยางก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย

         

        หล่อจนใครก็เทียบไม่ติด!

         

        อ๊าย ความภาคภูมิใจปนพึงพอใจเหล่านี้คืออะไรกันแน่เนี่ย...

         

        เมื่อกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไป 4 โมงกว่า จ้านอี้หยางขนบรรดาลูกรักของซูหรงหรงไปวางไว้ที่ระเบียง ส่วนซูหรงหรงก็เปิดถุงที่ซื้อมาเพื่อนำของเหล่านั้นไปจัดเก็บให้เรียบร้อย

         

        ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างยุ่ง

         

        ซูหรงหรงจับของชิ้นสุดท้ายซึ่งก็คือเนื้อวัวใส่เข้าไปในช่องแช่แข็งของตู้เย็น เธอเดินออกมาที่ระเบียง มองเหล่าบรรดาดอกไม้ของเธอก่อนจะยิ้ม

         

        “ฮิๆ จ้านอี้หยาง...นายว่าดอกไม้พวกนี้สวยมั้ย?"

         

        “ก็สวยดี"

         

        จ้านอี้หยางเหลือบมองเวลา

         

        “เธอทำกับข้าวเป็นมั้ย?"

         

        “ฉันเหรอ?"

         

        ซูหรงหรงชี้นิ้วหันเข้าหาตัวเองก่อนจะส่ายหน้า

         

        “ไม่เป็น"

         

        จ้านอี้หยางค่อนข้างแปลกใจ เขาคิดว่าซูหรงหรงที่ดูเป็นกุลสตรีจะทำกับข้าวเป็นเสียอีก

         

        “นายล่ะ ทำเป็นมั้ย?"

         

         

        เธอถามก่อนจะคุกเข่าลงบนพื้น เธอจ้องมาทางจ้านอี้หยาง เธอคิดเอาเองว่าผู้ชายอย่างจ้านอี้หยางน่าจะทำเป็นหมดทุกอย่าง แค่เรื่องกับข้าวน่าจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับเขาด้วยซ้ำ

         

        จ้านอี้หยางหมุนตัวแล้วเดินมาหาซูหรงหรง มือทั้งสองข้างใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะส่งยิ้มที่ดูเหมือนไม่ยิ้มมาให้เธอ

         

        “เธอคิดว่าฉันทำเป็นมั้ยล่ะ?"

         

        “อื้ม"

         

        ซูหรงหรงพยักหน้ารับก่อนจะยิ้มกว้าง

         

        “นายเป็นคนมีความสามารถ แค่เรื่องกับข้าวนายทำได้แน่นอน"

         

        “จริงๆ แล้ว..."

         

        จ้านอี้หยางพูดเสียงเบา

         

        “...ฉันเองก็ทำไม่เป็น"

         

        “เอ้อ..."

         

        หน้าตาของซูหรงหรงแสดงออกถึงความประหลาดใจ เธอเบะปากราวกับจะร้องไห้

         

        “ฉันคิดว่านายทำเป็นเสียอีก"

         

         

        เพราะแบบนี้เมื่อครู่เธอถึงปฏิเสธว่าทำไม่เป็น ถ้าอย่างนั้น...จะทำอย่างไรต่อไปละเนี่ย?

         

        แสดงว่าผู้ชายเพอร์เฟกคงไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้สินะ?

         

        ทันใดนั้นซูหรงหรงก็คิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้

         

        โฮะๆ จ้านอี้หยาง...ใครใช้ให้นายชอบแกล้งคนอื่นกัน ถ้าอย่างนั้นลองโดนคนอื่นแกล้งดูสักครั้งเถอะ วะฮ่าๆๆๆ

         

        พอคิดถึงตอนที่จ้านอี้หยางจะได้รู้ความจริงหลังจากนั้นเธอก็หลุดหัวเราะร่วนออกมา เธอมักจะเป็นคนที่เก็บอาการไม่อยู่ พอเธอขำเธอก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างรวดเร็ว

         

        จ้านอี้หยางหรี่ตาเล็กลงอย่างอันตราย

         

        “การที่ฉันทำกับข้าวไม่เป็นนี่มันน่าขำมากเลยเหรอ?"

         

        เธอกล้ามากที่มาหัวเราะเยาะใส่เขา ดูท่ายัยกระต่ายน้อยคนนี้คงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วสินะ

         

        เธอมองไปที่เขาสายตาเลิ่กลั่กก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธ เธอพยายามทำหน้าใส่ซื่อเพื่อให้เขาไม่สงสัยในตัวเธอ

         

        “ไม่ใช่นะ ฉันจะหัวเราะเยาะนายได้ยังไงเล่า..."

         

        เธอกระดิกนิ้วชี้ขึ้นมา ก่อนจะหัวเราะอย่างมีเลศนัย เธอทำท่าทางราวกับคนที่กำลังรอรางวัลจากการทำตัวมีประโยชน์

         

        “...ฉันก็แค่คิดวิธีแก้ปัญหาออกแล้ว"

         

        ลักษณะท่าทางของเธอดูอย่างไรก็เหมือนกระต่ายน้อยไม่มีผิด ทั้งเชื่องทั้งไร้เดียงสา

         

        จ้านอี้หยางเชื่อคำพูดของเธอ เขาคิดว่าเธอคงไม่กล้าที่จะหลอกเขาเป็นแน่

         

        “อื้ม ไหนเธอลองพูดวิธีของเธอมาสิ"

         

         

        “พวกเราทั้งคู่ต่างก็ทำกับข้าวกันไม่เป็น ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปซื้อหนังสือสอนทำอาหารมาสิ..."

         

        ใบหน้าของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่สดใส

         

        “...พวกเราคนหนึ่งอ่านวิธีทำ อีกคนก็ลงมือทำ ง่ายจะตาย!"

         

        เขาถอนหายใจกับความหลงระเริงของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่คิดจะขัดเธอ เพราะนี่ก็เป็นทางออกที่ดีอย่างหนึ่ง แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่...

         

        “ใครอ่าน? ใครทำ?"

         

        เขาหรี่ตาเล็กลงแล้วจ้องไปที่ซูหรงหรง

         

        ซูหรงหรงรู้สึกกระดากใจเล็กน้อย เธอผุดลุกขึ้นยืน

         

        “มันแน่นอนอยู่แล้วว่า...ฉันเป็นคนอ่าน นายเป็นคนทำ"

         

        “เธอแน่ใจแล้วนะว่าจะเป็นคนยืนอ่านสูตรแล้วออกคำสั่งตอนฉันทำ หืม?"

         

        จ้านอี้หยางใช้น้ำเสียงข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามเล็กน้อยพร้อมจ้องไปที่เธอตาเขม็ง

         

        เขาที่เป็นทหารระดับผู้บัญชาการ เคยแต่ออกคำสั่งผู้อื่น นี่กำลังจะมีคนอื่นมาออกคำสั่งกับเขาอย่างนั้นเหรอ?

         

        “อ่า..."

         

        ซูหรงหรงก้าวเท้าถอยหลังอัตโนมัติด้วยความกลัว

         

        “...ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ฉันแค่..."

         

        สายตาเธอจ้องไปที่จ้านอี้หยางที่ตอนนี้ทำท่าจะดีดหน้าผากเธอ ซูหรงหรงรีบเอามือทั้งสองข้างขึ้นปิดหน้าผากเธอเอาไว้ ก่อนจะตะโกนใส่เขา

         

        “...ก็ใครใช้ให้นายฉลาดกว่าฉันกันเล่า!"

         

        มือของจ้านอี้หยางหยุดกลางอากาศ เขามองเธอที่เอามือปิดหน้าผากของตัวเองอย่างระแวดระวัง เขากระตุกยิ้ม

         

        “...พูดต่อสิ"

         

        เธอค่อยๆ ปล่อยมือออกจากหน้าผาก เมื่อเธอแน่ใจแล้วว่าเขาจะไม่ตีเธอ เธอจึงหลุดหัวเราะร่วนออกมา

         

        “แม่ฉันเคยบอกเอาไว้ว่า ในการเริ่มเรียนทำอาหารนั้น ความรู้ความสามารถเป็นสิ่งสำคัญ พอได้ลองพิจารณาตัวเราสองคนแล้ว...ไม่ว่ามองยังไงนายก็มีความสามารถมากกว่าฉัน"

         

        “…”

         

        จ้านอี้หยางมองที่ซูหรงหรงด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

         

        ซูหรงหรงยังคงหว่านล้อมจ้านอี้หยางต่อ เธอกอดเข้าที่แขนของเขาก่อนจะเขย่าเบาๆ อย่างออดอ้อน การกระทำของเขาดูจะเหมือนจะถูกเธอสะกดไว้เสียแล้ว

         

        “นายเป็นคนทำเถอะนะ ถ้าให้ฉันทำมันจะต้องเละเทะแน่นอน ...นะคะๆ นายเป็นคนทำนะ ฉันจะคอยช่วยเหลือนายอยู่ข้างๆ เอง"

         

        ท่าทางของจ้านอี้หยางตอนนี้ดูจะไม่สะทกสะท้านกับคำเกลี้ยกล่อมของซูหรงหรงเลยแม้แต่น้อย

         

        ซูหรงหรงคิดว่าถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะอย่างน้อยถ้าเขาไม่ได้ปฏิเสธก็แสดงว่ายังพอมีโอกาส เธอพยายามเบียดตัวซบที่ตัวของเขา ก่อนจะส่งเสียงหวานออดอ้อน

         

        “นายตกลงแล้วใช่มั้ย แค่เรื่องทำกับข้าวเอง ฉันว่ามันไม่คณามือนายหรอกน่า"

         

        เธอโอบรอบตัวจ้านอี้หยาง ซูหรงหรงไม่ได้สังเกตการกระทำของตนเองตอนนี้เลยว่า เธอกำลังกอดเอวเขาอยู่

         

        จ้านอี้หยางมองไปที่ยัยกระต่ายน้อยซูหรงหรงที่กำลังกอดเขาอยู่ตอนนี้ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจ รอยยิ้มของเธอสดใสราวกับแสงอาทิตย์ ...เธอกำลังทำให้อีกฝ่ายใจเต้น

         

        ยัยกระต่ายน้อยที่กำลังออดอ้อน

         

        สถานการณ์แบบนี้มันก็ถือว่า...ไม่เลว

         

        จ้านอี้หยางรับรู้ได้ถึงความผิดปรกติบางอย่างที่แล่นผ่านเข้ามาในหัวใจของเขา เขาไม่สามารถหาเหตุผลได้เลยว่าทำไม แต่เขาก็ปล่อยให้หัวใจของเขาพองโตขึ้นโดยไม่คิดจะไม่ขวางมัน

         

        เขาใช้มือหนารั้งท้ายทอยของซูหรงหรงไว้ จากนั้นขยับตัวของเธอเข้าใกล้ตัวเขามากขึ้น ก่อนจะก้มหน้าลงมาแล้วจูบเธอเข้าที่ริมฝีปาก

         

        ริมฝีปากบางของเธอช่างอ่อนนุ่ม รสสัมผัสเหมือนกับวุ้นนุ่มนิ่ม ความรู้สึกที่ส่งผ่านมาช่างเบาสบาย จ้านอี้หยางบรรจงชิมริมฝีปากอันหอมหวานของเธอจนไม่อยากจะปล่อยตัวเธอออก

         

        ซูหรงหรงตะลึงงัน

         

        ไม่ใช่ว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องทำกับข้าวเหรอ? ทำไม...ทำไมอยู่ๆ ก็กลายเป็นจูบกันไปได้

         

        อีกอย่าง...ทำไมตัวเธอเองถึงกำลังกอดเอวเขาอยู่กันล่ะเนี่ย!

         

        ยัยกระต่ายน้อยซูหรงหรงยังคงไม่ปล่อยมือ ตาของเธอสบตาของเขา เธอกะพริบตาปริบๆ จนขนตางอนยาวปัดไปมาบนหน้าของเขา

         

        จ้านอี้หยางปล่อยตัวซูหรงหรงชั่วคราว ก่อนจะส่งเสียงแสดงออกถึงความไม่พอใจเล็กน้อย

         

        “ยัยซื่อบื้อ หลับตาสิ"

         

        “เอ่อ..."

         

        ยัยซื่อบื้อตรงหน้าเขาตามสถานการณ์ไม่ทัน ดวงตาของเธอยิ่งกว้างขึ้นไปอีก

         

        ใบหน้าของจ้านอี้หยางไม่ปรากฏรอยยิ้ม ริมฝีปากบางเลื่อนไปใกล้ดวงตาของซูหรงหรง ซูหรงหรงรีบหลับตาทันควัน

         

        สุดท้าย เขาก็จูบอย่างแผ่วเบาบนดวงตาที่กำลังปิดอยู่ของเธอ

         

        ซูหรงหรงใจเต้นไม่เป็นสุข ดวงตาของเธอรับรู้ได้ถึงสัมผัสอันอบอุ่น

         

        อ่า สบายจังเลย

         

        จ้านอี้หยาง จ้านอี้หยาง...

         

        ในตอนนี้ในหัวใจของซูหรงหรงมีเพียงสามคำนี้เท่านั้น

         

        อ่า จะทำอย่างไรดี ดูเหมือนว่าเธอ...จะเริ่มชอบเขาเข้าเสียแล้วสิ

         

        จ้านอี้หยางเริ่มบรรจงจูบลงมายังแก้มนุ่มของเธอ ก่อนที่จะหยุดลงบนริมฝีปากบางอีกครั้ง รสสัมผัสค่อยๆ เปลี่ยนจากอ่อนหวานนุ่มนวลเป็นดูดดื่มขึ้น

         

        รสชาติของยัยกระต่ายน้อยตัวนี้อร่อยถูกปากเสียจริง

         

        จ้านอี้หยางพยายามจะสอดลิ้นเขาไปในปากของเธอ ซูหรงหรงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวกลับประกบฟันบนฟันล่างเข้าด้วยกัน

         

        “ยัยบื้อ อ้าปากสิ"

         

        สุดท้าย จ้านอี้หยางต้องออกคำสั่งกับเธอ

         

        เสียงของเขาดูต่ำลงกว่าปกติ ซูหรงหรงสับสนงงงัน แต่เมื่อเธอเปิดปาก จ้านอี้หยางก็ดุนดันลิ้นตัวเองสอดแทรกเข้าไปในปากของเธอ

         

        ซูหรงหรงโอบกอดเขาอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะจูบตอบกลับ

         

        พัฒนาการดีขึ้นนี่...จ้านอี้หยางคิดอย่างพึงพอใจ

 

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
23 เมื่อ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563 14.29 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 23 การตอบโต้กลับของเจ้ากระต่ายน้อย (2)

 

        สักพักหนึ่ง จ้านอี้หยางถึงจะปล่อยตัวซูหรงหรง

         

        ริมฝีปากบางสีชมพูของเธอตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง แววตาที่สดใสนั้นช่างดูน่าดึงดูด แก้มทั้งสองข้างเองก็เริ่มเปลี่ยนสีทำให้ดูมีมิติยิ่งขึ้น ใบหน้าที่ยิ่งมองก็ยิ่งดูไร้เดียงสา ไม่ว่ามองอย่างไรก็เหมือนกระต่ายน้อย

         

        ยิ่งถูกจ้านอี้หยางจ้อง ใบหน้าของยัยกระต่ายน้อยก็ยิ่งเปลี่ยนสีแดงขึ้นด้วยความเขินอาย เธอก้มหน้าหลบสายตาก่อนจะเสมองไปทางอื่น

         

        “นาย...นายต้องทำกับข้าวให้ฉันกินถึงจะยุติธรรม"

         

        “หืม?"

         

        จ้านอี้หยางรวบมือทั้งสองข้างของเธอไว้

         

        “เธอพูดอะไรนะ?"

         

        ซูหรงหรงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา

         

        “นายต้องให้ความยุติธรรมกับฉัน นายกินฉันแล้ว เพราะฉะนั้นนายต้องทำกับข้าวให้ฉันกินถึงจะยุติธรรม"

         

        เขาหลุดหัวเราะพรืด ยัยกระต่ายน้อยทำลายความเฉยชาที่เขาสร้างขึ้นเสียแล้ว เขาโน้มตัวลงมาเข้าใกล้เธอมากขึ้น

         

        “หรือว่า...ฉันให้เธอกินคืนก็แล้วกัน ดีมั้ย?"

         

        ซูหรงหรงคล้อยตามคำพูดของจ้านอี้หยาง เธอจูบเน้นๆ ลงบนแก้มของเขาหนึ่งทีก่อนจะเอ่ยตอบ

         

        “กินไม่อิ่ม!"

         

        เมื่อพูดจบเธอก็ดึงมือเขาออกไปอย่างคนไม่มีเหตุผลก่อนจะเอ่ยต่อ

         

        “นายไปทำกับข้าวเถอะนะ"

         

        จ้านอี้หยางหมุนตัวยัยกระต่ายน้อยมาประจันหน้าเขา

         

        “ถ้ากินไม่อิ่ม ฉันช่วยป้อนเธอเอง"

         

        “ไม่ ฉันอยากกินข้าวที่นายทำมากกว่า"

         

        เธอสบตาเขา ก่อนจะผุดรอยยิ้มบนหน้า

         

        เขาที่ถูกจ้องหันสายตามองไปรอบข้าง

         

        “เธอมีหนังสือสอนทำอาหารเหรอ?"

         

        ซูหรงหรงส่ายหน้า

         

        “ฉันจะพกหนังสือสอนทำอาหารติดตัวไปทำไมเล่า แต่สมัยนี้หนังสือสอนทำอาหารสามารถหาได้ตามอินเทอร์เน็ตแล้ว สุ่มหาเอาก็ได้แล้วน่า"

         

        เธอเดินกลับมาที่ห้องรับแขกก่อนจะหยิบไอแพดในกระเป๋าออกมา จ้านอี้หยางมองเธอปัดหน้าจอ

         

        “นี่ไงล่ะ ในนี้รายการอาหารอะไรก็มีหมดเลย"

         

        ซูหรงหรงกระตือรือร้นที่จะหาเมนูอาหาร จ้านอี้หยางเองก็รู้สึกเหมือนจะเป็นไปกับเธอด้วย เขาเองก็อยากจะลองทำตามดูบ้างเหมือนกัน เขาเดินเข้ามาในห้องรับแขกก่อนจะเอ่ย

         

        “ถ้าอย่างนั้นเราจะทำเมนูอะไรดี?"

         

        คำถามนี้เธอไม่จำเป็นจะต้องหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็สวนกลับมาแทบจะทันที

         

        “พวกเรามาทำผัดมันฝรั่งใส่เนื้อวัว, มะเขือเทศผัดไข่ แล้วก็ซุปปลาดีมั้ย?"

         

        จ้านอี้หยางที่เป็นคนมีความรู้สึกไวดุจแสง พอได้เห็นซูหรงหรงพูดรายการอาหารคล่องปรื๋อ เขาหรี่ตาจ้องเธอทันที

         

        “ซูหรงหรง นี่เธอ..."

         

        ซูหรงหรงรีบปฏิเสธ เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าตนเองแสดงออกมากเกินไป เธอหัวเราะ “แฮะๆ" ออกมา

         

        “อาหารพวกนี้แม่ฉันทำบ่อยน่ะ อ้อ...แล้วฉันก็ซื้ออาหารมาตามรายการพวกนี้เป๊ะเลย"

         

        พูดจบเธอก็มองหน้าเขาแบบไม่กะพริบตาเพราะกลัวจะหลุดพิรุธออกมา และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

         

        จ้านอี้หยางคิดว่าสิ่งที่เธอพูดมาก็มีเหตุผล เขาถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วเอาไปเก็บ ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวพร้อมกันกับเธอ

         

        ห้องครัวนั้นค่อนข้างโอ่โถง อีกทั้งยังมีกระจกบานใหญ่ที่สามารถเห็นวิวด้านนอก เรียกได้ว่าสามารถเห็นทั้งสวนดอกไม้ของชุมชน

         

        ซูหรงหรงรีบไปหยิบวัตถุดิบออกจากตู้เย็น

         

        “พวกเรามาทำผัดมันฝรั่งใส่เนื้อวันกันก่อนเถอะ"

         

        เธอหยิบวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ออกมา จากนั้นก็ยื่นให้จ้านอี้หยาง ส่วนตัวเองก็รีบไปล้างหม้อและอุปกรณ์ต่างๆ แต่ก็ยังไม่วายลืมที่จะชี้นิ้วไปที่มะเขือเทศและออกคำสั่ง

         

        “อันดับแรกนายเอามะเขือเทศไปล้าง ค่อยๆ เปิดให้น้ำไหลผ่าน จะได้ปลอกง่ายๆ"

         

        จ้านอี้หยางนิ่งเฉยไม่ยอมทำตาม เขายืนกอดอกมองไปที่เธอ

         

        ยัยกระต่ายน้อยยังไม่ได้ดูวิธีทำเลยด้วยซ้ำ แต่...

         

        “เธอรู้ได้ยังไง?"

         

        อีกอย่างท่าทางในการล้างหม้อล้างกระทะก็ยังดูคล่องแคล่ว

         

        ซูหรงหรงจ้องตาเขา คำพูดที่เปล่งออกมารวมทั้งท่าทางดูใสซื่อ

        


        “ตอนอยู่บ้านฉันช่วยแม่ทำกับข้าวบ่อย โดยเฉพาะมันฝรั่งผัดเนื้อ ฉันเห็นแม่ทำหลายครั้งแล้ว ถ้านายฟังที่ฉันพูด ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน"

         

        จ้านอี้หยางถูกท่าทางอันใส่ซื่อของเธอหลอกจนเขาหลงเชื่อ เขายอมทำตามในสิ่งที่เธอพูด

         

        ซูหรงหรงหลุดหัวเราะ เมื่อเธอเสียบสายไฟเพื่อหุงข้าวเรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินมาหยิบไอแพดเธอยืนพิงขอบประตู เปิดนิยายอ่านพลางออกคำสั่งกับเขา

         

        “อื้ม จากนั้นเอาหัวหอม แครอทแล้วก็มันฝรั่งไปหั่นให้เรียบร้อย"

         

        แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่จ้านอี้หยางได้ทำกับข้าว แต่ราวกับว่าเขาจะมีพรสวรรค์ในด้านนี้ เพราะไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ดูง่ายไปเสียหมด เพราะฉะนั้นแม้ท่าทางเขาจะไม่ได้ดูช่ำชองเหมือนเชฟมืออาชีพ แต่เขาก็ไม่ได้เผยความโง่ของตัวเองออกมา

         

        ซูหรงหรงรู้สึกผิดหวัง เธออยากเห็นตอนที่เขาจนมุมดูสักครั้ง แต่ว่า...เขาเก่งเกินไปแล้ว

         

        แต่ว่านะ...ขั้นตอนต่อไปมันไม่ใช่ว่าจะทำกันง่ายๆ หรอกนะ

         

        "อืม ต่อไปก็ต้มน้ำ พอน้ำเดือดแล้วให้ใส่เนื้อวัวลงไป ต้มทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที"

         

        ซูหรงหรงทำท่าปัดๆ จิ้มๆ ไอแพดที่ถืออยู่ในมือ ทั้งที่จริงแล้วเธอกำลังอ่านนิยายอยู่

         

        ……

         

        “ต่อไปก็คือขั้นตอนการผัดมันฝรั่ง ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน รอให้ร้อน จากนั้นใส่มันฝรั่งลงไป"

         

        ซ่าๆ เสียงน้ำมันในกระทะดีดกระจาย จ้านอี้หยางที่กำลังตกใจใช้น้ำเสียงกล่าวโทษกับเธอ

         

        “ซูหรงหรง ทำไมเธอไม่บอกว่าน้ำมันมันจะกระเด็นแบบนี้"

         

        “เอ่อ ก็วิธีทำมันไม่ได้เขียนนี่นา"

         

        ซูหรงหรงปฏิเสธทันควัน

         

        “คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด นายจะมากล่าวโทษฉันไม่ได้นะ"

         

        เมื่อน้ำมันเลิกกระเซ็น จ้านอี้หยางก็ร้องออกมาอีกครั้ง

         

        “ซูหรงหรง ทำไมมันฝรั่งมัน...มันติดกระทะ?"

         

        “สงสัยคงเพราะนายใส่น้ำมันน้อยเกินไป ใส่น้ำมันลงไปนิดนึงสิ"

         

        ซูหรงหรงที่กำลังอ่านนิยายอยู่พูดอย่างไม่ใส่ใจ

         

        “…”

         

        “จากนั้นนายก็ใส่มะเขือ หัวหอมแล้วก็เนื้อวัวผัดเข้าด้วยกัน"

         

        เมื่อมาถึงตอนนี้ ซูหรงหรงก็อ่านนิยายมาจนถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ยิ่งเธออ่านเธอก็ยิ่งมีความรู้สึกร่วมกับนิยายมากขึ้น จิตวิญญาณของเธอตอนนี้ทุ่มให้กับนิยายตรงหน้าจนลืมที่จะออกคำสั่งถัดไปกับจ้านอี้หยาง

         

        จ้านอี้หยางผัดผ่านไปแล้ว 5-6 นาที เขาหันกลับมามองซูหรงหรงที่กำลังกัดนิ้วโป้งแล้วหัวเราะกับตัวเองอยู่ เขาหรี่ตาเล็กลง

         

        “ซูหรงหรง เธอกำลังดูอะไร?"

         

        ทำไมดูวิธีการทำอาหารจะต้องหัวเราะด้วย

         

        ซูหรงหรงรีบกลับมาทำหน้านิ่ง ก่อนจะยืนตัวตรง

         

        “ฉันก็กำลังดูวิธีทำอาหารอยู่นี่ไง ด้านล่างมีคอมเมนต์ตลกๆ อยู่ฉันก็เลยหัวเราะ อิๆ... เฮ้อ ต่อไปนายใส่เหล้าสำหรับทำอาหารลงไปด้วยนิดนึง จากนั้นเติมน้ำ แล้วค่อยลดระดับไฟลง จากนั้นตุ๋นเนื้อหัวไปสักพักก็โอเคแล้ว"

         

        จากนั้นจ้านอี้หยางก็ทำตามคำแนะนำของซูหรงหรง จนในที่สุดเขาก็ทำซุปปลาและมะเขือเทศผัดไข่เสร็จ อาหารทั้งสองชนิดนี้ค่อนข้างง่าย การทำอาหารจึงเป็นไปอย่างราบรื่น

         

        จ้านอี้หยางช่างเป็นคนที่มีพรสวรรค์จริงๆ แค่ได้รับคำแนะนำนิดๆหน่อยๆ จากซูหรงหรง อาหารที่ทำออกมาก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ส่วนเรื่องการปรุงรสนั้นก็ได้ซูหรงหรงเป็นคนกำกับ สุดท้ายเลยได้รสชาติอาหารที่พอเหมาะพอดี รสชาติถูกปากจะน่าประหลาดใจ

         

        และจานสุดท้ายก็คือมันฝรั่งผัดเนื้อวัว เมื่อเธอเห็นว่าเนื้อวัวตุ๋นกำลังได้ที่แล้ว เธอจึงหันไปบอกจ้านอี้หยาง

         

        “เอาแครอทกับมันฝรั่งใส่ลงไป จากนั้นใส่เกลือกับพริกไทย ทำการลดไฟลงอีก พอแครอทกับมันฝรั่งสุกก็กินได้แล้ว"

         

        จ้านอี้หยางทำตาม ซูหรงหรงเองก็วางไอแพดลง ก่อนจะไปล้างหม้อและอุปกรณ์อื่นๆ

         

        ทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งล้างถ้วยข้าวละถ้วยซุปอย่างละสองใบ ล้างไปล้างมาเธอก็อดนึกถึงตอนที่อ่านนิยายแล้วออกคำสั่งกับจ้านอี้หยางไม่ได้ พอนึกถึงเธอก็หัวเราะออกมา

         

        ถูกจ้านอี้หยางแกล้งมาทั้งวัน ในที่สุดก็แก้แค้นได้เสียที

         

        สามคำที่สามารถอธิบายความรู้สึกตอนนี้ได้เลยก็คือ...ฟินสุดๆ

         

        เธอสิเป็นผู้ที่ได้ออกคำสั่งกับผู้บัญชาการที่แท้จริง วะฮ่าๆ

         

        จ้านอี้หยางยิ่งมองซูหรงหรงก็ยิ่งเกิดความสงสัย แต่ยัยกระต่ายน้อยตัวดีช่างดูไร้เดียงสา มองอย่างไรก็มองไม่ออกว่าเธอมีแผนร้าย

         

        ช่างเถอะ เพราะถึงเธอจะโกหกเขา อย่างไรเสียในอนาคตเขาก็รู้ได้อยู่ดี

         

        สิ่งที่เขาต้องทำคือการรอเท่านั้น

         

        ตอนนี้ซูหรงหรงมีอาหารเลิศรสตรงหน้า เธอพร้อมแล้วสำหรับการรับประทานอาหารเย็น

         

        ขณะนี้ตะวันได้ลาลับขอบฟ้าพร้อมกับแสงสุดท้ายของวันไปแล้ว ไฟประดับเริ่มส่องสว่างขึ้นซึ่งเธอสามารถเห็นได้จากห้องอาหารเล็กๆ ของเธอ

         

        เมื่อได้มองวิวภายนอกที่สวยงามแล้วทานข้าวไปด้วย ทำให้การกินอาหารมื้อนี้ช่างดูน่าทานมากเป็นพิเศษ แถมยังได้แกล้งจ้านอี้หยางกลับอีกด้วย

         

        ซูหรงหรงคิดไปด้วยพลางซดน้ำซุปไปด้วย

         

        “พรุ่งนี้เที่ยงฉันก็ต้องกลับไปที่กองทัพแล้ว"

         

        อยู่ๆ จ้านอี้หยางก็โพล่งขึ้น

         

        ซูหรงหรงรู้ดีว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องกลับไปกองทัพ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ เธอมองไปที่เขาก่อนจะเอ่ยถาม

         

        “ถ้าอย่างนั้นนายจะกลับมาอีกทีเมื่อไร?"

         

        แววตาไร้เดียงสาที่ส่งมาหาเขานั้นช่างทำให้จิตใจของเขาอ่อนไหว เธอสบตาเขาเพื่อรอคำตอบของคำถาม อีกครั้งที่จ้านอี้หยางเริ่มรู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นผิดปกติ

         

        “ถ้ามีเวลาว่างฉันจะกลับมา"

         

        เมื่อไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ซูหรงหรงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง แต่เธอก็ทำเพียงเม้มปากแล้วตอบว่า “อ้อ"

         

        ถ้ามีเวลาก็จะกลับมา เมื่อไหร่จะมีเวลากันล่ะ? หนึ่งอาทิตย์? หนึ่งเดือน? ครึ่งปี...?

         

        ความผิดหวังปรากฏอยู่บนใบหน้าเธออย่างชัดเจน จ้านอี้หยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตอบเธออย่างไม่เป็นตัวเอง

         

        “ถ้าที่กองทัพปกติดี ประมาณ 10 วันฉันก็จะกลับมาได้"

         

        นอกจากพวกเหล่าผู้สูงวัยระดับสูงของกองทัพแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องหาคำพูดมาถนอมน้ำใจ ด้วยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้คบกับผู้หญิง มันเลยทำให้เขาอึดอัดใจอยู่บ้าง

         

        ทว่า...ซูหรงหรงกลับส่งยิ้มให้เขา

         

        อย่างน้อย ตอนนี้เธอก็รู้วันที่เขาจะกลับมาแล้ว มันก็เหมือนกับการแล่นเรืออยู่กลางทะเลแล้วเห็นแสงไฟจากประภาคารนั่นแหละ แม้จะไกล แต่อย่างน้อยก็รู้ว่ามีอยู่ตรงนั้น

         

        “อื้ม"

         

        ซูหรงหรงพยักหน้ารับรู้ ก่อนที่จะพูดสิ่งที่ออกมาจากใจโดยที่ตัวเองไม่รู้สึกตัว

         

        “ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอนายอยู่ที่บ้าน"

         

        คำพูดสุดท้ายนี้เป็นคำพูดที่เหมือนเป็นการตอบรับผ่านๆ เท่านั้น ซูหรงหรงไม่ได้คิดอะไรมาก เธอยังคงก้มหน้ากินข้าวต่อไป

         

        ทว่า...คำพูดนั้นที่ผ่านเข้ามาในหูของจ้านอี้หยาง เขากลับรู้สึกว่ามันต่างออกไป

         

        ความสัมพันธ์ของเขากับครอบครัวนั้นไม่ค่อยดีเท่าไร หากไม่ใช่เพราะวันหยุดช่วงเทศกาล ตัวเขาก็คงขลุกอยู่แต่ในกองทัพ

         

        แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครพูดกับแบบนี้ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครรอเขา...กลับบ้าน

         

        แต่ว่าตอนนี้มีแล้ว ผู้หญิงที่ดูไม่ค่อยฉลาด ผู้หญิงที่ชอบยิ้ม ผู้หญิงที่เวลาหัวเราะดวงตาจะเป็นประกาย ยังไม่รวมถึงอารมณ์ต่างๆที่ดูยุ่งยากใจ แต่ดูรวมๆแล้ว คำพูดหวานๆ เสียงอันไพเราะของเธอทำให้ใครก็ตามทำตามคำพูดของเธอได้หากไม่ทันระวัง

         

        เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก

         

        “ยัยซื่อบื้อ"

         

        ซูหรงหรงเบะปาก ทำไมล่ะ อย่างน้อยยัยซื่อบื้อก็เอาคืนนายได้ครั้งหนึ่งแล้วล่ะน่า

         

        “เธอมีความจริงอะไรอยากจะบอกฉันมั้ย ตอนนี้ฉันกำลังอารมณ์ดี ไม่คิดตอบกลับเธอแน่นอน"

         

        อาจเป็นเพราะจ้านอี้หยางเป็นทหาร เขาจึงมีความรู้สึกไวกว่าคนทั่วไป แม้เขาจะไม่สามารถบอกได้ว่ามีเรื่องอะไร แต่เขามารถจับความรู้สึกได้ว่าเธอกำลังปิดบังเขาอยู่

         

        ซูหรงหรงเอ่ยถามเสียงนุ่มนวลอ้อนหวาน

         

        “ถ้านายอารมณ์ไม่ดี นายจะทำอะไรฉันอย่างนั้นเหรอ?"

         

        “ฉลาดนี่"

         

        จ้านอี้หยางยกนิ้วให้กับความชาญฉลาดของเธอ ก่อนจะหยิบเนื้อวัวชิ้นหนึ่งส่งให้เธอ

         

        ซูหรงหรงเพิ่งรับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ถูกแผ่ออกมา เธอเริ่มตัวสั่นเทา

         

        “ตกลงนายจะทำอะไรกันแน่?"

         

        “เธอยังจำได้มั้ยว่าเธอเคยถามว่าฝีมือด้านกังฟูของฉันเป็นอย่างไร?"

         

        ซูหรงหรงอ้าปากค้างจนน้ำลายไหล อยู่ๆ เธอก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา

         

        “จำได้"

         

        “ดีมาก แล้วตอนนั้นฉันตอบเธอว่ายังไง?"

         

        ริมฝีปากของจ้านอี้หยางกระตุกยิ้มขึ้น เขาเพียงแค่เห็นแววตาของซูหรงหรง รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งอันตรายขึ้นอันตรายขึ้น

         

        “เธอตอบฉันสิ..."

         

        ซูหรงหรงใกล้จะร้องไห้แหล่ไม่ร้องไห้แหล่

         

        “ทำให้คนคนนั้นหยุดหายใจได้"

         

        “อืม จำคำพูดนี้ไว้ให้ดี"

         

        รอยยิ้มของจ้านอี้หยางยิ่งดูลึกล้ำมากขึ้น เขาหยิบเนื้ออีกชิ้นวางไว้บนจานของซูหรงหรง บัดนี้ซูหรงหรงแน่ใจแล้วว่าจ้านอี้หยางจะต้องรู้เรื่องแล้วเป็นแน่ เขาถึงดูมั่นใจขนาดนั้น

         

        ซูหรงหรงน้ำตาไหลเป็นทาง พระแม่มารีได้โปรดช่วยลูกด้วย...

         

        พอถูกจ้านอี้หยางข่มขู่ เธอก็ไม่กล้าที่จะพูดความจริง เธอสัญญาว่าจะเก็บมันไว้ในใจ พอผ่านไปสักพักหนึ่งค่อยบอกความจริงกับเขา เธอจะบอกกับเขาว่าเธอใช้ช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่เรียนทำอาหาร จากนั้นก็ทำอาหารเป็น

         

        เมื่อทานข้าวเสร็จ ซูหรงหรงก็เก็บจาน เธอล้างทำความสะอาดจนเรียบร้อย ทว่าเธอกลับมองไม่เห็นจ้านอี้หยางในห้องครัวตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้ว

         

        พอมองภายในห้องรับแขกที่ว่างเปล่า เธอก็เข้าใจว่าเขาคงจะเข้านอนแล้ว

         

        ค่ำคืนนี้เธอกับจ้านอี้หยาง...

         

        อ๊าย จะต้องนอนห้องเดียวกับจริงๆ เหรอ?

         

        เมื่อพูดถึงตรงนี้ เธอกลับรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ ทำไมเธอถึงไม่คิดที่จะหนี?

         

        ซูหรงหรง นี่...นี่หรือว่าเธอจะเป็นไปตามคำที่จ้านอี้หยางพูดเสียแล้ว

         

        เธอกลายเป็นผู้หญิงซาดิสม์ไปแล้วเหรอ?

         

        ฮึ่ย ซูหรงหรง...ศักดิ์ศรีของเธออยู่ที่ไหนกัน ดึงสติกลับมาได้แล้ว

         

        ขายหน้าจริงๆ...

 

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
24 เมื่อ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563 13.37 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 24 พรุ่งนี้เธอตายแน่

 

        จ้านอี้หยางเดินออกมาจากห้องอ่านหนังสือ เขามองเห็นซูหรงหรงที่กำลังเอามือปิดใบหน้าตัวเองอยู่กลางห้องรับแขก เขาเดินไปหยุดที่ตรงหน้าเธอ เธอสังเกตได้ถึงการมีตัวตนของเขารีบเอามือออกจากใบหน้า ก่อนจะหัวเราะแห้งๆออกมา

         

        “นาย...นายทำไมยังไม่นอนล่ะ?"

         

        เขาดูเวลา...เพิ่งจะสองทุ่มกว่า ก่อนจะตอบ “อืม" กลับมาแล้วจ้องใบหน้าที่กำลังหัวเราะของซูหรงหรง

         

        “ความจริงก็ควรจะนอนได้แล้ว"

         

        “คิกๆ"

         

        ซูหรงหรงหัวเราะคิกคักเสียงดังกว่าเมื่อครู่ จ้านอี้หยางรู้สึกได้ว่าเธอกำลังใจเต้นจนคุมตัวเองไม่อยู่ เธอที่กลัวว่าเสียงหัวใจจะเต้นแรงเกินไปจนเขาได้ยินรีบเว้นระยะห่างระหว่างตัวเธอกับเขา

         

        จ้านอี้หยางสังเกตเห็นถึงเท้าที่เขยิบถอยหลังของเธอ อา...กระต่ายก็เป็นเสียแบบนี้ ยิ่งเห็นยิ่งอยากแกล้ง

         

        เมื่อเธอถอยหลังหนึ่งก้าว เขาก็ก้าวไปข้างหน้ายาวๆ ไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว บัดนี้รอยยิ้มบนหน้าของยัยกระต่ายน้อยเริ่มจางลงอย่างประหม่า

         

        “จ้านอี้หยาง คือว่าฉัน...ฉันอยาก..."

         

        ซูหรงหรงที่เห็นแววตาที่เป็นประกายของจ้านอี้หยางไม่กล้าที่จะเอ่ยสิ่งที่อยู่ในที่ว่า เธออยากขอย้ายไปนอนอีกห้องหนึ่ง

         

        ถ้าเธอบอกเขาตรงๆ จ้านอี้หยางจะคิดอย่างไรกัน?

         

        เธอเป็นพวกหัวสมัยโบราณที่คัดค้านการมีอะไรกันก่อนแต่งงานแบบนี้ ถึงแม้วันนี้พวกเขาจะจดทะเบียนสมรสกันวันนี้เป็นวันแรกก็ตาม เธอไม่แน่ใจว่าจ้านอี้หยางจะเข้าใจเธอผิดหรือไม่?

         

        อ๊าย นี่นับว่าเป็นคืนแรกก่อนแต่งงานได้หรือเปล่านะ

         

        จ้านอี้หยางรู้ดีว่าสิ่งที่เธอหมายถึงคืออะไร แต่เมื่อมองเธอที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาตรงนี้แล้ว คำพูดทั้งหมดก็ดูจะเลือนหายไป เขาขมวดคิ้วขึ้น

         

        “หากคุณผู้หญิงจ้านต้องการ ทำไมฉันจะให้ไม่ได้ล่ะ?"

         

        มือของเขาสอดเข้าไปภายในเส้นผมของเธอ แรงสัมผัสไม่ได้หนักหรือเบาจนเกินไป ทว่ามันกลับดูมีความหมายลึกซึ้ง

         

        ซูหรงหรงคิดว่าเธอกับจ้านอี้หยางเข้าใจเหมือนกันว่าเขายินยอมให้เธอไปนอนที่ห้องถัดไป เธอเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ

         

        “ได้จริงๆเหรอ?"

         

        “สามีสามารถทำตามข้อเรียกร้องของภรรยาข้อนี้ได้เสมอ"

         

        จ้านอี้หยางลูบผมดำขลับหนานุ่มของเธออย่างเบามือ เขาส่งสายตาอันอบอุ่นมาให้เธอ

         

        แม้ว่าทั้งสองกำลังพูดกันคนละเรื่องแต่ด้วยบทสนทนาที่ส่งมา คำพูดจึงต่อกันได้แบบนี้ไปโดยปริยาย

         

        ซูหรงหรงเอียงหัวอย่างสงสัย

         

        “เอ๋? มีภรรยาหลายคนร้องขอสิ่งนี้เยอะอย่างนั้นเหรอ? นายรู้ได้อย่างไรกัน?"

         

        จ้านอี้หยางทำเพียงกระตุกยิ้มที่ริมฝีปาก เขาไม่เอ่ยต่อ

         

        ยัยกระต่ายตัวนี้ช่างซื่อบื้อเสียจริง ท่าทางการเอียงคอถามเขาอย่างสงสัยนั้นช่างดูสวยงาม

         

        เขาอยากจะ...ให้เธอเข้ามาอยู่ในตัวของเขา แล้วเขาก็จะกลืนกินเธอให้หมด

         

        เขาควบคุมสติของตัวเองก่อนจะเอ่ย

         

        “ไปกันเถอะ"

         

        “อื้มๆ"

         

        ซูหรงหรงมอบสายตาขอบคุณไปให้จ้านอี้หยาง เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะเข้าอกเข้าใจเธอขนาดนี้ เขาตอบตกลงโดยที่เธอยังไม่ได้ออกปากพูดเองเลยด้วยซ้ำ

         

        นอกจากสายตาที่ส่งไปขอบคุณเขาแล้ว ซูหรงหรงเขย่งตัวขึ้นบรรจงหอมแก้มเขาไปฟอดหนึ่ง

         

        “ฉันไปจัดการเก็บของก่อนนะ"

         

        จ้านอี้หยางตะลึงงัน แต่เมื่อได้สติ ยัยกระต่ายน้อยของเขาก็เข้าห้องนอนไปเสียแล้ว

         

        ที่แท้สิ่งที่ยัยกระต่ายน้อยอ้ำๆอึ้งๆ ก็เพราะอยากจะไปนอนห้องข้างๆ อย่างนั้นเหรอ...

         

        เขาเอามือลูบแก้มตรงบริเวณที่เธอจูบเขาเบาๆ เขาเผยยิ้ม...ยัยนี่เรียนรู้ไวจริงๆ

         

        อยู่ๆ โทรศัพท์ของซูหรงหรงที่วางไว้บนโต๊ะชาก็ดังขึ้น

         

        จ้านอี้หยางเหลือบตามองก่อนจะเห็นหน้าจอเขียนว่า “คุณแม่" เขาใช้นิ้วเลื่อนปัดหน้าจอโทรศัพท์เพื่อรับสาย

         

        “ซูหรงหรง นี่ลูกกับอี้หยางเป็นอย่างไรบ้าง? ลูกยังไม่ได้ตบเขาใช่ไหม? แม่จะเตือนเธอเอาไว้ก่อนนะ ว่าอย่าทำอะไรให้ลูกเขยของแม่ไม่ชอบ"

         

        เหอฮุ้ยหลานพ่นคำพูดออกมาเป็นชุดโดยที่ปลายสายยังไม่ได้เอ่ย

         

        จ้านอี้หยางมองไปที่ประตูห้องถัดไป ก่อนที่ริมฝีปากจะเผยรอยยิ้มออกมา

         

        “คุณน้า นี่ผมเองครับ"

         

        “อ้อ อี้หยางเองเหรอ!"

         

        เหอฮุ้ยหลานอุทานด้วยความตกใจ เธอค่อยๆปรับอารมณ์ของตนเองลง

         

        “กินข้าวหรือยังจ๊ะ? อ๊ะ ใช่แล้ว เรื่องทำกับข้าวน่ะ ยกให้เป็นหน้าที่ของยัยเด็กไม่เอาไหนได้เลย ที่จริงแล้วยัยเด็กไม่เอาไหนซูหรงหรงยังพอมีฝีมือการทำกับข้าวอยู่บ้าง โดยเฉพาะมันฝรั่งผัดเนื้อเป็นเมนูที่ทำได้ดีที่สุดเลยล่ะ เรียกได้ว่าสูสีกับเชฟของโรงแรมได้เลย แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง ในเมื่อลูกสองคนแต่งงานกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ห้ามเรียกฉันว่าน้าอีก"

         

        “ครับ แม่"

         

        จ้านอี้หยางยิ้ม แม้น้ำเสียงจะฟังดูเป็นปกติ ทว่าสายตาราวเหยี่ยวของเขาตอนนี้จ้องไปที่ห้องนอนถัดไปอย่างอันตราย

         

        ยัยซูหรงหรง หลอกเขาว่าทำกับข้าวไม่เป็น ช่างเป็นยัยกระต่ายที่กล้าหาญชาญชัยยิ่งนัก

         

        “แม่ครับ ตอนนี้หรงหรงมีธุระนิดหน่อย เดี๋ยวพอเธอว่างแล้วผมให้เธอโทรกลับนะ"

         

        จ้านอี้หยางเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการพูดถนอมน้ำใจ ใครที่ได้ฟังเขาพูดมักจะมองไม่ออกว่าเขาคือผู้บัญชาการของกองทัพ แล้วยิ่งกว่าการคาดเดาตอนนี้คือ ความรู้สึกในตอนนี้อยากจะไปตีคนของเขาให้ตาย

         

        พอเหอฮุ้ยหลานได้ยินคำเรียกแทนชื่อของตนเมื่อครู่ก็หัวเราะชอบใจ นับวันยิ่งรู้สึกชอบลูกเขยคนนี้

         

        “ได้สิ ถ้าเขายุ่งอยู่ก็ไม่เป็นไรหรอก ค่อยให้เขาโทรหาแม่พรุ่งนี้ก็ได้ แม่สบายใจนะที่ยกลูกสาวให้เธอ"

         

        จ้านอี้หยางหัวเราะก่อนจะกดวางสายโทรศัพท์

         

        และแล้วความเย็นยะเยือกก็ถูกแผ่ออกมาเต็มทั่วทั้งห้อง

         

        จ้านอี้หยางวางโทรศัพท์ลง เขาเดินตรงไปห้องนอนของเธอด้วยความอาฆาตมาดร้าย

         

        สิ่งเล็กๆนี้ กล้าหลอกลวงเขาอย่างนั้นหรือ กล้าใช้ท่าทางไร้เดียงสานั้นหลอกเขา ในที่สุดเขาก็โดนเธอหลอกเข้าเต็มเปา

         

        ที่แท้ทำกับข้าวเป็น แต่กลับบอกเขาว่าทำไม่เป็น แล้วยังกล้ายืนถือวิธีการทำอาหารชี้นิ้วสั่งเขาให้ทำกับข้าว

         

        เรื่องนี้ช่างมันก่อน ที่สำคัญคือกล้าสั่งให้เขาทำมันฝรั่งผัดเนื้อซึ่งเป็นสิ่งที่เธอถนัดที่สุดเนี่ยนะ!

         

        เดี๋ยวนะ วิธีทำอาหารอย่างนั้นเหรอ?

         

        เมื่อครู่เธอยืนจ้องไอแพดแล้วหัวเราะ แน่ใจนะว่ากำลังอ่านวิธีทำอาหาร? มันฝรั่งผัดเนื้อเป็นสิ่งที่เธอถนัดที่สุด เธอยังจะต้องดูวิธีทำอย่างนั้นเหรอ?

         

        เดินไปได้ครึ่งทางจ้านอี้หยางก็หมุนตัวกลับไปที่ห้องครัวเพื่อเปิดไอแพดของเธอดู

         

        ประวัติการเข้าเยี่ยมชมอย่างนั้นเหรอ...มีแค่ประวัติการเข้าชมนิยาย เธอเปิดดูรายการอาหารตอนไหนกัน?

         

        ดี ดีมาก! ยัยกระต่ายน้อยอยากโดนถลกหนังนักใช่มั้ย

         

        จ้านอี้หยางวางไอแพดลง ริมฝีปากกระตุกยิ้มอย่างเลือดเย็น เขาเปิดประตูห้องของเธอ

         

        ซูหรงหรงกำลังนอนอยู่บนเตียงนอน พอเธอได้ยินเสียงเปิดประตู เธอก็หันไปดู แล้วพบว่าจ้านอี้หยางยืนอยู่ตรงนั้น

         

        “เอ๊ะ? มีอะไรอย่างนั้นเหรอ?"

         

        ยังจะกล้าถามเขาอีกเหรอ?

         

        ความรู้สึกอยากฆ่าคนเต็มหัวจ้านอี้หยางไปหมด ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

         

        “ไม่มีอะไร ฉันแค่เพิ่งนึกออกว่าถ้าฉันกลับกองทัพแล้ว เธอที่ทำกับข้าวไม่เป็นจะทำอย่างไร?"

         

        “นาย...นี่นายกำลังเป็นห่วงฉันอย่างนั้นเหรอ?"

         

        ซูหรงหรงชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพร้อมทั้งมองไปที่จ้านอี้หยาง ภายในใจของเธอเต็มไปด้วยความตื้นตัน

         

        เฮ้อ ไม่น่าโกหกเขาเลย สามีที่ดีขนาดนี้ ยังจะเป็นห่วงเป็นใยเธออีก

         

        ซูหรงหรงรู้สึกผิด...ไม่แน่โกหกเลยจริงๆ

         

        แต่เธอก็ไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะบอกความจริง คำพูดของจ้านอี้หยางประโยคนั้นยังคงอยู่ในหู เธอหายใจขัด...น่ากลัวจัง

         

        จ้านอี้หยางยิ้มเดินเข้าไปใกล้ซูหรงหรง เขามองกระต่ายน้อยที่เริ่มละอายแก่ใจ...ดีมาก

         

        เขาหยุดยืนตรงหน้าซูหรงหรง ใช้มือลูบผมของเธอไปมา การกระทำช่างดูอ่อนโยน

         

        “ใช่สิ พวกเราเพิ่งจะแต่งงานกันนะ ไม่ใช่ว่าพอฉันไม่อยู่บ้านเธอก็ทนหิว ฉันหาแม่บ้านให้เธอสักคนดีมั้ย?"

         

        ซูหรงหรงเบิกตากว้างอย่างทราบซึ้งใจ น้ำตาเธอแทบจะไหลออกมา

         

        “ไม่ต้องหรอก ไม่ต้อง งานของฉันก็ยุ่งมาก แต่ฉันจะพยายามเรียนทำอาหาร อื้ม นายกลับมาครั้งหน้า ฉันน่าจะทำกับข้าวอร่อยๆ ให้นายกินได้แล้ว"

         

        พูดจบยัยกระต่ายน้อยก็หัวเราะ เธอวางแผนล่วงหน้าไว้เรียบร้อยหมดแล้ว รวมถึงการที่จ้านอี้หยางกลับมาบ้านครั้งหน้าด้วย เธอจะทำกับข้าวหรูๆให้เขาทาน ทำให้เขาเซอร์ไพรส์ไปเลย

         

        นี่เป็นวิธีเดียวที่จะชดเชยความผิดให้จ้านอี้หยาง

         

        “ก็ถูก"

         

        จ้านอี้หยางมองกลับไปที่ไอแพดที่วางอยู่โต๊ะชา

         

        “...อีกอย่างเธอก็มีวิธีการทำอาหารแล้ว รายการอาหารอะไรก็มีหมดใช่มั้ย?"

         

        ซูหรงหรงสำนึกผิด ก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยเสียงเบา

         

        “อื้ม ใช่แล้ว..."

         

        การตอบกลับของเธอค่อนข้างทำให้เขาพอใจ เขายอมยกเลิกการคิดบัญชีแค้นตอนนี้ เขาใช้มือลูบหัวของเธอไปมา

         

        “กระเป๋าสัมภาระของเธออยู่ในห้องใหญ่ ทำไมไม่ไปเอามาล่ะ?"

         

        “โอ้ว ฉันจะไปเอามาเดี๋ยวนี้แหละ"

         

        ซูหรงหรงตอนแรกวางแผนว่ารอจ้านอี้หยางเผลอเธอค่อยเข้าไปเอาของ แต่เมื่อจ้านอี้หยางเสนอออกมาเอง เธอก็สามารถเข้าไปเอาของของเธอได้แล้ว

         

        แง่ว จ้านอี้หยางช่างเป็นคนที่มีน้ำใจจริงๆ หรือว่า...พรุ่งนี้จะทำกับข้าวให้เขากินดี?

         

        เมื่อมองแผ่นหลังของซูหรงหรงที่ดูเริงร่า จ้านอี้หยางหรี่สายตาลง เขาฝังลึกความคิดของตนเอง...พรุ่งนี้เธอตายแน่

         

        ซูหรงหรงลากกระเป๋าสัมภาระของตนออกจากห้องใหญ่ จ้านอี้หยางกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องงานของตนเองอยู่ในห้องหนังสือ เธอหยิบชุดนอนไปอาบน้ำ พอดูหนังเล่นอินเทอร์เน็ตได้สักพักก็ง่วงนอน เธอปิดคอมพิวเตอร์แล้วหลับไป

         

        แม้ว่าเธอจะยังไม่คุ้นเคยกับเตียงนอน แต่เธอก็สามารถหลับได้อย่างสบาย

         

        จ้านอี้หยางที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเข้าห้องมาก็เห็นว่าซูหรงหรงหลับไปแล้ว

         

        รูปร่างของเธอช่างเล็กมากจริงๆ เธอนอนขดตัวบนเตียงนอนราวกับก้อนอะไรเล็กๆ ผมยาวดำขลับบนศีรษะของเธอแลดูน่าดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษ

         

        แม้ความสวยของเธอจะไม่มากมายเสียจนล่มเมืองได้ แต่แววตาไร้เดียงสาของเธอนั้นช่างดึงดูดราวกับดวงตาของเด็กน้อย ดูสดใสสุกวาว ผิวของเธอขาวนวลเนียน ริมฝีปากสีเชอรี่ที่ดูเย้ายวนใจ ประจวบกับหน้ารูปไข่ที่สวยงามได้รูป ทุกๆส่วนของร่างกายเธอช่างดูละเอียดอ่อน

         

        แท้จริงแล้ว เธอยังคงเหมือนเด็กไม่ยอมโต แม้จะหลอกคนได้ แต่ก็หลอกได้ไม่นาน สุดท้ายก็ถูกคนอื่นจับได้อยู่ดี

         

        จ้านอี้หยางหัวเราะหึเบาๆ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปิดผ้าห่มแล้วล้มตัวลงนอนข้างๆเธอ

         

        ยัยกระต่ายน้อยบอกกับเขาว่าอยากนอนห้องรอง เขาสามารถยอมรับข้อเสนอนี้ของเธอได้

         

        แต่ว่า...เขาไม่ได้รับปากนี่ว่าจะให้เธอนอนห้องรองคนเดียว

         

        จ้านอี้หยางอยากจะเห็นหน้าเธอตอนตื่นนอนแล้วพบว่าเขานอนอยู่ข้างๆเธอเสียจริง

         

        ในขณะที่กำลังคิด ยัยกระต่ายน้อยก็หันตัวกลับมาอีกฝั่ง มือของเธอสัมผัสเข้ากับท่อนแขนของเขา ราวกับเธอกำลังกอดเขาอยู่ แก้มของเธอวางทับอยู่บนแขนอีกข้างของเขา ลมหายใจของเธอเข้าออกยาวๆ สม่ำเสมอ

         

        ราวกับยัยกระต่ายน้อยกำลังแกล้งเขาเล่น ตอนนี้เขารับรู้ได้ถึงสัมผัสจากการกอดของเธอ ในหัวของเขาตอนนี้สับสนไปหมด

         

        เขาเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง เขาจะทำใจไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร

         

        แต่พอมองท่าทีที่หลับสบายของยัยกระต่ายน้อยแล้ว ช่างเถอะ ครั้งนี้ยอมปล่อยเธอไปแล้วกัน

         

        ถ้าจะพูดให้ถูก เขาได้เตรียมของเซอร์ไพรส์เธอในวันพรุ่งนี้แล้ว

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
25 เมื่อ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563 13.31 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 25 หอบหายใจ

 

        เวลายามค่ำคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซูหรงหรงตื่นนอนด้วยความรู้สึกนอนเต็มอิ่ม

         

        เตียงนอนนี้ช่างนุ่มนิ่มดีจริงๆ ทั้งอ่อนนุ่มและอบอุ่น แล้วยังมีกลิ่นหอมจางๆ ส่งผ่านมาที่จมูกของเธอ รวมถึงหมอนข้างที่แสนสบาย...

         

        อื้ม การตื่นนอนตอนเช้าเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว

         

        ซูหรงหรงกอดกระชับ ‘หมอนข้าง’ ของเธอแน่นขึ้นไปอีก เธอถูตัวไปมากับหมอนข้างอันนั้น

         

        อา...สบายจังเลย

         

        ‘หมอนข้าง’ แท้จริงแล้วคือคุณหมอนข้างนั้นก็คือคุณทหารคนหนึ่ง

         

        หากเขาใช้เท้าถีบเธอเข้าทีหนึ่งเธอคงจะตื่น จ้านอี้หยางอยากเห็นปฏิกิริยาของยัยกระต่ายน้อยหลังจากลืมตาขึ้นมา

         

        ทว่าคุณหมอนข้างคงจะลืมไปหนึ่งเรื่องเสียแล้วกระมัง ยัยกระต่ายน้อยไม่เหมือนเขา และไม่ใช่พลทหารในการดูแลของเขาที่จะสามารถตื่นตรงตามเวลา

         

        ตรงกันข้าม ยัยกระต่ายน้อยคนนี้รักการนอนอย่างเกียจคร้านบนเตียงเป็นที่สุด โดยเฉพาะการได้นอนในโพรงกระต่ายแสนสบายยิ่งทำให้เธอสบายเสียจนไม่อยากตื่น

         

        จ้านอี้หยางมองเข็มนาฬิกาที่เดินทางมาถึงเลขเจ็ดบนข้อมือของตนเอง ทว่ายัยกระต่ายน้อยยังคงนอนหลับอุตุอยู่เหมือนเดิม โดยไม่มีทีท่าว่าเธอจะตื่นขึ้นมาเลยสักนิด

         

        หลายปีมาแล้วที่เขาเคยชินกับการตื่นนอนตอนเช้า สำหรับเขาแม้แต่นาทีเดียวก็สายไม่ได้ ดังนั้นในเมื่อยัยกระต่ายน้อยไม่ยอมตื่น ก็คงมีแค่วิธีปลุกให้ตื่นเท่านั้น

         

        เขาม้วนปอยผมของซูหรงหรงด้วยปลายนิ้วก่อนจะนำปอยผมนั้นไปเขี่ยที่ใบหน้าของเธอ เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าจนถึงขนาดนี้ยัยกระต่ายน้อยยังคงหลับได้ไม่ไหวติง

         

        เธอทำเพียงแค่ขยับตัวนิดหน่อยเท่านั้น

         

        การโดนอะไรปัดไปมาบนใบหน้านั้นมันค่อนข้างจักจี้มาก แต่วิธีนี้กลับใช้ไม่ได้กับซูหรงหรง เพราะเธอไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ

         

        คิ้วของจ้านอี้หยางขมวดเข้าหากัน เขายังคงปัดผมลงบนใบหน้าเธอต่อ

         

        ครั้งนี้เค้ายิ่งเพิ่มความจักจี้ขึ้นไปอีก ในที่สุดซูหรงหรงก็ทนไม่ไหว เธอใช้มือตบเข้าที่ใบหน้าตนเอง เธอถูริมฝีปากไปมาก่อนจะลืมตาขึ้น

         

        แสงยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งห้องของเธอ เธอลูบคลำใบหน้าแต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ เธอคิดที่จะกอดหมอนข้างแล้วหลับตานอนต่อ

         

        แต่ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือหัวของเธอ

         

        “อรุณสวัสดิ์"

         

        เธอเหลือบมองไปที่หน้าต่างห้องนอนที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าอ่อนๆ สาดส่องเข้ามา

         

        อืม ยังเช้าอยู่เลย ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในยามเช้ามีไว้สำหรับ...การนอนนี่นา

         

        ยัยกระต่ายน้อยทิ้งตัวลงบนหมอนข้างของเธอโดยตั้งใจจะหลับต่อ

         

        จ้านอี้หยางเองก็ดูไม่รีบร้อน เขารอคอยที่จะได้เห็นปฏิกิริยาตอบกลับของซูหรงหรงว่าจะมีขึ้นเมื่อใด

         

        ซูหรงหรงหลับต่อไปได้สักพักก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เธอก็ยังคงนอนอย่างขี้เกียจบนที่นอน และไร้ปฏิกิริยาตอบกลับใดๆจากเธอ

         

        เมื่อนอนได้ครู่หนึ่งเธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เมื่อสักครู่มีคนพูดกับเธอว่า อรุณสวัสดิ์ ใช่หรือไม่

         

        อืม อีกอย่างเธอก็ค่อนข้างคุ้นเคยกับเสียงนั้น เสียงนั้นช่างคล้ายกับเสียงของจ้านอี้หยาง

         

        ห้ะ ทำไมอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของจ้านอี้หยาง หรือเมื่อวานจะฟังเสียงของเขามากเกินไป?

         

        ช่างเถอะ นอนต่อดีกว่า

         

        ซูหรงหรงทั้งกอดทั้งถีบหมอนข้างตนเอง 2 ครั้ง เธอยังคงรู้สึกสบาย ริมฝีปากเผยรอยยิ้มขึ้นมา

         

        ทันทีทันใดเธอก็มีปฏิกิริยาตอบกลับ...หมอนข้าง? หมอนข้างที่ไหนกัน? เมื่อคืนตอนที่นอนก็ไม่เห็นจะมีหมอนข้างนี่นา!

         

        เธอลืมตาขึ้น...หมอนข้างที่เธอว่าตอนนี้ใส่ชุดคลุมอาบน้ำสีขาว เมื่อมองด้านบน หมอนข้างใบยาวนี้คือจ้านอี้หยาง!

         

        ภาพตรงหน้าของเธอคือใบหน้าอันหล่อเหลาและร่างกายที่ถูกสวมด้วยชุดคลุมอาบน้ำสีขาวของจ้านอี้หยาง ชุดที่เขาสวมใส่ทำให้เขาดูสบายมากกว่าปกติ ยิ่งพิจารณาเขาตอนนี้ ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความหล่อของเขา

         

        ทว่า...ซูหรงหรงกลับร้องไห้ออกมา จ้านอี้หยางมานอนอยู่บนเตียงของเธอได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่าเขานอนอยู่ที่ห้องนอนใหญ่เหรอ?

         

        ใครก็ได้มาบอกเธอทีว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าเธอประสาทหลอน?

         

        ซูหรงหรงรู้สึกราวกับโดนใบหน้าของจ้านอี้หยางสะกดเอาไว้ แม้แต่มือที่โอบกอดเขาตอนนี้ก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม

         

        เมื่อจ้านอี้หยางเห็นปฏิกิริยาของซูหรงหรงที่แสดงออกมาแล้ว เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก

         

        “ตื่นแล้วเหรอ?"

         

        เมื่อได้ฟังเธอก็มีปฏิกิริยาตอบกลับทันที

         

        “โอ๊ะ"

         

        เธอส่งเสียงออกมาก่อนจะขยับตัวถอยหลัง ในตอนนี้เธอมีแต่ความรู้สึกฟุ้งซ่าน

         

        “นาย...นายมาอยู่ที่ห้องนอนของฉันได้ยังไง? ไม่ใช่ว่านายต้องไปนอนห้องใหญ่เหรอ?"

         

        “หืม?"

         

        จ้านอี้หยางขมวดคิ้ว

         

        “ฉันบอกเธอตั้งแต่เมื่อไรกันว่าฉันจะนอนที่ห้องใหญ่?"

         

        ซูหรงหรงเบะปาก

         

        “นายสัญญากับฉันแล้วว่าจะให้ฉันนอนที่ห้องรอง"

         

        “แล้วตอนนี้เธอไม่ได้นอนในห้องรองหรือยังไง?"

         

        “…”

         

        เอ่อ ถ้าจะพูดแบบนั้นมันก็ใช่

         

        อ๊าย ไม่ถูกสิ ...ตอนนี้จ้านอี้หยางก็อยู่ในห้องรองเหมือนกันนี่

         

        ซูหรงหรงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงแล้วมองไปที่เขา สักครู่หนึ่งเธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอรีบเปิดผ้าห่มดูชุดที่เธอสวมใส่ เมื่อเห็นว่ายังเป็นชุดเดิมเธอก็หายใจสะดวกขึ้น

         

        จ้านอี้หยางกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขารู้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าโดนยัยกระต่ายน้อยแกล้ง

         

        “จ้านอี้หยาง!"

         

        ยัยกระต่ายน้อยตะโกนเสียงดัง

         

        “นายทำแบบนี้ได้ยังไง?"

         

        “ฉันทำแบบไหน?"

         

        จ้านอี้หยางทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

         

        “ในเมื่อคุณหญิงจ้านไม่อยากนอนห้องใหญ่ ฉันก็เลยพาตัวเองมานอนห้องรองกับเธอ ฉันทำผิดอะไร?"

         

        ซูหรงหรงหาทางตอบกลับคำพูดของจ้านอี้หยางไม่ได้ เธอเม้มปากแน่น แล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจเสียเท่าไร

         

        “แบบนี้ถือว่าไม่ผิด...แต่ว่า...."

         

        แต่ว่าฉันไม่ได้ต้องการให้นายมานอนเป็นเพื่อนฉันนี่!

         

        “ซูหรงหรง เธอกำลังกลัวอะไรกันแน่?"

         

        จ้านอี้หยางรู้แต่ก็ยังถาม เขาหรี่ตาเล็กลง

         

        บัดนี้แก้มบนใบหน้าของยัยกระต่ายน้อยกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ

         

        “ไม่...ฉันไม่ได้กลัวอะไร?"

         

        “เอ้อ?"

         

        เมื่อได้ยินดังนั้น จ้านอี้หยางก็หมุนตัวกลับ ซูหรงหรงยังไม่ทันระวัง เธอถอนหายใจออกมา ดวงตาเบิกตาโพลงก่อนจะขยับถอยหลัง เธอจ้องเขาแน่นิ่ง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดผวา

         

        จ้านอี้หยางเผยยิ้มที่มุมปาก แล้วลูบผมของเธอ

         

        “ตื่นนอนได้แล้ว"

         

        เมื่อพูดจบ เขาก็ลุกขึ้นจากเตียง แต่ว่ายัยกระต่ายน้อยยังคงนอนอยู่บนเตียงแล้วมองดูเขา

         

        “ยังเช้าอยู่เลย"

         

        อีกอย่างทำไมจะต้องมาปลุกเธอให้ลุกจากที่นอนด้วย เธอครุ่นคิดภายในใจของตนเอง

         

        จ้านอี้หยางเดินมาถึงตัวของซูหรงหรง เขาชี้ไปที่เตียง

         

        “ให้ฉันนอนด้วยหรือเธอจะตื่นนอน เลือกเอา?"

         

        แน่นอนว่าซูหรงหรงไม่คิดที่จะนอนร่วมหมอนกับจ้านอี้หยางอีกครั้งหนึ่ง เธอไม่รอช้าที่จะเปิดผ้าห่มแล้วรีบลุกขึ้นตื่นนอน เธอได้ยินจ้านอี้หยางบอกให้เธอไปเปลี่ยนเป็นชุดกีฬา เธอไม่ได้คิดอะไรมาก ทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย เธอเปลี่ยนชุดตัวเองเป็นชุดกีฬาสีส้มอ่อน

         

        เมื่อเสร็จแล้ว จ้านอี้หยางเองก็เดินออกมาจากห้องนอนหลัก เขาเองก็สวมชุดกีฬาเช่นกัน

         

        “เอ๊ะ พวกเราจะไปไหนกันเหรอ?"

         

        ซูหรงหรงเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ

         

        “จ๊อกกิ้งตอนเช้า"

         

        “…”

         

        ในขณะที่กำลังตะลึงงัน เธอก็ถูกจ้านอี้หยางลากออกไปนอกห้องแล้ว

         

        จ๊อกกิ้งอะไรกัน เรื่องพวกนี้ช่างเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากสไตล์การใช้ชีวิตของเธอโดยสิ้นเชิง

         

        เธอเคยตื่นมาออกกำลังกายตอนเช้าล่าสุดก็ตอนที่เรียนมัธยม ตอนนั้นเธอต้องเตรียมความพร้อมร่างกายเพื่อไปตรวจร่างกาย

         

        นี่มันก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว

         

        โอ้ว ตอนนี้สนิมมันเกาะร่างกายของเธอไปหมด

         

        “จ้านอี้หยาง..."

         

        ยัยกระต่ายน้อยกระตุกมือของนายหมาป่า เธอทำหน้าตาน่าสงสารใส่เขา

         

        “...ฉันไปซื้ออาหารเช้าให้นายกินดีมั้ย?"

         

        “ไม่ดี วิ่งเสร็จแล้วเราค่อยไปกิน"

         

        น้ำตาของเธอแทบจะไหลออกมา เธอจ้องเขาน้ำตาคลอก่อนจะเอ่ยราวกับขอร้อง

         

        “คุณสามี นายไปวิ่งคนเดียวได้มั้ย?"

         

        เสียงอ่อนหวานที่เปล่งว่า ’สามี’ สะเทือนไปถึงใจของจ้านอี้หยาง เขาชะงักงันไปชั่วครู่ สายตาจับจ้องกลับไปที่ซูหรงหรง เหมือนคำพูดของเธอจะเป็นเพราะสถานการณ์พาไปเท่านั้น ตัวเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกมา

         

        “ไม่ได้"

         

        จ้านอี้หยางปฏิเสธอีกครั้ง

         

        “เธอร้องขอมานอนห้องรอง ฉันก็ตามใจเธอ ในตอนนี้ฉันอยากออกไปวิ่ง เธอเองก็ควรตามใจฉันบ้างไม่ใช่หรือไง? ระยะทางที่พวกเราจะไปวิ่งไม่ไกลหรอก แค่ 2,000 เมตรเอง"

         

        “...."

         

        ซูหรงหรงได้ยินก็แทบจะอ้วกออกมาเป็นเลือด ถ้า2,000 เมตรไม่ไกล แล้วระยะทางเท่าไรถึงจะเรียกว่าไกลกัน

         

        โอ๊ย ไม่เอานะ

         

        การที่จ้านอี้หยางลากซูหรงหรงออกมาวิ่งตอนเช้านี้เหมือนเขาจะพกภาระมาด้วยเสียมากกว่า เพราะในขณะที่เธอวิ่ง เขาเองก็ต้องคอยดูแลเธอ เพราะฉะนั้นก้าวที่เขาวิ่งจึงช้ากว่าปกติมาก

         

        ซูหรงหรงวิ่งทั้งน้ำตา เธอวิ่งช้าๆ ข้างเขา ทว่าเธอวิ่งได้เพียง 200-300 เมตรก็ไม่ไหวแล้ว เธอหอบหายใจแฮ่กๆ ก่อนจะคว้าเข้าที่มือของเขา

         

        “พวกเรา...หยุดสักแป๊ป...ดีมั้ย?"

         

        “ไม่ได้"

         

        จ้านอี้หยางยังคงหายใจปกติเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

         

        “ถ้าเธอหยุดตอนนี้ เธอก็จะไปต่อไม่ไหว"

         

        “แต่ว่า..."

         

        ซูหรงหรงหอบหายใจ

         

        “...แต่ว่า...ฉันวิ่งไม่ไหวแล้ว"

         

        “เธอต้องสู้ต่อไป ฉันเองก็ยังไม่หยุดเลย เธอเองก็ต้องห้ามหยุดเหมือนกัน"

         

        จ้านอี้หยางยังคงไม่ยินยอม

         

        “..."

         

        วู้ว นี่มันเห็นแก่ตัวชะมัด

         

        ซูหรงหรงร้องไห้น้ำตาเปรอะเต็มหน้า ตอนนี้เธอหาข้อเสียของการเป็นภรรยาทหารออกแล้วหนึ่งจุด

         

        ถึงอย่างไรเสียเธอก็แต่งงานกับเขามาแล้ว แต่ทำไมจ้านอี้หยางที่วิ่งมาตั้งนานถึงดูไม่เป็นอะไรเลยล่ะ? ราวกับว่าเขากำลังเดินอย่างสบายๆ บนพื้นดินอย่างไรอย่างนั้น

         

        อ๊าย ทหารนี่แข็งแรงแบบนี้ทุกคนเลยมั้ยนะ?

         

        แต่จะว่าไปแล้ว พอได้เห็นจ้านอี้หยางในมุมนี้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาหล่อมากขึ้น

         

        แสงแดดที่กระทบลงบนใบหน้าอันคมเข้มของเขายิ่งทำให้จ้านอี้หยางดูหล่อยิ่งขึ้นไปอีก

         

        โอ้ย หวังว่าเธอจะสามารถวิ่งกับพี่ชายสุดหล่อคนนี้ไปได้จนจบ

         

        แต่ในความเป็นจริง เธอวิ่งได้เพียงแค่หนึ่งพันเมตรก็หมดแรง

         

        ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้ออกกำลังกายมาหลายปี โดยเฉพาะผู้หญิงแบบซูหรงหรงแล้ว การวิ่งได้ถึง 1,000 เมตรนับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่สุด

         

        “จ้าน...จ้านอี้หยาง ฉัน...ไม่ไหวแล้ว"

         

        ซูหรงหรงทิ้งตัวเองลงบนม้านั่งข้างแม่น้ำ เธอหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ท่าทางของเธอตอนนี้เหมือนกระต่ายที่ใกล้จะหมดลมหายใจอยู่รอมร่อ

         

        จ้านอี้หยางหยุดวิ่ง เขาเข้าไปดึงตัวยัยกระต่ายน้อยให้ลุกขึ้น เมื่อได้เห็นสภาพที่มีเพียงลมหายใจแต่ไร้กำลังของเธอตอนนี้แล้ว เขากระตุกยิ้มขึ้นที่ริมฝีปาก

         

        “นี่ไงล่ะที่ฉันบอกว่ากายหอบหายใจ"

         

        “หา?...อ่อ"

         

        ซูหรงหรงหายใจถี่ๆ เธอหมดแรงที่จะตอบเขากลับ

         

        “ยังเหลืออีก 1,000 เมตร"

         

        จ้านอี้หยางบอกกับเธอ

         

        ซูหรงหรงรีบหลับตาปี๋

         

        “ฉันตายแล้ว...นายอย่ามาสนใจฉันเลย นายไปวิ่งคนเดียวเถอะ"

         

        จ้านอี้หยางไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาทำเพียงมองซูหรงหรง

         

        ครู่เดียว ซูหรงหรงก็ลืมตาขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้ม

         

        “นายวิ่งช้าหน่อย ฉันเดินตามหลังนายโอเคมั้ย? นี่ก็ถือเป็นการที่ภรรยาทำตามคำร้องขอของสามีเหมือนกันนะ"

         

        เมื่อเขาเห็นว่ายัยกระต่ายน้อยคงจะไม่ไหวจริงๆ จ้านอี้หยางจึงยอมปล่อยเธอไป

         

        “เอาเถอะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกเราไปซื้ออาหารเช้ากินกัน"

         

        ซูหรงหรงน้ำตาเกือบจะทะลักไหลออกมา เธอรู้สึกขอบคุณจ้านอี้หยางมาก แต่ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกแน่นที่หน้าอก

         

        “จ้านอี้หยาง ฉันอยากอ้วก"

         

        เมื่อได้ฟังดังนั้น จ้านอี้หยางขมวดคิ้วแล้ววิเคราะห์ เขาไม่คิดว่าร่างกายของซูหรงหรงจะอ่อนแอขนาดนี้

         

        “ซูหรงหรง ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป แม้ฉันจะไม่อยู่บ้าน แต่เธอจะต้องตื่นมาวิ่ง 2,000 เมตรทุกเช้า"

         

        จ้านอี้หยางหรี่ตามองคนสุขภาพไม่ดีตรงหน้า

         

        “หา?..."

         

        ซูหรงหรงเบิกตาโพลง ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

         

        คราวนี้ได้ตายของจริงแน่นอน

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
26 เมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563 13.53 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 26 นายหึงอย่างนั้นเหรอ

 

        ซูหรงหรงนอนลงบนม้านั่งตัวยาวไม่กระดุกกระดิกเหมือนกับคนตาย

         

        จ้านอี้หยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ใช้มือกุมขมับก่อนจะเอ่ย

         

        “ซูหรงหรง ลุกขึ้น"

         

        “ไม่เอา!"

         

        ซูหรงหรงเอ่ยเหมือนคนเอาแต่ใจที่กำลังถูกบีบบังคับ

         

        “ยกเว้นว่านายจะถอนคำพูดเมื่อกี้คืนกลับไป"

         

        จะต้องตื่นเช้ามาวิ่ง 2,000 เมตรถึงวัน หูย เหนื่อยตายเลย เธอไม่ได้อยากเป็นนักกีฬาวิ่งทีมชาติเสียเมื่อไร

         

        “เมื่อกี้เธอบอกว่าจะไปซื้ออาหารเช้าไม่ใช่หรือไง?"

         

        “ฉันไม่มีแรงแล้ว พอได้คิดถึงอนาคตที่จะต้องใช้แรงทุกวันขนาดนั้น ฉันยิ่งรู้สึกไม่มีแรง"

         

        ซูหรงหรงหันศีรษะมองหน้าจ้านอี้หยางก่อนจะถามอย่างน่าสงสาร

         

        “นายอยากเห็นฉันเหนื่อยจนหมดแรงทุกวันเหรอ?"

         

        จ้านอี้หยางเอ่ยอย่างไม่รู้ไม่เห็น

         

        “พรุ่งนี้ฉันก็ไม่อยู่บ้านแล้ว ฉันไม่เห็นเธอหรอกนะ"

         

        เมื่อได้ยินดังนั้น ซูหรงหรงอมยิ้ม การหายใจเริ่มกลับมาคล่องตัวขึ้น แต่ยังไม่พูดอะไรออกมา

         

        เกินไปจริงๆ พอไม่อยู่บ้านก็ไม่มองเธอแล้ว ไม่สนใจเลยเหรอว่าเธอจะใช้ชีวิตอย่างไร? แต่งงานแค่วันที่สองก็พูดอย่างนี้เสียแล้ว แล้วหลังจากนี้ต่อไปล่ะ?

         

        จ้านอี้หยางไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรไม่ถูกต้อง เขาเรียกเธอหลายรอบแล้วแต่เธอก็ยังคงนิ่ง

         

        ไม่ว่าครั้งไหนก็มีแต่คนทำตามความต้องการของเขา

         

        จ้านอี้หยางเริ่มมีอารมณ์คุกรุ่น ก่อนจะกระแทกเสียงดังๆ

         

        “ซูหรงหรง!"

         

        ซูหรงหรงที่มีแต่คนนิยมชมชอบไม่เคยรู้สึกอายเท่านี้มาก่อน ปกติแล้วแม่ของเธอก็มีบ้างที่ดุด่าแต่มันก็แฝงไปด้วยความเป็นห่วงและสงสาร แต่จ้านอี้หยางที่เพิ่งแต่งงานมาได้เพียงสองวัน เขาด่าเธอจริงๆ!

         

        “จ้านอี้หยาง!"

         

        เธอหมุนตัวกลับ ก่อนจะทุบแล้วข่วนลงบนตัวของจ้านอี้หยาง

         

        “นายทำเกินไปแล้ว"

         

        เมื่อระบายอารมณ์เสร็จเธอรีบวิ่งหนีเพราะเธอกลัวว่าจ้านอี้หยางจะคว้าตัวเธอ

         

        จ้านอี้หยางนิ่งงันไปหนึ่งวินาที เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ซูหรงหรงออกวิ่งไปไกลแล้ว เขาก้มลงมองเสื้อของตัวเองที่ถูกซูหรงหรงข่วน ก่อนจะยิ้ม เขาไม่วิ่งตามไปจับเธอ แต่กลับหมุนตัวเดินไปอีกทางเพื่อหาอาหารเช้ากิน

         

        อันที่จริงซูหรงหรงเองก็วิ่งได้ไม่ไกลมากนัก

         

        เธอวิ่งได้ไม่ไกลจริงๆ เธอลองมาทบทวนดูแล้วว่าเธอไม่ควรจะมีเรื่องกับจ้านอี้หยางด้วยเรื่องเล็กๆ เท่านี้ มันเป็นปัญหาเล็กน้อยมากจริงๆ เธอหันหลับไปมอง เมื่อแน่ใจแล้วว่าจ้านอี้หยางจะไม่เห็นตัวของเธอ เธอก็หลบเข้าที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เธอพักสักครู่ก่อนจะเดินกลับบ้าน

         

        พื้นที่สีเขียวปกคลุมอยู่ทั่วทั้งชุมชนนี้ประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ทั่วทั้งบริเวณมีสีเขียวสดใส ทางที่เดินนั้นไม่ราบเรียบ ขรุขระตลอดทางเพราะก้อนกรวดที่วางเรียงรายอยู่บนพื้น ซูหรงหรงเดินบนทางเดินนั้นไปได้สักพักก่อนจะนึกออกเรื่องหนึ่งที่จะนับว่าเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้

         

        บ้านเธอต้องกลับทางไหน?

         

        ครั้งนี้น้ำตาเธอทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตกจริงๆ เธอกำลังหลงทาง

         

        เธอมองไปรอบๆ สวนสาธารณะแห่งนี้ ตึกสูงใหญ่ดูคล้ายคลึงกันไปหมด เงยหน้ามองขึ้นไปเธอก็เห็นเป็นตึกระฟ้าเทียมเมฆ แล้วตกลงบ้านเธอ...อยู่ที่ไหน?

         

        “คุณน้าคะ รอบกวนสอบถามหน่อยได้มั้ยคะว่า ตึก..."

         

        มันเป็นเรื่องยากสำหรับเธอมากจริงๆ ที่จะอธิบาย แต่พอได้พูดออกไปแล้วก็พบว่าเธอได้เจอกับปัญหาใหม่ นั่นก็คือเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธออยู่ตึกไหน เธอทำเพียงยิ้มแห้งๆ ส่งไปที่ฝ่ายตรงข้ามก่อนจะถามอย่างมีความหวัง

         

        “คุณน้าทราบมั้ยคะว่าบ้านของจ้านอี้หยางอยู่ที่ตึกไหน?"

         

        ชุมชนขนาดใหญ่ขนาดนี้ แต่มาถามว่าคนคนนี้อยู่ที่ไหน คุณน้าคนนั้นมองเธอราวกับเธอเป็นคนสติไม่ดีก่อนจะส่ายหน้า

         

        “ไม่รู้"

         

        “อ่า...ขอบคุณค่ะ"

         

        ซูหรงหรงมองไปรอบๆ ก่อนจะเกาหัว เธอยังคิดวิธีที่สองไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

         

        เธอก้มหน้าคิดสักครู่ ก่อนจะนั่งลงบนหญ้าที่อยู่ข้างๆ

         

        ในเมื่อหาทางกลับไม่เจอ...ถ้าอย่างนั้น....ก็รอที่นี่แหละ

         

        ในฤดูใบไม้ผลินี้ อากาศยามเช้าก็ยังคงมีความเย็นอยู่ แสงแดดที่ทอมาเริ่มให้ความรู้สึกอบอุ่นแก่ร่างกาย

         

        สบายจังเลย

         

        จ้านอี้หยางเดินมาจนถึงร้านขายอาหารเช้าหน้าประตูชุมชนก่อนจะซื้ออาหารเช้าสำหรับสองคน เขาคิดว่าซูหรงหรงจะมารอเขาที่หน้าประตูบ้านเสียอีก แต่กลับ...ไม่มีคน

        


        เขาเปิดประตูห้องด้วยความสงสัยก่อนจะนำอาหารเช้าไปวางไว้บนโต๊ะอาหาร สิ่งแรกที่ทำคือโทรไปหาซูหรงหรง แต่ว่าโทรศัพท์ของเธอวางไว้บนโต๊ะชาในห้องรับแขก

         

        ไม่ใช่ว่ายัยกระต่ายน้อยโกรธเธอจนกลับบ้านไปแล้วใช่ไหม? นอกจากที่นี่แล้วเธอยังจะสามารถไปที่ไหนได้อีก หรือว่า...

        


        เมื่อคิดถึงไอคิวสมองของซูหรงหรงแล้ว เขาขมวดคิ้วก่อนจะหยิบกุญแจแล้วลงไปจากตึก

         

        ชุมชนนี้จ้านอี้หยางเองก็ยังไม่ค่อยคุ้นเคยนัก แต่เขาเองก็เคยเดินทางผ่านป่าที่ดูแล้วเหมือนกันไปหมดเหมือนที่นี่ เขาดูภาพชุมชนบนแผนที่ เมื่อลองวิเคราะห์ทางที่ซูหรงหรงวิ่งหนีไปแล้ว เขาก็จำกัดบริเวณในการหา หากซูหรงหรงไม่วิ่งหนีไปทั่ว การจะหาเธอให้เจอก็ไม่ใช่เรื่องยาก

         

        ทว่า เขาหาแล้วทั้งสองที่ แต่ก็หาไม่พบ

         

        จ้านอี้หยางยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก

         

        หากสถานที่สุดท้ายนี้ยังหาไม่พบ เขาจะเรียกคนเข้ามาช่วยเหลือ

         

        เขาวิ่งผ่านสวนดอกไม้เข้ามาค่อนข้างไกล จ้านอี้หยางก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่ง เสียงสดใส แววตาที่สุกสกาว เมื่อเดินไปใกล้ๆ ก็พบว่าเธอกำลังเล่นกับเด็กผู้หญิงอายุราว 4-5 ขวบอยู่

         

        แดดยามเช้ากระทบใบหน้าเล็กและใหญ่ของทั้งคู่ เสียงหัวเราะของซูหรงหรงช่างจะเหมือนกับเด็กห้าขวบตรงหน้า

         

        จ้านอี้หยางถอนหายใจอย่างโล่งใจ ทว่าเขาเรียกชื่อยัยกระต่ายน้อยเสียงดังด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจเท่าไรนัก

         

        “ซูหรงหรง!"

         

        ซูหรงหรงที่กำลังเล่นกับเด็กน้อยหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียก เธอหันไปตามเสียงแล้วพบว่าจ้านอี้หยางยืนหน้าอมทุกข์อยู่ตรงนั้น เธอยิ้มต่อไม่ออก

         

        ตายแน่ๆ เธอต้องตายแน่ๆ จ้านอี้หยางตอนนี้ดูเหมือน...โกรธมากแล้วสิ

         

        ทว่า การที่เธอหลงทางมันไม่ใช่ความผิดของเธอเสียหน่อย ใครบอกให้เขาออกกฎให้วิ่งวันละ 2,000 เมตรล่ะ

         

        คุณแม่วัยรุ่นคนที่พาเด็กน้อยคนนั้นมาเห็นท่าทีไม่ดี เธอรีบบอกให้เด็กน้อยบอกลาซูหรงหรง ก่อนเธอจะอุ้มเด็กน้อยออกไป

         

        ในใจกลางสวนสาธารณะนี้จึงมีแค่เธอกับเขา

         

        “มานี่!"

         

        จ้านอี้หยางออกคำสั่งกับเธอ

         

        มือทั้งสองข้างของซูหรงหรงใส่เข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก้มหน้า ก่อนจะเดินไปหาจ้านอี้หยาง

         

        “ทำไมเธอไม่กลับบ้าน?"

         

        จ้านอี้หยางจงใจถามเธอ

         

        เขาหาเธอเจอแล้ว ไม่อย่างนั้นเธอคงหาทางกลับบ้านไม่เจอ ซูหรงหรงใช้มือถูจมูกไปมา เท้าเองก็ลากไปมาอยู่ที่พื้น

         

        “ฉัน...ฉันหลงทาง"

         

        “อื้ม?" จ้านอี้หยางตอบรับ “แล้วยังไงต่อ?"

         

        “แล้วก็..."

         

        ซูหรงหรงเงยหน้าขึ้นมองเข้า เธอส่งยิ้มให้เขา ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนหวาน

         

        “...ฉันก็เลยมารอนายที่นี่ยังไงล่ะ"

         

        “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฉันหาเธอเจอแล้ว ทำไมยังไม่กลับกับฉัน?"

         

        แม้ว่าจ้านอี้หยางจะดุเธอขนาดไหน แต่เธอกลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด

         

        เธอเผยรอยยิ้มโง่ๆ บนใบหน้า ก่อนจะกระโดดไปคว้ามือของเขาไว้

         

        “ฉันรู้อยู่แล้วว่านายจะต้องหาฉันเจอ"

         

        ที่จริงแล้วเธอเชื่อว่าจ้านอี้หยางมีคุณสมบัติเหล่านี้

         

        จ้านอี้หยางปรับสีหน้าให้อ่อนลง ใบหน้าของซูหรงหรงตอนนี้มีแต่รอยยิ้มที่ดูใสสะอาด ดวงตาของเธอมีความเชื่อโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ หากเธอพูดคำไหนออกมา ก็แสดงว่าเธอเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

         

        พวกเขารู้จักกันยังไม่ถึงหนึ่งวันเต็มเลยด้วยซ้ำ ทำไมเธอถึงปักใจเชื่อเต็มร้อยเสียขนาดนั้นกัน?

         

        แต่ไม่ว่าเหตุผลเพราะอะไร ตอนนี้ใจของจ้านอี้หยางก็มีความสุขอย่างที่สุด

         

        “ยัยโง่"

         

        จ้านอี้หยางด่าเธอครั้งหนึ่งก่อนจะพาเธอกลับ

         

        ตลอดทางที่เดินของซูหรงหรง

         

        “เพราะเรื่องนี้นายก็ว่าฉันโง่แล้ว เรื่องที่นายให้ฉันวิ่งทุกวันตอนเช้า 2,000 เมตรนั่นไม่ยิ่งโง่กว่าเหรอ ล้มเลิกความคิดให้ฉันไปวิ่งได้แล้ว โอเคมั้ย?"

         

        “ค่อยว่ากัน ตอนนี้กลับบ้านก่อน แล้วก็จำทางกลับด้วย"

         

        ซูหรงหรงหยักหน้า

         

        “อื้ม"

         

        เธอจะต้องจำทางให้ได้ เพราะถ้าเขาทิ้งเธอไปอีกครั้ง แล้วเธอก็หลงทางอีกคงไม่มีใครมาช่วยเหลือเธอแล้ว คงจะกลับบ้านไม่ได้ของจริง

         

        “ฉันเชื่อฟังคำพูดนายขนาดนี้ นายเองก็ฟังฉันบ้างสิ ฉันไม่อยากวิ่งวันละ 2,000 เมตรจริงๆ นะ..."

         

        จ้านอี้หยางสบตาเธออีกครั้ง

         

        “เธอทำไมถึงวิ่งไปรอบๆนั้นได้ล่ะ?"

         

        “เหอะๆ ฉันฉลาดนะ"

         

        ซูหรงหรงกระโดดโลดเต้น เหมือนเธอจะไม่รู้จักตัวตนของคนที่ด่าเธอเมื่อสักครู่ เธอหัวเราะเสียงดัง

         

        “ถ้าอย่างนั้นนายสัญญากับฉันมั้ยล่ะ?"

         

        พอเห็นอย่างนี้จ้านอี้หยางก็ไม่คิดที่จะตอบตกลงกับเธอง่ายๆ เขาทำท่าถอนหายใจครุ่นคิด

         

        “อืม ฉันจะคิดดูแล้วกัน กลับบ้านกันก่อนเถอะ"

         

        “...”

         

        ช่างจะ...ทำลายความคิดได้ยากเสียจริง ซูหรงหรงเบะปาก ก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้ง

         

        เมื่อพาเธอกลับบ้าน สิ่งแรกที่เขาทำคือบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของเขาลงบนโทรศัพท์ของเธอ นอกจากนั้นยังมีเบอร์โทรศัพท์ของจี้ฟ่านอี้อีกคนที่ต้องเพิ่มลงไป ซูหรงหรงสงสัย

         

        “จี้ฟ่านอี้...คือใครเหรอ? เอ๋? แต่ทำไมชื่อนี้ดูคุ้นหูจัง เหมือนเคยได้ยินที่ไหนเลย"

         

        “เพื่อนฉันเอง เวลาที่ฉันไม่อยู่บ้าน ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็โทรหาเขาได้"

         

        จ้านอี้หยางคืนโทรศัพท์ให้เธอ

         

        ซูหรงหรงรับคืนกลับไป เธอกดดูบันทึกโทรเข้าโทรออกในโทรศัพท์

         

        “เอ๋? เมื่อว่าแม่ของฉันโทรมาอย่างนั้นเหรอ จำไม่เห็นจะได้ว่าฉันรับโทรศัพท์แม่ตอนไหนกัน"

         

        จ้านอี้หยางยิ้มขึ้น

         

        “อืม ตอนนั้นเธออยู่ในห้อง ฉันรับสายแทนเอง"

         

        ถ้าไม่ใช่เพราะโทรศัพท์สายนั้น เขาคงจะไม่รู้ว่าได้แต่งงานกับยัยกระต่ายที่ทำกับข้าวเป็น แต่กลับหลอกเขาว่าทำไม่เป็น

         

        “โอ้ว" เธอตอบรับ “แม่ฉันโทรมาว่าไงเหรอ?"

         

        “เธอลองโทรกลับไปถามสิ เดี๋ยวก็รู้"

         

        จ้านอี้หยางยิ้มอย่างมีเลศนัย

         

        ซูหรงหรงรู้สึกได้ว่าภายใต้รอยยิ้มของเขานั้นมีความหมายอื่นซ่อนอยู่ ตาของเขาดูโตขึ้น ทว่ายิ่งเธอเห็นเขายิ้ม เธอก็ยิ่งดูไม่ออกว่าเขาคิดอะไร ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแต่โทรหาแม่เธอเพื่อสอบถามเท่านั้น

         

        จ้านอี้หยางลูบหัวเธอ

         

        “ฉันไปอาบน้ำล่ะ"

         

        “...อือ"

         

        ซูหรงหรงไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เธอกลับรู้สึก...ขาแข็งก้าวไม่ออก รอยยิ้มของจ้านอี้หยางเองก็เย็นยะเยือกเช่นกัน

         

        เมื่อจ้านอี้หยางเข้าไปในห้องน้ำแล้ว ซูหรงหรงก็รีบโทรออกหาแม่ของเธอ

         

        แม่ของเธอไม่ได้ถามเธอตรงๆ ถามเพียงแค่เมื่อวานเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็ยังไม่วายที่จะเจาะจงถามว่าเมื่อคืนเป็นอย่างไร ซูหรงหรงทำเพียงก้มหน้าเหงื่อตกแล้วตอบอย่างเลี่ยงๆ ว่าก็ดี

         

        “ดี ก็เท่ากับ ดีมากนั่นแหละ"

         

        เหอฮุ้ยหลานหัวเราะออกมา

         

        “ซูหรงหรง ครั้งนี้ลูกหาผู้ชายได้ดีจริงๆ เมื่อก่อนฉันก็คิดนะว่าเจ้ากู้แหยนเจ๋อนั่นไม่ได้เรื่อง ทหารดีกว่าตั้งเยอะ ทหารๆ ฮ่าๆ ...อ้อ จริงสิ เมื่อวานลูกได้ทำมันฝรั่งผัดเนื้อที่ลูกชอบให้จ้านอี้หยางกินมั้ย เมื่อวานแม่บอกเขาไปแล้วล่ะ"

         

        “…”

         

        ราวกับสมองของเธอกลวงไปหมด ภายในหัวของเธอตอนนี้มันขาวโพลน

         

        คุณแม่ ...เมื่อวาน...คุยกับเขาเรื่องมันฝรั่งผัดเนื้ออย่างนั้นเหรอ?

         

        พระแม่มารีเจ้าขา...

         

        “คุณ...คุณแม่...เมื่อวานตอนที่แม่โทรมา ก็เพื่อจะบอกว่าอาหารที่หนูชอบที่สุดคือมันฝรั่งผัดเนื้อแค่นั้นใช่มั้ย?"

         

        ซูหรงหรงรู้สึกได้ถึงภัยอันตรายกลายๆ จากคำพูดของแม่ของตน

         

        “ไม่ใช่แน่นอน แม่บอกเขาว่ายัยเด็กน้อยของแม่ทำอะไรก็ไม่เป็น ยกเว้นเรื่องกับข้าวที่ยังพอมีฝีมืออยู่บ้าง"

         

        “ตึง..."

         

        โทรศัพท์ของซูหรงหรงร่วงลงพื้น

         

        ตัวของซูหรงหรงตอนนี้แน่นิ่งเป็นก้อนหิน

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
27 เมื่อ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563 13.37 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 27 นายรังแกฉัน

 

        เมื่อมองไปที่ประตูห้องน้ำที่ปิดอยู่ ซูหรงหรงแทบจะร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา

         

        จ้านอี้หยางรู้หมดแล้ว แต่เขาแค่ยังไม่พูดออกมา เขาทำเพียงฉุดเธอลุกขึ้นมาในตอนเช้า จากนั้นก็พาเธอไปวิ่ง วิ่ง...จนเธออ้วก แล้วก็ให้เธอออกไปวิ่งทุกวันตอนเช้า...เพื่อจะให้เธออ้วก

         

        ฮือ มีใครในโลกนี้จะที่โหดร้ายและเหี้ยมโหดยิ่งกว่าเขาอีกไหม? การเอาคืนเขาเมื่อวานมันก็สมน้ำสมเนื้อกับการที่เขาแกล้งเธอนับครั้งไม่ถ้วนแล้วไม่ใช่เหรอ?

         

        ขณะนี้ ซูหรงหรงนึกถึงตอนที่จ้านอี้หยางลูบหัวของเธอ ถามเธอว่ายังจำวิธีการจัดการคนของเขาได้ไหม

         

        ในตอนนั้นเธอเองก็สงสัยว่าทำไมอยู่ๆเขาก็ถามแบบนั้น

         

        ฮือ ทักษะในการแสดงละครของเธอแย่ขนาดนี้เลยเหรอ?

         

        เมื่อเทียบกับเขาแล้ว เธอสู้เขาไม่ได้เลยสักนิด

         

        ตอนนี้เขารู้แล้วด้วยว่าเธอทำกับข้าวเป็น แต่กลับเข้าไปถามเธอว่าต้องการพี่เลี้ยงหรือไม่ เขาหลอกให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจ

         

        แถมยังอนุญาตให้เธอนอนห้องรอง แต่พอเธอมานอนห้องรองเขาก็เข้ามานอนด้วย

         

        แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือการพาเธอออกมาวิ่งตอนเช้า แล้วยังบังคับให้เธอออกมาวิ่งตอนเช้าทุกวัน

         

        ฮือ นี่มันไม่ใช่คนแล้ว!

         

        เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อเช้าเหมือนเขาจะยังพูดอะไรอีก

         

        ในตอนที่เธอล้มลงนั่งอย่างหมดแรงบนม้านั่งตอนนั้น เขายังพูดอะไรออกมาอีกอย่างหนึ่ง

         

        “นี่สิที่เรียกว่าหอบหายใจ”

         

        ในตอนนั้นเธอถูกจ้านอี้หยางจัดการจนแทบอ้วก แต่เธอเองกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

         

        ในตอนที่เขาจัดการเธอ เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ ในโลกนี้ยังมีใครโหดร้ายได้กว่าจ้านอี้หยางอีกไหม?

         

        ซูหรงหรงนั่งลงบนโซฟาด้วยความหดหู่ใจ

         

        เมื่อจ้านอี้หยางอาบน้ำเสร็จ เขาใช้ผ้าเช็ดผมแล้วเดินออกจากห้องน้ำ พอได้มองเห็นซูหรงหรงนั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทีราวกันหมาหงอย เขากระตุกยิ้มขึ้นที่ปาก

         

        ดีมาก เหมือนตอนนี้ยัยกระต่ายน้อยจะรู้เรื่องแล้วสินะ

         

        เขาเดินตรงไปหาเธอ ยัยกระต่ายน้อยเงยหน้ามองเขา แววตาของเธอฉายชัดออกมาอย่างไม่พอใจ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความน่ารักน่าสงสาร ความรู้สึกต่างๆ ผสมปนเปกันไปหมด เขากระตุกริมฝีปาก

         

        “อยากพูดอะไร?”

         

        “ต่อไปนี้ฉันจะไม่มีวันออกไปวิ่งตอนเช้า”

         

        ซูหรงหรงส่งเสียงแข็งสอดแทรกอารมณ์โมโห ท่าทีของเธอแสดงออกถึงความดื้อรั้น

         

        “หืม?”

         

        จ้านอี้หยางขมวดคิ้วเข้าหากัน

         

        “แล้วยังไงอีก?”

         

        ยัยกระต่ายน้อยช่างอาจหาญนัก

         

        “แล้วก็...”

         

        ที่จริงซูหรงหรงไม่มีความกล้าแม้แต่จะเอ่ยออกมา แต่เมื่อเห็นท่าทางของจ้านอี้หยางที่ทำราวกับว่าสามารถควบคุมทุกอย่างได้แบบนั้น เธอกลับรู้สึกไม่อยากยอมแพ้ ไม่รู้ว่าอารมณ์คุกรุ่นเหล่านี้มาจากไหน เธอจึงเอ่ยต่อ

         

        “แล้วก็...ต่อจากนี้ไปฉันจะนอนที่ห้องรอง! ส่วนนาย...ห้ามเข้าห้องนั้นอีก!”

         

        จ้านอี้หยางหรี่ตาเล็กลง

         

        “เธอคิดว่าฉันยังจะอนุญาตให้เธอนอนห้องรองอย่างนั้นเหรอ? ฉันที่เพิ่งจะแต่งงานแต่กลับต้องแยกห้องนอน คิดว่าฉันจะดีใจหรือไง”

         

        ซูหรงหรงที่ได้ยินวาจาที่เขาเอ่ยออกมายิ่งรู้สึกไม่พอใจ เธอเชิดหน้าขึ้น

         

        “แต่ฉันดีใจ”

         

        “ฉันไม่ตกลง”

         

        จ้านอี้หยางทำท่าทีไม่สนใจราวกับซูหรงหรงไม่ได้เอ่ยคำพูดเหล่านั้นออกมา

         

        “นาย..”

         

        ซูหรงหรงโกรธจนเด้งตัวลุกขึ้น ดวงตาเบิกโพลงจ้องไปที่จ้านอี้หยาง จ้านอี้หยางปล่อยผ่านอย่างไม่แยแสคำพูดของเธอ แม้ว่าตอนนี้จะเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ ทว่าเขากลับไม่แม้แต่จะใส่ใจ เธอเอ่ยประโยคต่อไปไม่ออก

         

        “ฉันทำไม?”

         

        ยัยกระต่ายน้อยเริ่มลุกลี้ลุกลน นายหมาป่าปรากฎรอยยิ้มขึ้นที่ใบหน้า

         

        “ฉัน...”

         

        ซูหรงหรงถูกทำให้สับสน แต่เธอก็พยายามเค้นสมองของเธอจนโพล่งออกมาหนึ่งประโยค

         

        “ฉันกับนายเราจะต้องมีกฎสามข้อ”

         

        “อะไร?”

         

        จ้านอี้หยางหัวเราะ เขาทำท่าทางราวกับกำลังสนใจ

         

        “เธอยังกล้าใช้คำว่ากฎสามข้อออกมาพูด ไหนลองพูดมาให้ฉันฟังสิ”

         

        “นายอย่าดูถูกคนนักเลย”

         

        ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ แก้มทั้งสองข้างเริ่มมีสีแดง แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

         

        ดูเหมือนตอนนี้เธอจะไม่ใช่กระต่ายน้อยขี้โมโหธรรมดา แต่กลับเป็นกระต่ายน้อยที่ทั้งโกรธทั้งแค้น

         

        “อย่างแรกคือ...คือ....”

         

        ใบหน้าที่แดงก่ำของเธอสับสน

         

        “....คือ....นายห้ามเข้าใกล้ฉัน”

         

        จ้านอี้หยางอยากจะหยิกยัยกระต่ายน้อยให้ตายไปเลย เขาเป็นสามีของเธอ ถ้าเธอไม่ให้เขาเข้าใกล้เธอแล้วจะใครจะสามารถเข้าใกล้เธอได้กัน

         

        ภายใต้ความโกรธนั้น เขายังคงนิ่งเฉยเก็บอาการโกรธเอาไว้ภายใน และแสดงท่าทีตรงกันข้ามโดยการหัวเราะออกมา

         

        “ถ้าจะให้ฉันตอบตกลงเธอ ก็ได้”

         

        “นายจะตอบตกลงฉันง่ายๆขนาดนี้เลยเหรอ?”

         

        ซูหรงหรงเอ่ยถามเสียงเบา เอียงคอถามจ้านอี้หยางด้วยความสงสัย

         

        เธอจะไม่เชื่ออะไรเขาง่ายๆอีกแล้ว เพราะไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยตกหลุมพรางเขา เธอนั้นรู้ดีที่สุดว่าถ้าเขาตอบตกลงอะไรมามันมักจะต้องมีค่าตอบแทนที่คุ้มค่าพอกันคืนไปให้เขา

         

        “คุณหญิงจ้านช่างเข้าอกเข้าใจฉัน”

         

        จ้านอี้หยางลูบผมเธอ

         

        “ถ้าเพียงเธอตกลงกับฉันข้อหนึ่ง ไม่ว่าเงื่อนไขอะไรฉันก็จะยอมเธอหมดเลย”

         

        พอได้ฟังก็รู้สึกมีแต่กำไร แต่ซูหรงหรงเองก็ยังไม่สบายใจนัก เธอถามจ้านอี้หยางอย่างกล้าๆกลัวๆ

         

        “นายมีเงื่อนไขอะไร?”

         

        “ขอเพียงแค่เธอทำหน้าที่ภรรยาเท่านั้น”

         

        จ้านอี้หยางหัวเราะอย่างมีเลศนัย

         

        “หน้าที่ของภรรยา?”

         

        ซูหรงหรงเบิกตากว้าง เธอเงยหน้าจ้องจ้านอี้หยางนิ่งก่อนจะเอ่ยถาม

         

        “หน้าที่หลักๆ ของมันคืออะไร”

         

        “หน้าที่หลัก?”

         

        จ้านอี้หยางจ้องหน้าของซูหรงหรง อยู่ๆเขาก็ค้อมตัวลงมาอย่างไม่มีเหตุผล ก่อนจะจูบเข้าที่ริมฝีปากของเธอ ราวกับเขาจะรู้ว่าซูหรงหรงจะหนี เขารีบใช้มือโอบเอวของเธอเอาไว้ แล้วดึงตัวเธอเข้ามาใกล้ๆ

         

        “อุ๊บ...”

         

        ซูหรงหรงยังไม่ทันได้ป้องกันตัวเอง เมื่อมีปฏิกิริยาตอบกลับ เธอเม้มริมฝีปากปิดจนสนิทไม่มีให้ช่องว่าง จ้านอี้หยางเห็นดังนั้นจึงกอดเธอแน่นขึ้นไปอีก

         

        จ้านอี้หยางนึกในใจว่าคงจะต้องสอนบทเรียนให้เธออีกหน่อย เขาฝังจูบลึกยิ่งขึ้นผิดปกติ เขาไม่ได้ทำเพียงลิ้มลองแต่กลับรุกล้ำเธอหนักขึ้น

         

        ซูหรงหรงมีรูปร่างค่อนข้างเล็กมากสำหรับเขา เมื่อเข้ามาอยู่ในวงแขนของเขาแล้วลมหายใจของเขาก็รดรินไปถ้วนทั่วบนร่างกายของเธอ เอวบางนุ่มนิ่มของเธอถูกเขาโอบรัด เขาอยาก...กลืนกินเธอเสียเหลือเกิน

         

        ยัยกระต่ายน้อยเริ่มรู้สึกกลัว

         

        มือของจ้านอี้หยางนั้นแฝงไปด้วยความอบอุ่น เมื่อมันมาพาดผ่านที่เอวของเธอ ใจของเธอก็เต้นแรงเสียจนตัวเธอได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง หัวใจของเธอตอนนี้เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ

         

        ตื่นเต้น กังวลแต่ก็มีความหวัง...

         

        ความรู้สึกแปลกๆเหล่านี้มันคืออะไรกัน? ไม่ใช่ว่าเธอควรจะปฏิเสธหรอกเหรอ?

         

        จบเห่แล้วซูหรงหรง เธอกำลังหลงเสน่ห์ของจ้านอี้หยางอยู่แน่ๆ

         

        ฮือ เธอเองก็กำลังติดเชื้อจากจ้านอี้หยางอยู่อย่างนั้นเหรอ

         

        พอถึงตอนนี้ โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะชาของจ้านอี้หยางก็ดังขึ้น จนหยุดการกระทำของทั้งคู่ไว้

         

        ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะน่ายินดีไปกว่านี้อีกแล้ว แต่กลับกันอีกฝ่ายกลับคิดว่าไม่มีเรื่องอะไรน่ารำคาญมากไปกว่านี้อีกแล้ว จ้านอี้หยางหรี่ตาเล็กลง เขาส่งสายตาเย็นยะเยือกไปที่โทรศัพท์ สายที่โทรเข้ามาคือลูกน้องทหารของเขา

         

        เขาปล่อยตัวซูหรงหรงก่อนจะรับโทรศัพท์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย เสียงที่เอ่ยออกไปเต็มไปด้วยความนิ่งเฉยเย็นชา

         

        “ถือว่าเป็นโชคดีของเธอแล้วกันที่มีคนโทรมา”

         

        ซูหรงหรงกอดตัวเอง รู้สึกหนาวไปถึงกาย

         

        สายตาของเธอจ้องไปที่จ้านอี้หยาง ใบหน้าของเขาตอนนี้ยิ่งเรียบเฉยมากขึ้น เธอรีบจัดเสื้อผ้าตัวเองที่ดูยุ่งเหยิงไปหมดให้เข้าที่เข้าทาง

         

        แย่ชะมัด เมื่อครู่ทำอะไรลงไปกัน...

         

        เมื่อครู่เธอเพิ่งจะบอกเขาไม่ให้เข้าใกล้เธอไม่ใช่หรืออย่างไร  แต่เขา...เขากลับ...บ้าจริง!

         

        แต่เรื่องที่บ้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือ... เธอกลับไม่ผลักไสเขา

         

        เฮ้อ...

         

        ซูหรงหรงใช้มือปิดหน้านั่งลงบนโซฟา เธอกัดฟันแน่น ใจหนึ่งก็นั่งนึกด่าอีกใจก็สารภาพบาปในสิ่งที่ตนเองกระทำลงไป

         

        จ้านอี้หยางวางสายโทรศัพท์ เมื่อเห็นซูหรงหรงปิดหน้าปิดตา เขาขมวดคิ้ว

         

        “ซูหรงหรง”

         

        เมื่อได้ยินเสียงของจ้านอี้หยาง ความละอายก็เกิดขึ้นในหัวใจทันที เธอพุ่งตัวเข้าไปในห้องรอง

         

        “ปัง”

         

        เธอปิดประตูเสียงดัง

         

        จ้านอี้หยางกุมขมับ ยัยกระต่ายน้อยกำลังอาย เขาควรที่จะเข้าไปหาเธอ

         

        “ซูหรงหรง”

         

        จ้านอี้หยางยืนอยู่หน้าประตูห้องรอง เขาเคาะประตู โดยไม่รีบร้อนเดินเข้าไป เขารออย่างอดทน อีกครึ่งชั่วโมงเขาจะต้องกลับไปที่กองทัพแล้ว

         

        หากยังทำตัวเร่งรีบกับเธอ มันคงไม่ง่ายที่จะเข้าถึงเธอ

         

        “ฉันเกลียดนาย! ไปให้พ้น!”

         

        ยัยกระต่ายน้อยส่งเสียงตอบกลับอย่างโมโห

         

        จ้านอี้หยางมองดูเวลา ยังพอเหลือเวลาอีก 20 นาที

         

        “เกลียดฉันตรงไหน หืม?”

         

        “นาย...”

         

        ซูหรงหรงพูดคำว่านายแล้วหยุดกลางอากาศไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พูดต่อประโยคของเธอ

         

        “นายรังแกฉัน!”

         

        “อืม ถ้าอย่างนั้นเธอเปิดประตูสิ ฉันจะให้เธอแกล้งคืนสองเท่าเลย”

         

        จ้านอี้หยางเอ่ยอย่างใจกว้าง

         

        “…”

         

        ซูหรงหรงหน้างอ เอาคืนสองเท่าอย่างนั้นเหรอ...อืม เธอควรจะได้รับสิทธิ์นั้น

         

        แต่ว่าจะแกล้งเขาคืนอย่างไร? แกล้งเขากลับเหมือนที่เขาแกล้งเธออย่างนั้นเหรอ?

         

        พอคิดถึงตอนที่เขาแกล้งเธอแล้ว พอคิดถึงว่าต้องแกล้งคืนสองเท่า...

         

        เอ่อ สองเท่าอย่างนั้นเหรอ...

         

        ใบหน้าของซูหรงหรงแดงเถือก

         

        “จ้านอี้หยาง ฉันเกลียดนาย! ไม่ต้องมายืนหน้าประตูห้องฉันเลยนะ ไปให้พ้น”

         

        แม้แต่คำขอโทษก็คือการแกล้งเธอ ฮือ แล้วแบบนี้ต่อๆไปจะเป็นอย่างไร

         

        “ฉันไม่ได้ยืนหน้าห้องเธอนานแล้ว”

         

        อยู่ๆ เสียงของจ้านอี้หยางก็ดังชัดเจนยิ่งขึ้น

         

        นั่นแหละสิ่งที่เธอต้องการ ซูหรงหรงเบะปาก

         

        “ถ้าอย่างนั้น นาย...”

         

        ขณะที่พูดก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ทำไมเสียงจ้านอี้หยางเมื่อสักครู่นี้เหมือนดังอยู่ข้างๆ หูของเธอ

         

        เธอเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี

         

        เธอหันศีรษะกลับไปมอง เธอตะลึงงันเมื่อเห็นจ้านอี้หยางที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเข้ามาในห้องเธอตั้งแต่เมื่อไร ในมือของเขามีพวงกุญแจอยู่

         

        อ่า นี่มันบ้านเขานี่นา เธอคิดได้อย่างไรว่าเขาจะเข้ามาในนี้ไม่ได้

         

        เธอหันศีรษะกลับมา ราวกับว่าไม่เห็นถึงความมีตัวตนของเขา

         

        จ้านอี้หยางขมวดคิ้ว สายตาจับจ้องไปที่แผ่นหลังของเธอ

         

        “ซูหรงหรง ลุกขึ้นมา”

         

        ซูหรงหรงกำลังนอนอยู่บนเตียง

         

        ซูหรงหรงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

         

        เขาหรี่ตาลง

         

        “เธอนอนแบบนี้ เพราะต้องการจะให้ฉันขึ้นไปนอนด้วยใช่มั้ย?”

         

        “อะไร...”

         

        ซูหรงหรงเพิ่งเข้าใจความหมายของจ้านอี้หยาง เธอเบิกตาตาก่อนจะหันไปมองหน้าเขา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

         

        “จ้านอี้หยาง...นาย...มันอันธพาล”

         

        ให้ตายเถอะ เขาเป็นทหารจริงๆหรือนี่

         

        จ้านอี้หยางหลุดยิ้ม ทว่ามันกลับเป็นยิ้มที่เย็นยะเยือก

         

        “ถ้าไม่อยากเห็นสิ่งที่อันธพาลกว่านี้ ก็จงรีบลุกขึ้นมา”

         

        เขาย้ำทีละคำ ก่อนจะเสริมประโยคเข้าไปอีก

         

        “ฉันจะต้องกลับกองทัพแล้ว”

         

        ซูหรงหรงหมุนตัวหลับมา จ้านอี้หยางเป็นทหาร อีกทั้งยังเป็นถึงผู้บังคับบัญชา แม้เธอจะไม่รู้ว่าของหน่วยไหน แต่สำหรับทหารแล้ว พวกเขาจะต้องรู้จักรักษาเรื่องเวลา และเธอก็ไม่อยากทำให้เขาเสียเวลา

         

        อีกอย่าง เขาไปแล้ว เธอก็โล่งใจ

         

        “ถ้าอย่างนั้นนายก็รีบไปสิ”

         

        ซูหรงหรงนั่งอยู่ขอบเตียง ก้มหน้าลง เธอสั่นเท้าไปมา

         

        “ถ้าฉันไปเธอจะดีใจมากใช่มั้ย?”

         

        จ้านอี้หยางเดินไปที่ประตู เขาเอ่ยถามเสียงเรียบไม่ได้แฝงอารมณ์โกรธ

         

        ซูหรงหรงซื่อสัตย์กับใจตนเอง เธอหันหน้าไปอีกทาง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

         

        “ใครบอกให้นายมารังแกฉันกันล่ะ”

         

        “ฉันไปล่ะ...”

         

        “ถ้านายไป ฉันก็จะกลับบ้านของฉัน”

         

        ซูหรงหรงหยุดการกระทำของจ้านอี้หยาง เธอกระโดดลงจากเตียงก่อนจะเปิดตู้เสื้อผ้าเก็บข้าวของ

         

        นายซื่อบื้อจ้านอี้หยาง เขาแกล้งเธอมาทั้งวัน เรื่องที่สัญญากับเธอก็ไม่สามารถทำตามสัญญาได้ พอตอบตกลงอะไรมาก็ต้องตอบแทนเขายิ่งกว่า

         

        คนเลว!

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
28 เมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 15.13 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 28 จับผู้หลบหนี

 

        คนเลวที่ถูกซูหรงหรงเอ่ยว่าจะกลับบ้านเกิดอารมณ์โมโหขึ้นมา

         

        เขาหรี่ตาเล็กลง

         

        “ซูหรงหรง ใครอนุญาตให้เธอกลับบ้าน!”

         

        แต่งงานมาได้แค่สองวันก็จะโมโหพาลกลับบ้านเสียแล้ว มันช่างเป็นเรื่องน่าขายหน้า แล้วพ่อแม่ภรรยาของเขาจะคิดอย่างไร? ศักดิ์ศรีผู้บังคับบัญชาการทหารของเขาเองก็คงไม่เหลือ

         

        ซูหรงหรงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

         

        “ฉันอยากกลับก็กลับ ไม่ต้องมีใครมาอนุญาต”

         

        ความกล้าหาญชาญชัยของเธอแลจะมากเกินไปแล้ว

         

        จ้านอี้หยางสาวเท้ายาวๆ ไปหาเธอ

         

        “ปัง”

         

        เสียงปิดประตูตู้เสื้อผ้าดังลั่น ในขณะเดียวกันเขาก็คว้าตัวซูหรงหรงเพื่อที่จะลากเธอ ด้วยอารมณ์โมโห ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ อีกอย่างตัวของซูหรงหรงเองก็ไม่ได้หนักอะไร ครู่เดียวแรงเหวี่ยงก็พลาดพลันตัวของเธอก็ล้มลงบนเตียง

         

        ผลลัพธ์นี้เป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิด

         

        “ซู...”

         

        ทว่าคำขอโทษก็ไม่หลุดออกมาจากปากของเขา

         

        ใบหน้าของซูหรงหรงฝังบนเตียง ดีหน่อยที่เตียงนอนที่บ้านของจ้านอี้หยางค่อนข้างดี แม้จะล้มลงไปแล้วก็ไม่รู้สึกเจ็บ

         

        เมื่อกี้นี้จ้านอี้หยางทำอะไร เขาตีเธออย่างนั้นเหรอ?

         

        เธอคิดเพียงในใจ เธอรู้สึกเหลือเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น

         

        แม้จะเคยได้ยินมาว่าอารมณ์ของทหารนั้นมันจะฉุนเฉียวผิดปกติ ใช้แต่ความรุนแรง แต่เมื่อได้เห็นจ้านอี้หยางแล้ว เขาไม่เหมือนคนที่จะตีเธอได้เลย

         

        แต่การกระทำเมื่อสักครู่ของเขาเองก็เริ่มทำให้เธอสับสน

         

        ซูหรงหรงไม่อยากมองคนผิด เธอเงยหน้าขึ้นก่อนจะจ้องไปที่เขา ดวงตาตอนนี้เริ่มแดงก่ำ

         

        ความรู้สึกแปลกๆ แพร่ไปทั้งหัวใจของจ้านอี้หยาง คล้ายกับโดนมดตัวเล็กๆกัด

         

        ไม่เจ็บ แต่รู้สึกกระวนกระวายใจ และไม่สามารถทำเป็นไม่สนใจได้

         

        “ซูหรงหรง...”

         

        เขาไม่เคยขอโทษใครมาก่อน ” ขอโทษ ” สองคำนี้ดูเหมือนจะไม่เคยมีบันทึกอยู่ในพจนานุกรมของเขา เขาพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะพูดออกมาทว่าเขากลับพูดไม่ออก เขายอมแพ้ที่จะพูด แต่ก่อนที่จะเดินออกไป เขาก็ยังไม่วายที่จะออกคำสั่ง

         

        “ถ้าฉันไม่อนุญาต เธอก็ห้ามกลับบ้าน อีก 10 วันถ้าฉันกลับมา หวังว่าจะเห็นเธออยู่ที่บ้านหลังนี้”

         

        เมื่อพูดจบ จ้านอี้หยางก็เดินออกจากห้อง สักครู่ซูหรงหรงก็ได้ยินเสียงปิดประตูใหญ่หน้าบ้าน

         

        จ้านอี้หยางไปแล้ว

         

        ซูหรงหรงล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจ้านอี้หยางจะไปแล้วจริงๆ

         

        ผลักเธอลงบนเตียงอย่างนั้นเหรอ ออกคำสั่งไม่ให้เธอกลับบ้าน แล้วเขาก็ไปเนี่ยนะ

         

        “จ้านอี้หยาง!”

         

        กำปั้นเล็กๆ ของซูหรงหรงชกลงบนหมอน

         

        “นายมันเกินไปแล้ว”

         

        ชกไปได้สำพักก็ยังไม่รู้สึกพอใจ  ซูหรงหรงยกหมอนขึ้นมา แล้วก็ระเบิดกำปั้นลงไปบนหมอนอีกครั้ง

         

        “จ้านอี้หยาง นายมันเกินไป เกินไป ฉันเกลียดนาย!”

         

        เมื่อได้ระบายอารมณ์ เธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อย ซูหรงหรงเดินออกมานอกห้อง บัดนี้ทั่วทั้งห้องช่างดูว่างเปล่า มีเพียงแต่ห้องกว้างๆ ใหญ่ๆ นอกจากเธอแล้วก็ไม่มีใครคนอื่นอีก

         

        เธอไม่อยากอยู่ห้องกว้างๆ นี้คนเดียวนี่นา กลับบ้านดีกว่า ตอนนี้จ้านอี้หยางเองก็กลับกองทัพไปแล้ว จะมาบงการอะไรได้อีก เหอะ!

         

        ซูหรงหรงกลับเข้าไปในห้องรองอีกครั้ง ก่อนจะเก็บของ

         

        ในตอนที่ขนของออกมานอกบ้าน เธอก็คิดข้ออ้างคำโตออกมาเพื่อที่จะคุยกับเหอฮุ้ยหลานผู้เป็นแม่เรียบร้อยแล้ว

         

        ก็แค่บอกว่าจ้านอี้หยางไปกองทัพ เธอไม่ชินกับการอยู่คนเดียว กลับไปอยู่บ้านสักพักหนึ่ง ถ้าจ้านอี้หยางกลับมาเขาก็จะมารับเธอกลับ

         

        เป็นข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบมาก ซูหรงหรง...เธอนี่มันอัจฉริยะชัดๆ

         

        เธอไม่คิดจะเอาเรื่องเข้าใจผิดกันระหว่างเธอกับจ้านอี้หยางไปเล่าให้แม่และพ่อของเธอฟัง เหตุผลช่างง่ายดาย นั่นก็เพราะถ้าเล่าออกไปแม่ของเธอคงจะเข้าหาอีกฝ่ายทันที ไม่ใช่เพราะจะแก้แค้นจ้านอี้หยาง ทว่าจะ...ตีเธอเอง บางทีแม่ของเธออาจจะเป็นคนบากหน้าไปขอโทษลูกเขยเองเลยด้วยซ้ำ

         

        น้ำตาจะไหล เธอนี่แหละที่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้

         

        อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสักครู่จ้านอี้หยางเองก็ไม่ได้ตั้งใจ เธอยังคงไม่เชื่อว่าจ้านอี้หยางจะตีเธอ อีกอย่างสายตารู้สึกผิดของเขาใช่ว่าเธอจะไม่เห็น

         

        เธอเองก็เข้าใจเขา แต่ในเมื่อเขาไม่ขอโทษ ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะ...กลับบ้าน

         

        เธอมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความเด็ดเดี่ยว

         

        ซูหรงหรงไม่ใช่คนที่ใครจะมาแกล้งง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ โฮะๆ

         

        เธอลากกระเป๋าสัมภาระเดินบนทางเท้าเพื่อออกจากเขตชุมชน ในที่สุดเธอก็เดินมาเจอสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ซูหรงหรงเข้าไปในรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อจะกลับบ้าน

         

        ในขณะที่ซูหรงหรงกำลังรูดบัตรเข้าไปในรถไฟฟ้าใต้ดิน อีกด้าน จ้านอี้หยางเองก็กำลังอยู่บนเส้นทางกลับกองทัพ

         

        บนถนนเริ่มปรากฏรถที่ประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของทหาร จากหนึ่งคันเป็นสองคันและเยอะมากขึ้น จ้านอี้หยางที่นั่งอยู่ด้านหลังไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

         

        นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางกลับเข้าไปด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น

         

        ยัยกระต่ายโง่ซูหรงหรงตนนั้น ร้องแต่จะกลับบ้าน แม้เขาจะออกคำสั่งไม่ให้เธอกลับบ้าน แต่เธอจะฟังคำพูดของเขาอย่างนั้นเหรอ?

         

        เธอเหมือนจะเป็นคนที่ว่าง่ายและเชื่อฟัง แต่อารมณ์ของเธอกลับ...

         

        เมื่อนึกถึงตอนที่ยัยกระต่ายน้อยตาแดงก่ำจ้องมาที่เขา ภายในใจของเขาก็รู้สึกระส่ำระสาย

         

        “ผบ. จ้าน คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

         

        คนขับรถที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันกับจ้านอี้หยางหลายปีเอ่ยถามขึ้น วันนี้อารมณ์ของจ้านอี้หยางช่างผิดปกติ ไม่เป็นเหมือนก่อน

         

        “ไม่มีอะไร”

         

        แม้แต่คนขับรถยังดูออกถึงความผิดปกติ ใจของเขายิ่งคิดไปมาอย่างไม่สงบสุข

         

        รถยังคงแล่นไปด้านหน้า จ้านอี้หยางพลิกโทรศัพท์สีดำที่ถืออยู่ในมือของเขาไปมา เขานั่งไขว้ขาบนเบาะรถแล้วครุ่นคิด

         

        ตอนนี้รถเองก็แล่นมาได้สักพักแล้ว เขามองไปที่โทรศัพท์มือถือ เขามีความรู้สึกลังเลว่าจะโทรไปหาซูหรงหรงดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็กดโทรออก

         

        โทรครั้งที่หนึ่ง...ซูหรงหรงไม่รับสาย

         

        เขาเอาโทรศัพท์ออกจากหู เพียงเท่านั้นเขาก็หรี่ตาด้วยท่าทางอันตราย รังสีอำมหิตถูกแผ่ออกไปทั่วทั้งรถ

         

        คนขับรถเพียงรู้สึกว่า อากาศเริ่มจะแปรปรวน จากบรรยากาศอบอุ่นกลายเป็นอากาศเย็นยะเยือกของฤดูหนาวเสียแล้ว

         

        เฮ้อ ใครกันนะที่กล้าไม่รับสาย ผบ. จ้าน อยากตายหรืออย่างไร?

         

        จ้านอี้หยางเองก็คิดว่าซูหรงหรงคงไม่อยากมีชีวิตต่อแล้ว เขาโทรออกไปรอบที่สอง ทว่าเธอก็ยังไม่รับสาย

         

        เขาโกรธจนไฟลุก

         

        จ้านอี้หยางตัดสินใจส่งข้อความไปหาเธอสั้นๆ

         

        ถ้ายังไม่รับสายฉันอีกละก็ ฉันจะกลับบ้านไปหาเธอเดี๋ยวนี้

         

        เมื่อโทรครั้งที่สาม คราวนี้เพียงครู่เดียว ในที่สุดก็ได้ยินเสียงของซูหรงหรงจากปลายสาย

         

        “ฮัลโหล...”

         

        จ้านอี้หยางถอนหายใจเย็นเฉียบ เขาอยากสอนบทเรียนแก่ซูหรงหรง แต่ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงจากปลายสายดังแทรกขึ้นมา

         

        “ยินดีต้อนรับสู่เส้นทางหมายเลขสาม นี่คือสถานีไฟใต้ดินเจียงหยาง สายเหนือ สถานีถัดไป สวนจงซาน...”

         

        “ซูหรงหรง นี่เธอกำลังนั่งรถไฟใต้ดินอย่างนั้นเหรอ?”

         

        เสียงของจ้านอี้หยางแฝงไปด้วยอารมณ์โกรธแต่กลับยังคงเรียบ

         

        “เธอจะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปที่ไหนกัน หืม?”

         

        เขาคิดไม่ผิดจริงๆ เธอทำให้คำพูดของเขากลายเป็นเพียงลมปากเท่านั้น

         

        “ฉัน...ฉัน...”

         

        เพราะเสียงที่เย็นยะเยือกของจ้านอี้หยางที่ส่งมานั้น ทำให้ซูหรงหรงตกใจจนลนลาน

         

        ในที่สุดเธอก็รู้แล้ว อารมณ์ของจ้านอี้หยางนั้นไม่ได้เรียกว่าหุนหันพลันแล่น แต่...ยิ่งกว่าหุนหันพลันแล่น

         

        คนแบบนี้ พริบตาเดียวอารมณ์ก็เปลี่ยน...ฮือ น่ากลัวจนขยับตัวไม่ได้แล้ว

         

        “ซูหรงหรง ดีมาก”

         

        เพียงแค่สามคำ เสียงของเขาลอดผ่านไรฟัน เมื่อพูดจบเขาก็กดวางสายทันที จากนั้นเขาก็กดไปที่อีกเบอร์หนึ่ง

         

        “10 โมง 15 นาที 32 วินาที ที่สถานีสวนจงซาน รถไฟใต้ดินสถานีเจียงหยาง หมายเลขสาม รีบหยุดรถซะ เร็วเข้า!”

         

        คนปลายสายไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จ้านอี้หยางหรี่ตาลง

         

        “ผู้หลบหนีอยู่บนรถไฟขบวนนั้น”

         

        หลายนาทีต่อมา คนปลายสายก็ตอบกลับ

         

        “ท่านผบ.จ้าน ตอนนี้รถไฟจอดที่สถานีสวนจงซานครับ”

         

        จ้านอี้หยางวางสาย ก่อนจะออกคำสั่งกับคนขับรถ

         

        “กลับรถ ไปให้ถึงสถานีสวนจงซานภายใน 20 นาที”

         

        “ครับ!”

         

        คนขับรถตอบรับพร้อมทั้งกลับรถ

         

        “ท่านผบ. ไปสถานีสวนจงซานทำไมหรือครับ?”

         

        “จับ คน หลบ หนี!”

         

        ……

        ……

         

        “ว้าว เธอดูสิ รถทหารล่ะ”

         

        คนที่เดินบนทางเท้าร้องอยากตื่นเต้นเมื่อเห็นรถทหารที่วิ่งไวดุจความเร็วแสง

         

        ไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงเบรกของรถดังลั่น รถของทหารจอดอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าชานชาลา มีทหารที่ใส่ชุดฝึกอบรมเดินลงมาจากรถสองคน

         

        ภายใต้ชุดทหารนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาอาฆาต ทว่าคนที่ผ่านไปมากลับมองเห็นเพียงใบหน้าอันหล่อเหลาและแผ่นหลังยาวเหยียดตรงของเขาเท่านั้น เขาสาวเท้าเร็วๆเข้าไป ไม่นาน ตัวเขาก็ก้าวหายไปในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน

         

        โดยไม่ต้องสงสัยว่าใคร...ชายคนนั้นคือจ้านอี้หยาง

         

        ผู้รับผิดชอบติดต่อเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟออกมาต้อนรับแล้วมองไปที่ดาวบนบ่าของจ้านอี้หยาง ทว่าเพียงมองหน้าเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือใคร เขารีบผายมือเชิญจ้านอี้หยาง

         

        “ท่านผบ.ครับ คนที่คุณกำลังตามหาพิกัดอยู่ที่ตู้ที่ห้าครับ”

         

        “นำทางไป”

         

        จ้านอี้หยางเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงไปด้วยความเยือกเย็น พนักงานของสถานีรถไฟใต้ดินไม่เข้าใจและนึกเพียงว่าเขาคงมาจับกุมนักโทษหลบหนีที่หามานานนับศตวรรษ

         

        แต่เมื่อมองจากภายในตู้ของรถไฟใต้ดินแล้ว เห็นว่าเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น

         

        แต่เมื่อย้อนมองกลับมาที่ใบหน้าของ ผบ. จ้าน อืม...สาวน้อยคนนั้นคงต้องเริ่มเขียนจดหมายลาตายเสียแล้ว

         

        ทว่าสาวน้อยคนนั้นกลับมีท่าทีเบื่อหน่ายและเปิดเว็บไซต์เว่ยป๋อ

         

        รถไฟใต้ดินของเมือง A ค่อนข้างเจริญ ในวันทำงานอย่างนี้การจราจรยังไม่หนาแน่นเท่าไร ซูหรงหรงรู้สึกเบื่อหน่ายจึงใช้นิ้วปัดหน้าจอโทรศัพท์ไปมา

         

        ไม่นานนัก

         

        เธอเห็นโพสของเย่จื่ออันเพื่อนสนิทของเธอไปท่องเที่ยวต่างประเทศและไม่ชินกับอาหารและความเป็นอยู่ที่นั่น เธอกดถูกใจก่อนจะโพสต์เอ่ยถามว่าอยากให้เธอส่งหมาป่าผู้คุ้มกันประเทศไปให้หรือไม่

         

        ในขณะที่กำลังพิมพ์อยู่ เธอก็ได้ยินเสียงเปิดประตูของขบวนรถไฟ แต่เธอไม่ได้สนใจว่าใครเป็นผู้ร่วมทางคนใหม่นั้น

         

        เธอในตอนนี้ เหมือนกับจะกลายเป็นผู้เสียหายจากคำพูดหยาบคายมากกว่าราชินีแห่งคำหยาบอย่างเย่จื่ออันเสียแล้ว

         

        แต่สำหรับผู้โดยสารคนอื่นๆ ไม่มีอะไรดึงดูดยิ่งไปกว่าชายในเครื่องแบบทหารกว่านี้อีกแล้ว

         

        นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกเลย

         

        ใบหน้าของเขาช่างดูหล่อเหลาเหมือนภาพสเก็ต แต่ไม่สามารถสัมผัสได้ ลำตัวสูงยาว เสื้อผ้าที่เขาใส่นั้นไม่ได้ดูน่าดึงดูด แต่เขาที่ใส่เครื่องแบบชุดนั้นต่างหากที่ดูน่าดึงดูงดูด  ช่างเป็นบุญตาเหลือเกิน

         

        “อาๆๆ...หล่อจังเลย”

         

        ผู้โดยสารคนหนึ่งหลุดปากเอ่ยขึ้น เธอพูดในสิ่งที่ผู้โดยสารสาวคนอื่นๆ คิดในใจออกมา

         

        “เขามีแฟนหรือยังนะ? ฉันไปขอเบอร์เขาได้ไหม?”

         

        ไม่นานเกินรอ คำตอบของคำถามทั้งหมดก็ปรากฏขึ้น หัวใจของสาวๆผู้โดยสารต่างพากันแตกเป็นเสี่ยงๆ

         

        จ้านอี้หยางเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าซูหรงหรง

         

        เขามองไปที่ซูหรงหรงที่กำลังก้มหน้ากดโทรศัพท์ด้วยความเย็นชา ก่อนที่เขาจะสะกดชื่อเธอออกมาช้าๆชัดๆ

         

        “ซู หรง หรง”

         

        ในขณะนี้ ซูหรงหรงที่กำลังพิมพ์คำสุดท้ายเสร็จ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบกายเย็นเฉียบลงอย่างฉับพลัน

        ขนเธอลุกซู่ ตัวพลันแข็งทื่อ

         

        มีคนเรียกเธอ อีกทั้ง...เสียงยังคลับคล้ายคลับคลากับเสียงของจ้านอี้หยาง

         

        แต่ว่า? จ้านอี้หยางอยู่ที่กองทัพไม่ใช่เหรอ? เธอหูฟาดไปเองหรือเปล่า?

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
29 เมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 17.09 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 29 ฉันไม่ชอบนาย

 

        ซูหรงหรงมองไปที่ด้านหน้าอย่างหวาดระแวง สิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกคือรองเท้าบูทของทหาร เมื่อมองไล่ขึ้นมาเธอก็เห็นขาอันเรียวยาว และเมื่อมองขึ้นมาจนสุดเธอก็เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของจ้านอี้หยาง

         

        พระแม่มารีช่วยลูกด้วย

         

        ซูหรงหรงถอนหายใจหนึ่งครั้ง เธอพยายามจะหาที่หลบ แต่ทว่ากระเป๋าสะพายหลังของเธอมันก็ชนเข้ากับที่นั่ง จนโทรศัพท์ของเธอกลิ้งตกพื้น

         

        จ้านอี้หยาง? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?

         

        เธอเบิกตากว้างจ้องมองไปที่ใบหน้าของจ้านอี้หยาง

         

        “สายสาม...ผ่านทางไปกองทัพนายอย่างนั้นเหรอ? หรือว่า...นายมาผิดทาง?”

         

        คนขับรถที่ยืนอยู่ด้านหลังของจ้านอี้หยางเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา สาวน้อยคนนี้ เอ่อ ไม่สิ ปฏิกิริยาตอบกลับของคุณหญิงจ้าน ช่างจะ...น่ารัก

         

        ใบหน้าของจ้านอี้หยางเหมือนจะยิ่งมืดมัวขึ้น เขาดึงตัวของซูหรงหรงให้ลูกขึ้นยืน

         

        “ไปกับฉัน!”

         

        “อ๊ายๆ...”

         

        ซูหรงหรงต้องออกแรงวิ่งถึงจะเดินตามทันจ้านอี้หยาง

         

        “จ้านอี้หยาง นายทำอะไรของนาย การรังแกผู้หญิงของคนทั้งประเทศไม่ใช่หน้าที่ของทหารอย่างนายเสียหน่อย”

         

        จ้านอี้หยางพาตัวซูหรงหรงเข้ามาในลิฟต์ของสถานีรถไฟ เขาถอนหายใจเย็นเฉียบ ก่อนจะจ้องตาเธอเขม็ง

         

        “ผู้หญิงของคนทั้งประเทศ? ต้องให้ฉันออกปากเตือนเธอไหมว่าตอนนี้เธอคือคุณหญิงจ้าน ภรรยาของฉัน หืม?”

         

        “…”

         

        ซูหรงหรงจ้องหน้าเขาอย่างตกตะลึง ภายในดวงตาเบิกกว้างนั้นครึ่งหนึ่งเต็มไปด้วยความสับสน ส่วนอีกครึ่งคือหวาดกลัว

         

        จ้านอี้หยางโมโหแล้ว ถ้าจะพูดให้ถูก โมโหจนถึงขีดสุด

         

        สถานการณ์ตอนนี้เหมือนกับว่า เขาเป็นดั่งหมาป่าที่กำลังจะจับเจ้ากระต่ายน้อยกินลงท้อง

         

        แต่ว่านะ เธอเพียงแค่ไม่ฟังคำสั่งเขาแล้วก็หนีกลับบ้าน จะต้องโกรธขนาดนี้เลยเหรอ?

         

        เธอเอียงหัว ยิ่งมองหน้าเขาเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้กัน ท่าทีของเขาตอนนี้ช่างเหมือนเด็กที่หัวรั้นโง่เขลา

         

        จ้านอี้หยางอยากจะหยิกซูหรงหรงให้ตาย เป็นแบบนี้แทบทุกครั้ง เวลาที่เขาโมโห เธอมักจะไม่รู้เสมอว่าเขาโมโหเรื่องอะไร สายตาที่เขามองมาราวกับว่าเขาเป็นคนไม่มีเหตุผล

         

        อะไรทำให้เธอซื่อบื้อได้ขนาดนี้กัน?

         

        “ตึง”

         

        ลิฟต์เดินทางมาถึงจุดหมาย จ้านอี้หยางนำเสื้อคลุมตัวนอกของเธอออกมาคลุมไว้บนหัวของเธอก่อนจะกดหัวเธอต่ำลง เพื่อไม่ให้ใครจำเธอได้ ก่อนจะพาตัวเธอออกไป

         

        ซูหรงหรงรู้สึกราวกับว่าเธอเป็นนักโทษ เธอร้องออกมาด้วยความอึดอัด

         

        “อ้านอี้อ๋างงงง....”

         

        “หุบปาก”

         

        จ้านอี้หยางเอ่ยเสียงต่ำให้เพียงเขาและเธอเท่านั้นที่ได้ยิน

         

        “ออกไปได้แล้วฉันจะคิดบัญชีกับเธอ”

         

        ซูหรงหรงเบะปากไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก

         

        หลังจากที่ออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน พวกเขาเดินมาฝั่งตรงกันข้ามกับลิฟต์ พอดีเจอเข้ากับกลุ่มเด็กที่ใส่เครื่องแบบนักเรียนอยู่กลุ่มหนึ่ง หนึ่งในกลุ่มนักเรียนนั้นรีบสะกิดเพื่อนให้มองมาที่จ้านอี้หยาง

         

        “ดูเร็ว คุณพี่ทหารสุดหล่อ”

         

        “อาๆๆ รีบถ่ายรูปเร็ว รีบแชร์ลงในเว่ยป๋อ คุณพี่ชายทหารที่หล่อที่สุดและมีคนหลงรักมากที่สุด”

         

        เมื่อได้ฟัง จ้านอี้หยางขมวดคิ้ว เขาส่งสายตาเย็นยะเยือกไปที่เหล่านักเรียนวัยเยาว์เหล่านั้น เหล่านักเรียนพากันหันหน้าหนี มีเพียงลมเท่านั้นที่พัดผ่านระหว่างพวกเขา ใบหน้าที่ดุดันของจ้านอี้หยางส่งผลทำให้ไม่มีใครกล้าถ่ายรูปเขาเลยสักคน

         

        ก็แบบนี้แหละ ทหารมักจะหล่อแต่โหด โหดจนทำให้คนกลัว

         

        ซูหรงหรงที่โดนกดหัวต่ำลงกระตุกแขนเสื้อของจ้านอี้หยาง

         

        “แม้ฉันจะมองไม่เห็นนาย แต่ฉันรู้นะว่านายกำลังทำหน้าแบบไหน อย่าไปทำให้คนอื่นตกใจเลย พวกเขาก็แค่ถูกเสน่ห์ของนายดึงดูดเท่านั้น”

         

        จ้านอี้หยางส่งเสียงเย็นชากลับมาหาเธอ

         

        “หุบปากซะ คนที่ฉันจะทำให้กลัวคนถัดไปก็คือเธอ”

         

        ซูหรงหรงพยายามจะเงยหน้ามองจ้านอี้หยาง เธอเบะปากก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความไร้เดียงสา

         

        “ฉัน...ฉันก็แค่ไม่ฟังคำพูดของนายเท่านั้น เลิกข่มเหงฉันได้แล้วน่า”

         

        จ้านอี้หยางหลุดหัวเราะอย่างเย็นชา

         

        “เธอเป็นคนแรกที่ไม่รู้จักรักษาชีวิตของตัวเองไว้โดยการไม่ฟังคำพูดของฉัน ไม่ข่มเธอแล้วจะให้ไปข่มใคร หืม?”

         

        ซูหรงหรงหดไหล่เล็กลง ก้มหน้านิ่ง จ้านอี้หยางชนะแล้ว

         

        เมื่อออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน จ้านอี้หยางไม่พูดพร่ำทำเพลงก็โยนซูหรงหรงเข้าไปนั่งประจำที่นั่งข้างคนขับ ในขณะเดียวกันเขาออกคำสั่งให้คนขับรถของเขาก็ลากกระเป๋าเดินทางออกมา

         

        “นายหาทางไปพบฉันที่ชานเมือง”

         

        เขาไม่อยากที่จะสั่งสอนภรรยาของตนเองต่อหน้าคนอื่น

         

        “ครับ ท่าน ผบ.”

         

        คนขับรถวางกระเป๋าของซูหรงหรงที่ด้านหลังเสร็จแล้วก็วิ่งออกไป จ้านอี้หยางเองก็นั่งประจำตรงที่คนขับ เขาสตาร์ตรถก่อนจะขับออกไปด้วยความเร็ว

         

        รถของทหารที่จอดอยู่ข้างถนนนี้ ไม่มีรถคันไหนกล้าเข้าใกล้และคงไม่มีใครกล้าขโมย

         

        ซูหรงหรงคิด ก็คงเหมือนกับหน้าของจ้านอี้หยางตอนนี้ เธอไม่กล้าที่จะไปกระตุ้นอารมณ์ใดๆ ของเขา เพราะแรงอำมหิตที่แผ่ออกมาช่างรุนแรงเสียจริง

         

        เกิดความเงียบงันขึ้นภายในรถ ซูหรงหรงชำเลืองมองคนที่ไม่แม้แต่จะส่งหางตามามองหน้าเธอ สุดท้ายเธอก็ไม่กล้าเปิดปากพูด

         

        รถแล่นมาจนถึงชานเมืองโดยที่ไม่มีรถคันไหนขับสวนมาเลยสักคัน จ้านอี้หยางจอดรถบริเวณริมถนน เขานั่งเฉยๆ บนที่นั่งคนขับ ไม่แม้แต่จะกระดิกตัวหรือเปิดปากพูด ราวกับซูหรงหรงกำลังนั่งอยู่กับรูปปั้นที่ใส่เครื่องแบบทหารอย่างไรอย่างนั้น

         

        “จ้านอี้หยาง...”

         

        ซูหรงหรงเอ่ยพร้อมกับใช้ความกล้ากระตุกที่ข้อมือของเขา แล้วเอ่ยด้วยเสียงหวาน

         

        “...นายโกรธอย่างนั้นเหรอ?”

         

        จ้านอี้หยางหันมามอง อารมณ์ของเขาเหมือนกับก้อนเมฆที่กำลังตั้งเค้าเป็นพายุพาท้องฟ้ามืดมนไปหมด

         

        “ฉันยังแสดงออกไม่พอใช่มั้ย?”

         

        ซูหรงหรงหดตัวแล้วหดตัวอีกบนที่นั่งของเธอก่อนจะพยักหน้า

         

        “แสดงออกพอแล้ว”

         

        แสดงออกพอแล้ว แล้วยังจะมาถามเขา จ้านอี้หยางรู้สึกอยากจะหยิกเธอให้ตายเสียจริงๆ

         

        “จ้านอี้หยาง”

         

        ซูหรงหรงสำรวจอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของเขา เสียงเธอทั้งเบาทั้งอ่อนหวาน

         

        “ฉันแค่อยากกลับบ้านเฉยๆ นาย...นายไม่จำเป็นต้องโกรธแล้ว”

         

        “ไม่จำเป็น?”

         

        จ้านอี้หยางหัวเราะเสียงเย็น

         

        “ซูหรงหรง ฉันเคยเตือนเธอแล้วไม่ใช่เหรอ หากฉันไม่อนุญาตเธอห้ามกลับบ้าน หืม?”

         

        ซูหรงหรงเบะปาก ท่าทางไม่พอใจเท่าไร

         

        “แต่ว่าฉันอยากกลับบ้านนี่นา...ตกลงนายมีเหตุผลอะไรไม่อยากให้ฉันกลับบ้านกันแน่? เพราะฉันหลอกนายว่าทำกับข้าวไม่เป็นอย่างนั้นเหรอ? ขี้น้อยใจ!...ไหนๆ ก็พูดแล้ว ฉันเป็นภรรยาของนายนะ คนที่ควรจะมีอิสระก็คือฉัน ทำไมนายถึงไม่ให้ฉันกลับบ้าน?”

         

        เมื่อพูดจบ เธอส่งสีหน้าไม่พอใจปนประท้วงเล็กๆ ไปที่จ้านอี้หยาง

         

        จ้านอี้หยางกัดฟัน ดีเหลือเกิน ยัยกระต่ายน้อยเริ่มเล่นแง่กับเขาแล้ว

         

        เขาจ้องมองไปที่ซูหรงหรง ตอนแรกคิดจะพูดกับเธอว่าเพราะพวกเขาเพิ่งแต่งงานกันได้เพียงสองวัน การที่ภรรยาอยู่ๆ ก็กลับบ้านอาจจะทำให้พ่อแม่ฝั่งภรรยาเข้าใจผิดได้  แต่ในเมื่อซูหรงหรงเอ่ยออกมาแบบนี้

         

        “จ้านอี้หยาง นายใจร้อนเกินไป ฉันไม่ชอบผู้ชายใจร้อน ฉันคิดว่าพวกเราคงไม่มีวิธีที่จะอยู่ร่วมกันได้หรอก”

         

        เมื่อพูดจบซูหรงหรงก็ก้มหน้าลง เธอพูดออกไปหมดแล้ว แต่เธอกลับไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าจ้านอี้หยางตอนตอบ

         

        จ้านอี้หยางหรี่ตาลง

         

        “แล้วไง?”

         

        เขาจ้องมาที่ซูหรงหรง รออย่างใจจดใจจ่อให้เธอตอบคำถาม

         

        มีเพียงจ้านอี้หยางเท่านั้นที่รู้ดีว่า ความโกรธภายในใจของเขามันใกล้จะระเบิดออกมาแล้ว

         

        กล้าพูดว่าไม่ชอบเขา ยัยกระต่ายน้อยอยากโดนถลกหนังนักใช่ไหม!

         

        “เพราะฉะนั้น...”

         

        ซูหรงหรงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองเขา แม้เสียงเธอจะเบาแต่มันกลับดูหนักแน่น

         

        “เพราะฉะนั้นฉันอยากกลับบ้าน ฉันไม่อยากอยู่กับนาย!”

         

        “ซูหรงหรง!”

         

        จ้านอี้หยางตะคอกเสียงเย็น ขณะนี้ บรรยากาศภายในรถราวกับกระแสน้ำเย็นของไซบีเรียไหลผ่านข้ามชายแดนมาอย่างไรอย่างนั้น

         

        ซูหรงหรงราวกับถูกแข็งซัดที่หน้า เธอจ้องไปที่จ้านอี้หยาง

         

        วินาทีต่อมา คางของเธอก็ถูกจ้านอี้หยางล็อกไว้ จ้านอี้หยางต้องการที่จะกลืนกินทั้งฟันที่กัดแน่นและปากที่เม้มอยู่ของเธอ

         

        “ไม่อยากอยู่กับฉันอย่างนั้นเหรอ? ดีมาก!”

         

        จากนั้น ริมฝีปากของเธอก็ถูกเขาครอบครอง...

         

        รสจูบที่รุนแรงดังพายุพัด ทั้งหนักหน่วงทั้งน่าสงสาร ริมฝีปากสีชมพูของเธอถูกบดขยี้  ราวกับว่าตอนนี้จ้านอี้หยางกำลังขโมยลมหายใจของเธออย่างไรอย่างนั้น

         

        ซูหรงหรงมองด้วยความโง่เขลาและตกตะลึงก่อนจะนึกได้ว่าเธอจะต้องป้องกัน แต่เหมือนกับว่าจ้านอี้หยางจะรู้ล่วงหน้า เขารีบล็อกตัวเธอไว้ เขาออกแรงจนเธอไม่สามารถตอบโต้เขาได้ ราวกับว่าเขาต้องการจะกลืนกินตัวเธอเข้าไปในตัวเขาอย่างไรอย่างนั้น เธอทำได้เพียงใช้ฟันบนฟันล่างประกบกันเพื่อป้องกัน

         

        จ้านอี้หยางขมวดคิ้ว ความไม่พอใจที่ส่งไปนั้นยิ่งรุนแรงขึ้นจนซูหรงหรงงยอมที่จะเปิดฟันออก เขารีบดุนดันลิ้นเข้ารุกล้ำพื้นที่ในโพรงปากของเธอ

         

        “อุ๊บ...จ้านอี้หยาง....”

         

        ซูหรงหรงหายใจอย่างติดขัด แต่เธอก็ยังสามารถเรียกชื่อเขาออกมาได้ แต่ริมฝีปากของเธอก็ถูกเขายึดไปอีกครั้ง

         

        เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอพูด และไม่เปิดโอกาสให้เธอตีตัวออก

         

        ซูหรงหรงถูกเขารัดจนแน่น เธอหายใจอย่างยากลำบากและสูญเปล่า ประสาทสัมผัสที่ปลายลิ้นเริ่มมึนงงสับสน บริเวณที่โดนเขาจับเองก็เริ่มรู้สึกเจ็บปวด

         

        เขามันคนเผด็จการ!

         

        ความเจ็บปวดทางกายกระตุ้นความเจ็บปวดไปจนถึงหัวใจ ดวงตาของเธอเริ่มร้อนผ่าว ของเหลวที่เรียกว่าน้ำตาไหลออกจากดวงตาผ่านลงไปที่แก้ม...

         

        จ้านอี้หยางรู้สึกได้ถึงความเย็นของหยดน้ำ ก่อนรับรู้รสเค็มจากสัมผัสที่ริมฝีปาก...น้ำตา?

         

        เขาตะลึงงัน ก่อนจะคลายสัมผัสจากซูหรงหรงอย่างนุ่มนวล เขาได้เห็นใบหน้าที่เปรอะไปด้วยน้ำตาของเธอ น้ำใสๆ ไหลจากดวงตาเธอเป็นสาย

         

        แต่ไหนแต่ไรมาเขามักเกลียดที่จะเห็นคนร้องไห้ การร้องไห้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ แต่ยังแสดงออกมาถึงความอ่อนแอของตนเอง เขาเกลียดการร้องไห้แบบนี้

         

        แต่ตอนนี้เขากลับพบว่า ที่ผ่านมา สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือน้ำตาของซูหรงหรง

         

        น้ำตาสีใสไหลมาเป็นทางบนแก้มสีขาว บัดนี้ดวงตาสุกวาวสดใสของเธอถูกแทนที่ด้วยน้ำตาไปจนหมด ราวกับร่างกายของเธอกำลังประท้วงเขา ริมฝีปากชมพูระเรื่อของเธอตอนนี้บวมแดง สายตาจับจ้องมาที่เขาอย่างน่าสงสาร ยัยกระต่ายน้อยตอนนี้กำลังตื่นตกใจกลัวคน

         

        และคนที่ทำให้เขากลัวก็คือ...เขา

         

        เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเกลียดตัวเอง เมื่อได้ฟังเธอพูดว่าจะไปจากเขา ปฏิกิริยาแรกของเขาคือไม่อยากจะเชื่อและไม่อยากจะยอมรับ

         

        เมื่อซูหรงหรงได้พ่นคำเหล่านั้นออกมา เขายิ่งรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง

         

        “จ้านอี้หยาง”

         

        ซูหรงหรงสูดจมูกฟืด เธอปาดน้ำตาออกจากตา

         

        “นายมันเผด็จการ ฉันจะกลับบ้าน!”

         

        เมื่อพูดจบเธอก็เอื้อมมือจะเปิดประตูรถ แต่น่าเสียดายที่จ้านอี้หยางเร็วกว่าเธอหนึ่งก้าว ทันทีที่เห็น เขารีบล็อกประตูรถ เขาไม่อยากจะออกไปแสดงละคร ‘หากเธอหนีฉันจะไล่ตาม’ที่ด้านนอกถนนนั้น

         

        ซูหรงหรงหลุดใบหน้าที่ ‘ดุร้าย’

         

        “เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ปล่อยฉันลงรถ”

         

        จ้านอี้หยางมองออกไปทั้งสองฝั่งถนนล้วนมีแต่ต้นไม้ใบหญ้า

         

        “ถ้าฉันเปิดประตูรถ เธอคิดว่าเธอจะหาทางกลับได้อย่างนั้นเหรอ”

         

        ซูหรงหรงเชิดหน้าขึ้น

         

        “ฉันยอมหลงทาง!”

         

        หลงทางเสียยังดีกว่าการได้อยู่กับจอมเผด็จการอย่างจ้านอี้หยาง เขามักจะเป็นอย่างนี้เสมอ พอแกล้งเธอเสร็จ เขาถึงจะใช้เหตุผลมองเธอ เมื่อทุกสิ่งผ่านไปแล้ว เขาก็ยังคงรู้สึกว่าการได้แกล้งเธอเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

 

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

Kawebook

ขีดเขียนหน้าใหม่ (38)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 93
30 เมื่อ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 19.50 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 30 จ้านอี้หยางจะฆ่าตัวตาย

 

        ซูหรงหรงคิด สมองของเธอมันคงตายไปแล้วเธอถึงยอมไปจดทะเบียนสมรสกับจ้านอี้หยาง วัตถุประสงค์ของเธอเพียงแค่อยากพาเขาไปอวดกู้แหยนเจ๋อ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา...คนที่โดนจัดการกลับกลายเป็นตัวเธอเอง

         

        เพียงเพราะต้องการเอาคืนกู้แหยนเจ๋อ แต่มันก็ไม่ควรจะเกิดเรื่องราวเร็วมากขนาดนี้

         

        มันคือการขุดหลุมฝังตัวเอง ตัวเธอตอนนี้อธิบายได้แค่นี้จริงๆ

         

        จ้านอี้หยางมองใบหน้าที่กำลังครุ่นคิดของซูหรงหรง เขาเอื้อมมือออกไปเพื่อพยายามจะเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเธออย่างไม่รู้ตัว ทว่ายัยกระต่ายน้อยที่ยังเต็มไปด้วยอารมณ์กลับหันหน้าหนีเขาไปอีกทาง เธอไม่ยอมรับสัมผัสจากเขา ปลายนิ้วของเขาจึงสัมผัสเพียงอากาศเท่านั้น

         

        “เลิกวุ่นวายได้แล้ว”

         

        จ้านอี้หยางพูดพร้อมใช้มือทั้งสองข้างหมุนตัวซูหรงหรงกลับมา นิ้วหัวแม่มือหยาบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้เธอ

         

        “ต้นไม้ใหญ่เก่าแก่รกชัดขนาดนี้ เธอเดินไม่ถึงครึ่งทางก็หลงแล้ว ฉันยังไม่อยากเป็นม่ายตอนนี้”

         

        ซูหรงหรงเชิดคางขึ้น เธอมองไปที่หลังคารถด้วยความโกรธ

         

        “เมื่อกี้นายเองก็เกือบจะฆ่าฉันด้วยมือของตัวเองอยู่แล้ว ฉันคิดว่านายอยากจะฆ่าภรรยาที่แต่งงานกับนายได้แค่ 2 วันให้ตายเสียอีก”

         

        ซูหรงหรงพ่นคำพูดออกมาด้วยอารมณ์โกรธอีกครั้ง น้ำเสียงของเธอบ่งบอกถึงความเสียใจ แต่ไม่ได้กรีดร้องแต่อย่างใด ท่าทางของจ้านอี้หยางจึงเริ่มอ่อนลง

         

        “เธอเองก็รู้ว่าพวกเราเพิ่งจะแต่งงานได้เพียง 2 วัน เพิ่งจะแต่งได้ 2 วันเธอก็ขนข้าวขนของกลับบ้าน พ่อแม่ของเธอจะคิดอย่างไร?”

         

        ซูหรงหรงเบะปาก

         

        “ฉันเองก็ไม่คิดจะบอกพ่อกับแม่เรื่องที่พวกเราทะเลาะกัน ยิ่งไม่เคยคิดจะบอกพ่อกับแม่ว่านายผลักฉันล้มลงบนเตียง”

         

        ซูหรงหรงพูดถึงแค้นครั้งเก่า น้ำเสียงของเธอช่างดุดันแข็งกร้าว

         

        จ้านอี้หยางงงงัน ไม่คิดเลยว่าซูหรงหรงเองก็คิดถึงจุดนี้ เขาขมวดคิ้ว เขารอฟังคำตอบของเธอ

         

        “ถ้าอย่างนั้นเธอจะบอกพ่อกับแม่ว่ายังไง”

         

        “บอกว่านายกลับกองทัพ ฉันไม่ชินกับการใช้ชีวิตคนเดียว ก็เลยอยากกลับไปอยู่บ้าน 2-3 วัน”

         

        นั่นเป็นวิธีการพูดที่เยี่ยมมาก จ้านอี้หยางฟังอย่างตั้งใจ

         

        “อืม แล้วจากนั้นล่ะ”

         

        “จากนั้นพอนายกลับจากกองทัพ นายก็จะมารับฉันกลับบ้าน”

         

        จ้านอี้หยางเอ่ยถามเสียงต่ำ

         

        “ถ้าอย่างนั้นทำไมตอนอยู่บ้านเธอไม่พูดแบบนี้”

         

        “นายผลักฉันลงบนเตียง ยังไม่ทันขอโทษก็ออกจากบ้านไปแล้ว”

         

        ซูหรงหรงกระแทกกระทั้นเสียงทบทวนความทรงจำให้เขา ทั้งน้ำเสียงทั้งหน้าตาบ่งบอกถึงความไม่พอใจ แต่น่าเสียดายที่หน้าตาของเธอยังไม่ดุดันมากพอ ท่าทางของเธอตอนนี้เหมือนกระต่ายน้อยที่โศกเศร้าและหดหู่

         

        ถ้าอย่างนั้น นี่ก็เป็นเหมือนการเปิดโอกาสให้จ้านอี้หยางแกล้งเธออีกครั้งหนึ่ง

         

        สายตาของจ้านอี้หยางจับจ้องบนใบหน้าของเธอ  ครู่เดียว รอยยิ้มก็ปรากฏบนริมฝีปากของเขา

         

        ซูหรงหรงที่ยังคงมีอารมณ์โกรธอยู่ทุบตัวเขาหนึ่งที

         

        “นายยังยิ้มอีก!”

         

        จ้านอี้หยางรับมือเพื่อหยุดการกระทำของเธอไว้ เขาออกแรงนิดเดียว ตัวของซูหรงหรงที่ไม่หนักมากก็หลุดเข้ามาอยู่ในวงแขนของเขา ถ้าจะพูดให้ถูกคือตอนนี้เธอกำลังนั่งลงบนตักของเขา

         

        ซูหรงหรงที่ถูกจู่โจมกรีดร้องอยู่ในใจ แต่ด้วยจิตใต้สำนึกเธอรีบคว้าคอจ้านอี้หยางไว้เพราะกลัวตก หน้าของเธอตอนนี้แดงก่ำ เธอที่อยากจะหนีออกจากอ้อมแขนก็ยิ่งถูกจ้านอี้หยางกระชับตัวให้แน่นขึ้น มือของเขาโอบเอวของเธอไว้ ร่างกายของทั้งคู่ใกล้กันมากเหลือเกิน

         

        “จ้านอี้หยาง!”

         

        ซูหรงหรงร้องออกมาด้วยอารมณ์โกรธ

         

        “ฉันคิดว่าฉันแต่งงานกับคนซื่อบื้อคนหนึ่งแล้วล่ะ”

         

        จ้านอี้หยางขัดคำพูดของซูหรงหรง เขาจูบปิดริมฝีปากของเธออย่างอ่อนหวานแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยต่อ

         

        “ไม่คิดเลยว่าจะซื่อบื้อกว่าที่ฉันคิดไว้มาก”

         

        ซูหรงหรงขบปากของเขาหนึ่งที แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมปล่อยตัวเธอไป

         

        “นายคิดว่าฉันกลับบ้านไปแล้วจะเอาเรื่องของเราไปพูดกับพ่อแม่หรือยังไง นายถึงไม่ยอมให้ฉันกลับบ้าน?”

         

        “พอมองหน้าเธอแล้ว ฉันก็คิดว่าเธอจะทำอย่างนั้น”

         

        “ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้น ตอนนี้นายซื้อใจแม่ฉันไปแล้ว ลองถ้าเขารู้ว่าฉันทำให้นายโกรธ แม่ต้องฆ่าฉันแน่ๆ”

         

        ซูหรงหรงรู้สึกหดหู่

         

        “ไม่ใช่ว่านายเป็นลูกชายของแม่ฉันอีกคนหรือไง ฉันก็แค่ถูกเขาเก็บมาเลี้ยง”

         

        ที่แท้เหตุผลที่ยัยกระต่ายน้อยไม่พูดเรื่องของเขาสองคนก็เพราะกลัวโดนฆ่านี่เอง จ้านอี้หยางเอ่ยต่อเสียงแผ่วเบา

         

        “ช่างเถอะ ยัยบื้อ”

         

        “นายสิซื่อบื้อ”

         

        แววตาของซูหรงหรงยังคงมีความโมโหอยู่น้อยนิด เธอจ้องเขาด้วยความขุ่นเคือง

         

        “นายจะต้องขอโทษฉัน”

         

        “ฉันไม่เคยขอโทษใครมาก่อน”

         

        เขาพูดผ่านๆ แต่กลับดูหยิ่งยโส

         

        ซูหรงหรงเบะปาก

         

        “แต่ครั้งนี้นายผิดนะ”

         

        “อืม ฉันผิดเอง”

         

        “ถ้าอย่างนั้นก็ขอโทษมาซะ”

         

        ซูหรงหรงเชิดคางขึ้น เธอมองไปที่เขาด้วยสายตาหนักแน่น

         

        “ฉันชอบชดเชยด้วยการกระทำมากกว่า”

         

        เมื่อได้มองหน้าของเธอที่จ้องมาทางเขา จ้านอี้หยางขมวดคิ้ว

         

        “อะไร? ไม่เข้าใจคำว่า ชดเชย อย่างนั้นเหรอ?”

         

        เขาถอนหายใจอย่างเงียบๆ ภายในใจ เขารู้ว่ายัยกระต่ายน้อยไม่เข้าใจ

         

        ซูหรงหรงกระซิบเบาๆ

         

        “ฉันไม่ได้ต้องการการชดเชย ฉันแค่อยากให้นายสัญญากับฉัน ต่อไปไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ห้ามออกคำสั่งและทิ้งฉัน”

         

        “อืม”

         

        ซูหรงหรงดีดนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว

         

        “ฉันไม่อยากออกไปวิ่งทุกวันตอนเช้า 2,000 เมตร”

         

        “ตามใจเธอ”

         

        จ้านอี้หยางตอบรับอย่างใจกว้าง

         

        คราวนี้ซูหรงหรงหัวเราะออกมาจนใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม จ้านอี้หยางจึงเอ่ยถาม

         

        “พอใจแล้วเหรอ?”

         

        ซูหรงหรงทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะตอบคำถามเขา

         

        “ก็โอเคแล้วนะ”

         

        “รายงาน ท่านผบ. จ้าน อีก 15 นาทีผมจะไปถึงที่จุดนัดพบ โปรดออกคำสั่งด้วยครับ”

         

        ในขณะที่จ้านอี้หยางเงียบ เสียงลูกน้องของเขาก็ดังขึ้นที่เครื่องรับส่งวิทยุสื่อสาร

         

        เมื่อซูหรงหรงได้ฟัง เธอเพิ่งจะนึกได้ว่ากำลังนั่งอยู่บนตักของจ้านอี้หยาง แถมตัวก็ยังแนบชิดกันเสียด้วย ครู่ต่อมาเธอก็กระโดดกลับมาที่นั่งข้างคนขับ เอามือปิดหน้า เธอคิดว่าคนขับรถมาถึงแล้ว

         

        “เธอตกใจอะไร?”

         

        จ้านอี้หยางถามอย่างสงสัย ทว่าเขากลับฉีกยิ้มที่มุมปาก หากใครได้มองตามก็คงจะรู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษ

         

        ซูหรงหรงรู้ว่าเขาจงใจถามเธอ เธอถอนหายใจแล้วจ้องหน้าเขา แต่ไม่พูดอะไรออกมา

         

        เธอเองไม่คิดเลยว่าจ้านอี้หยางเองก็จะแสดงออกทางอารมณ์เหมือนเธอ เขาจ้องหน้าเธอ

         

        พฤติกรรมเหมือนเด็กแบบนี้จ้านอี้หยางทำไม่เป็นแน่ๆ เขาทำเพียงหัวเราะก่อนจะพ่นออกมาสองคำ

         

        “คนบ้า”

         

        ซูหรงหรงโมโห เธอไม่มีทางยอมรับคำด่านั้น

         

        “นายเองก็เป็นสามีของคนบ้า เรียกสั้นๆ ว่า สามีคนบ้า”

         

        จ้านอี้หยางหรี่ตามองเธอ

         

        “ซูหรงหรง เธอด่าฉัน”

         

        ซูหรงหรงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความแค้นใจเล็กๆ

         

        “นายอย่ามากล่าวหาคนอื่นเลย ฉันแค่พูดความจริงกับนายเท่านั้น”

         

        “เมื่อวานตอนที่เธอบอกว่าทำกับข้าวไม่เป็นก็ทำหน้าแบบนี้ สุดท้ายเธอก็หลอกฉัน”

         

        จนถึงตอนนี้จ้านอี้หยางยังแทบจะไม่เชื่อตัวเอง เมื่อก่อนตอนที่มีภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นกลอุบายแบบไหนเขาก็สามารถดูออกได้ภายในปราดเดียว ทว่าเมื่อคืนวานเขากลับ...ถูกยัยกระต่ายน้อยหลอกเข้าอย่างเต็มเปา

         

        “ถ้าอย่างนั้นวันนี้นายก็ได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ๆ ไปแล้ว บางทีตอนนี้ฉันก็อาจจะกำลังหลอกนายอยู่ก็ได้นะ”

         

        เธอส่งสายตาไปหาเขาอย่างซุกซน ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจในตนเอง

         

        “ซูหรงหรง ทำไมเมื่อก่อนฉันถึงมองเธอไม่ออกกันนะ? หืม?”

         

        “นี่ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ นายแค่มองไม่เห็นถึงข้อดีของภรรยาตัวเอง คนที่ต้องมานั่งเสียใจก็คือนายนั่นแหละ”

         

        เธอกรีดนิ้วเรียวยาวไปที่เขา ทว่าท่าทีของเธอยังคงดูไร้เดียงสา จนทำให้เขาหรือใครก็ตามไม่กล้าจะเชื่อคำพูดที่ออกมาจากปากเธอ

         

        จ้านอี้หยางกระตุกยิ้มขึ้น

         

        “คุณหญิงจ้าน ฉันกำลังสำนึกผิด ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่ฉันยังไม่สามารถค้นพบได้ในตัวเธอ ถ้าอย่างนั้นรอฉันไปสำรวจหน่อยเถอะนะ”

         

        ในเมื่อยัยกระต่ายน้อยอยากจะเล่นกับเขา พอถึงที่หมายค่อยจัดการแล้วกัน

         

        สายตาของซูหรงหรงรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นระแวดระวังโดยฉับพลัน ตอนนี้เธอรู้สึกว่าจ้านอี้หยาง...เหมือนหมาป่าใจร้ายที่ไร้ศีลธรรมอย่างไรอย่างนั้น

         

        “ลงรถ”

         

        จ้านอี้หยางอยู่ๆ ก็พูดขึ้น

        ซูหรงหรงมองไปรอบด้านทั้งสี่ทิศ

         

        หากนำคำพูดของเย่จื่ออันมาเปรียบเปรยแล้วละก็ สถานที่ที่เหมาะแก่การฆ่าคน!

         

        เธอยังคงไม่ยอมลงจากรถ เธอเพิ่งจะด่าจ้านอี้หยางว่าบ้า เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะทำอะไรเธอ

         

        จ้านอี้หยางเดินอ้อมมาทางประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับก่อนจะเปิดประตู

         

        “ซูหรงหรง ลงจากรถ!”

         

        “นายจะทำอะไร?”

         

        ซูหรงหรงกอดเบาะที่นั่งข้างคนขับไว้แน่น

         

        จ้านอี้หยางมองไปรอบด้าน หัวเราะเสียงเย็น

         

        “สบายใจได้ ถ้าฉันอยากจะทำอะไรๆ ฉันไม่เลือกสถานที่แบบนี้หรอก”

         

        พูดจบก็อุ้มตัวซูหรงหรงลงจากรถ ก่อนจะวางเธอไว้ด้านหลัง

         

        ไม่นาน คนขับรถของจ้านอี้หยางก็มาถึง ซูหรงหรงจึงเพิ่งจะเข้าใจว่าเป็นแค่การสลับคนขับรถเท่านั้น เธอมองไปรอบๆ อย่างสบายใจ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าใกล้หน้าต่างมากขึ้น

         

        “จ้านอี้หยาง ตกลงเราจะไปไหนกันอย่างนั้นเหรอ?”

         

        “ถึงแล้วก็รู้เอง ถ้ายังถามอีก ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเลือกที่นี่ทำอะไรๆ ดีหรือเปล่า”

         

        “…”

         

        ซูหรงหรงนั่งนิ่ง ก่อนจะพิมพ์บอกเย่จื่ออันว่าเธอถูกจับเป็นตัวประกัน เย่จื่ออันจึงตอบกลับเธอ

         

        อย่าคิดหนีหรือดิ้นรน ลองหลับตาแล้วยอมรับมันด้วยความเต็มใจ

         

        ยอมรับ?

         

        ก็ได้

         

        เธอเก็บโทรศัพท์ ก่อนจะมองออกไปนอกรถ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบรรยากาศข้างทางเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไร

         

        เมื่อได้เข้ามาในหุบเขา บรรยากาศและวิวทิวทัศน์ก็ดูดีกว่าเมื่อครู่ที่ผ่านมา

        ฤดูใบไม้ผลินั้นเสมือนฤดูที่ช่วยฟื้นฟูเหล่าแมกไม้ ต้นไม้ในภูเขาดูมีชีวิตชีวา แสงแดดจ้าส่องเข้ามาตามช่องว่างของใบไม้และกิ่งไม้ ช่างเป็นความงดงามที่หาสิ่งใดมาเปรียบเปรยไม่ได้ อากาศในหุบเขาช่างสดชื่นเสียจนน่าประหลาดใจ จนทำให้ลืมความสั่นโคลงของทางที่ไม่ราบเรียบสม่ำเสมอ

         

        ในที่สุด สายตาของยัยกระต่ายน้อยก็เปล่งประกาย

         

        เส้นทางนี้จ้านอี้หยางใช้เดินทางไปกลับเป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว เขาค่อนข้างคุ้นชินเป็นอย่างดี เขามองเห็นใบหน้าที่ตื่นเต้นประหลาดใจของซูหรงหรง

         

        “เธอทำอะไร?”

         

        “หลับตา เอ๊ย ไม่ใช่สิ หยุดการเคลื่อนไหวของสายตาเพื่อที่จะเสพสุข”

         

        นิ้วมือของเธอยื่นออกไปนอกหน้าต่างรถแล้วสัมผัสกับใบไม้

         

        “อาๆๆ จ้านอี้หยาง นายดูต้นไม้ต้นนั้นสิ ทำไมมันถึงได้...อุ๊บ...”

         

        ยังที่เธอไม่ทันจะพูดจบ จ้านอี้หยางก็ฉุดตัวของเธอเข้ามา เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าจ้านอี้หยาง ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไรก็โดนจ้านอี้หยางสั่งสอน

         

        “ยัยโง่ ใครสั่งใครสอนว่าเวลานั่งรถให้เอามือกับหัวยื่นออกไปข้างนอก?”

         

        ซูหรงหรงที่กำลังจะพูดว่าในเส้นทางนี้คงไม่อาจเจอเข้ากับรถคันอื่นแน่ๆ แต่เมื่อสักครู่รถแล่นเข้าไปใกล้ต้นไม้ต้นหนึ่งมาก หากเมื่อครู่เธอไม่ทันระวังแล้วละก็ เธอคงจะพิการไปแล้ว

         

        ก็ได้ ครั้งนี้เธอผิดเอง

         

        “ต่อไปฉันจะไม่ทำอีกแล้ว”

         

        ซูหรงหรงหัวเราะแฮะๆ ออกมา

         

        “นั่งดีๆ”

         

        จ้านอี้หยางกดมือลงบนบ่าของเธอ ไม่อนุญาตให้เธอขยับตัววุ่นวายไปมา

         

        ซูหรงหรงมองหาช่องว่าง

         

        “นายปล่อยฉันก่อนได้มั้ยเล่า ฉันอยากมองวิวภายนอกหน้าต่าง ฉันจะไม่เอาหัวออกไปอีกแล้ว อุ้ย ฉันไม่ให้เป็นม่ายในเร็ววันนี้หรอก”

         

        เธอส่งดวงตาไร้เดียงสาใสซื่อบริสุทธิ์ไปให้เขาเพราะคิดว่าเขาคงตกหลุมพรางของเธอ ทว่าจ้านอี้หยางกลับเอ่ยออกมาหนึ่งประโยค

         

        “คุณหญิงจ้าน ถ้าเธอยังพูดไม่รู้เรื่อง คุณผู้ชายจ้านคนนี้จะทำให้เขาได้เป็นม่ายด้วยตนเอง”

         

        “...นาย...จะฆ่าตัวตายอย่างนั้นเหรอ?”

         

        ซูหรงหรงจ้องหน้าเขานิ่งก่อนจะเอ่ยถาม

         

        อีกครั้งที่คำพูดของจ้านอี้หยางถูกภรรยาของเขาเข้าใจผิดไปอย่างสิ้นเชิง

 

___________________________________________

 

อย่าลืมคอยติดตามเอาใจช่วย"ซูหรงหรง"และว่าที่สามีของเธอด้วยะนะจ๊ะ


หากชอบ "ซูหรงหรง"และ "จานอี้หยาง" สามารถเข้าไปติดตามได้เร็วกว่าใครได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยน้า

 

https://www.kawebook.com/story/3266

 

สามารถติดตามข่าวสารหรือเข้าไปพูดคุยกับเราได้ที่  https://www.facebook.com/kawebook/

หน้า จาก 2 ( 30 ข้อมูล )
แสดงจำนวน ข้อมูลต่อแถว

โพสตอบ

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเโพสตอบได้

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา