[นิยายแปล] จ่านหลง พิชิตมังกรออนไลน์ ตอนที่ 9 (24/05/2563)

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST:30
เมื่อ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 16.59 น.

จ่านหลงพิชิตมังกร[Online]

 

เฮ้...ผมหลี่เซียวเหยา...

อดีตเคยเป็นหน่วยสวาทแต่ล่าสุดได้ทำการไต่ระดับจากหน่วยสวาทจนกลายมาเป็นยามรักษาความปลอดภัย

อ่านไม่ผิดหรอกครับคนอื่นอาจจะไต่ขึ้นแต่ผมดันไต่ลงมาซะงั้น...

อยู่มาวันนึงวันที่ผมตกอับถึงขั้นไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน เหมือนฟ้าจะเห็นใจคนหน้าตาดีไร้คู่อย่างผม

ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นบอร์ดี้การ์ดให้คุณหนูสุดสวยเพื่อป้องกันอันตรายจากศัตรูของพ่อเธอแถมผมยังมีโอกาสได้เข้าไปคุ้มครองเธอถึงในเกมออนไลน์เสมือนจริงด้วย

และแล้วเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้น...

 

-----------------



เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :  Beijing Canlin Cultural Broadcasting Co.,LTD ( 17K )

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Co.,LTD (สนพ.กวีบุ๊ค)

ประพันธ์โดย :  失落叶

แปลภาษาไทยโดย :  Sinsupa. T



-----------------

https://www.kawebook.com

เว็บอ่านนิยายออนไลน์ นิยายแปล นิยายจีน นิยายญี่ปุ่น นิยายรัก นิยายY แฟนตาซี จำนวนมาก | กวีบุ๊ค

แก้ไขครั้งที่ 11 โดย Kawebook เมื่อเมื่อวาน 14.03 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
1 เมื่อ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.06 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 1 แม่เทพธิดาคัพ D34

 

       

        ท่ามกลางฤดูร้อน แสงอาทิตย์เปรียบดั่งลูกธนูอาบยาพิษที่ทะลวงผ่านชั้นปกป้องผิวของใบหน้า ระหว่างที่ยืนอยู่ตรงป้อมยาม เหงื่อก็ไหลคล้อยลงมาอาบแก้มก่อนจะหยด “แหมะๆ” ลงบนชุดยูนิฟอร์มสีเขียวแบบเดียวกับสีของหญ้าราวกับเครื่องสูบน้ำ อากาศวันนี้ร้อนจนแทบอยากจะร้องขอชีวิต

        ผมไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย เหงื่อที่เกาะบนขนคิ้วหยดใส่ขนตาก่อนจะไหลเข้าสู่นัยน์ตาจนทำให้รู้สึกแสบเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด แม่งเอ๊ย ไอ้ยามบ้านั่นเอากันสาดออกไปจากป้อมยามอีกแล้ว! เห็นได้ชัดเลยว่านี่เป็นการรับน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในแผนกรักษาความปลอดภัย แต่ก็ช่างเถอะ มันก็เหมือนกับที่เม่งจื๊อเคยกล่าวไว้ว่า สวรรค์จะมอบหน้าที่ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ให้กับบุคคลผู้นี้ซึ่ง... ผู้นี้กับเตี่ยแกสิวะ... ร้อนจะตายอยู่แล้วโว้ย!

        ……

        ผมชื่อหลี่เซียวเหยา นี่ไม่ใช่ชื่อธรรมดาๆ นะครับ ผมมั่นใจว่าแม่จะต้องคาดหวังกับอนาคตของผมไว้สูงมากทีเดียว คงหวังให้ผมเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมช่วยเหลือคนที่อ่อนแอ แต่ผมกลับทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวัง เพราะผมดันเป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่บริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในหางโจว แต่ยังไม่ทันจะครบสองเดือนก็มีอันต้องเจอกับความยากลำบากและความอัปยศอดสู ข้าวมื้อถัดไปยังไม่มีจะกิน งานที่นี่ไม่มีเงินบำนาญ ไม่มีประกันสุขภาพ ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แถมยังไม่มีอาหารสำหรับพนักงาน แม้กระทั่งชุดยูนิฟอร์มก็ไม่สมประกอบ ซ้ำยังถูกสั่งให้ทำโอทีตอนเที่ยง ผมว่าชีวิตของผมตอนนี้ช่างขมขื่นพอๆ กับน้ำที่ถูกคั้นออกจากมะระ

        อีกอย่างทุกๆ วันผมก็ได้แต่ยืนมโนว่า ภายในบริษัทคงจะเต็มไปด้วยสาวงามในชุดเครื่องแบบ แต่ผ่านไปได้สองเดือนผมถึงได้รู้ว่า บรรดาสาวๆ ในบริษัทหากไม่แต่งหน้าละก็ ทำเอาผมขวัญหายหัวใจแทบวายเลยละ หรือแม้จะเป็นตอนที่แต่งหน้าแล้วก็ยังทำเอาผมผวาเสียจนฉี่แทบเล็ด!

        ……

        มองเหล่ออกไปไม่ไกล หญิงสาวนางหนึ่งกำลังเดินออกมาจากตึกใหญ่ ผมรู้จักหล่อนดี เธอทำงานอยู่ในแผนกธุรกิจชื่อ หวางเหยียน แต่คนในนั้นเรียกเธอว่า ดอกไม้แห่งแผนกธุรกิจ หน้าอกหน้าใจเรียวขาเอาไปเลย 9 คะแนน ส่วนหน้าเอาไปแค่ 1 พอ!

        หวางเหยียนเองก็รู้จักผม เธอพาเอวคอดกิ่วเดินเข้ามาหาพร้อมกับรองเท้าส้นสูงที่ไม่ต่ำกว่าเจ็ดเซนติเมตรรองรับขาขาวจั๊วะที่สวยเกินกว่าจะหาสิ่งใดมาเปรียบ ทันใดนั้นก็มาหยุดยืนอยู่ที่ข้างป้อมยามก่อนจะมองมาที่ผมพร้อมกับยิ้ม “หลี่เซียวเหยา วันมะรืนนี้ Destiny จะเปิดให้บริการแล้วนะ อะไรกันนี่ นายอยากจะเป็นยามไปจนตายเลยหรือไง? ฉันว่าตามฉันมาดีกว่านะ แผนกธุรกิจของเรากำลังต้องการจัดตั้งทีมเกมอยู่พอดี นายมาเป็นลูกมือพวกเราสิ? ดูนี่ ฉันได้หมวกเกมรุ่นลิมิเต็ดมาด้วยล่ะ...”

        ผมเหลือบมองไปที่มือของเธอ หมวกสีขาวที่จริงแล้วเป็นหมวกเกมของ Destiny ที่เพิ่งจะเปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้ ราคาตกอยู่ที่ใบละหนึ่งหมื่นหยวน แต่เงินเดือนของผมแค่หนึ่งพันหยวน จึงดูเหมือนว่าของชิ้นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเท่าไรนัก

        ผมมองไปเบื้องหน้าก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลางๆ ไม่อ่อนน้อมหรืออวดดีว่า “โทษทีนะพี่หวาง แต่ผมต้องทำงาน!”

        หวางเหยียนถือหมวกเกมแล้วโน้มตัวลงจนเผยให้เห็นเนินเขาสองลูกที่อยู่ภายใต้เสื้อ “เฮ้อ พี่ชอบความเย็นชาของนายจัง แต่ลองกลับไปคิดให้ดีๆ แล้วกัน ถ้าเปลี่ยนใจยอมตกลงก็มาหาฉันได้ ฉันจะเตรียมอาหารให้นายสามมื้อเช้าเที่ยงเย็นเลย แล้วก็จะซื้อการ์ดเกมให้ด้วย อีกอย่าง...”

        เธอโน้มตัวมาด้านหน้าพร้อมกับยักบั้นท้ายอันกลมกลึงส่ายไปมาเบาๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มงาม “อีกอย่างถ้านายทำได้ดีละก็... มีรางวัลพิเศษให้ด้วยนะ!”

        ……

        หลังจากที่ผมยังคงเงียบไม่พูดอะไร หญิงสาวก็เดินกลับเข้าไปข้างใน ทันทีที่เห็นดอกไม้แห่งแผนกธุรกิจเดินจากไปแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก

        ทันใดนั้นเสียงกระแอมกระไอของหัวหน้างานรักษาความปลอดภัยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม “หลี่เซียวเหยา ดอกไม้แห่งแผนกธุรกิจสนใจนายเหรอเนี่ย?”

        ผมยังคงเงียบไม่พูดอะไรพร้อมกับยืนเฝ้ายามต่อไป ท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุทำให้รู้สึกราวกับว่าร่างกายแทบจะถูกย่างจนกลายเป็นไก่ย่างออสเตรเลีย แม้แต่ตัวผมยังรู้สึกเลยว่าเหมือนมีควันกำลังลอยออกจากร่าง

        ความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้ผมใจเต้นแรงไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้ แต่เป็นหมวกเกมนั่นต่างหาก Destiny คือเกมเสมือนจริงที่ใช้เวลาในการพัฒนาถึงสิบปี มีความสมจริงสูงถึง 97% แถมยังไปไกลกว่าพวกเกมยักษ์ใหญ่ก่อนหน้านี้ที่มีความเสมือนจริงเพียง 39% เท่านั้น ผมเองซึ่งเป็นพวกมือสมัครเล่นทางด้านเกมได้ยินแล้วก็ยังอดรู้สึกใจเต้นแรงไม่ได้ แต่น่าเสียดายที่เงินเดือนแค่นี้ของผมยังไม่พอจะซื้อการ์ดเกมด้วยซ้ำ ฉะนั้นหมวกเกมราคาแพงหูฉี่นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

        จู่ๆ ผมก็เกิดอาการตัวสั่นเล็กน้อย ขณะที่กำลังสงสัยว่าร่างกายตัวเองคงจะถูกย่างอยู่นั้น เสียงของหล่าวยวี๋ก็ตะโกนมาจากที่ที่ไกลออกไป “หลี่เซียวเหยา ไม่ต้องเข้ายามแล้ว ผู้จัดการหลิ่วให้นายไปที่แผนกถ่ายภาพ วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่นั่นกำลังถ่ายแบบกันอยู่ เขากำลังขาดคน!”

        “ครับ เข้าใจแล้วครับ”

        ……

        แผนกถ่ายภาพตั้งอยู่ที่ชั้นเจ็ดของบริษัท โดยทั่วไปแล้วที่นี่มักจะเชิญดาราหรือเหล่านางแบบนายแบบมาถ่ายภาพโปรโมตให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งวันนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาเชิญใครมา

        เมื่อเดินมาถึงชั้นเจ็ด ผมซึ่งเป็นที่รู้จักของเหล่าพนักงานในแผนกถ่ายภาพก็ถูกเรียกใช้ทันที “หลี่เซียวเหยา รีบไปช่วยพวกเราย้ายกล่องที่สตูดิโอหน่อย...”

        และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ชีวิตของผมคือการย้ายกล่อง!

        “เฮ้... เจ้าหนู นายรู้หรือเปล่าว่าวันนี้เราจะถ่ายใคร?” เขาโอบไหล่ผมพร้อมกับถาม

        ผมส่ายหน้า “ไม่รู้สิ จะถ่ายใครก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันอยู่แล้ว”

        เขายิ้มออกมา “นายนี่ไม่เปิดรับ แถมเข้าใจยากจริงๆ มิน่าล่ะถึงยังไม่มีแฟน!”

        ไม่มีแฟน!!!

        เพียงสามพยางค์นี้กลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนโดนหมัดหนักๆ ซัดเข้ามาที่กลางใจถึงสามครั้ง นี่เป็นการทำลายศักดิ์ศรีของผมอย่างสมบูรณ์แบบ!

        “เธอเป็นคนยังไงเหรอ นายถึงได้ตื่นเต้นขนาดนั้น?” ผมถาม

        “ดาราดังคนหนึ่งเลยล่ะ อีกอย่างเป็นสาวงามด้วยนะ วันนี้ถือเป็นบุญตาของนายจริงๆ ที่ได้มาเห็นดาราระดับแนวหน้าด้วยตาตัวเอง ช่างเป็นโชคของนายจริงๆ!”

        “ถุย... ดารงดาราอะไรกัน ฉันมาที่นี่ก็เพื่อยกกล่องเท่านั้นแหละ!”

        “...”

        ……

        หลังจากเข้าสู่แผนกถ่ายภาพ และกล่องก็เพิ่งถูกยกไปได้ไม่กี่ใบ ซูเปอร์ไวเซอร์ของแผนกถ่ายภาพก็เริ่มตะโกน “หลี่เซียวเหยา ไปที่โกดังหมายเลข 13 แล้วเอาบันไดมา รีบไปตอนนี้เลย!”

        “คร้าบ!”

        ผมก็คืออิฐก้อนหนึ่งของบริษัท ที่ไหนต้องการตัว ผมก็ย้ายไปที่นั่น ถ้าจะว่ากันตามตรง ผมสมควรได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็น CEO ตั้งนานแล้ว!

        หลังจากวิ่งมาถึงโกดังเก็บของก็พบว่าประตูถูกล็อกอยู่ แต่ผมมีกุญแจ จึงจัดการดึงพวงกุญแจซึ่งเต็มไปด้วยลูกกุญแจออกมา ก่อนจะเช็กยืนยันความถูกต้อง เอาละ เปิดประตูได้!

        “แกร๊ก!”

        กุญแจถูกปลดล็อกก่อนที่ผมจะรีบดึงประตูอย่างเร็ว ทว่าทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงร้องอุทาน และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้ผมตัวแข็งทื่อเป็นหิน

        ที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้เป็นฉากที่สามารถทำให้เลือดกำเดาถึงกับพุ่งกระฉูด มันคือสาวน้อยคนงามเจ้าของเรือนร่างอันร้อนแรงที่ดูเหมือนว่ากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ ในมือนั้นถือยกทรงสีชมพูที่ยังไม่ได้สวมใส่ตัวหนึ่ง ยอดเขาทรงกลมสองลูกบนหน้าอกกระเพื่อมเล็กน้อยพร้อมกับผลสตรอว์เบอร์รีสองลูกที่เผยให้เห็นเต็มสองลูกตา มองเลื่อนลงไปด้านล่างเห็นผ้าไหมบางๆ ที่ห่อหุ้มอยู่ก็ทำให้แทบหายใจไม่ออก ถัดจากส่วนนั้นลงไปคือเรียวขายาวคู่หนึ่งซึ่งขาวเนียนผุดผ่องราวกับหยกที่ถูกขัดเงา งดงามจนมิอาจหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

       เธอคนนั้นยืนอึ้งด้วยความตกใจสุดขีด หลังจากผ่านไปสองวินาทีจึงรีบยกมือปิดหน้าอกหน้าใจแล้วมองมาที่ผม ดวงตาคู่งามนั้นแสดงความโกรธเคือง ทว่าน้ำเสียงที่กล่าวออกมากลับราบเรียบ “นายเป็นใครน่ะ!!!”

        ผมเองที่ตกตะลึงไปไม่ต่างกัน ยังไม่ทันจะพูดอะไรก็รีบดึงประตูปิดด้วยความรวดเร็ว!

        ร่างกายผมแทบจะขาดอากาศหายใจซะเดี๋ยวนี้หลังจากยืนนิ่งอยู่กับที่ โชคดีเมื่อเอามือลูบจมูกก็ไม่ปรากฏเลือดกำเดาไหลออกมา และยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากภายในห้อง รูปร่างหน้าตาและเสื้อผ้าของหญิงสาวทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความน่าอภิรมย์ ต่างจากบรรดาสาวๆ ในบริษัทของเรา เธอผู้นี้ดูสง่างามและทรงเกียรติ หากไม่มีอะไรผิดพลาด เธอคงเป็นดาราที่คนพวกนั้นพูดถึงแน่ๆ ให้ตายสิ! นี่ผมทำอะไรลงไปวะเนี่ย?!

        ส่วนสูง 170 เซนติเมตร รูปร่างหน้าตา 10 คะแนน สัดส่วน 10 คะแนน คัพ D34 ชัวร์ป้าบ!

        ใจผมยังคงเต้นระรัวอยู่ครู่หนึ่ง นับว่าชาตินี้เกิดมาไม่เสียเปล่าแล้ว...

        เมื่อมองไปที่ประตูก็เห็นป้ายระบุไว้ว่าคือห้องเปลี่ยนชุด B ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง ผมดันเห็นเป็นห้องเบอร์ 13 ไปได้ มันใช่โกดังเก็บของเบอร์ 13 ซะเมื่อไรเล่า ป้ายอะไรวะเนี่ย ไม่ชัดเจนเลย ดันออกแบบตัว B แยกออกจากกันซะขนาดนั้น!

        ……

        หลังจากผ่านไปได้สิบนาที ผมก็อุ้มบันไดกลับมาที่แผนกถ่ายภาพอย่างระมัดระวัง

        ณ บนเวทีแสงไฟสว่างจ้ากำลังสาดส่องไปยังร่างของคนผู้หนึ่งซึ่งก็คือสาวงามในชุดสีม่วงที่ถูกออกแบบมาอย่างทันสมัย ในมือกำลังถือผลิตภัณฑ์ของบริษัทพวกผมอยู่ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม งามพริ้มจนทำให้หัวใจคนมองแทบจะหลุดออกมา เธอนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างสงบเสงี่ยมราวกับสาวพรหมจารี อารมณ์ที่สื่อออกมาทำให้ตากล้องของพวกผมต่างพากันตกตะลึง ทว่าผมกลับรู้สึกหวั่นๆ ในใจ เพราะเธอคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นแม่สาวคัพ D34 นั่นเอง เวรแล้วไง ผมเจอปัญหาเข้าแล้วสิ!

        “คัต!”

        หลังจากวางบันไดลงผมก็พูดขึ้นเบาๆ ว่า “ซูเปอร์ไวเซอร์ครับ ผมเอาบันไดมาให้แล้ว ยังมีอะไรให้ผมทำอีกไหมครับ?”

        ซูเปอร์ไวเซอร์ของแผนกถ่ายภาพที่กำลังมองขาขาวๆ ของสาวงาม เช็ดน้ำลายตัวเองก่อนพูดกับผมว่า “ไม่มีอะไรแล้ว นายกลับไปเถอะ!”

        “ครับ...”

        ความเครียดของผมคลายลง ขณะที่กำลังจะเดินออกไปนั้น สาวงามที่ถูกสาดส่องด้วยสปอตไลต์ก็ลุกขึ้นก่อนจะมองมาที่ผม “คนที่สวมชุดยามรักษาความปลอดภัยคนนั้นน่ะ รอก่อน...”

        ซูเปอร์ไวเซอร์ของแผนกถ่ายภาพเกิดอาการแปลกใจ “คุณหลิน มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

        แม่สาวคัพ D34 มองมาที่ผม ภายในดวงตาอันงดงามเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม รอยยิ้มที่ระบายออกมาซ่อนความหมายไว้ภายในก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “บอดี้การ์ดของฉันมีธุระเพิ่งจะขอตัวกลับไป ฉันต้องกลับคนเดียว ก็เลยอยากให้ยามคนนี้ช่วยเป็นบอดี้การ์ดให้ฉันสักหนึ่งชั่วโมงน่ะค่ะ!”

        “อ้อ ได้ครับ!”

        ซูเปอร์ไวเซอร์ตบบ่าของผมก่อนจะยิ้มและพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ไอ้หนูโชคดีจริงๆ เลยนะเนี่ยที่เธอสนใจนายด้วย!”

        มุมปากของผมกระตุกก่อนจะเงยหน้ามองเขาพร้อมกับแอบพูดในใจว่า “สนใจกับผีสิวะ! ดูก็รู้ว่าเธอกำลังหาวิธีฆ่าผมอยู่เนี่ย...”

        ……

        หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง การถ่ายแบบก็เสร็จสิ้นลง แม่สาวคัพ D34 เดินเข้ามาหาพวกผมพร้อมกับกลิ่นหอมรัญจวนใจ เธอยิ้มให้ผมเล็กน้อย “นายรอฉันที่นี่นะ อย่าเพิ่งไปไหนล่ะ”

        ผมพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ตอนนี้ฝ่ามือของผมชุ่มไปด้วยเหงื่อเพราะรู้แล้วว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่เข้าแล้ว...

        ผ่านไปประมาณสิบนาที แม่สาวคัพ D34 ก็เดินออกมาจากห้องเปลี่ยนชุดในสภาพเสื้อสีขาวและกางเกงขาสั้นสีขาว เห็นแล้วรู้สึกสดชื่นเกินกว่าจะหาคำมาบรรยาย ขาคู่เรียวยาวสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่สายตาคนมอง ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามชวนให้คนหลงใหล แต่น่าเสียดายที่ผมไม่มีกะจิตกะใจชื่นชมกับความงามเหล่านั้นเลย เนื่องจากสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มนั้น ผู้หญิงประเภทนี้เมื่อเทียบกับผู้หญิงโหดๆ แล้ว หล่อนดูอันตรายกว่าเยอะ

        “ไปกันเถอะ?” หญิงสาวยิ้มพร้อมกับมองมาที่ผม

        ผมได้แต่พยักหน้าเงียบๆ

        เมื่อเดินตามเธอออกจากบริษัทก็พบว่าด้านนอกมีเมฆดำครึ้มปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า ดูเหมือนว่าฝนใกล้จะตก

        ภายในลานจอดรถ ไฟหน้าของรถออดี้ทีทีสีขาวกะพริบขึ้น ผมกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกประหม่า ไม่รู้เลยว่าอะไรกำลังรอต้อนรับผมอยู่

        “ขึ้นรถ!”

        แม่สาวคัพ D34 พูดด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง

        ผมยอมขึ้นไปนั่งที่นั่งข้างคนขับแต่โดยดี ส่วนเธอเข้าไปประจำที่คนขับด้วยท่าทางคล่องแคล่ว หลังจากเอามือจับไปที่เกียร์หญิงสาวก็หันมามองหน้าผมด้วยดวงตาคู่งามซึ่งแฝงความหมายบางอย่างที่ผมก็ไม่เข้าใจ ก่อนที่เธอจะยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่ต้องกังวล พวกเราจะออกไปเที่ยวเล่นกัน...”

        “ออกไปเที่ยวเล่น...” ผมอ้าปากกว้างพร้อมกับหัวใจที่เต้นรัว เธอจะขับรถเล่น หรือเธอจะเล่นผมกันแน่?

        เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นพร้อมกับรถออดี้ทีทีที่เคลื่อนออกจากลานจอดรถ รถที่ขับออกมาไม่ได้อยู่ในพื้นที่ขอบเขตเมือง เธอขับขึ้นไปบนเส้นทางหลวงอันคดเคี้ยวของเทียนผิงซานที่อยู่ขอบชานเมือง ในเวลาเดียวกันเสียงฟ้าร้องก็ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก เม็ดฝนกระทบกับกระจกหน้ารถ ทว่าความเร็วของยานพาหนะกลับไม่ลดลงเลย ความเร็วตรงหน้าทำให้หัวใจผมแทบหยุดเต้น ถึงแม้ว่าเธอคนนี้จะขับรถเป็นและดูเชี่ยวชาญ แต่การขับรถแบบนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว!

        ……

        ทันใดนั้นรถก็เบรกกะทันหันแล้วจอดนิ่งสนิทตรงเชิงเขา หญิงสาวเอนหลังพิงพนักเบาะเงียบๆ ก่อนจะยิ้มให้ผม “รอแป๊บนึงนะ...”

        ผม “…”

        เธอกดโทรศัพท์ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ฉันถึงแล้ว พวกเธอจะมาถึงตอนไหน? อะไรนะ? ฝนตกก็เลยจะไม่แข่งแล้ว? ชิ! พวกเธอนี่มันอะไรกัน รีบมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

        หญิงสาวเงียบไม่พูดอะไรสักคำ ทว่ากลับทำให้ผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นของลางที่ไม่สู้ดีเท่าไรนัก

        ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ด้านล่างของเชิงเขาก็มีรถขับขึ้นมาสองคัน คันหนึ่งเป็นรถเฟอร์รารี่ส่วนอีกคันเป็นรถคามาโร ทั้งสองเป็นรถยนต์สมรรถนะสูง ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันเป็นเกมแข่งรถของพวกลูกคนรวย ให้ตายเหอะ! ทีทีถึงแม้ว่าประสิทธิภาพจะไม่เลว แต่ถ้าต้องสู้กับเฟอร์รารี่ก็ดูท่าจะไม่ไหวหรือเปล่า?

        ผมหันไปมองหญิงสาวขณะที่เธอก็มองผมกลับเช่นกัน มุมปากของเธอกระตุกพร้อมกับรอยยิ้มอันงดงามที่ทำให้หัวใจผมสั่นไหว

        “คุณ...” ผมยังคงอยู่ในอาการสงบพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “คุณจะให้ผมตายไปพร้อมกับคุณเหรอ?”

        สาวคัพ D34 หัวเราะเบาๆ “ทำไม? กลัวเหรอ?”

        ผมยืดอก “กลัวอะไรกัน...”

        “ก็จริง เมื่อกี้ตอนที่อยู่ในห้องเปลี่ยนชุดนายยังจ้องฉันไม่วางตาเลย ฉันว่ามันก็คุ้มค่าแล้วละ” เธอพูด

        ผม “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมก็แค่จะไปเอาบันไดเท่านั้นเอง...”

        หญิงสาวคัพ D34 ยืดตัวขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ”

        เสียงภายในใจผมคำรามขึ้น “ใกล้ตายอยู่แล้ว จะไม่ให้เก็บมาใส่ใจได้ไงฟะ!!!”

 

 

_________________________________________

ติดตามความสนุกเพิ่มเติมแบบก่อนใครได้ที่

 

https://www.kawebook.com/story/3076

 

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

 

แก้ไขครั้งที่ 3 โดย Kawebook เมื่อ14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.15 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
2 เมื่อ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 14.01 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 2 ตำนานเทพเจ้ายอดนักซิ่ง 

 

       

        ท่ามกลางม่านฝนที่โหมกระหน่ำลงมา รถเฟอร์รารี่ลดกระจกหน้าต่างลงพร้อมกับชายหนุ่มผมสีที่จ้องมองมาด้วยสายตาฉายแววเย่อหยิ่ง “โย่ว วันนี้พาไอ้ขี้แพ้มาด้วยเหรอเนี่ย?”

        แม่สาวคัพ D34 ยิ้มพร้อมกับตอบกลับไปว่า “จ้ะ...”

        ได้ยินไอ้หนุ่มนั่นพูดดูถูก ผมก็กำมือแน่นด้วยความละอายใจ รู้สึกเกลียดจนแทบอยากพุ่งตัวไปทุบรถเฟอร์รารี่คันนั้น แต่พอนึกถึงค่าใช้จ่ายที่ผมคงไม่มีปัญญาชดใช้แล้ว... ช่างเหอะ เอาเป็นว่าอดทนไปก่อนก็แล้วกัน!

        “เริ่มเลยเถอะ!”

        แม่สาวคัพ D34 ที่อยู่ข้างผมดึงเกียร์ลงก่อนจะสตาร์ตเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับรถเฟอร์รารี่ข้างๆ ที่เริ่มออกตัว

        “บรื้น!”

        ตัวรถพุ่งไปข้างหน้าอย่างเร็วพร้อมกับแรงกระชากที่รุนแรงจนน่ากลัว!

        รถทั้ง 3 คันออกตัวพร้อมกันอย่างบ้าระห่ำท่ามกลางเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวและสายฝนที่กระหน่ำลงมา

        ตรงหน้าที่ใช้เป็นสนามแข่งคือถนนที่คดเคี้ยวไปมา ผมจับที่วางแขนพร้อมกับกัดฟันแน่น จากความเร็วในตอนนี้หากต้องเลี้ยวคงต้องดริฟต์แล้วละ ถ้าไม่เช่นนั้นมีหวังได้หลุดโค้งตกเขาเป็นแน่!

        เอี๊ยด!!!

        แม่สาวงามที่อยู่ข้างๆ หักพวงมาลัยอย่างไวพร้อมกับสลับเกียร์อย่างสวยงาม นี่ถือเป็นการดริฟต์ที่ตรงกับมาตรฐานเลยละ!

        แน่นอนว่ายางล้อรถยังคงเกาะติดแน่นกับพื้นถนน ทำให้การดริฟต์กะทันหันเมื่อสักครู่กลายเป็นการตีโค้งที่สมบูรณ์แบบ ในเวลาเดียวกันการเลี้ยวเพียงครั้งเดียวก็สามารถแซงหน้ารถสองคันนั้นได้

        แม่สาวคัพ D34 เปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ จนเผยรอยยิ้มหวานก่อนจะหันมามองผม แต่กลับพบเพียงสีหน้าว่างเปล่า นั่นทำให้หญิงสาวค่อนข้างแปลกใจ หรือพูดได้ว่ารู้สึกผิดหวังหน่อยๆ ดูเหมือนว่าเธอคงอยากจะหันมาเห็นผมในสภาพนั่งหัวหด ขาสั่นพั่บๆ พร้อมกับคุกเข่าร้องขอความเมตตาจากเธอว่า ‘ขอร้องละ ช่วยปล่อยผมลงไปทีเถอะ’

          ……

        ทันใดนั้นก็มีเสียงรถดังกระหึ่มตามมาจากทางด้านหลัง รถเฟอร์รารี่แซงขึ้นมาจากทางโค้งแล้ว เมื่อเทียบสมรรถนะของตัวรถทั้งสองคัน รถออดี้ทีทีไม่สามารถเทียบเท่าได้เลย

        แม่เทพธิดาจับพวงมาลัยแน่นพร้อมกับจับจ้องไปด้านหน้าก่อนจะเพิ่มความเร็ว

        หลายครั้งที่การแซงล้มเหลว ทำให้แม่สาวคัพ D34 รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยจนเกือบขับไปชนกับรั้วกั้น

        ซ่า!

        ฝนสาดมาที่กระจกหน้ารถ พร้อมกับรถเฟอร์รารี่ที่ยังคงดริฟต์อยู่ข้างๆ และอยู่แนวเดียวกับรถออดี้ทีทีที่ผมนั่งอยู่พอดี แม่สาวคัพ D34 เหยียบเบรกอย่างแรงพร้อมกับแสดงความไม่พอใจออกมา

        “ชิ!”

        เธอทุบไปที่พวงมาลัยรถอย่างแรงพร้อมกับขบกรามแน่น

        ชายหนุ่มที่อยู่บนรถเฟอร์รารี่ยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า “อะไรกัน? มีปัญญาแค่นี้เองเหรอ? ไอ้ความมั่นใจตอนที่เธอท้าพี่ชายของฉันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมันหายไปไหนหมดแล้วล่ะ? ฮ่าๆๆๆๆ!”

        ผมรีบลงจากรถก่อนจะเดินไปที่ประตูฝั่งคนขับแล้วเคาะกระจกหน้าต่าง พูดกับแม่สาวคัพ D34 ว่า “คุณปีนไปนั่งข้างคนขับ ผมขอลองหน่อย!”

        แม่สาวคัพ D34 ทำหน้างุนงง “นายเนี่ยนะ? มีใบขับขี่เหรอ?”

        ผมยิ้มออกมา “ไม่มีครับ แต่คุณสบายใจได้...”

        “ไม่มีใบขับขี่ แต่จะให้ฉันสบายใจเนี่ยนะ?”

        “ที่จริงคุณก็แพ้แล้วนี่ครับ อีกอย่างก็ยังอยากตายพร้อมกับผมด้วย ถ้าจะลองอีกสักตั้ง คงไม่เป็นไรหรอกมั้งครับ”

        “ก็ได้...”

        แม่สาวคัพ D34 ตอบตกลงก่อนจะย้ายตัวเองข้ามไปนั่งที่ตำแหน่งข้างคนขับ เผยให้เห็นเรียวขางดงามที่ขาวนวลราวกับหิมะต่อหน้า จนทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเกลียดผมก็คงจะดีสินะ ช่างเป็นสาวที่งดงามจริงๆ ขาวโอโม่เหลือเกิน...

        ……

        หลังจากเข้าไปนั่งประจำที่คนขับแล้วผมก็ปลดเกียร์ ก่อนจะชะเง้อหน้าไปมองชายหนุ่มที่อยู่บนรถเฟอร์รารี่ “ต่อสิ การแข่งขันยังไม่จบนะ ใครไปถึงยอดเขาก่อนชนะ นายโอเคไหมล่ะ?”

        ชายหนุ่มที่อยู่บนรถเฟอร์รารี่แสดงสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจ “ชิ... ก็แค่ยาม... ฉันขอรับคำท้า!”

        พูดจบรถเฟอร์รารี่ก็พุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วก่อนที่รถคามาโรจะตามไปติดๆ โดยมีรถของผมตามไปเป็นคันสุดท้ายด้วยอัตราเร่งที่ไม่ช้าไม่เร็ว ในโค้งที่สองผมก็เหยียบคันเร่งก่อนจะเปลี่ยนเกียร์อย่างไว ‘ซูม’ เสียงยานพาหนะแล่นผ่านรถคามาโรขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการแซงที่งดงามทีเดียว

        ท้ายรถส่ายไปมาก่อนจะขนาบอยู่ด้านหน้ารถคามาโร ซึ่งดูเหมือนว่าเจ้าของรถจะตกใจจนต้องลดความเร็วลง ใครจะกล้าตามตูดรถผมมาติดๆ กันเล่า

        โค้งที่ห้าผมยังไม่ลดความเร็วลง ซ้ำจัดการดริฟต์รถพร้อมกับเพิ่มความเร็วอีกจนทำให้มันแทบจะเบียดติดกับรถเฟอร์รารี่ ซึ่งถือว่าเป็นการแซงที่อันตรายอย่างมาก จนทำให้โคลนกระเด็นเปื้อนใส่กระจกรถเฟอร์รารี่

        ผมได้ยินเสียงคนขับรถเฟอร์รารี่สบถด่าด้วยความโกรธ ท่าทางของอีกฝ่ายทำให้แม่สาวงามที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้

        ……

        ผ่านไปไม่กี่นาทีรถเฟอร์รารี่ก็ตามแซงขึ้นมาได้ ครั้งนี้ผมหักพวงมาลัยไปข้างๆ จนทำให้อีกฝ่ายตกใจรีบหักหลบ หัวรถจึงชนเข้ากับภูเขาที่อยู่ด้านหน้าเกิดเสียงดัง ‘ปัง’ ก่อนที่ป้ายทะเบียนและโลโก้รถจะกระเด็นหลุดออกจากตัวถัง 

        เอี๊ยด...

        รถออดี้ทีทีหยุดลงขณะที่เฟอร์รารี่เองก็จอดสนิทเช่นกัน ชายหนุ่มเปิดประตูเดินลงมาด้วยท่าทางโกรธจัดก่อนจะด่าเสียงดังลั่น “หลินหว่านเอ๋อร์ ครั้งนี้ถือว่าเธอโชคดี ครั้งหน้าเธอไม่โชคดีแบบนี้แน่ โธ่เว้ย!”

        ในฐานะผู้พ่ายแพ้การเดิมพัน รถเฟอร์รารี่และรถคามาโรก็ขับหนีออกไปด้วยความเร็วท่ามกลางสายฝน

        ผมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ที่นั่งคนขับพร้อมมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ ก่อนจะพบว่าฝนค่อยๆ ซาลงแล้วเช่นกัน

        แม่สาวคัพ D34 ที่นั่งเงียบอยู่ข้างคนขับพูดขึ้นว่า “เทคนิคการขับรถของนายไม่เลวเลยนี่ ไปฝึกมาจากไหน?”

        ผมยิ้ม “ผมเคยทำงานอยู่ในทีมตำรวจจราจร ที่นั่นเขาให้ฉายาผมว่านักซิ่งหมายเลข 1 เลยนะ...”

        แม่สาวคัพ D34 “...”

        หลังจากที่เห็นหญิงสาวเงียบไปจนเกิดเป็นความตึงเครียด ผมก็พูดต่อว่า “สภาพอากาศแย่ขนาดนี้ แถมยังอันตรายเกินกว่าจะแข่งรถ ทำไมคุณถึงไม่เสียดายชีวิตของตัวเองเลย?”

        ดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่าง “ความโศกเศร้าของฉันนายไม่มีทางเข้าใจหรอก...”

        ผมยิ้มออกมา “ความโศกเศร้าของคุณงั้นเหรอ? คุณดูชีวิตผมสิ... เงินที่จะกินข้าวมื้อต่อไปยังไม่มีเลย แถมค่าเช่าห้องก็เกินกำหนดชำระมาสองวันแล้ว แต่ดูคุณสิ คุณยังมีรถออดี้ทีทีให้ขับ ชีวิตมันแย่ตรงไหนกัน? ผมสิที่ต้องเรียกว่าชีวิตรันทด!”

        แม่สาวคัพ D34 มองผมด้วยสายตาส่อแววสงสารที่เหมือนต้องการจะสื่อออกมาเป็นนัยๆ ว่าขอโทษ ทันใดนั้นหล่อนก็เดินลงมาเปิดประตูข้างที่นั่งคนขับ “ลงจากรถได้แล้ว...”

        ผมเกิดอาการงงงวยก่อนลงจากรถตามที่เธอบอก

        “บรื้น!”

        เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นก่อนที่ตัวรถออดี้ทีทีจะลงจากเขาไปอย่างรวดเร็ว

        ผมยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนพร้อมกับสายตาตะลึงค้าง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้สติกลับมา “บัดซบ นี่ถูกทิ้งไว้บนเขาเหรอวะเนี่ย เยี่ยม เอาคืนได้เจ็บแสบมาก เจ็บแสบมากจริงๆ!”

        ……

        หลังจากใช้มือเช็ดน้ำฝนบนใบหน้า ผมก็ยิ้มออกมาก่อนจะตบกระเป๋ากางเกง... ตอนนี้ผมไม่เหลือเงินแม้แต่สตางค์เดียว... ไม่สามารถนั่งรถสาธารณะกลับได้ ทันทีที่คิดได้รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนหน้า คิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำอะไรฉันได้เหรอ? ฮึ!

         ผมก็แค่พึ่งลำแข้งตัวเองในการวิ่งเป็นระยะทาง 20 กิโลเมตรเพื่อกลับไปทำงานก็เท่านั้น สิ่งที่คนภายนอกเห็นคือภาพคนใส่ชุดยามวิ่งไปตามเส้นทางรถโดยสาร รถแท็กซี่ ฝ่าควันพิษท่ามกลางจราจรที่ติดขัดโดยไม่หยุดพัก

        หลังจากผ่านไปได้หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ผมก็มาถึงใต้ตึกบริษัทด้วยสภาพหอบแฮกเหมือนสุนัข

        เยี่ยม!

        ……

        ผมกลับมาถึงออฟฟิศก็ห้าโมงเย็นแล้ว ซึ่งสร้างความกังวลใจให้แก่ผมอีกครั้ง เพราะข้าวเย็นยังไม่ตกถึงท้องเลย นี่ก็ได้เวลาเลิกงานอีก จะไปกินในโรงอาหารของพนักงานก็เข้าไม่ได้แล้ว

        เฮ้อ... เปลี่ยนชุดออกจากบริษัทเลยก็แล้วกัน

        ภายในเมืองยามค่ำคืนยังคงมีแสงสว่างสาดส่องราวกับหญิงสาวสวมชุดราตรี แต่น่าเสียดายที่มีแต่พวกคนรวยเท่านั้นที่จะรู้สึกได้ถึงร่างกายที่มีเสน่ห์ภายใต้ชุดราตรีเหล่านั้น ส่วนคนแบบผมน่ะหรือ... เหอะๆ คงจัดอยู่ในจำพวกขยะสังคมกระมัง

        ……

        เส้นทางแห่งการหาเงินเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

        “เคร้ง เคร้ง เคร้ง...”

         เสียงเคาะตะหลิวกับกระทะดังเป็นจังหวะขณะที่คนทำอาหารกำลังผัดข้าวอย่างชำนาญ งานช่วงกลางคืนของผมก็คือเป็นคนทำอาหารง่ายๆ จำพวกข้าวผัด หมี่ผัด ผัดผัก ซึ่งลูกค้าในช่วงกลางคืนมีเยอะมากทีเดียวละ

        หลังจากผัดไปได้ 20 จานจนเหงื่อไหลไคลย้อย เถ้าแก่ก็ตบไหล่ผมก่อนจะพูดว่า “เจ้าหลี่น้อย วันนี้แกทำงานได้ดี มาเอานี่... ค่าแรงของแกวันนี้...”

        ผมรับเงิน 5 หยวนมาด้วยท่าทางดีใจก่อนจะเดินไปยังเป้าหมายถัดไป!

         ข้างๆ ถนนใหญ่ มีผับซึ่งมีไฟสีแดงเหมือนสีไวน์เขียนชื่อไว้ว่า ‘ปี้ห่ายหลานเทียน’ นี่เป็นสถานที่รวมตัวของคนมีฐานะเพื่อเอาเงินมาถลุง ผมค่อยๆ เดินเข้าไปในร้าน โดยกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ด้านหน้าประตูต่างก็รู้จักผม

        หลังจากเข้ามาด้านใน เจ้าอ้วนคนเฝ้าประตูก็มองมาที่ผมก่อนจะยิ้มให้ “เฮ้ หลี่เซียวเหยา มาได้สักทีนะ!”

        ผมพยักหน้า “วันนี้กี่เพลงครับ?”

        “3 เพลง เพลงละ 10 หยวน!”

        “ครับ ขอบคุณมากครับพี่เปียว!”

        “เดี๋ยวก่อน นายแต่งเครื่องแบบของร้านให้เรียบร้อยก่อน!”

        ชุดสูทถูกโยนมาตรงหน้าผมหลังจากที่อีกฝ่ายพูดจบ ผมรับมาสวมพร้อมกับเดินไปยังฟลอร์เต้นรำแล้วขึ้นไปบนเวที จากนั้นก็นั่งลงตรงหน้าเปียโนพร้อมกับวางนิ้วลงบนคีย์บอร์ด บทเพลงไพเราะเสนาะหูจึงได้เริ่มบรรเลงขึ้น โดยเพลงแรกคือ Castle in the Sky เพลงที่สองคือ Minute Waltz ส่วนเพลงสุดท้ายคือ Kiss the rain หลังจากบทเพลงทั้งสามบรรเลงจบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นจากฟลอร์เต้นรำ

        ผมลงจากเวทีก่อนจะยิ้มให้กับผู้ชมแล้วเดินออกมา ทันใดนั้นก็มีมือนุ่มๆ มาจับแขนผมไว้ เจ้าของมือเป็นหญิงสาวต่างชาติผู้มีใบหน้างดงาม เธอหย่อนกระดาษแผ่นหนึ่งลงในมือผม ซึ่งในนั้นมีเบอร์โทรศัพท์เขียนไว้ หญิงสาวยิ้มให้ผมก่อนจะพูดว่า “เฮ้ โทรหาฉันด้วยนะ...”

         ผมพยักหน้ายิ้มให้แล้วเดินจากมา จัดการถอดเสื้อสูทออกพร้อมกับรับเงินจากพี่อ้วนมา 30 หยวนก่อนจะเดินออกจากร้าน

        พี่อ้วนเปียวมองตามแผ่นหลังของผมพร้อมกับถอนหายใจ

        “ให้ตายเถอะ พรสวรรค์ชัดๆ!”

        ……

        ผมใช้เงิน 5 หยวนซื้อข้าวผัดไข่มากิน วันนี้รอดไปได้อีกหนึ่งวันแล้ว ผมค่อยๆ เดินไปตามถนนใหญ่ ไกลออกไปมีโฆษณาเกม Destiny ฉายอยู่บนจอ LED ของห้างสรรพสินค้า นี่เป็นเกมที่พวกคอเกมทั้งหลายต่างเฝ้ารอมานานหลายปี ในที่สุดก็เปิดตัวแล้ว ข่าวดีนี้ทำให้คอเกมจำนวนไม่น้อยต่างดีใจจนน้ำตาแทบไหล รวมถึงตัวผมด้วย ผมเองก็หลงใหลในเกมพวกนั้น แต่น่าเสียดายที่ผมไม่มีเงิน อีกอย่างหมวกที่ใช้สำหรับเล่นเกมตอนเปิดตัวก็มีแค่ 1 ล้านใบเท่านั้น ราคาในตลาดมืดที่ขายกันยังมีราคาถึง 1 หมื่นหยวนต่อใบ ราคาขนาดนั้นผมไม่มีทางที่จะเล่นเกมนี้ได้เลย รอก่อนแล้วกัน... รอให้ผมมีเงินมากพอค่อยไปเล่น ‘Swordsman Online’ ก็แล้วกัน...

        น่าเสียดายจริงๆ วันมะรืนเป็นวันที่เกม Destiny จะเปิดเซิร์ฟเวอร์แล้วด้วย ถ้าพลาดช่วงเบต้าวันแรกไป คงต้องรั้งท้ายชาวบ้านแน่ๆ!

        ……

        เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านหลงหัวซึ่งเป็นที่ที่ผมพักอยู่ ภายในที่พักประกอบด้วยหนึ่งห้องนอนและหนึ่งห้องนั่งเล่นเท่านั้น ค่าเช่าอยู่ที่ 800 หยวนต่อเดือน และตอนนี้ก็เลยกำหนดจ่ายค่าเช่าแล้วด้วย เจ้าของที่พักเป็นยายแก่นิสัยเย็นชาโหดร้าย ทางเดียวที่จะรับมือกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วนั่นคือ จงอดทน!

        หลังจากเดินมาถึงตึกหอพัก ผมก็เดินไปที่ห้องตัวเองซึ่งอยู่ชั้น 1 แล้วหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตู แต่... ประตูกลับเปิดไม่ออก!

        นี่มันอะไรกันวะเนี่ย?

        เมื่อมองที่ลูกบิดประตูก็พบว่าแม่กุญแจได้ถูกเปลี่ยนแล้ว แถมบนประตูยังแปะโน้ตไว้ว่า ‘หลี่เซียวเหยา เกินกำหนดจ่ายค่าเช่าห้องมาสองวันแล้ว แต่แกยังไม่จ่าย พรุ่งนี้จะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ไม่มีทางเลือกอื่นฉันจึงต้องไล่แกออก ของของแกอยู่ที่ห้องครัว!’

        ผมหมุนตัวกลับไปมองก่อนจะพบว่าผ้าห่มและเครื่องใช้ส่วนตัวของผมถูกมัดรวมเข้าด้วยกันและวางอยู่ที่ห้องครัว!

       ความร้อนปะทุขึ้นในสมองของผมพร้อมกับร่างกายที่สั่นกระตุก

       ให้ตายสิวะ โดนไล่ออกซะแล้วเหรอเนี่ย!

        ……

        ผมเงยหน้าก่อนจะพบว่ามีแสงระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้า ช่างเหมาะกับการเขียนบทกวีจริงๆ...

        อืม... วันนี้เป็นวันหยุด ในสวนสาธารณะคงมีหนุ่มสาวมานั่งจู๋จี๋กันท่ามกลางแสงจันทร์ ผมจะไปนอนที่นั่นก็คงไม่ได้เพราะดูจะไม่เหมาะสมเท่าไร ถ้างั้น... ก็นอนมันใต้ตึกนี่อีกคืนก็แล้วกัน ตอนนี้เป็นช่วงหน้าร้อน นอกจากยุงที่เยอะกว่าปกติก็ไม่มีอะไรมารบกวนการนอนของผมได้หรอก ผมแข็งแรงอยู่แล้ว แถมยังมีวิชาต่อสู้ติดตัว ไม่ต้องกลัวว่าจะมีโจรมาปล้น!

        เวลาประมาณ 5 ทุ่มกว่า อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง ผมซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มตรงมุมสนามหญ้าเล็กๆ พร้อมกับหรี่ตาลงให้นอนหลับเพื่อต้อนรับเช้าวันใหม่ 

        “หึ่งๆ...”

        ยุงยังคงบินวนเวียนอยู่ข้างหูผมไม่เลิก นี่ถือเป็นแบบทดสอบความอดทนอย่างหนึ่งเลย และแน่นอนว่าผมทนได้ ผมหยิบที่กันยุงมาคลุมหน้าของผมทับๆ กันให้หนาขึ้น ซึ่งมันก็ไม่ได้กระทบกับระบบทางเดินหายใจของผม แถมยังทำให้ยุงไม่มารบกวนอีกด้วย นอนทั้งแบบนี้ก็แล้วกัน...

        ……

        ยามราตรีได้ถูกแทนที่ด้วยรุ่งอรุณ เจ้าไก่ยังคงทำหน้าที่ส่งเสียงขันบอกเวลาได้เป็นอย่างดี

        ผมลืมตาพร้อมกับมองไปบนท้องฟ้ายามเช้าที่มีแสงแดดอุ่นๆ สาดส่องลงมา ทันใดนั้นบทกวีก็ผุดเข้ามาในหัว ‘ตื่นขึ้นจากความฝัน ต้นหลิวพัดพาคลื่นแสง พร้อมกับลมที่พัดผ่านดวงจันทร์ออกไป’

        ยังไม่ทันที่ผมจะท่องบทกวีจบ ก็มีมือของใครบางคนมาแตะไหล่ผม “พี่เสี่ยวเหยา ทำไมมานอนข้างนอกล่ะเนี่ย?!”

 

 

____________________________________________

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3076

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

แก้ไขครั้งที่ 3 โดย Kawebook เมื่อ14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.15 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
3 เมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 13.37 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 3 ตั๊กแตนพุ่งทะยาน

 

         ครั้นตื่นขึ้นจากการหลับใหล ผมก็ลุกขึ้นก่อนจะหันไปมองด้านหลัง จึงได้พบกับซ่งหาน เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาวัย 24 ปี เขาเป็นน้องคนสนิทของผมที่เคยเล่นเกมด้วยกันก่อนหน้านี้ ฉายาในเกมของเขาคือ ‘เสี่ยวหลาง’ ตำแหน่งในเกมคืออาชีพแอสซาซิน ซึ่งเป็นผู้เล่นในกลุ่มที่เก่งที่สุดอีกด้วย

        คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน เพราะสำหรับซ่งหานแล้วนับถือผมเป็นฮีโร่ แต่ในวันนี้เขากลับมาเห็นผมในสภาพถูกไล่ออกจากที่พักจนต้องมานอนตากน้ำค้างด้านนอก ความอับอายนี้จะปล่อยให้น้องชายคนสนิทรู้ได้อย่างไรกัน

        ผมจึงกระซิบออกมาเบาๆ ว่า “ช่วงนี้ฉันกำลังฝึกวิทยายุทธ์ชั้นสูงน่ะ ต้องซึมซับกับธรรมชาติ ทั้งฝน ลม หิมะ เมื่อคืนฉันก็เลยออกมานอนด้านนอก ว่าแต่... นายมาทำอะไรที่นี่?”

        ซ่งหานมองแปรงสีฟันและถ้วยมาม่าที่อยู่ข้างตัวผม มุมปากของเขากระตุก “ทำไมผมถึงรู้สึกว่าพี่โดนไล่ออกมาจากห้องล่ะ... นี่พี่ไม่ได้จ่ายค่าเช่าห้องมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย?”

        ผมส่ายหน้า “นี่เป็นภาพลวงตาเท่านั้นแหละ พวกเราโตเป็นหนุ่มแล้วนะ ต้องมองข้ามรูปลักษณ์ภายนอก อาจารย์จริยธรรมไม่เคยสอนเรื่องพวกนี้กับนายหรือไง?”

        ซ่งหานยิ้ม “พี่เซียวเหยา... หยุดหลอกตัวเองเถอะ ยายป้าเจ้าของหอนั่นทำให้พี่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ใช่ไหม?”

        ผมส่ายหน้า “จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง นายคิดมากเกินไปแล้ว...”

        ……

        ในตอนนั้นเอง ประตูห้องที่อยู่ด้านขวามือก็ถูกเปิดออก ยายป้าเจ้าของหอพักโผล่หน้าออกมาดู ทว่าแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นพวกเขา ก่อนจะด่าขึ้นมาลอยๆ ว่า “ชิ! เจ้าหลี่เซียวเหยานั่นยังไม่กลับมาที่นี่แฮะ ไม่จ่ายค่าห้องฉันก็ยังเฉยๆ แต่นี่แม้แต่ค่าน้ำค่าไฟก็ไม่จ่ายให้สักแดงเดียว ยังมีหน้ามาขอให้ยืดเวลาออกไปอีก ถุย! เด็กสมัยนี้เป็นอะไรกันไปหมด ไม่จริงจังกับการทำงานหาเงิน แม้แต่ค่าเช่าห้องยังไม่มีปัญญาจ่าย ไร้อนาคตจริงเชียว คนแบบนี้ต้องอยู่เป็นโสดไม่มีลูกมีเมียไปจนวันตายนั่นแหละ”

        ได้ยินเช่นนั้นผมก็เงียบพูดอะไรไม่ออก... จะด่าว่าผมจนก็ด่ามาสิวะ แต่มาแช่งให้ผมไม่มีเมียตลอดชีวิตอย่างนี้ไม่ได้นะเว้ย แรงเกินไปแล้วนะยายป้ามหาภัย!

        ซ่งหานยิ้มออกมา “ชิ ยายป้านี่น่ารำคาญจริงๆ พี่เซียวเหยาทนอยู่ได้ยังไงเนี่ย นับถือพี่จริงๆ เลย ให้ผมจัดการสับหัวยายป้านั่นทิ้งเลยดีไหม?”

        ผม “ใจเย็นๆ วางมีดในมือลงก่อนเจ้าหนู...”

        ซ่งหาน “งั้นพี่รอผมครึ่งชั่วโมงนะ เดี๋ยวผมมา”

        “นายจะทำอะไร?”

        “เอาน่า เดี๋ยวก็รู้เองแหละ!”

        ผมจัดการรวบรวมข้าวของมัดไว้ด้วยกัน ถ้าทำแบบนี้จะได้ไปไหนมาไหนสะดวกขึ้น หลังจากรออยู่พักหนึ่ง ซ่งหานก็กลับมาพร้อมกับถังใบใหญ่ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง ภายในนั้นเต็มไปด้วยอึสีเหลืองทองอร่าม ผมเห็นเช่นนั้นก็อดขมวดคิ้วเข้าหากันไม่ได้ “เสี่ยวหลาง นายจะเอาไปทำอะไรเนี่ย?”

        ซ่งหานยิ้มพลางหยิบถุงออกมาจากกระเป๋า ซึ่งภายในนั้นมีตั๊กแตนและหนอนตัวเล็กๆ สีเขียวขยับยั้วเยี้ยไปมา เขายิ้มพร้อมกับพูดออกมาว่า “ผมไปที่สวนของบ้านลูกพี่หลิวเพื่อไปเอาหนอนพวกนี้มาสดๆ ร้อนๆ เลย แล้วก็ไปจับตั๊กแตนจากสวนของป้าหวางมาด้วย หึๆ ยายป้าเจ้าของหอนั่นไร้ยางอายขนาดนั้น ผมคงต้องให้รางวัลจนลืมไม่ลงสักหน่อย เอาไปเลยตั๊กแตนสายพันธุ์ขี้!”

        ผมถึงกับตัวสั่นหลังจากที่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรต่อจากนี้

        “พี่เซียวเหยา ไปซ่อนไกลๆ เลย”

        “โอเค”

        ผมเก็บสัมภาระของตัวเองก่อนจะวิ่งห่างออกไปหลายสิบเมตร ระหว่างที่ซ่งหานนำถังอึวางไว้ข้างๆ กำแพงบ้านของยายป้าเจ้าของหอพัก หลังจากนั้นเขาก็เปิดถุงแล้วเทแมลงลงไป เจ้าพวกแมลงสีเขียวที่กลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามปีนขึ้นจากถังอึที่อยู่บนกำแพงแล้วกระโดดบินเข้าไปในบ้านหลังนั้น และก่อนจะหนีออกมาเขายังทิ้งร่องรอยไว้อีกด้วย ซึ่งดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำความสะอาดอุจจาระพวกนั้น

        หลังจากสูดหายใจเข้าจนเต็มปอด ผมก็ตบไหล่ซ่งหานก่อนพูดขึ้นว่า “เสี่ยวหลาง นายนี่มันพี่น้องที่พลัดพรากจากกันตั้งแต่เด็กของฉันจริงๆ เลย!”

        ซ่งหานยิ้ม “รีบไปเหอะพี่ก่อนที่นรกจะมาเยือน”

        “เออๆ ไปๆ”

        ด้านหลังพวกเขาตามมาด้วยเสียงก่นด่าของยายป้าเจ้าของหอที่ดังมาจากในห้อง ช่างเถอะ จะเป็นอย่างไรก็ช่าง ยังไงทั้งชาตินี้ก็ไม่คิดจะมาเจอกับยายป้านี่แล้วละ

        ……

        ระหว่างทางที่พวกผมกำลังเดินอยู่

        บนหลังของผมตอนนี้แบกข้าวของที่ขนออกมาจากหอพัก โดยมีซ่งหานช่วยถือพวกจานชามให้

        “นี่พี่เซียวเหยา ที่ผมมาหาพี่ที่นี่ก็เพราะว่ามีเรื่องอยากจะคุยด้วย” เขาบอกขณะที่โบกจานพอร์ซเลนในมือ

        ผมพยักหน้า “ฉันรู้ ว่ามาสิ มีเรื่องอะไร?”

        ซ่งหานหยุดเดินก่อนจะกำหมัดแน่น พร้อมกับสายตาที่เปี่ยมล้นด้วยความมุ่งมั่น “ผมมาหาพี่ ก็เพราะว่าเหล่าเคกับหูหลีพวกนั้นอยากจะกลับมาสร้างกิลด์จ่านหลงอีกครั้ง พวกเรามาสร้างความยิ่งใหญ่ในฐานะฮีโร่ในเกม Destiny กันดีไหม?”

        ผมมองไปที่อีกฝ่าย “นายมีเงินซื้อหมวกเหรอ?”

        “ตอนนี้ยังไม่มี”

        “งั้นก็คงต้องรอไปก่อนแล้วละ หาเงินกันก่อนก็แล้วกัน”

        “พี่เซียวเหยา... ตอนนี้พี่ก็ถูกไล่ออกจากหอแล้ว พี่จะเอายังไงต่อ? พักข้างนอกนี่ถือเป็นปัญหาหนึ่งเลยนะพี่” ซ่งหานมองผมด้วยความเป็นห่วง

        ผมยิ้มออกมา “ชิ! เรื่องแค่นี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก เดี๋ยวฉันจะไปบริษัทแล้วขอทำงานกะดึก หลังจากนี้ก็สามารถปูผ้าห่มนอนอยู่ที่นั่นได้แล้ว อีกอย่างที่นั่นมีเครื่องต้มน้ำร้อน แถมยังมีห้องน้ำอีก นายไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก”

        ซ่งหานพยักหน้า “ก็ได้ งั้นคงต้องตามนี้ไปก่อน รอให้ผมมีเงินพอที่จะสร้างกิลด์ขึ้นอีกครั้ง ผมจะกลับมาหาพี่นะ”

        “ได้เลย ไม่มีปัญหา ว่าแต่ตอนนี้นายทำอะไรอยู่เหรอ?”

        “อ๋อ ตอนนี้ผมทำหน้าที่เป็นบาทหลวงที่ช่วยกล่าวคำปฏิญาณตนให้กับคู่บ่าวสาวอยู่ครับ”

        “ดีเลย เป็นงานที่ดูมีอนาคตนะ...” ผมพูดพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ “ยังไงช่วยพาฉันไปสอบใบอนุญาตเป็นบาทหลวงด้วยล่ะ เราจะได้ทำงานเป็นผู้ดำเนินพิธีงานแต่งด้วยกัน!”

        “ได้ครับ!!!”

        ……

        ณ บริษัท

        หัวหน้าแผนกยามทุบโต๊ะและเก้าอี้ปังก่อนจะชี้หน้าผม “ไม่มีที่ว่างแล้วเว้ย! กะดึกไม่ใช่ตำแหน่งที่มาขอทำกันได้ง่ายๆ แผนกเรามียามตั้งเยอะแยะ ใครๆ ก็อยากจะทำกะดึกกันทั้งนั้น ถึงแกจะอยากทำก็ไม่มีที่ว่างให้แกหรอก แล้วนี่แกเอาผ้าห่มกับเสื่อมาทำอะไรวะ? จะมาประท้วงหน้าบริษัทหรือไง?”

        ผมเผยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น “หัวหน้าครับ ผมจะไปกล้าทำแบบนั้นได้ยังไง”

        “เออ ถ้ารู้แล้วก็เข้ากะบ่ายต่อไป เอาของพวกนี้ของแกออกไปด้วย!”

        “ครับ หัวหน้า”

        ผมแบกสัมภาระเดินออกจากประตูใหญ่ของบริษัท... เฮ้อ... ถูกปฏิเสธอีกแล้ว นอนในบริษัทไม่ได้แล้วสินะ แต่โลกก็ปฏิเสธผมมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว การรอคอยนี่มันก็เหมือนกับการรอรักแรกนั่นแหละ ต้องมีจิตใจที่ดี เพราะทัศนคติที่ดีจะเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง เอาละ หาวิธีใหม่ก็แล้วกัน

        ทันทีที่ผมเดินออกมาก็มีรถตำรวจขับมาจอดริมถนนก่อนจะหยุดผมเอาไว้ ประตูรถถูกผลักออกพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างที่คุ้นเคย เขาคือหวางซิ่นหัวหน้าหน่วยสวาท และเคยเป็นหัวหน้าเก่าของผมด้วย!

        “ขึ้นมาสิ!” หวางซิ่นพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

        ผมพยักหน้าก่อนจะโยนสัมภาระเข้าไปในรถแล้วขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง จากนั้นจึงเอ่ยถาม “หัวหน้าหวาง คงไม่ใช่ว่าจะมาชวนผมไปดื่มชาเฉยๆ ใช่ไหมครับ? ผมออกจากหน่วยมาเกือบสองปีแล้ว คงไม่ใช่ว่ามีอะไรที่ยังสะสางไม่เรียบร้อยหรอกใช่ไหมครับ?”

        หวางซิ่นยิ้ม “เจ้าเด็กนี่! จากสายลับมาเป็นหน่วยสวาท จากหน่วยสวาทกลายเป็นตำรวจจราจร จากตำรวจจราจรกลายเป็นผู้ช่วยตำรวจ จากผู้ช่วยตำรวจกลายเป็นยาม... คนอื่นเขามีแต่ไต่ขึ้น แต่นายดันไต่ตำแหน่งลงมาเรื่อยๆ เนี่ยนะ?”

        ผมยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความอับอาย “ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย...”

        หวางซิ่นมองผมก่อนพูดต่อว่า “ตอนที่นายถูกปลดออกจากหน่วยสวาท ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของนาย แต่นายก็เถรตรงเกินไป ไม่มีใครกล้าตรวจสอบอะไรด้วย ถึงแม้นายจะสามารถหาคนกระทำผิดจนเจอ แต่สุดท้ายนายเองก็เห็นแล้วว่า พวกเขามีวิธีจัดการกับเจ้าหน้าที่ระดับล่างอย่างนายอยู่ดี... ตอนนั้นฉันเองก็อยากจะช่วย แต่น่าเสียดายจริงๆ ที่ฉันไม่มีอำนาจพอจะช่วยนายได้ นายคงจะไม่ถือโทษโกรธฉันหรอกใช่ไหม?”

        ผมส่ายหน้าพร้อมกับยิ้ม “เรื่องในอดีตไม่ต้องพูดถึงหรอกครับ ผมลืมมันไปหมดแล้ว...”

        “หึ!”

        หวางซิ่นกอดอกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ครั้งนี้ที่ฉันมาหานายก็เพราะมีงานให้ทำ เป็นงานที่สำคัญและเข้มงวดมาก ฉันหวังว่านายจะลองพิจารณาดู”

        “งานอะไรครับ?” ผมถาม

        หวางซิ่นพูด “นายเคยได้ยินชื่อ เทียนซินกรุ๊ป ไหม? ปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำที่ใหญ่ที่สุดในจีนตะวันออกเฉียงใต้เลยนะ”

        ผมพยักหน้า “รู้จักครับ... แล้วมันเกี่ยวอะไรกันเหรอครับ?”

        หวางซิ่นยิ้ม “ความแข็งแกร่งของเทียนซินกรุ๊ปกลายเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก อีกอย่างมีการแทรกแซงอำนาจจากต่างประเทศ ซึ่ง CEO ของเทียนซินกรุ๊ปมีวิสัยทัศน์ที่เติบโตมาจากสายทหารอยู่แล้ว เขาจึงไม่กลัวเรื่องนี้ แต่จุดอ่อนของเขาอยู่ที่ลูกสาว เขาเคยจ้างบอดี้การ์ดมาแล้วหลายคน แต่ล้วนไม่เอาไหน ดังนั้นฉันก็เลยนึกถึงนายขึ้นมา...”

        ผมหัวเราะเสียงเย็น “หยุดเลยครับ ผมไม่อยากรับภารกิจพวกนี้แล้ว ผมไม่อยากถูกหักหลังอีก ผมเข็ดแล้วจริงๆ!”

        “อย่าพูดแบบนี้สิ ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่นๆ นะ นายก็แค่ดูแลและคุ้มกันลูกสาวของเขาไม่ให้เกิดอันตรายแค่นั้นเอง อีกอย่างเงินค่าจ้างสูงมากเลยนะ”

        ตาของผมเป็นประกายทันที “เท่าไรครับ?”

        “8,000 หยวนต่อเดือน”

        “หืม?...”

        ผมนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ดีกว่าครับ ผมขอไม่รับงานนี้ ผมไม่อยากทำงานที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงอีก ผมว่าเป็นยามก็ดีอยู่แล้วนะครับ ผมอยู่ที่นี่มา 2 เดือน เรื่องอันตรายที่สุดก็แค่กาต้มน้ำร้อนคว่ำตกลงมาก็แค่นั้น...”

        หวางซิ่น “…”

        หลังจากผ่านไปสักพัก หวางซิ่นก็มองมาที่ผม “โอเค ถ้างั้นฉันจะออกเงินส่วนตัวเพิ่มให้ เท่ากับว่าทุกเดือนนายจะได้รับเงิน 1 หมื่นหยวน นายโอเคไหม? นอกจากงานสังหารแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะทำเงินได้ดีไปกว่านี้แล้วละ...”

        โอ้โฮ เงินโคตรล่อตาล่อใจเลยเว้ย!

        ผมแทบจะหายใจไม่ออกพร้อมกับเกิดการต่อสู้ขึ้นภายในจิตใจ “ถ้าให้ผม 1 หมื่น... อืม... ยังไงผมขอพิจารณาดูอีกทีแล้วกันนะครับ เพราะผมไม่อยากจะเซ็นสัญญาที่ทำให้ผมต้องตกเป็นทาสอีก...”

        หัวหน้าหวางกวาดตามองไปที่สัมภาระของผม “ถ้างั้น... นอกจากเงินเดือน 1 หมื่นหยวน ฉันจะมอบผ้าห่มติดแอร์ที่เบาเหมือนขนนกให้นายอีกผืนเป็นไง”

        “ว่าไงนะครับ?!”

        ร่างกายของผมเกิดอาการสั่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับกำหมัดแน่น “ผ้าห่มติดแอร์ที่เบาเหมือนกับขนนก... ไม่มีใครในโลกที่จะปฏิเสธข้อเสนอนี้ได้หรอก... ผม... โอเค... ตกลง ผมรับงานนี้!”

        หวางซิ่นยิ้ม “เยี่ยม!”

        ผมคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดต่อว่า “แต่... คุณต้องคืนคู่หูผมมาด้วย เพราะผมไม่อยากจะปกป้องคุณหนูพันล้านด้วยหมัดของผมเองหรอกนะ...”

        หวางซิ่นพยักหน้า “อื้อ... คู่หูของนายอยู่ท้ายรถแล้ว นายไปเอาเองก็แล้วกัน หยิบเสร็จฉันจะพานายไปพบกับผู้ว่าจ้าง ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็สามารถเซ็นสัญญากันได้เลย”

        “ครับ!”

        ……

         

        เมื่อผมลงมาเปิดประตูท้ายรถ ก็เห็นกล่องยาวสีดำที่วางอยู่ในนั้น ภายนอกกล่องถูกตกแต่งอย่างสวยงาม ข้างในมีดาบยาวโบราณวางอยู่ ผมยื่นมือไปจับพร้อมกับความหลังเก่าๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ “เสี่ยวเฮย ไม่เจอกันนานสองปีแล้วนะ!”

        หวางซิ่นที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมก็พูดขึ้นว่า “ฉันแทบต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อเอาเจ้านี่ออกมาจากคลังเลยนะ หลี่เซียวเหยา นายนี่แปลกคนจริงๆ ใช้ดาบเล่มนี้ตัดมือทั้งสองข้างของลูกชาย ส.ส.ได้ เหอะ ไม่มีอะไรที่นายไม่กล้าทำจริงๆ”

        ผมพูดด้วยเสียงเรียบๆ “ถ้าไม่มีใครอยากทำ ผมก็จะเป็นคนทำมันเอง”

        “เอาละ ไปกันเถอะ ไปพบผู้ว่าจ้างกัน”

        “ครับ”

         ……

        หลังจากผ่านไปได้สิบกว่านาที รถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปจอดที่ด้านข้างของโรงยิมขนาดใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่ง ผมใช้ผ้าสีดำคลุมเสี่ยวเฮยไว้ แล้วอุ้มมันพร้อมกับเดินตามหวางซิ่นเข้าไปด้านใน ระหว่างนั้นผมก็ได้ยินเสียงดาบกระทบกัน... ว้าว... ดูเหมือนว่าฝีมือจะใช้ได้เลยนะเนี่ย! 

 

 

____________________________________________

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3076

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

แก้ไขครั้งที่ 1 โดย Kawebook เมื่อ14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.15 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
4 เมื่อ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.19 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 4 เจอกับเทพธิดาอีกครั้งแล้ว

 

        ระหว่างที่ผมเดินเข้าไปด้านในก็เห็นคนสองคนกำลังประลองดาบกันอยู่ไกลๆ ดาบของทั้งคู่ปะทะกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดาบที่พวกเขาใช้ไม่ใช่ดาบปลอมที่เอาไว้สำหรับการแข่งขัน แต่เป็นแบบเดียวกับเสี่ยวเฮยของผมซึ่งมีความใหญ่โต หนัก และเรียบง่าย

        หนึ่งในนั้นสวมเสื้อสีดำ รูปร่างสง่างาม ริมฝีปากเผยให้เห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ดาบในมือของเขาที่กวัดแกว่งทำให้การจู่โจมของอีกฝ่ายดูเปล่าประโยชน์ทันที เขาผู้นี้มีกลิ่นอายที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องคิดมากแล้ว คนผู้นี้จะต้องเป็นผู้ว่าจ้างของผมแน่ๆ เขาคือ CEO แห่งเทียนซินกรุ๊ปที่คนกล่าวถึงกัน!

        ……

        หวางซิ่นเดินนำหน้าผมไปก่อนจะพูดขึ้นว่า “ผู้อำนวยการหลินครับ คนที่ผมแนะนำคราวก่อนมาแล้วครับ”

        ชายผู้นั้นหยุดการประลองฝีมือก่อนจะหันมาพร้อมกับรอยยิ้ม “หัวหน้าหวาง มาแล้วเหรอ ไหนผมขอดูเด็กที่คุณพูดชมนักชมหนาหน่อยซิ ว่าเป็นยังไง! ”

        หวางซิ่นชี้มาที่ผม “นี่คือหลี่เซียวเหยาที่ผมพูดถึงครับ เสียวหลี่ นี่คือคุณหลินเทียนหนาน CEO ของเทียนซินกรุ๊ป นายทักทายท่านหน่อยสิ”

        หลินเทียนหนานมองมาที่ผมพร้อมกับสายตาที่ไม่อาจเดาได้ว่าเป็นความรู้สึกเยี่ยงไร เขายื่นมือมาด้านหน้าก่อนจะพูดขึ้นว่า “พ่อหนุ่ม ยินดีที่ได้รู้จักนะ! ”

        ผมยื่นมือออกไป “ยินดีเช่นกันครับ”

        โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้ออกแรงบีบมือผม ไม่งั้นคงต้องเกิดการนองเลือดแน่ๆ!

        ……

        ข้างๆ หลินเทียนหนานคือชายวัยกลางคนสวมชุดขาวซึ่งกำลังมองมาที่ผมด้วยรอยยิ้มดูแคลน “เจ้าหมอนี่เนี่ยนะ… จะไปทำอะไรได้? ”

        หัวหน้าหวางยิ้ม “ถ้าคุณทดสอบก็จะรู้เองแหละครับ...”

        หลินเทียนหนานได้ยินเช่นนั้นก็พูดต่อว่า “หลี่เซียวเหยา นี่คือหลินเฟิงน้องชายคนที่ ของฉันเอง... นี่เจ้าสาม ทำไมนายไม่ลองทดสอบฝีมือเจ้าหนุ่มคนนี้หน่อยล่ะ? ”

        หลินเฟิงพยักหน้าก่อนจะสืบเท้าขึ้นไปพร้อมกับดาบในมือ “นายรู้จักวิธีใช้ปืนหรือเปล่า? ”

        ผม “ครับ ผมมีประสบการณ์ในการยิงทั้งระยะไกลและระยะประชิด”

        “แล้วใช้ดาบเป็นไหม? ”

        “ชำนาญเลยครับ”

        “ดี ถ้างั้นมาดูฝีมือการใช้ดาบของนายหน่อยก็แล้วกัน...”

        ระหว่างที่พูด หลินเฟิงก็ยกดาบในมือขึ้นมาก่อนจะส่งสายตาไปยังบอดี้การ์ดเพื่อให้นำแผ่นปูนซีเมนต์มาวางตรงหน้า ซึ่งในแผ่นปูนนั้นมีแท่งเหล็กอยู่ด้วย แต่โชคดีที่มันเริ่มขึ้นสนิมแล้ว

        มุมปากของหลินเฟิงเผยให้เห็นรอยยิ้มหยัน “ตัดมันออกภายในครั้งเดียว นายทำได้หรือเปล่า? ”

        พูดจบ ดาบในมือของหลินเฟิงก็กวาดลงล่างพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นก่อนที่แผ่นปูนซีเมนต์จะตกลงสู่พื้นแล้วแยกออกเป็นสองส่วน

        หัวหน้าหวางเห็นเช่นนั้นก็ตกตะลึงพร้อมกับเอ่ยปากชม “เยี่ยมมากเลยครับ นี่หลี่เซียวเหยา ถึงตานายแล้ว”

        ผมเดินไปด้านหน้าเงียบๆ ก่อนจะรับดาบจากหลินเฟิงมาไว้ในมือจากนั้นฟาดลงบนแผ่นปูนตรงหน้าจนเกิดเสียงดัง คมดาบตัดผ่านแผ่นปูนซีเมนต์ลงไปจนแตกออกเป็นสองท่อนอย่างสวยงาม

        หลินเฟิงเกิดอาการตกตะลึง “ดีมากเจ้าหนู งั้นเรามาทดสอบขั้นต่อไปกันเลย”

        ทว่าหลินเทียนหนานกลับพูดขึ้นว่า “นี่เจ้าสาม ไม่ต้องแล้วละ หลี่เซียวเหยาแข็งแรงกว่านายอีก! ”

        “พี่ใหญ่ พูดแบบนี้หมายความว่าไงครับ? ” หลินเฟิงถามด้วยใบหน้างุนงง

        หลินเทียนหนานเดินมาข้างหน้าก่อนจะชี้ไปที่ดาบแล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าสาม ถึงแม้ว่านายจะสามารถตัดแผ่นปูนนั่นได้ แต่ใบดาบของนายก็งอไปตามแรงที่นายใช้ แต่นายดูของหลี่เซียวเหยาสิ วัสดุก็แบบเดียวกัน แต่หลังจากที่เขาตัดแผ่นปูนนั่น ใบดาบกลับไม่เป็นอะไรเลย นายยังไม่เห็นถึงความแตกต่างอีกเหรอ? ”

        หลินเฟิงเกิดอาการตกตะลึง “ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ”

        หลินเทียนหนานยิ้มออกมาก่อนจะพูดต่อว่า “นายใช้พละกำลังเพื่อที่จะทำให้ปูนนั่นถูกตัดออกเป็นสองส่วน แต่เขากลับใช้พละกำลังจากภายใน โดยอาศัยลมห่อหุ้มใบมีดในการผ่าปูนตรงหน้าออกจากกัน ผลลัพธ์จึงไม่ได้มาจากดาบของเขา พูดแบบนี้นายพอจะเข้าใจหรือยังเอาละ หลี่เซียวเหยา ในเมื่อหัวหน้าหวางเป็นคนแนะนำมา ฉันก็คงไม่ต้องทดสอบอะไรอีก พรุ่งนี้นายไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยหลิวหัวกับลูกสาวฉัน เธอกำลังจะเข้าปี นายเองก็เข้าปี เหมือนกับลูกสาวฉันก็แล้วกัน ตอนบ่ายฉันจะให้คนมาช่วยทำเรื่องสมัครเรียนให้นาย...”

        “มหาวิทยาลัยหลิวหัว... เด็กปี 1...”

        เกิดความปั่นป่วนขึ้นในสมองของผม

        ก่อนที่ผมจะพูดขึ้นว่า “คุณหลินครับ ตอนนี้ผมอายุ 25 แล้ว ผมว่าถ้าจะให้ผมไปเรียนปี มันดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไรนะครับ? ”

        “ไม่เป็นไรหรอก ถึงแม้อายุนายจะมากไปหน่อย แต่หัวใจก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่นี่นา! ”

        ผม “…”

        ……

        ผมเดินออกมาจากโรงยิมขนาดใหญ่พร้อมกับเสี่ยวเฮยที่อยู่ในมือ หลังจากขึ้นมานั่งบนรถ หัวหน้าหวางก็พูดขึ้นว่า “มหาวิทยาลัยหลิวหัวเป็นสถาบันของพวกชนชั้นสูงที่มีชื่อเสียง ที่จริงมันก็เหมือนกับการพาตัวเองไปชุบทองนั่นแหละ ฉันจะบอกอะไรให้นะ ค่าเทอมของนายน่ะเป็นเงินจากสำนักงานของเรา ถ้านายสอบตกละก็ เตรียมตัวตายได้เลย”

        ตอนนี้ผมรู้สึกเสียดายที่ตกปากรับข้อเสนอนี้ซะแล้วสิ “ผมไม่อยากจะมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว...”

        “ไม่มีทางให้หันหลังกลับไปแล้ว ถ้านายผิดสัญญา ฉันจะจับนายขัง 10 ปี! ”

        ผม “…”

         

        ……

        เนื่องจากมันเป็นงานใหม่จึงทำให้ผมรู้สึกไม่คุ้นเคย... ในมือของผมมีเงินสดจำนวน หมื่นหยวนที่ได้มาจากหัวหน้าหวาง อืม... ไปหาที่พักใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยหลิวหัวก่อนดีกว่า หลังจากนี้ค่อยว่ากันอีกที!

        ผมแบกสัมภาระไว้ข้างหลังก่อนจะเดินมาที่ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยหลิวหัว มองจากระยะไกลแล้ว บรรยากาศสภาพแวดล้อมในวิทยาเขตเหมือนกับสวนสาธารณะสวยงามมาก ผมกอดเสี่ยวเฮยไว้ในมือขณะเดินไปรอบๆ สวนของมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นผมก็เดินหาหอพักใหม่แถวๆ นั้น สักพักก็เห็นแผ่นโฆษณาที่แปะอยู่ที่เสาไฟฟ้าซึ่งมีเบอร์สำหรับติดต่อด้วย หลังจากโทรไปถามผมก็มุ่งไปยังอะพาร์ตเมนต์นั่นทันทีแล้วเคาะประตู เพียงครู่เดียว คุณป้าผู้มีน้ำหนักเกือบ 100 กิโลก็เปิดประตูออกมาพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “มาดูห้องใช่ไหมเข้ามาสิ”

        ผมเดินเข้าไปในห้อง พลันคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน พื้นห้องรับแขกเต็มไปด้วยเปลือกเม็ดแตง แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหาเท่ากับที่เขาเห็นถุงยางใช้แล้วบนพื้น ช่างเป็นความประทับใจแรกอันแสนจะน่ารังเกียจและน่าขยะแขยงที่สุด!

        “ที่นี่เป็นยังไงบ้างครับตอนกลางคืนมีเสียงรบกวนหรือเปล่า? ” ผมถาม

        นี่เป็นสิ่งที่ต้องถามไว้ก่อน เพราะสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้โคตรแย่ ชุมชนนั่นแทบจะไม่ใช่ที่ที่ให้คนอาศัยอยู่ด้วยซ้ำ!

        ผมเคยหวังเอาไว้ว่าที่ที่ผมพักจะมีแม่สาวงามคัพ D34 เป็นเพื่อนข้างห้อง ทว่ากลับกลายเป็นลุงแก่ขี้เมาซะได้ ซึ่งนั่นยังไม่เท่าไร แต่แกเล่นตื่นขึ้นมาสีซอทุกวันตอนตีสามนี่สิ!

        เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเล่นเพลง ฟ่างหนิวของหวางเสี่ยวเอ่อ มาอาทิตย์นี้ก็เปลี่ยนเป็นเพลง ต้าห่ายของจางหยี่เซิง!

        ทุกๆ วันไม่ว่าผมจะเข้างานกะเช้า กะบ่าย หรือกะดึก ตกกลางคืนผมจำต้องทนฟังเสียงรบกวนจากตาลุงนั่น! ถ้าทะเลสามารถกำจัดความโศกเศร้าไปได้ ก็ช่วยพัดตาลุงนั่นไปด้วยเถอะ!

        หลังจากตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดอยู่นาน เจ้าของห้องก็มองมาที่ผมก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “บรรยากาศดีมากเลย ไม่ค่อยมีเสียงดัง พ่อหนุ่มวางใจเถอะ เข้าไปดูในห้องก่อนแล้วกันนะ”

        ผมพยักหน้า ทว่าหลังจากที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องก็ได้ยินเสียงเตียงกระแทกกับฝาผนังห้อง ตามด้วยเสียงผู้หญิงครางอื้ออ้า ได้ยินแล้วอดไม่ได้ที่จะเกิดอาการหูแดงฉับพลัน ขอโทษที ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยมีแฟนเลย!

        ……

        “ค่าเช่าห้องเท่าไรครับ? ” ผมถามขึ้น

        “สามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น นี่เป็นห้องสุดท้ายแล้ว ค่าเช่าอยู่ที่ 400 หยวนต่อเดือน จ่ายล่วงหน้า เดือน มัดจำ เดือน ทั้งหมด 1,600 หยวน! ” เจ้าของห้องบอก

        ผมส่ายหน้า “โห แพงเกินไปหรือเปล่าครับเนี่ยสภาพห้องแบบนี้ราคา 400 หยวนเลยเหรอครับ? ”

        เจ้าของห้องได้ยินก็พูดต่อว่า “ที่นี่ก็ราคานี้แหละ นายไปที่อื่นก็ราคานี้ ราคานี้ไม่แพงเลยนะ นายลองคิดดูก็แล้วกันว่าจะเช่าหรือไม่เช่า ถ้าไม่เช่าฉันก็ให้คนอื่น”

        ผมขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างแล้วดึงผ้าม่านเปิดออก ทันใดนั้นก็เห็นสาวสวยนางหนึ่งยืนโป๊และกำลังร้องเพลงอยู่ในห้องซึ่งอยู่ตึกตรงข้ามพอดี

        ผมจึงหันกลับไปหาเจ้าของหออย่างรวดเร็ว “ผมเช่าที่นี่แหละ! ”

        ……

        เช้าวันต่อมาเมื่อตื่นขึ้นจากการหลับใหล ผมก็รีบแต่งตัวแล้วถือกระเป๋าใบเล็กออกจากห้อง ถือซะว่าที่นี่เป็นรังพักอาศัยชั่วคราวไปก่อนก็แล้วกัน!

        วันที่ 25 เดือนสิงหาคม เป็นวันเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยหลิวหัว

        ตอนที่ผมเดินมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย ก็พบว่ามีคนจำนวนมากมาถึงก่อนแล้ว

        ไม่นานเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น และแสดงเบอร์ของหัวหน้าหวาง เขาบอกให้ผมไปรอพบที่ฝั่งขวาของประตูมหาวิทยาลัย พอเจอกันผมก็เอ่ยปากถาม “หัวหน้าหวาง คนที่ผมต้องคุ้มกันเป็นคนยังไงกันแน่? ”

        หัวหน้าหวางยิ้มก่อนจะตอบกลับมา “ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ได้ยินมาว่าลูกสาวของหลินเทียนหนานสวยมากเลยละ สวยกว่าดาราสาวพวกนั้นอีกนะ! ”

        ผมพยักหน้า “ดีเลยครับ...”

        เพียงครู่เดียว รถลินคอล์นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าพร้อมกับปรากฏร่างของหญิงสาวนางหนึ่งเดินเข้ามาด้านในพร้อมเหล่าบอดี้การ์ด และผู้ชายที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดนั้นผมจำได้เป็นอย่างดี เพราะนั่นคือหลินเฟิงที่เคยเจอก่อนหน้านี้

        ……

        กลุ่มฝูงชนถูกแหวกออกก่อนจะเผยให้เห็นร่างของหญิงสาวนางหนึ่งสวมกระโปรงตัวจิ๋วปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา มือกำลังลากกระเป๋าใบหนึ่ง ลมที่พัดมาทำให้ผมยาวของเธอปลิวไสว ใบหน้ารูปไข่ดึงดูดให้ผู้คนพากันจับจ้องด้วยความตกตะลึง เพียงครู่เดียวเธอก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนที่อยู่ในบริเวณ ทันใดนั้นดวงตาคู่สวยราวกับอัญมณีก็เบิกกว้างขณะจ้องมาที่ผม “นายเองเหรอเนี่ย”

        ตัวผมเกิดอาการสั่นเล็กน้อยพร้อมกับเสียงโอดครวญในใจ “เป็นเธอได้ไงเนี่ย... คนที่ฉันต้องคุ้มกันคือแม่เทพธิดาคัพ D34 หรือนี่? ... จบกัน...ชีวิตได้จบเห่ตรงนี้แหละ”

        หลินเฟิงยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า “เอ๋รู้จักกันด้วยเหรอหลี่เซียวเหยา นี่คือคนที่นายจะต้องเข้าเรียนด้วย นี่คือหลินหว่านเอ๋อร์ เป็นไข่มุกล้ำค่าของพี่ใหญ่ฉัน! หว่านเอ๋อร์ มาทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนใหม่ของหนูหน่อยสิ! ”

        หลินหว่านเอ๋อร์ลากกระเป๋าเดินมาด้านหน้าพร้อมกับกระโปรงสั้นที่สะบัดไปตามแรงลมจนเผยให้เห็นขาขาวๆ ผุดผ่องราวกับหิมะชวนให้หลงใหล ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยรอยยิ้มงดงาม เธอยิ้มพร้อมพูดกับผมว่า “ว่าไง หลี่เซียวเหยา ยินดีที่ได้เจอกันนะ...”

        เป็นประโยคที่ฟังเหมือนจะดูดี แต่ผมรู้สึกได้ว่ามันเป็นน้ำเสียงที่แฝงด้วยความอาฆาตแค้น แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเดือนสิงหาคมที่ร้อนโคตรๆ แต่ผมพลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง ให้ตายเถอะ ผมต้องตายแน่ๆ!

        ……

        ผมพยักหน้าแล้วพูดขึ้นว่า “ยินดีที่ได้เจอครับ หว่านเอ๋อร์...”

        “ไปลงทะเบียนเรียนกันเถอะ...”

        เธอยื่นมือมาจับคอเสื้อของผมก่อนจะลากตัวไปยังจุดลงทะเบียน ในเวลาเดียวกันก็แอบมองมาที่กระเป๋าสีดำในมือของผมซึ่งห่อเสี่ยวเฮยเอาไว้ “นี่อะไรน่ะ? ”

        “เพื่อนกินข้าวของผมครับ”

        “อืม...”

        แม่สาวคัพ D34 ยิ้มก่อนจะหันไปโบกมือให้บอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหลัง “เอาละ ไม่มีอะไรแล้ว พวกนายกลับไปเถอะ ลุงสามคะ ลุงเองจะกลับเลยก็ได้ค่ะ”

        หลินเฟิง หัวหน้าหวาง และคนอื่นๆ พากันออกไปดื่มน้ำชา ในขณะที่ผมถูกหลินหว่านเอ๋อร์ลากมายังจุดลงทะเบียน ผมซึ่งไม่เคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยมาก่อน จึงดูเหมือนว่าเธอจะเป็นฝ่ายจัดการดูแลเรื่องให้ผม

        ……

        เมื่อไปถึงจุดลงทะเบียน หลินหว่านเอ๋อร์ก็ยื่นใบสมัครก่อนพูดขึ้นว่า “แผนกภาษาจีน หลินหว่านเอ๋อร์ แล้วก็... แผนกภาษาจีน หลี่เซียวเหยา...”

        ทันใดนั้นอาจารย์ที่นั่งรับใบสมัครก็เงยหน้าขึ้นและอ้าปากค้างจนน้ำลายหก “อ้อ นักศึกษาคนสวย ของเธอถูกจัดให้อยู่ที่หอหญิงหมายเลข นะ เดี๋ยวอาจารย์พาไปดีไหม? ”

        หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มก่อนจะหรี่ตา “ไม่เป็นไรค่ะ ของหลี่เซียวเหยาอยู่หอพักชายหมายเลขอะไรคะเดี๋ยวให้เขาไปพร้อมกับฉันก็ได้ค่ะ ฉันหาทางไปเองได้...”

        อาจารย์เช็ดน้ำลาย “หลี่เซียวเหยาอยู่หอพักชายหมายเลข หอของพวกเธออยู่ห่างกันไม่มาก”

        “ขอบคุณค่ะอาจารย์...”

        “นักศึกษาหลินหว่านเอ๋อร์คนสวย ทิ้ง QQ ไว้สักหน่อยสิ...”

        ……

        เมื่อเข้ามาในหอพักนักศึกษาหญิงแล้ว พบว่าห้องพักของหลินหว่านเอ๋อร์นั้นอยู่ชั้น ซึ่งตอนนี้เธอยังพักอยู่คนเดียว ผมถือกระเป๋าสองใบขึ้นมาที่ชั้น หลังจากวางของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็พูดขึ้นว่า “คุณหนู คุณน่าจะทิ้งเบอร์ไว้ให้ผมหน่อยนะ เวลามีอะไรจะได้ติดต่อกันได้สะดวก”

        “ได้สิ”

        หลังจากแลกเบอร์กันแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์ก็เปิดกระเป๋าหยิบหมวกเกมออกมาสองใบ ใบหนึ่งสีขาว อีกใบสีแดง เธอยื่นหมวกใบสีแดงมาให้ผมแล้วพูดว่า “เอาไป... นี่ของนาย”

        ผมตกตะลึงไปทันที “นี่... นี่มันหมวกเกมของ Destiny นี่...”

        หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ “พ่อบอกให้นายมาเล่นเกมนี้ เพื่อช่วยจับตาดูฉันที่อีกโลกหนึ่งด้วย ที่ฉันพูดนายน่าจะเข้าใจนะ? ”

        ผมพยักหน้าก่อนรับหมวกมา “คุณหนู เกลียดผมหรือเปล่า? ”

        หลินหว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปากจ้องมองมาที่ผมพร้อมกับกอดอกจนทำให้เนินเขาสองลูกปูดออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอยิ้มก่อนจะตอบกลับมาว่า “คำถามนี้… ฉันไม่รู้ควรจะตอบว่าอะไรดี แต่หลังจากนี้ฉันจะหาคำตอบมาให้นายแล้วกัน นายกลับไปที่หอของนายเถอะ”

        ……

        หลังจากเดินลงมาจากหอหญิงพร้อมกับหมวกใบสีแดงที่อยู่ในมือซึ่งเป็นรุ่นวีไอพี ใจของผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเริงร่าราวกับดอกไม้ผลิบาน ให้ตายเถอะ ไม่สนหรอกว่าจะเกลียดหรือไม่เกลียด ยังไงตอนนี้เส้นทางในการเล่นเกม Destiny ของผมก็ไม่มีใครมาขัดขวางได้อีกแล้ว!

         

____________________________________________

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3076

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

แก้ไขครั้งที่ 1 โดย Kawebook เมื่อ17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 13.50 น.

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
5 เมื่อ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 13.51 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 5 อาชีพหลักทั้ง 9 อาชีพ 

 

        บ่ายวันนั้นผมพูดโทรศัพท์กับหลินเทียนหนาน โดยประเด็นในบทสนทนาก็ไม่มีอะไรมาก แค่ให้ผมตามติดหลินหว่านเอ๋อร์ไว้ให้ดี ที่สำคัญอีกอย่างคือ ถ้ามีผู้ชายคนไหนเข้ามาจีบลูกสาวที่รักของเขา ก็ให้ผมจัดการคนพวกนั้นได้ทันที หรือไม่ก็แจ้งให้เขาทราบ และแน่นอนว่าประโยคสุดท้ายที่เขาเน้นก็คือห้ามไม่ให้ผมคิดเกินเลยกับหลินหว่านเอ๋อร์เด็ดขาด อันที่จริงไม่เห็นจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้เลย เพราะผมว่าเธอก็ไม่ได้สนใจอะไรผมอยู่แล้ว แต่พอคิดแบบนี้ก็อดเจ็บปวดหัวใจไม่ได้

        หอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยหลินหัวถือว่าไม่เลวเลย ห้องหนึ่งพักได้ 2 คน โดยมีข้าวของเครื่องใช้ทั่วไปตระเตรียมไว้ให้แล้ว หลังจากที่นั่งกวาดตามองดูสภาพห้อง ผมก็เข้าใจทันทีว่าทำไมหัวหน้าหวางถึงได้รู้สึกเจ็บปวดกับค่าเทอมนัก ที่นี่ค่าเทอมย่อมไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นหยวนแน่ๆ

        ……

        พลบค่ำผมเดินมารอที่ใต้หอพักหญิงหมายเลข 1 ไม่นานหลินหว่านเอ๋อร์ก็ลงมาจากห้องพร้อมกับหญิงสาวสวมเดรสสีเขียว ซึ่งเป็นคนที่สวยมากทีเดียว อย่างน้อยก็มากพอจะเป็นจุดสนใจของผู้พบเห็น แต่น่าเสียดายที่ดันมายืนอยู่ข้างหลินหว่านเอ๋อร์ผู้งดงามจนไม่อาจหาใครมาเทียบ ผมยืนมองอยู่ไกลๆ ก่อนถอนหายใจออกมา เด็กผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจะเลือกคบเพื่อนผิดคนเสียแล้ว

        หลังจากที่สองสาวเดินมาอยู่ตรงหน้า หลินหว่านเอ๋อร์ก็มองมาที่ผมพร้อมกับพูดว่า “ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน”

        ผมไม่ได้พูดอะไร สถานะของผมคอยย้ำเตือนอยู่เสมอว่าเป็นเพียงบอดี้การ์ดที่ผู้ว่าจ้างจ้างให้มาดูแลเธอเท่านั้น และภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ผมก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรนัก

        ทว่าสาวสวยที่อยู่ข้างหลินหว่านเอ๋อร์กลับมองมาที่ผมด้วยสายตาประหลาดใจ เธอยื่นมือมาด้านหน้าพร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า “นายคือหลี่เซียวเหยาที่หว่านเอ๋อร์พูดถึงสินะ? หว่านเอ๋อร์บอกฉันแล้วละ ฉันเป็นรูมเมตของหว่านเอ๋อร์ ชื่อตงเฉิงเยว่นะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

        ผมยื่นมือออกไปทักทายพร้อมกับยิ้มให้ “ยินดีที่ได้รู้จักนะตงเฉิง”

        “นายอายุเท่าไรเหรอ? ” ตงเฉิงเยว่ถามด้วยความสงสัย

        ผมสะดุ้งเล็กน้อย “21...”

        “ฉันดูออกนะ นายคงไม่ได้อายุ 21 จริงๆ หรอก” เธอยังคงพูดด้วยน้ำเสียงซุกซนแล้วเอียงคอมองผม

        ผมกำหมัดแน่น “ก็ได้ๆ ฉันอายุ 23 แล้ว...”

        “ไม่ใช่หรอก ดูก็รู้ว่านายเป็นผู้ปกครองที่มาส่งลูกเข้าเรียนต่างหากล่ะ...”

        ตงเฉิงเยว่ยังคงเล่นตลกไม่เลิกจนทำให้หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะออกมา “พอแล้วเสี่ยวเยว่ เลิกแกล้งเขาสักที แกล้งคนน่าเบื่อแบบนี้มันสนุกตรงไหนเนี่ย? รีบไปกินข้าวเถอะ เดี๋ยวต้องกลับไปเตรียมตัวอีก พรุ่งนี้เที่ยงเกม Destiny จะเปิดเซิร์ฟเวอร์แล้วด้วย ยังไงก็ต้องเป็นผู้เล่นอันดับแรกๆ ของเกมนี้ให้ได้! ”

        ตงเฉิงเยว่หัวเราะออกมา “โอเคๆ แต่ฉันรู้สึกว่าหลี่เซียวเหยาน่าสนใจมากเลยน้า...”

        ผมยิ้ม “ตงเฉิงพูดเกินไปแล้ว… ว่าแต่พวกเราจะไปกินข้าวที่ไหนกันเหรอ? ”

        “ไปแคนทีน 1 ก็แล้วกัน”

        “อื้อ”

        ……

        สองสาวเดินนำหน้าพร้อมกับพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องภายในมหาวิทยาลัยด้วยท่าทีกระตือรือร้น ทั้งคู่พูดพลางหัวเราะพลาง ในที่สุดหลินหว่านเอ๋อร์ก็ยิ้มออกมาสักทีสินะ... ผมที่แอบมองจากด้านข้างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจเต้นขึ้นมา เมื่อเห็นรอยยิ้มของเธอ

        ภายในแคนทีน 1 พวกเราเลือกนั่งโต๊ะแบบเก้าอี้เดี่ยว 4 ตัว สองสาวนั่งตรงข้ามกัน ขณะที่ผมนั่งคนเดียว ทั้งคู่สั่งอาหารแบบตะวันตกมา ส่วนผมสั่งข้าวผัดไข่ 2 จานกับซุปปู 1 ถ้วย หลินหว่านเอ๋อร์ใช้บัตรทองรูดซื้ออาหาร ทำให้ผมไม่ต้องจ่ายเอง อืม... โชคดีจังที่เป็นบอดี้การ์ด แถมยังไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารเองด้วย อย่างน้อยผมจะได้เก็บเงินเดือนเพื่อซื้อหมวกเกม 3 ใบ จะได้ให้เสี่ยวหลาง เหล่าเค และหูหลีเข้ามาเล่นเกมด้วยกัน แล้วกลับมาสร้างกิลด์จ่านหลงเพื่อกอบโกยชื่อเสียงของกิลด์อีกครั้ง!

        แค่กๆ อันที่จริงกิลด์จ่านหลงเองก็ไม่เคยมีชื่อเสียงหรือผลงานโดดเด่นอะไรหรอก...

        “เซียวเหยา...” ตงเฉิงเยว่มองมาที่ผมก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้น “ฉันได้ยินหว่านเอ๋อร์บอกว่านายเองก็มีหมวกเกมเหมือนกัน นายจะเข้าไปดูแลหว่านเอ๋อร์ในเกมด้วยใช่ไหม? ”

        ผมพยักหน้า “อื้อ เลขหมวกของฉันคือ 000747 ถือว่าเป็นลำดับต้นๆ เลยล่ะ”

        หลินหว่านเอ๋อร์เบ้ปากก่อนจะพูดว่า “พ่อฉันให้คนไปยืนรอต่อแถวข้ามคืนเพื่อที่จะได้หมวกนี้มา แน่นอนว่ามันต้องอยู่อันดับต้นๆ อยู่แล้วละ อันที่จริงหมวกนั่นจะเอาไปให้คนอื่น แต่เขากลับซื้อเองแล้ว นายก็เลยโชคดีได้มันไป”

        ตงเฉิงเยว่ยิ้ม “นี่เซียวเหยา ก่อนหน้านี้นายเคยเล่นเกมหรือเปล่า? ”

        ผมยกนิ้วชี้ขึ้นมา “ตอนปี 2014 ที่มีเกม ‘Conquer Online’ ที่ขึ้นชื่อว่ามีความเสมือนจริง 27% ตอนนั้นฉันก็เคยเล่นอยู่ช่วงหนึ่ง”

        “จริงดิ? ” ตงเฉิงเยว่เบิกตากว้างก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉันเองก็เคยเล่นเหมือนกัน แล้วตอนนั้นนายใช้ชื่อว่าอะไร? แล้วถูกจัดอยู่อันดับที่เท่าไร? ”

        ผมตอบกลับไปด้วยความภาคภูมิใจ “ขื่อ ID ฉันจำไม่ได้แล้ว แต่ถูกจัดอยู่อันดับที่ 3,970,000”

        ตงเฉิงเยว่ได้ยินก็ยิ้มแล้วพูดต่อว่า “แต่เท่าที่ฉันรู้มา เกมนี้มีคนเล่นทั้งหมดประมาณ 5 ล้านคน แต่นายถูกจัดอยู่อันดับที่ 3 ล้านกว่า... แสดงว่านายก็อยู่อันดับท้ายๆ เลยน่ะสิ? ”

        ผมพยักหน้า “ก็ประมาณนั้น...”

        หลินหว่านเอ๋อร์แสดงสีหน้าผิดหวังออกมา “เฮ้อ งั้น... ก็แปลว่าหมวกวีไอพีของฉันที่ให้นายไปก็เปล่าประโยชน์น่ะสิ? น่าเสียดายชะมัด...”

        ตงเฉิงเยว่ยิ้มก่อนจะตบบ่าของหลินหว่านเอ๋อร์เบาๆ “ทุกคนต่างก็ต้องเคารพซึ่งกันและกันนะ เธอจะพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก... นี่เซียวเหยา... งั้นหลังจากนี้พวกเรามาเล่นเกมด้วยกันนะ ว่าแต่นายวางแผนไว้หรือยังล่ะ? ในเกมมี 5 เผ่าพันธุ์และ 9 อาชีพ นายคิดไว้หรือยังว่าจะเลือกสายไหน? ”

        ผมเกิดอาการเสียหลัก “เอ่อ... ที่จริงฉันยังไม่ได้ศึกษาข้อมูลเลย”

        หลินหว่านเอ๋อร์แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา “อะไรเนี่ย! นายยังไม่เคยศึกษาข้อมูล แต่ดันรับหมวกของฉันไปเล่นเนี่ยนะ? ”

        ผมหรี่ตาก่อนจะจ้องไปที่สาวงามตรงหน้าพร้อมกับยิ้ม “ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่ เข้าเกมไปแล้วอ่านข้อมูลจากเมนูก็รู้แล้วว่าต้องเลือกยังไง นี่ตงเฉิง เธอบอกหน่อยสิว่ามีเผ่าพันธุ์กับอาชีพอะไรบ้าง? ”

        ตงเฉิงเยว่ซึ่งเป็นคอเกมตอบกลับมาทันที “ในเกมมีทั้งหมด 5 เผ่าพันธุ์ คือ มนุษย์ เอลฟ์แห่งสายลม บาร์บาเรียน อันเดธ และเอลฟ์แห่งจันทรา ในบรรดาเผ่าพันธุ์เหล่านี้ พละกำลังของบาร์บาเรียนจะสูงที่สุด ถ้าเป็นเอลฟ์สายลมจะเด่นในเรื่องการโจมตีระยะไกล เอลฟ์จันทราจะเก่งในเรื่องการต่อสู้ระยะยาว อันเดธจะมีพลังโจมตีเพิ่มขึ้นสูงถึง 15% ส่วนมนุษย์อยู่ในระดับกลางๆ แต่ว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะเหมาะกับทุกสายอาชีพ”

        ผมพยักหน้า “แล้วอาชีพล่ะ? ”

        ตงเฉิงเยว่กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดต่อว่า “สายอาชีพมีทั้งหมด 9 อาชีพ คือ นักดาบ นักเวท เบอร์เซิร์กเกอร์ อัศวิน แอสซาซิน ฮีลเลอร์ นักแม่นปืน นักธนู แล้วก็พระ นายเองเคยเล่นเกมมาก่อนก็คงจะรู้เกี่ยวกับจุดเด่นของแต่ละอาชีพแล้ว อ้อ จริงสิ ฉันยังไม่ได้ถามนายเลยว่านายอยากจะเลือกสายไหน? ”

        ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะพูดขึ้นว่า “ง่ายมาก... ฉันจะเลือกอาชีพที่เป็นสายซัพพอร์ตที่สามารถฮีลเลือดได้... ฉันก็เลยคิดว่าอาจจะเล่นเป็นฮีลเลอร์”

        ตงเฉิงเยว่ยิ้มกว้าง “อืม ฮีลเลอร์สามารถที่จะฮีลคนอื่นได้ และเป็นสายอาชีพที่คนนิยมเล่นกัน ตอนแรกฉันคิดว่านายจะเลือกอาชีพนักดาบ อัศวิน หรือไม่ก็พวกเบอร์เซิร์กเกอร์เสียอีก ได้ยินว่าพวกผู้ชายที่หยิ่งผยองในชั้นเรียนเลือกอาชีพพวกนี้กันทั้งนั้นเลย”

        พูดจบตงเฉิงเยว่ก็มองไปที่หลินหว่านเอ๋อร์ “นี่หว่านเอ๋อร์ เขาเป็นผู้ชาย แต่ยอมเล่นอาชีพฮีลเลอร์เพื่อซัพพอร์ตเธอเลยนะ เธอน่าจะแต่งงานในเกมกับเขาน้า...”

        หลินหว่านเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ตอบด้วยสีหน้าเฉยชาว่า “อยากแต่งเธอก็แต่งเองสิ ฉันไม่สนใจหรอก อืม แต่ถ้านายเลือกอาชีพฮีลเลอร์ ฉันก็อยากเห็นเหมือนกันว่านายจะเก็บเลเวลช่วงแรกได้ยังไง เหอะๆ ผู้ชายเลือกอาชีพฮีลเลอร์... น่าสนใจจริงๆ! ”

        ผมเข้าใจความหมายของหลินหว่านเอ๋อร์ดี อาชีพฮีลเลอร์นั้นไม่มีพลังในการโจมตี ช่วงแรกๆ จึงจำเป็นต้องมีคนพาไปเก็บเลเวลก่อน หากผู้หญิงเลือกอาชีพฮีลเลอร์ละก็ แค่พวกเธอยืนอยู่ที่หมู่บ้านเริ่มต้นแล้วเรียก ‘พี่ชาย พาหนูไปเก็บเลเวลหน่อยสิ’ ด้วยเสียงหวานๆ ย่อมไม่มีทางที่คนจะปฏิเสธแน่ แต่ถ้าเป็นผู้ชายก็อย่าหวังเลย ถ้าไม่ได้เกิดมาหน้าตาหล่อเหลาเหมือนโอปป้าเกาหลีละก็ เชิญเก็บเลเวลไปคนเดียวเถอะ!

        แต่... ผมเตรียมใจไว้แล้ว และผมก็ไม่กลัวอะไรด้วย...

        ผมจึงตอบหลินหว่านเอ๋อร์ไปด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่มีปัญหาหรอก ผมจัดการได้”

        หลินหว่านเอ๋อร์เม้มริมฝีปากโดยไม่พูดอะไร แต่ดูเหมือนเธอจะรู้สึกขุ่นเคืองเขาอยู่ไม่น้อย

        ตงเฉิงเยว่กลับพูดอย่างกระตือรือร้นว่า “ฉันคิดไว้แล้วว่าจะเล่นอาชีพนักเวท เป็นอาชีพที่มีการส่งกำลังออกไปได้อย่างรุนแรง และนี่เป็นจอมเวทของเกม Destiny เลยนะ ส่วนหว่านเอ๋อร์จะเลือกเล่นแอสซาซิน อาชีพของพวกเรามีการผสานกันระหว่างการโจมตีระยะไกลและระยะใกล้ ทำให้เก็บเลเวลง่ายมากๆ เลย ถ้าเป็นแบบนี้พวกเราก็คงจะไปถึงลำดับต้นๆ ได้ในไม่ช้า”

        ผมพยักหน้า “อื้อ ขอให้โชคดีนะ”

        ……

        หลังจากกินข้าวเสร็จพวกเราก็เดินออกมาจากแคนทีนเพื่อกลับหอพัก ภายในมหาวิทยาลัยมีคนจำนวนไม่น้อยเดินขวักไขว่ไปมา

        และไม่กี่นาทีต่อมาก็มีชายคนหนึ่งชี้มาที่พวกผมอย่างกับเห็นผีแล้วตะโกนลั่น “ฉัน... ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม? ผะ... ผู้หญิงคนนั้น... ใช่หลินหว่านเอ๋อร์หรือเปล่า? ใช่ดาราดังที่ประกาศออกจากวงการบันเทิงเมื่อ 5 เดือนก่อนใช่ไหม?! ”

        จากนั้นผู้ชายอีกจำนวนหนึ่งก็รีบวิ่งมาดูก่อนจะพยักหน้ายืนยัน “ใช่! หลินหว่านเอ๋อร์จริงๆ ด้วย! พระเจ้า! คิดไม่ถึงเลยว่าหลินหว่านเอ๋อร์จะอยู่มหา’ลัยหลินหัว โชคดีชะมัดเลย! ”

        พวกผู้ชายต่างรีบก้าวเท้ามาด้านหน้าและหนึ่งในนั้นก็ตะโกนขึ้นว่า “เธอคือหลินหว่านเอ๋อร์ใช่ไหม? พวกเรา... พวกเราขอถ่ายรูปด้วยได้ไหม? พวกเราเป็นแฟนตัวยงของเธอเลยนะ แล้วก็ชอบเพลง Heart of Time ของเธอมากที่สุดเลย”

        ทว่าหลินหว่านเอ๋อร์กลับพูดขึ้นเบาๆ ว่า “โทษทีนะ ตอนนี้ฉันออกจากวงแล้ว และฉันก็อยากจะเป็นแค่นักศึกษาธรรมดาๆ ...”

         “ฟึบ! ”

        ผมพุ่งตัวไปยืนขวางด้านหน้าหลินหว่านเอ๋อร์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะกางมือออกเพื่อกันผู้ชายพวกนั้นออกไป “โทษทีนะ คุณหนูหว่านเอ๋อร์ต้องการความเป็นส่วนตัว ช่วยให้เกียรติอีกฝ่ายด้วย”

        ทันใดนั้นเสียงชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นด้วยความโมโห “แกเป็นใครวะ? แม่งเอ๊ย แกมีสิทธิ์พูดอะไรที่นี่ด้วยเหรอวะ? ไสหัวออกไป! ”

        ผมไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น แต่มือของผมเกิดอาการสั่นขึ้นมา 'ปั้ก' เสียงถอยหลังกรูดของผู้ชายพวกนั้นซึ่งดูท่าทางตกใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่าถูกผลักออกมาได้อย่างไร

        ขณะที่ผมยืนอยู่ที่เดิมด้วยอาการนิ่งสงบ ไม่พูดอะไรเลย ห้ามไม่ให้ใครเข้าใกล้หลินหว่านเอ๋อร์เด็ดขาด นี่เป็นคำสั่งของหลินเทียนหนาน

        ตงเฉิงเยว่ที่ยืนอยู่ด้านหลังหัวเราะออกมาเบาๆ “คิคิ เซียวเหยานี่ไม่เลวเลยน้า...”

        “รีบกลับหอเถอะ” ผมพูดขึ้น

        “อื้อ”

        ตอนที่หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ใต้หอหญิง เธอก็หันมามองผมก่อนจะพูดว่า “นี่หลี่เซียวเหยา มื้อเช้ากับมื้อเที่ยงพรุ่งนี้ฉันให้คนขึ้นมาส่งแล้ว นายไม่ต้องมารอพวกฉันนะ ตอนเที่ยงเกมจะเปิดเซิร์ฟเวอร์ นายอย่าทำให้ฉันขายหน้าก็แล้วกัน...”

        “ครับ” ผมพยักหน้า

        เมื่อเห็นว่าหลินหว่านเอ๋อร์เดินขึ้นห้องไปแล้ว ผมก็เดินกลับหอตัวเอง ระหว่างที่กำลังเดินผ่านถนนเล็กๆ ผมเอามือเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาจากหน้าผาก ไม่รู้เลยว่าเธอเคยทำอะไรมาก่อนถึงได้มีแฟนคลับเยอะขนาดนั้น ดูเหมือนว่าเส้นทางหลังจากนี้คงไม่ง่ายแล้วสิ!

        ……

        เมื่อกลับมาถึงห้องนอนผมก็ผลักประตูเข้าไป ก่อนจะเห็นโน้ตบุ๊กซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ตรงข้ามเตียงของผมมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาคงจะเป็นรูมเมตของผมสินะ

        รูมเมตเงยหน้ามองผมผ่านแว่นหนา ทันใดนั้นเขาก็ยิ้มขึ้นมา “นายคือหลี่เซียวเหยา รูมเมตของฉันสินะ? ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อถางกู่ นายจะเรียกฉันว่าอากู่ก็ได้”

        ผมพยักหน้า “อื้ม หวัดดีเจ้าแว่น ยินดีที่ได้รู้จัก”

        “รบกวนช่วยเรียกชื่อฉันด้วย ฉันชื่อถางกู่! ”

        “โอเคได้เลย เจ้าแว่น”

        เจ้าแว่นนี่ดูๆ แล้วอายุน่าจะเกิน 25 แน่ๆ ดูจากรอยหยักบนหน้าผาก นี่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องใช้เงินมากขนาดไหนถึงเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยนี้ได้

        เจ้าแว่นลากเก้าอี้มานั่งก่อนที่จะแสดงสีหน้าตื่นเต้น เขายิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า “เมื่อกี้... ตอนที่ฉันอยู่แคนทีน ฉันเห็นนายนั่งอยู่กับหลินหว่านเอ๋อร์ด้วย พวกนายเป็นอะไรกันเหรอ? จุ๊ๆ นายนี่โชคดีชะมัด รู้จักกับหลินหว่านเอ๋อร์ด้วย”

        “โชคดีตรงไหน? ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงงุนงง “หลินหว่านเอ๋อร์เป็นใครกันแน่? ”

        “ให้ตายเถอะ! ”

        เจ้าแว่นตบโต๊ะ “นี่นายไม่รู้เหรอว่าเมื่อ 2 ปีก่อนตอนที่หลินหว่านเอ๋อร์อายุ 17 ปีเธอเข้าวงการด้วยเพลง Heart of Time ดังไปทั่วเอเชียเลยนะ แถมเธอยังมีฉายาว่านางฟ้าด้วย เป็นนางฟ้าในดวงใจของผู้ชายหลายคนเลยนะเว้ย! แต่น่าเสียดายชะมัดที่เมื่อ 5 เดือนก่อนเธอประกาศถอนตัวจากวงการบันเทิง ใครจะไปรู้ว่าจู่ๆ หลินหว่านเอ๋อร์จะมาเรียนที่มหา’ลัยหลินหัว”

        ผมตกตะลึง “ที่แท้เธอก็เป็นนักร้องเหรอเนี่ย? ”

        เจ้าแว่นกระอักเลือดออกมาใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์

         

         

 

____________________________________________

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3076

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
6 เมื่อ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.15 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 6 พี่เซียวเหยาครองยุทธภพ 

 

        วันถัดมาเวลา 11 โมงตรง ยังเหลืออีก ชั่วโมงก่อนที่เกม Destiny จะเปิดเซิร์ฟเวอร์ให้เข้าใช้บริการ ผมกินข้าวเที่ยงล่วงหน้าก่อนจะนั่งอยู่ในห้องกับเจ้าแว่นเพื่อรอเวลาเริ่มเล่นเกม ขณะเดียวกันเจ้าแว่นก็ถูกผมซักไซ้ไล่เลียงถึงประวัติความเป็นมา เจ้าแว่นเป็นผู้ประกอบการในตลาดมืดออนไลน์หลายสาขาซึ่งมีรายได้หลายหมื่นหยวนต่อเดือน และหมอนี่ยังจ่ายเงินถึง ล้านหยวนในการเข้ามาเรียนที่นี่เพื่อจะอัปให้เป็นผู้ทรงความรู้ แต่ดูๆ แล้วเจ้านี่คงจะกินๆ เล่นๆ ไปกับผมถึง ปีก่อนจะออกไปเน่าตายอยู่ในสังคมข้างนอกเหมือนกับผมนั่นแหละ

        บนโต๊ะหนังสือมีนิตยสารเกม Destiny วางกองอยู่ ในนั้นมีข้อมูลเกมจำนวนมาก ผมพลิกดูครู่หนึ่งแต่ก็ยังไม่เจอจุดที่น่าสนใจ ทว่าในส่วนของการวางแผน มีผู้วางแผนหลัก คน และฝ่ายผู้ช่วย คน นอกจากนี้ยังมีผู้วางแผนคนอื่นๆ อีกมากกว่า 150 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของหลินเฉิงที่เขาคุ้นตาอยู่ด้วย

        ร่างของเขาสั่นขึ้นมาก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง... หรือจะเป็นตาแก่นั่น?!

        เก้าอี้ถูกลากอย่างรวดเร็วก่อนที่ผมจะเปิดคอมพิวเตอร์ของถางกู่แล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าแว่น ขอยืมคอมฯ หน่อยนะ! ”

        “หืม จะทำอะไรน่ะ? ” เจ้าแว่นตกใจ “ให้ตายเถอะ อย่ารุนแรงนักสิวะ ว่าแต่นายเป็นอะไรเนี่ย? ”

        ผมรีบเปิดหน้าเว็บไซต์แล้วเสิร์ชคำว่า 'Destiny+หลินเฉิงลงในช่องค้นหา หลังจากนั้นจึงพบว่าหลินเฉิงเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่วางระบบเกม โดยมีหน้าที่รับผิดชอบการวางแผนเชิงลึก ในเวลาเดียวกันก็แสดงผลภาพใบหน้าของเขาขึ้นมาด้วย ทันทีที่เห็นภาพของเจ้านั่นผมถึงกับยิ้มไม่ออก ใช่เขาจริงด้วย เป็นตาแก่นั่นจริงๆ

        เจ้าแว่นมองมาที่ผมด้วยความงุนงง “นี่ เป็นอะไรไปน่ะหลินเฉิง... นายรู้จักเขาด้วยเหรอ? ”

        ผมส่ายหน้าโดยไม่พูดอะไรออกมา จะไม่รู้จักได้ยังไงล่ะตั้งแต่ผมอายุ 14 จนถึง 19 ผมก็ฝึกวิทยายุทธ์อยู่กับเขาตลอด ตอนนี้ตาแก่นั่นกลายเป็นคนวางแผนหลักให้กับเกมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดนี้แล้วหรือนี่?

        ผมขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนจะพูดขึ้นว่า “นี่เจ้าแว่น เกมนี้ทำไมถึงได้มีคนแก่มารับผิดชอบในการวางแผนด้วยล่ะฉันไม่เข้าใจเลย...”

        เจ้าแว่นยิ้ม “นายนี่ไม่รู้อะไรเลยนะ เกมนี้ได้ถูกประกาศออกมาตั้งแต่แรกแล้วว่าจุดขายหลักของมัน คือการเสาะหาผู้มีชื่อเสียงระดับโลกในแต่ละสายอาชีพมารวมกันเพื่อร่วมออกแบบเกม ไม่ว่าจะเป็นช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในโลก นักยิงธนูที่แม่นที่สุดในโลก รวมไปถึงคนเก่งด้านวิทยายุทธ์ก็ถูกชวนให้มาอยู่ในเกมด้วยเหมือนกัน เรียกได้ว่าเกมนี้ทำออกมาได้เหมือนจริงที่สุดแล้วในตอนนี้ แถมยังมีความก้าวหน้าในด้านของทัศนคติและจิตวิญญาณ ในเวลาเดียวกันมันยังสามารถสร้างสกิลและเทคนิคการต่อสู้ของนายเองได้ด้วย ถือเป็นสวรรค์ของเหล่าเกมเมอร์เลยละ”

        “สร้างสกิลและเทคนิคการต่อสู้ของตัวเองได้งั้นเหรอ...” ผมพึมพำออกมาเบาๆ

        “มีอะไรหรือเปล่า พึมพำอะไรของนาย เห็นผีหรือไง? ” เจ้าแว่นสะกิดผมด้วยหมัด

        ผมส่ายหน้าพร้อมกับยิ้ม “เปล่า เตรียมตัวเข้าเกมกันเถอะ”

        “อื้อ รอพี่เวลสูงๆ ก่อนนะ เดี๋ยวพี่จะพาน้องไปเก็บเลเวลเอง! ”

        “พาฉันไปกับเตี่ยแกดิ นายระวังอย่าให้โดนมอนสเตอร์ฆ่าตายก็พอ ข้อมูลในเกมเขียนบอกไว้แล้วว่ามอนสเตอร์ของเกมนี้โหดมาก ถ้าเกิดตายครั้งหนึ่งก็จะทำให้เลเวลลดลงไปด้วย นายระวังตัวด้วยแล้วกัน”

        “รู้แล้วน่า ฉันถูกจัดอยู่อันดับที่ 7,000 กว่าในเกม ‘Conquer Online’ เลยนะ ทำไมฉันจะจัดการกับเกมนี้ไม่ได้? ”

        “โม้ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ...”

        ผมเบ้ปาก ในเวลาเดียวกันก็นึกถึงสิ่งที่ตงเฉิงเยว่พูดไว้ ตอนที่เธอเล่นเกม ‘Conquer Online’ เธอถูกจัดอยู่ลำดับที่ 79 ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก ขณะที่ดูเหมือนว่าหลินหว่านเอ๋อร์จะมีระดับที่สูงกว่าตงเฉิง คนพวกนี้คงหมดเงินไปกับเกมเยอะมากแน่ๆ ถึงได้เก่งกันขนาดนี้

        ……

        เวลา 11.50 หลังจากที่สวมหมวกเกมแล้ว มันก็เริ่มสแกนม่านตาก่อนจะเริ่มยืนยันตัวตน และแน่นอนว่ามันยังไม่มีข้อมูลของผม ทำให้ผมต้องสร้างตัวละครขึ้นมาใหม่ ตรงหน้าผมมีเพียงหน้าจอสีดำ และตัวเลขที่เริ่มนับถอยหลัง โดยที่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ในขณะนี้

        หลังจากรออยู่ 10 นาทีเขาก็ได้ยินเจ้าแว่นพูดขึ้นมาว่า ถ้าใครเข้าเกมนี้ได้เป็นคนแรกจะได้รับรางวัลด้วย

        แต่ผมไม่สนใจของพวกนั้นหรอก เพราะผมจะขอใช้เวลาไปกับการปรับแต่งตัวละครของผมให้ดูดีเสียก่อน แล้วค่อยสานฝันให้เป็นจริงในเกม... หาแฟนให้ได้ยังไงล่ะ

        “3”

        “2”

        “1”

        ในที่สุดหลังจากเสร็จสิ้นการนับเวลาถอยหลัง เกมก็เปิดให้เข้าใช้บริการ ฉากตรงหน้าพลันสว่างขึ้นก่อนจะเผยให้เห็นภาพซากปรักหักพังของตัววิหาร และลูกไฟลอยอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า ผมได้ยินเสียงควบม้ารวมถึงลูกธนูนับพันที่บินผ่านหน้าไป ก่อนจะตัดภาพไปยังสนามรบที่อยู่ด้านล่างภูเขา มีต้นไม้แข็งแกร่งยืนตระหง่านอยู่ ข้างใต้พบร่างของเหล่าอัศวินที่กระเด็นออกมาพร้อมกับเลือดกระเซ็นสาดไปทั่ว มีกลุ่มบาร์บาเรียนเขี้ยวแหลมยาวที่มาพร้อมกับขวานรบในมือและแผดเสียงคำรามก้องเยี่ยงสัตว์ร้าย

        บนยอดเขามีสาวงามนางหนึ่งสวมชุดเกราะมิดชิดนั่งอยู่ ดวงตาคู่งามของเธอหรี่มองสนามรบตรงหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืน ขาเรียวยาวนั้นกระโจนลงไปในสนามรบพร้อมกับแขนที่อ้าออก 'ฟึบร่มสีเลือดขนาดใหญ่ถูกกางออกก่อนที่ความเร็วบนร่างนั้นจะชะลอ ทันใดนั้นดาบของเธอก็ปรากฏขึ้นก่อนจะกวาดลงไปที่ด้านล่าง

         “เคร้ง! ”

        ดาบของเธอที่ฟันลงไปบนร่างของกลุ่มบาร์บาเรียนทำให้พวกมันแหลกเป็นชิ้นๆ มุมปากของหญิงสาวกระตุกเผยรอยยิ้มเย็น ท่ามกลางสนามรบเธอยังคงฟันดาบออกไปไม่หยุด ยามนี้ตัวเธอกำลังถูกแผดเผาและรายล้อมไปด้วยเปลวไฟคุกรุ่น

         “ย้าก!!! ”

        เสียงคำรามดังออกมาพร้อมกับร่างยักษ์ที่กระโจนใส่ มันคือบาร์บาเรียนซึ่งเป็นนักรบผู้กล้าคนหนึ่ง กำลังถือขวานทองคำที่มีเปลวไฟลุกเป็นประกาย จู่โจมมาที่ร่างของหญิงสาว

        ด้วยสายตาอันว่องไวของหญิงสาว เธอกระโดดหลบไปด้านหลัง ในเวลาเดียวกันก็ดึงร่มสีเลือดออกมาก่อนจะเปิดมันขึ้น 'ตูมทันใดนั้นร่มก็กลายเป็นเกราะป้องกัน ตูม! เสียงดังสนั่น หญิงสาวไม่สามารถต้านทานไหว บาร์บาเรียนใช้ขวานรบพุ่งเข้าใส่ร่มขนาดใหญ่ของหญิงสาว ก่อนที่ปลายคมมีดจะแทงที่กลางอกของเธอ

        หญิงสาวเบิกตากว้างพร้อมกับรูม่านตาที่ปรากฏเปลวเพลิงลุกไหม้ เธอหยิบกริชออกมาเชือดคอของบาร์บาเรียนผู้นั้น ศีรษะของมันลอยขึ้นไปในอากาศ หญิงสาวฉวยศีรษะมันไว้ก่อนจะบินขึ้นไปบนยอดสูงสุดของต้นไม้ของโลกด้วยความภาคภูมิใจ

        ฉากตรงหน้าค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ นี่เป็นเพียงหุบเขาขนาดเล็กแห่งหนึ่งจากแผนที่ดินแดนของ Destiny ทางตอนใต้มีเมืองหลวงทั้งหมด แห่งโดยที่ตรงกลางมีทะเลปู้กุ้ยตั้งอยู่ ทางทิศเหนือยังไม่มีอะไรปรากฏขึ้นมา มีก็แต่ไอคอนของพวกมอนสเตอร์ซึ่งประกอบด้วยมังกร อันเดธ และบาร์บาเรียน ทันใดนั้นภาพแผนที่ก็ถูกตรึงอยู่ตรงหน้า พร้อมกับฉากกลางท้องฟ้าปรากฏตัวอักษร Destiny ฉากเปิดเกมช่างประณีตและน่าทึ่งจริงๆ

        .........

        เมื่อกลับมายังฉากจุดเริ่มต้น เมนูตัวช่วยนำทางในการเริ่มเล่นเกมก็ปรากฏขึ้น 'โปรดเลือกเผ่าพันธุ์ของท่าน'

        ด้านหน้าของผมปรากฏเผ่าพันธุ์ทั้งห้าขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วยเผ่าพันธุ์มนุษย์ อันเดธ เอลฟ์แห่งจันทรา เอลฟ์แห่งสายลม และบาร์บาเรียน เห็นแล้วผมก็คิดว่าไม่มีทางเลือกอันเดธแน่ๆ เพราะมันไม่ตรงกับเป้าหมายของผมที่จะสร้างตัวละครหล่อขั้นเทพ เอลฟ์แห่งจันทราก็ดูดี แต่มันเลือกได้แค่ตัวละครเพศหญิงเท่านั้น ส่วนบาร์บาเรียนก็ดูเถื่อนเกินไป ขณะที่เอลฟ์แห่งสายลมมีปีกและสามารถบินได้ แต่เลือดของมันน้อยและบอบบางเกินไป ทำให้ถูกฆ่าตายได้ง่ายๆ ท้ายที่สุดแล้วผมจึงเลือกเผ่าพันธุ์มนุษย์ เพราะเป็นอะไรที่ดูเหมือนกับคนจริงๆ มากที่สุดแล้ว

        หลังจากเลือกเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว ระบบก็ทำการปรับเปลี่ยนใบหน้าให้ตรงกับผมโดยอัตโนมัติ และสวมใส่เสื้อชาวบ้านธรรมดาๆ ในมือถือดาบไม้ พูดกันตรงๆ เลยนะ ที่จริงมันก็ดูหล่อมากอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่ม หลังจากนั้นระบบก็ส่งข้อความมาว่า 'โปรดเลือกอาชีพของท่าน'

        ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ในบรรดาอาชีพทั้ง ฮีลเลอร์คือสิ่งที่ผมชื่นชอบที่สุด อาชีพที่อุทิศตนให้กับผู้อื่น แขวนหม้อยา แถมยังเป็นฮีโร่ของพวกหนุ่มสาว

        ผมยิ้มออกมา แต่ถ้าคิดถึงวิธีการเก็บเลเวลแล้ว ผมก็รู้สึกว่าตัวเองมองทุกอย่างตื้นเขินเกินไป

        หลังจากที่ผมตกลงเลือกฮีลเลอร์ ตรงหน้าก็ปรากฏตัวผมที่สูง 180 เซนติเมตร สวมเสื้อบ้านๆ ดูแล้วหล่อเท่ตรงกับที่ผมต้องการเป๊ะ

        ระบบส่งข้อความมาอีกครั้ง ‘กรุณาตั้งชื่อตัวละครของท่าน’

        หึ ผมคิดชื่อมาก่อนหน้านี้แล้วละ!

        สัญลักษณ์แป้นพิมพ์ปรากฏขึ้นตรงหน้า ก่อนที่ผมจะใช้ความคิดแล้วเริ่มกดตัวอักษรที่ต้องการ

        “เตียวเสี้ยนแห่งสามก๊ก”

        “ติ๊ง”

        ข้อความจากระบบ ชื่อของท่านถูกใช้งานแล้ว

        ผมกำหมัดแน่นก่อนจะสบถขึ้นมาว่า “ถุย! ชื่อบ้าๆ แบบนี้ยังมีคนใช้อีกเหรอวะเนี่ย! ”

        ไม่เป็นไร ผมคิดชื่อที่สองไว้แล้ว คราวนี้เอาเป็นชื่อนี้แล้วกัน

        “สาวๆ รอพี่ก่อน”

        “ติ๊ง”

        ข้อความจากระบบ ชื่อของท่านถูกใช้งานแล้ว

        เหมือนหัวใจแทบแตกสลาย มันจะยุ่งยากเกินไปแล้วนะ! เอาใหม่ ชื่อต่อไปเอาแบบแบ๊วๆ ขึ้นมาหน่อยก็แล้วกัน ขออย่าให้ซ้ำกับคนอื่นเลย

        “พี่เซียวเหยาครองยุทธภพ”

        “ติ๊ง”

        ข้อความจากระบบ ชื่อของท่านถูกใช้งานแล้ว

        “ให้ตายสิ! มันอะไรวะเนี่ย! ”

        อีกนิดผมคงได้กระอักเลือดออกมาเป็นแน่ ไม่อยากเชื่อเลยว่าชื่อพวกนี้จะมีคนใช้งานแล้ว ผมพยายามทำจิตใจให้กลับมาสงบอีกครั้ง ก่อนจะกัดฟันพิมพ์ชื่อตัวละครที่ผมเคยใช้เมื่อนานมาแล้วก่อนหน้านี้

        “เซียวเหยาจื้อจ้าย[1]

        “ติ๊ง”

        ข้อความจากระบบ ท่านสามารถใช้ชื่อนี้ได้ ท่านต้องการจะใช้ชื่อนี้หรือไม่?

        ในที่สุด! ขอแค่มีชื่อใช้ก็พอแล้ว ยังจะต้องการอะไรอีก?

        หลังจากกดปุ่มตกลง ตัวละครของผมก็ถูกสร้างขึ้น ข้อความจากระบบ ท่านต้องการเข้าสู่เกมเลยหรือไม่?

        หลังจากตอบตกลง 'ฟึบม่านแสงก็ปรากฏขึ้น ระหว่างที่ผมกำลังเข้าสู่โลกของเกม แสงสีขาวก็สาดเข้ามาในตา ก่อนที่ภาพจะตัดไปยังตัวละครของผมที่กำลังวิ่งเข้าสู่วิหารอันทรุดโทรม โดยบริเวณรอบๆ มีเสาที่แตกหักอยู่

        เมื่อมองไปด้านหน้าผมก็เห็นผู้เล่นจำนวนมาก ในเวลาเดียวกับที่ระบบแจ้งเตือนว่า 'ท่านถูกเลือกให้อยู่หมู่บ้านเริ่มต้นที่ 19 [หมู่บ้านสุนัขฟาง] '

        หมู่บ้านสุนัขฟาง... ชื่อเจ๋งดีนี่!

        ผมยืนอยู่ที่เดิมโดยยังไม่รีบร้อนทำอะไร ผู้คนมากมายที่อยู่ข้างๆ เริ่มดึงอาวุธของตัวเองออกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบพุ่งไปด้านนอกหมู่บ้าน อืม... ดูเหมือนว่าคนพวกนั้นคงจะรีบไปเก็บเลเวลกันสินะ

        ผมเปิดหน้าจอข้อมูลผู้เล่นขึ้นมา จากนั้นมันจึงเผยให้เห็นรายละเอียดตรงหน้าดังนี้

        [เซียวเหยาจื้อจ้าย] (ฮีลเลอร์ฝึกหัด)

        เลเวล :1

        พลังโจมตี :1-1

        พลังป้องกัน :2

        HP (พลังชีวิต) :100

        MP (พลังเวทมนตร์) :50

        ค่าเสน่ห์ :0

        ……

        พลังการโจมตี เนี่ยนะพลังแค่นี้จะตีไก่ตายไหมวะเนี่ยบ้าไปแล้ว...

        ในมือของผมมีคทาผุๆ พังๆ อยู่อันหนึ่ง ผมมองสิ่งที่อยู่ในมือ อืม... ที่พลังการโจมตีเป็น 1-1 ก็เพราะไอ้นี่นั่นเอง ไม่ออกไปตีมอนสเตอร์จะดีกว่า ถึงออกไปก็แย่งกับคนอื่นไม่ได้อยู่ดี ในฐานะฮีลเลอร์ต้องเก็บข้อมูลให้มากกว่านี้หน่อย อีกอย่างผมก็ไม่อยากไปรวมกลุ่มกับพวกกระจอกนั่นเพื่อรุมแย่งสุนัขฟางที่ด้านนอกหมู่บ้านหรอก

        เมื่อมาถึงร้านตีเหล็ก ชายหนุ่มรูปร่างกำยำก็มองมาที่ผมพร้อมกับยิ้มทักทาย “เจ้าหนู จะซื้ออาวุธเหรอ? ”

        ผมพยักหน้าก่อนจะเปิดหน้าต่างเพื่อเลือกอาวุธ ดาบเหล็กที่สามารถใช้ได้กับเลเวล พลังการโจมตี 1-3 ทว่าต้องใช้ 15 เหรียญทองแดง... แต่ตอนนี้ในกระเป๋าเงินผมมีแค่ 10 เหรียญทองแดงเท่านั้น บ้าจริงเชียว!

        หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ตัดสินใจขายคทาในมือ โดยได้เงินกลับมา เหรียญทองแดง ทำให้ตอนนี้ผมมีเงินอยู่ 17 เหรียญทองแดง ผมจึงใช้เงินนั้นซื้อดาบเหล็กที่มีพลังการโจมตี 1-3 แทน ดาบเหล็กนี้ไม่ได้เป็นอาวุธระดับสูงนักหรอก เพราะผมเป็นฮีลเลอร์จึงไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก ทว่าบางครั้งมันก็จำเป็นต้องมีของมีคมไว้บ้างสำหรับทำการรักษาและผ่าตัด แถมยังต้องอาศัยมันเพื่อให้มีข้าวกินอีก

        ผมถือดาบเหล็กก่อนที่จะเดินออกไป!

         

   

………………………………………………………………………………………….

        [1] เซียวเหยาจื้อจ้าย แปลว่าคนสบายๆ เป็นอิสระ

 

 

____________________________________________

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3076

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
7 เมื่อ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.26 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 7 สร้างสกิล

 

         ผมเดินโซเซจนมาถึงด้านหน้าหมู่บ้าน ก็ถูกพวกเบอร์เซิร์กเกอร์กลุ่มหนึ่งถือขวานเล่มโตผลักเข้าให้ ดูเหมือนว่าพวกนี้คงจะรีบร้อนไปฆ่าเจ้าสุนัขฟางสินะ

        แน่นอนว่าผมไม่ได้มีพลังเหมือนคนพวกนั้น เอาเป็นว่าไม่ขอสู้แล้วกัน!

        ผมเปิดดูค่าสถานะของตัวเองที่ตอนนี้ยังคงอยู่ที่เลเวล 1 แต่ผมเพิ่งรู้ว่าระบบได้ให้ค่าสถานะของผมมา 10 พอยต์เพื่ออัปค่าสถานะด้วย ผมใช้พอยต์เหล่านั้นไปกับการเพิ่มค่าพละกำลังทั้งหมด นี่คือกลยุทธ์ของผมเอง ผมจะสู้กับโลกใบนี้ในฐานะฮีลเลอร์ โดยจะใช้ทั้งการฮีลและการโจมตีไปพร้อมกัน แบบนี้สิถึงจะเรียกว่า เส้นทางราชันที่แท้จริง!

        ……

        รอไปก่อนดีกว่าอย่าเพิ่งรีบร้อน ออกไปฆ่าสุนัขฟางตอนนี้ผมก็ไม่มีทางสู้กับพวกเบอร์เซิร์กเกอร์ นักดาบ และอาชีพอื่นๆ ที่อัปค่าพละกำลังมากกว่าผมได้หรอก ผมก็เลยตัดสินใจไปทำเควสต์ในหมู่บ้านที่ผมสามารถรับได้ตอนนี้ดีกว่า ทำเควสต์เสร็จแล้วค่อยออกไปฆ่าสุนัขฟางก็ยังไม่สาย แบบนี้สิถึงจะเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!

         ที่ใจกลางหมู่บ้านมีบ่อน้ำเล็กๆ ตั้งอยู่ ด้านข้างมีหินขนาดใหญ่วางกระจัดกระจายโดยรอบ แต่ลักษณะของมันถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี

         ผมใช้เวลามองอยู่ 5 นาทีเต็มถึงได้รู้ว่าหินพวกนั้นเรียงกันเป็นค่ายกลดาวเจ็ดแฉก ทำไมผมถึงได้รู้เรื่องพวกนี้น่ะหรือ ก็เพราะตอนที่ผมฝึกยุทธ์กับตาแก่นั่น ผมได้เรียนเทคนิคค่ายกลดาวเจ็ดแฉกนี้ด้วยไงล่ะ แต่กว่าจะฝึกได้เลือดตาแทบกระเด็น แถมมันยังมาอยู่ในเกมนี้อีก เห็นได้ชัดว่าหนึ่งในนักวางแผนเกมจะต้องมีผู้ใช้ดาบที่เก่งกาจอยู่ในนั้นด้วย ไม่งั้นคงจะไม่เข้าใจเทคนิคดาวเจ็ดแฉกพวกนี้หรอก

        ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างทำให้ผมไม่อาจควบคุมตัวเองไม่ให้ก้าวไปด้านหน้าได้ หลังจากที่ผมยืนอยู่บนตำแหน่งหนึ่งในดาวเจ็ดแฉก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีแสงประหลาดเกิดขึ้น ผมก็ชักดาบออกมาทันที

        เคร้ง!

        ถึงแม้จะเป็นฮีลเลอร์ แต่ด้วยพละกำลัง 10 พอยต์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาทำให้มีพลังมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ดาบเหล็กที่ถูกดึงออกพร้อมกับแสงเปล่งประกาย ผมไม่ได้รู้สึกเช่นนี้มานานมากแล้ว ภายในเกมแบบนี้ใครจะไปรู้ว่ามันสามารถทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยกับดาบอีกครั้ง

        ใจผมเต้นรัวพร้อมกับเลือดที่เดือดพล่านอย่างบ้าคลั่งภายใน ให้ตายเถอะ ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ บวกกับข้อมูลในหนังสือเกมนั่น นี่แหละคือโอกาสดีที่ผมจะได้เฉิดฉายกับเขาบ้างละ

        เคร้ง!

        ผมฟาดดาบลงไปอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกที่มีต่อวิถีดาบของตัวเองที่รุนแรงมากขึ้น!

        ราวกับว่าผมติดอยู่ที่นั่น ผมยืนฟาดดาบอยู่ตรงนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกต่อวิถีดาบภายในเกมนั้น สำหรับนักฝึกดาบถือว่าเป็นสิ่งที่เพลิดเพลินอย่างหนึ่งเลยละ

        ……

        เวลาผ่านไปกับการฝึกดาบซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 1 ชั่วโมงเต็ม พวกมือใหม่ต่างก็เดินมามองผมด้วยความประหลาดใจ มีเบอร์เซิร์กเกอร์คนหนึ่งซึ่งตอนนี้อยู่ในระดับ 2 พร้อมกับขวานในมือเดินมาดูผมก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดขึ้นว่า “เฮ้อ ว่ากันว่าเกมนี้สามารถสร้างสกิลของตัวเองได้ แต่ดูเหมือนจะมีคนบ้าอย่างนายนี่แหละที่เชื่อข่าวลือบ้าๆ พวกนั้น! ทั้งๆ ที่หน้าตาก็ดีเหมือนฉันแท้ๆ แต่ทำไมสมองถึงได้โง่ดักดานแบบนี้เนี่ย?”

        ผมไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป ยังคงฟาดดาบในมือต่อ เรื่องบ้าๆ พวกนี้รบกวนสมาธิการฝึกดาบของผมไม่ได้หรอกนะ

        เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บๆ ก็เย็นแล้ว ตอนนี้ผมยังไม่มีความคืบหน้าหรือพัฒนาการใดๆ เลย แต่ผมเหมือนรู้สึกว่ามันใกล้จะสำเร็จแล้ว ทว่ามันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นจริงๆ หลังจากเวลาผ่านไปถึงสองทุ่มกว่า โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นก่อนจะเชื่อมต่อเข้ามาในระบบเกมโดยอัตโนมัติ นี่มันเบอร์ของหลินหว่านเอ๋อร์นี่

        “หลี่เซียวเหยา ฉันกับเสี่ยวเยว่จะออกจากระบบไปกินข้าว นายจะไปด้วยกันไหม?”

        ผมได้ยินก็รู้สึกดีใจขึ้นมา “ไปสิๆ ตอนเที่ยงผมกินข้าวไปนิดเดียวเอง เอ่อ ไม่สิ... ผมต้องไปคุ้มกันพวกคุณต่างหาก...”

        หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะหึๆ “โอเค งั้นนายมารอพวกฉันที่ใต้หอนะ ถ้านายถึงแล้วพวกฉันจะลงไป”

        “ครับ”

        ……

        ผมออกจากระบบในเมืองซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะที่นี่เป็นเขตปลอดภัย

        หลังจากถอดหมวกออก ผมก็มองไปที่เตียงฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเห็นร่างของเจ้าแว่นที่กำลังกระตุกเหมือนคนเป็นตะคริว ดูเหมือนมันคงกำลังเก็บเลเวลอยู่สินะ งั้นไม่กวนดีกว่า คิดแล้วผมก็รีบลงไปกินข้าวกับหลินหว่านเอ๋อร์ทันที

        หลังจากมารออยู่ใต้หอหญิงได้สักพัก หลินหว่านเอ๋อร์ก็ลงมาพร้อมกับตงเฉิงที่มาคู่กับกระเป๋าใบกระจิริดสีขาว เมื่อเห็นผมยืนรออยู่ ตงเฉิงเยว่ก็ทักผมอย่างกระตือรือร้น “เฮ้ เซียวเหยา!”

        ผมพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม “ไง เราจะไปกินที่ไหนกันดี?”

        “ไปแคนทีน 1 ที่เดิมดีไหม? กินเสร็จจะได้รีบกลับไปเก็บเลเวลต่อ เดี๋ยววันที่ 1 กันยายนก็เปิดเทอมแล้ว ช่วงนี้เราใช้เวลาทั้งหมดไปกับเรื่องเกมก่อนก็แล้วกัน”

        “อื้อ”

        ……

        ภายในห้องอาหาร หลังจากสั่งกับข้าวเสร็จแล้ว พวกผมทั้งสามก็นั่งเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ดูเหมือนว่าสองสาวเองก็คงหิวแล้วเหมือนกัน เพราะพวกเธอเอาแต่บ่นว่าเมื่อไรจะได้กินข้าวสักที ระดับความหิวของพวกเธอดูเหมือนจะเขมือบผมเข้าไปได้ทั้งตัว

        หลินหว่านเอ๋อร์หยิบโทรศัพท์ออกมาก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ผมยาวสลวยในเวลานี้ถูกปล่อยลงมาเคลียบ่า ยามที่ลมพัดมาทำให้เธอดูงดงามและกลายเป็นจุดสนใจของคนที่อยู่ภายในนี้ ผมมองเธอโดยไม่พูดอะไร แต่ภายในใจย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าให้เจียมตน

        หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง หลินหว่านเอ๋อร์ก็เงยหน้ามองผม “หลี่เซียวเหยา ตอนนี้นายเลเวลเท่าไรแล้ว?”

        ผม “เลเวล 1 ยังไม่ได้ไปเก็บค่าประสบการณ์เลย”

        หลินหว่านเอ๋อร์อึ้งจนอ้าปากค้าง “อะไรกันเนี่ย? นี่นายไม่ได้ตีมอนสเตอร์สักตัวเลยเหรอ? มัวไปทำอะไรอยู่? ถึงแม้ว่าหลังจากนี้นายจะมาเป็นลิ่วล้อให้พวกฉัน แต่อย่างน้อยๆ นายก็ต้องมีความสามารถพอที่จะวิ่งไปเมืองหลวงด้วยนะ ไม่งั้นระหว่างทางที่เจอกับพวกมอนสเตอร์ นายอาจถูกฆ่าตายได้”

        ผมรู้สึกอับอายกับคำพูดของเธอจนต้องยกมือมาถูจมูกแก้เก้อ ก่อนจะยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “ที่จริง... คือจริงๆ แล้วผมกำลังสำรวจเกมนี้อยู่น่ะ เพราะผมยังไม่ค่อยชินกับเกมเสมือนจริง 97% นี้เท่าไร”

        “ชิ...” หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มออกมา “กระจอกชะมัด!”

        ดูเหมือนว่าเป้าหมายของเธอจะบรรลุแล้ว และภายในใจก็คงจะกำลังสบายใจอยู่สินะ ถึงได้พูดถากถางผมแบบนี้ ผมรู้แหละว่าเธอเองก็คงจะยังแค้นผมเรื่องนั้นอยู่ แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่ เพราะตอนนั้นผมเห็นเธอจนหมดเปลือกเลย ดูจากนิสัยของลูกสาวคนดังระดับชาติที่ยังไม่ฆ่าปิดปากผม ก็นับว่าใจกว้างมากแล้ว

        ตงเฉิงเยว่มองมาที่ผมด้วยท่าทีตกใจ “เซียวเหยา นายนี่เป็นตัวของตัวเองจังเลยเนอะ...”

        ผมพยักหน้า “เสี่ยวเยว่ แล้วเธอกับคุณหนูถึงเลเวลเท่าไรแล้วล่ะ”

        ตงเฉิงเยว่กระตุกมุมปาก “พวกฉันเหรอ ตอนนี้ฉันเลเวล 7 แล้ว ส่วนหว่านเอ๋อร์เลเวล 6 นี่... เลิกเรียกคุณหนูได้แล้ว หว่านเอ๋อร์ไม่คิดอะไรมากหรอก นายเรียกเธอว่าหว่านเอ๋อร์ก็พอ...”

        หลินหว่านเอ๋อร์มองมาที่ผม “ไม่ได้ ห้ามเรียกฉันว่าหว่านเอ๋อร์!”

        ผม “เข้าใจแล้วครับ ผมไม่เรียกคุณหนูแบบนั้นหรอก...”

        ตงเฉิงเยว่มองผมก่อนจะหันไปมองหน้าหลินหว่านเอ๋อร์ หลังจากนั้นดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจบางอย่างจึงยกมือปิดปากแล้วหัวเราะเบาๆ “คิคิ... ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเธอสองคนสินะ ไม่งั้นก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก... อ๊ะ... โอ๊ย... ยอมแล้วๆ อย่าหยิกฉันสิ ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว...”

        สองสาวเริ่มส่งเสียงดังจนทำให้ผู้ชายที่กำลังกินข้าวแถวนั้นจ้องมอง บางคนถึงกับทำเส้นหมี่ร่วงจากปาก

        หลังจากผ่านไปไม่นาน กับข้าวที่สั่งไว้ก็ถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ผมไม่ได้ถือตัวอะไรนัก แค่กินกับข้าวที่อยู่ตรงหน้าและข้าวเปล่าอีก 3 ถ้วย ซึ่งดูเหมือนมันจะทำให้หลินหว่านเอ๋อร์ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย เธอคงจะคิดว่าผมกินเยอะเกินไปสินะ หนำซ้ำผมที่ยังอยู่เลเวล 1 แท้ๆ นอกจากฟาดข้าวตรงหน้าจนเรียบก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง!

        ……

        เวลาสี่ทุ่มโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นเบอร์ของหลินเทียนหนาน

        “เสียวหลี่ วันนี้เป็นยังไงบ้าง หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ทำให้นายลำบากใจใช่ไหม?” หลินเทียนหนานถาม

        ผมส่ายหน้า “ไม่เลยครับ คุณหนูดีกับผมมากเลย คุณหลินไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

        หลินเทียนหนานยิ้ม “อื้ม ที่จริงแล้วหว่านเอ๋อร์เป็นคนจิตใจดีและอบอุ่นมากนะ แต่... หากมีบอดี้การ์ดล้อมรอบ เธอจะแสดงอาการดื้อออกมาให้เห็นเลยละ บอดี้การ์ดที่ฉันหามาก่อนหน้านี้ต่างก็ทนไม่ได้จนถอดใจและถอนตัวออกไปกันหมด หวังว่านายจะรับมือและผ่านมันไปให้ได้นะ”

        ผมยิ้ม “ไม่ได้หนักหนาอะไรนี่ครับ ผมก็แค่ไปกินข้าวเป็นเพื่อนแล้วก็เล่นเกมกับคุณหนู เรื่องพวกนี้ผมทำได้อยู่แล้วครับ คุณหลินสบายใจได้”

        หลินเทียนหนานหัวเราะออกมา “ถ้างั้นก็ดี เอ้อ จริงสิ... ระดับการเล่นเกมของนายเป็นยังไงบ้างล่ะ? เกมที่แล้วนายอยู่อันดับที่เท่าไร?”

        ผมพูด “สามล้านกว่าครับ”

        “อืม... กระจอกมากเลยนะเนี่ย...”

        ผม “…”

        ……

        หลังจากวางสาย เจ้าแว่นก็ออกจากระบบก่อนจะเริ่มต้มบะหมี่สำเร็จรูปกินแก้หิวพร้อมกับแสดงท่าทางตื่นเต้น “นี่เจ้าหลี่น้อย เป็นไงบ้าง เกมเสมือนจริงนี่สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ? ตอนนี้ฉันเลเวล 4 แล้ว ไม่เลวเลยใช่ไหม? แล้วนายล่ะเลเวลไหนแล้ว?”

        ผมตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เลเวล 1 นายว่าเป็นไง...”

        “ฮ่าๆๆๆๆๆๆ เลเวล 1 เนี่ยนะ? นี่นายโดนพวกมอนสเตอร์ฆ่าไปกี่ครั้งเนี่ย ถึงได้ย่ำอยู่ที่เลเวล 1?”

        ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ช่วยไม่ได้ เลเวล 1 ก็เลเวล 1 สิ ฉันเป็นฮีลเลอร์นะ ไม่ได้มีพลังโจมตีอะไรอยู่แล้ว...”

        “หา? นายเล่นฮีลเลอร์เหรอ? แต่ถึงนายจะฆ่ามอนสเตอร์ไม่ได้ ก็ยังสามารถฮีลเลือดให้ตัวเอง ดังนั้นไม่น่าจะโดนฆ่าจนกลับไปถึงเลเวล 1 อย่างนี้นี่นา? เจ้าหลีน้อย... นายนี่อ่อนหัดชะมัด แต่ไม่เป็นไร นายไม่ต้องห่วง มีพี่ชายอยู่ทั้งคน เดี๋ยวพี่จะพานายเก็บเลเวลเอง หลังจากนี้นายจะกลายเป็นยอดฝีมือระดับต้นๆ ของเกมนี้เลยละ!”

        “เจ้าแว่น ถ้าไม่ขี้โม้สักวันมันจะตายไหม!”

        “ฮ่าๆๆๆ”

        ……

         ช่วงกลางคืนผมเข้าไปเล่นเกมต่ออีก 1 ชั่วโมงกว่า โดยใช้เวลาไปกับการฝึกดาบอีกครั้ง และแน่นอนว่ามันยังไม่ทำให้ผมเพิ่มเลเวลได้เหมือนเดิม แต่ผมก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร อีกอย่างมันเป็นแค่เกม ไม่เห็นต้องรีบ เมื่อนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน ผมจึงออกจากระบบเพื่อเข้านอน ซึ่งเป็นเวลาที่หลินหว่านเอ๋อร์บอกให้ผมพักผ่อนได้แล้ว

        เช้าวันถัดมา ผมลุกจากเตียงตอน 7 โมงเพื่อไปซื้ออาหารเช้าให้หลินหว่านเอ๋อร์และตงเฉิงเยว่ แต่น่าเสียดายที่ขึ้นไปบนหอหญิงไม่ได้ เพราะโดนป้าที่ดูแลหอพักไล่ตะเพิด “ไอ้หนูนั่นน่ะ! ถ้าอยากจะเข้าหอหญิงละก็ ข้ามศพฉันไปก่อนเถอะ!”

        ได้ยินแบบนั้นผมจึงเดินออกไป ในเวลาเดียวกันก็เห็นยามหนุ่มสองคนที่อยู่ในออฟฟิศของหอพัก ดูจากการเคลื่อนไหวแล้ว สองคนนั้นน่าจะมีวิชากังฟูติดตัว อืม... คงจะเป็นคนที่หลินเทียนหนานส่งมาแน่ๆ เพื่อลูกสาวแล้ว นอกจากผมที่ต้องคุ้มกันคุณหนูอย่างใกล้ชิด ดูเหมือนว่าเขาจะเตรียมบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ให้มาช่วยคุ้มกันเพิ่มอีกส่วนหนึ่งด้วยสินะ

        หลังจากกลับมาที่หอพัก ผมก็เข้ามาฝึกดาบต่อ

        ผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียวก็เข้าช่วงสายของวันเสียแล้ว ดาบเหล็กของผมต้องซ่อมอีกครั้ง ทว่าผมก็ยังไม่บรรลุอะไรสักอย่างเช่นเคย แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ผมก็รู้สึกได้ว่าความสำเร็จใกล้จะมาถึงแล้ว

        ……

        ช่วงเที่ยง ภายในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย ผมลงมากินข้าวกับหลินหว่านเอ๋อร์และตงเฉิงเยว่เหมือนเช่นเคย

        “ผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้วนะ...” ตงเฉิงเยว่ยิ้มพร้อมพูดว่า “ผู้เล่นส่วนใหญ่คงออกจากหมู่บ้านเริ่มต้นไปเกือบหมดแล้ว ดูเหมือนว่าคนที่เลเวลสูงที่สุดในตอนนี้อยู่ที่เลเวล 12 แล้วละ”

        หลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังกินข้าวอยู่เงยหน้าขึ้นพร้อมกับยิ้ม “ตอนนี้ฉันเลเวล 11 แล้ว!”

        ตงเฉิงเยว่ “ช่วงบ่ายถ้าฉันออกไปตีมอนสเตอร์เพิ่มอีกสัก 2 ชั่วโมงก็คงถึงเลเวล 11 เหมือนกัน... ฮือๆ ฉันเล่นเป็นนักเวท ก็เลยเก็บเลเวลได้ช้ากว่าแอสซาซิน หว่านเอ๋อร์ นี่เธอกำลังทำให้ฉันเครียดนะเนี่ย...”

        หว่านเอ๋อร์ยิ้มก่อนจะชี้มาที่ผม “ไม่เห็นต้องเครียดเลย เธอหันไปหาคนนั้นสิ เขาคงช่วยปลอบใจเธอได้บ้าง นี่หลี่เซียวเหยา ตอนนี้นายเลเวลไหนแล้ว? ในเกมถูกจัดอยู่อันดับที่เท่าไรแล้วล่ะ?”

        ผมลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป “เลเวล 1 จัดอยู่อันดับที่ 1 ล้านพอดีเป๊ะ...”

        หลินหว่านเอ๋อร์ถึงกับช็อกเป็นหินไปเลยครับ “มีคนเล่นเกมนี้ 1 ล้านคน... แต่นาย... นาย... โอ๊ย... นายเป็นความอัปยศของเกมนี้จริงๆ เลย!”

        ผมเงียบ

        ตงเฉิงเยว่ยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกเซียวเหยา รอให้ฉันมีเวลาว่าง เดี๋ยวฉันพานายไปเก็บเลเวลเอง...”

        ผมพยักหน้า “ขอบใจนะตงเฉิง เธอมีน้ำใจมากกว่าคุณหนูของพวกเราอีกนะเนี่ย....”

        หลินหว่านเอ๋อร์หันมามองผมด้วยสายตามุ่งมาดสังหาร “หืม? เมื่อกี้นายว่าไงนะ ช่วยพูดอีกครั้งซิ...”

        ผมถือตะเกียบแน่น “รีบกินเถอะ กินเสร็จต้องรีบกลับไปเก็บเลเวลอีก...”

        ……

        เวลาบ่ายโมง ณ หมู่บ้านสุนัขฟาง

        เคร้ง!

        ดาบเหล็กถูกฟาดออกไปอีกครั้ง ขณะนั้นเองมันก็ถูกปกคลุมด้วยพลังบางอย่างจนทำให้ร่างกายผมสั่นสะท้าน ก่อนที่แสงสีทองจะเปล่งประกายรายล้อมรอบตัวผม พร้อมกับเสียงจากระบบที่ดังขึ้นข้างหู

        ติ๊ง!

        ข้อความจากระบบ: ยินดีด้วย ท่านผ่านการฝึกฝนแล้ว และได้สร้างสกิลขึ้นใหม่ ผลลัพธ์ของสกิลที่ท่านได้รับคือ เมื่อท่านถือดาบ พลังการต่อสู้ของท่านจะเพิ่มขึ้น 10% โปรดตั้งชื่อสกิลใหม่ของท่าน!

 

____________________________________________

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3076

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
8 เมื่อ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 17.25 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 8 ดาบแห่งความโกลาหล

 

        ฟึบ!

        ในใจของผมตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดคนกระจอกอย่างผมก็เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางของโปร เกมนี้สามารถสร้างสกิลด้วยตัวเองได้จริงๆ ให้ตายเถอะ โคตรเจ๋งเลย หลังจากนี้ถ้าผมใช้ดาบเป็นอาวุธ พลังโจมตีก็จะเพิ่มขึ้นถึง 10% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งใช่ย่อยเลยนะเนี่ย แม้ว่าตอนนี้พลังโจมตีของผมจะมีแค่ 6-6 พอยต์ และการเพิ่มขึ้นของค่าพลังโจมตี 10% ที่ได้มาแม้จะดูน้อยนิด แต่ก็นับว่าดีขึ้นมาก อุปกรณ์มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นแล้ว ผลลัพธ์ของการบัฟพลังถือว่าสูงมากจริงๆ นะเนี่ย อีกอย่างหลังจากนี้ผมจะกำหนดให้ดาบเป็นอาวุธของผมเท่านั้น เพราะไม่งั้นสกิลที่ได้มาก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย

        หลังจากที่ผมเสียเวลาไปกับการชื่นชมความเจ๋งของตัวเอง ผมก็เริ่มนึกอีกครั้งว่าจะตั้งชื่อสกิลนี้ว่าอะไรดี อืม... สกิลเฉียบขนาดนี้...

        ในที่สุดความคิดในสมองก็แล่น ก่อนที่ชื่อหนึ่งจะผุดขึ้นมาในหัว ‘ดาบแห่งความโกลาหล’

        อืม... ชื่อนี้ดีที่สุดแล้วละ หลังจากใช้ดาบผมก็รู้สึกได้ถึงรังสีแห่งความกระหายเลือด นี่เป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการของดาบเท่านั้น และเป็นแค่การเริ่มต้นสำหรับการต่อสู้ เอาเป็นว่าใช้ชื่อนี้ก็แล้วกัน!

        ติ๊ง!

        ข้อความจากระบบ : ยินดีด้วย ท่านได้ตั้งชื่อสกิลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านคือคนแรกที่สามารถสร้างสกิลระดับ SS ในเซิร์ฟเวอร์นี้ ต้องการเปิดเผยตัวตนให้ผู้เล่นท่านอื่นทราบหรือไม่?

        ผมกดปุ่ม ‘ไม่’ อย่างรวดเร็ว ไม่ได้! ผมไม่ได้สร้างสกิลขึ้นมาเพื่อโอ้อวดสรรพคุณ แต่เอาไว้เพื่อปกป้องตัวเองต่างหากเล่า ขืนทำประเจิดประเจ้อประกาศให้คนอื่นเห็น ก็ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีคนจ้องเล่นงานผมมากขนาดไหน ผมไม่กลัวเรื่องจะไม่เป็นที่รู้จักหรอกนะ แต่ผมกลัวถูกรุมฆ่ามากกว่า ตอนนี้มันก็ดีอยู่แล้ว ผมเป็นฮีลเลอร์เลเวล 1 แถมยังเป็นที่โหล่ของเกม สถานะของผมตอนนี้พวกโปรคนอื่นๆ คงไม่เห็นผมอยู่ในสายตา จะทำอะไรก็สบายใจ ไม่ต้องคอยระแวง...

        ติ๊ง!

        ประกาศจากระบบ : ยินดีกับผู้เล่น ×××× ที่เพิ่งจะเรียนรู้สกิลระดับ SS ได้สำเร็จ [ดาบแห่งความโกลาหล]

        ……

        ทันใดนั้น ทั้งเซิร์ฟเวอร์ก็เกิดความโกลาหล

        ในเวลาอันรวดเร็ว รูปไอคอนสกิลดาบอันเป็นสกิลแรกของผมก็โผล่ขึ้นมาในแถบสกิล แล้วตามด้วยสกิลที่สอง โดยสกิลแรกเป็นสกิลที่มีระดับมาตรฐานคือ SS ส่วนอีกสกิลหนึ่งเป็นสกิลของฮีลเลอร์มีชื่อว่า [สกิลห้ามเลือด] โดยเป็นสกิลระดับ D อืม... แน่นอนว่าระดับของมันไม่ได้สูงมาก แต่ก็เป็นสกิลที่ดี เพราะมันสามารถฮีลเลือดให้กลับมาได้

        [ดาบแห่งความโกลาหล] (SS) : ขณะที่ถือดาบอยู่ พลังการโจมตีจะเพิ่มขึ้น 10% โดยไม่ใช้ค่าโจมตีพื้นฐาน และไม่สามารถเพิ่มเลเวลให้กับสกิลได้

        [สกิลห้ามเลือด] (D) :สกิลนี้จะสามารถฮีลค่า HP ได้ 50 พอยต์โดยใช้ค่า MP 5 พอยต์ ตอนนี้ค่า EXP ของท่านอยู่ที่ 0/100 พอยต์

        ……

        หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ผมจะออกไปลุยโลกกว้างแล้ว!

        ผมถือดาบไว้ในมือก่อนจะออกไปนอกหมู่บ้านเริ่มต้น ผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้วหลังจากที่เกมนี้เปิดให้บริการ ตอนนี้ช่องเก็บของของผมยังไม่มีไอเท็มเลยสักชิ้น หรือควรพูดว่ายังไม่มีปัญญาซื้อของพวกนั้นนั่นแหละ แต่ไม่ต้องรีบหรอก เดี๋ยวผมก็หามาได้

        ด้านนอกหมู่บ้านเริ่มต้น มีผู้เล่นจำนวนมากกำลังต่อสู้กับสุนัขฟางที่ดูสภาพทุลักทุเลอยู่พอสมควร สุนัขฟางเป็นมอนสเตอร์เลเวล 1-2 และเป็นมอนสเตอร์ที่มีเลเวลต่ำสุด... หึ... พวกกระจอก...

        ผมหลบออกมาจากกลุ่มผู้เล่นเหล่านั้นเพื่อตามหาเส้นทางอื่น ทิศเหนือของหมู่บ้านสุนัขฟางยังคงเป็นป่าทึบลึกลับ แต่สัญลักษณ์บนแผนที่ปรากฏจุดสีแดง ซึ่งมันยังไม่เหมาะกับเลเวลของผมในเวลานี้ แต่ก็สามารถเข้าไปลองดูได้ อันที่จริงผมยังมีข้อได้เปรียบคนอื่นๆ อยู่ เพราะผมสามารถฮีลและต่อสู้ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ผมยังมีสกิลดาบแห่งความโกลาหล ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพในการโจมตีของมันในตอนนี้จะยังไม่มากนักก็ตาม

        ไกลออกไป ผมเห็นผู้เล่นกลุ่มหนึ่งยืนถกเถียงกันอยู่ พร้อมกับได้ยินเสียงตะโกนขึ้นว่า “ไอเท็มนี้ขายได้ถึง 20 เหรียญทองแดงเป็นอย่างน้อยเลยนะ พวกเราเป็นคนทำให้มีค่าดาเมจสูงสุด เพราะฉะนั้นของเหล่านี้ต้องเป็นของพวกเรา!”

        ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “กระจอกชะมัด”

        ผมก้มมองระหว่างทางก็เห็นเหรียญทองแดงจำนวนมากตกอยู่ที่พื้น เมื่อมองไปรอบๆ ไม่เห็นใครอยู่แถวนั้น ผมก็จัดการเก็บเงินพวกนั้นทันที

        หึๆ... รวยแล้วโว้ย! วันนี้เป็นวันของข้าจริงๆ!

        ……

        ผมใช้เงินที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ไปกับการซ่อมแซมดาบ ตอนนี้ก็เลยเหลืออยู่แค่ 1 เหรียญทองแดงเท่านั้น ไม่รู้ว่าใครฆ่ามอนสเตอร์ได้แต่ไม่ยอมเก็บเงินพวกนี้ไป ไม่รู้จักอดออมเอาเสียเลย

        เมื่อเดินตรงไปด้านหน้า ผมก็ออกจากสถานที่ของพวกสุนัขฟาง ซึ่งบริเวณที่ผมเดินอยู่ตอนนี้แทบจะมองเห็นผู้เล่นน้อยมาก ผมยืนซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ในป่าเพื่อแอบดูว่าจะมีสุนัขฟางโผล่ออกมาหรือไม่

        เพียงไม่นานเสียงคำรามก็ดังขึ้น ในที่สุดผมก็เจอมอนสเตอร์ตัวแรกที่คู่ควรกับการต่อสู้ของผมแล้ว มันคือไฮยีน่าที่แสนดุร้าย ให้ตายเถอะ มอนสเตอร์ฝั่งหมู่บ้านแถบนี้เป็นพวกสุนัขหมดเลยสินะ

        [ไฮยีน่า] (มอนสเตอร์ทั่วไป)

        เลเวล :3

        พลังโจมตี :7-11

        พลังป้องกัน :3

        HP  :150

        สกิล :ไม่มี

        ……

        เยี่ยม! มอนสเตอร์เลเวล 3 ถ้าผมฆ่ามันได้สัก 2 ตัว เลเวลของผมก็น่าจะอัปแล้วละ

        ชิ้ง!

        ดาบถูกดึงออกมาพร้อมกับสกิลดาบแห่งความโกลาหลที่ถูกเรียกใช้งานบวกกับพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้น 10% เมื่อผมเข้าใกล้ไฮยีน่า มันก็เริ่มหอนก่อนจะกระโจนใส่ เนื่องจากมันไม่มีสกิลโจมตี จึงใช้ปากในการกัดศัตรู

        ผมฉวยโอกาสก่อนที่มันจะกัดผม ดึงดาบเหล็กออกมาฟาดหน้าผากของมัน ‘ฉัวะ’ เสียงดาบที่ฟาดใส่ไฮยีน่าดังขึ้นพร้อมกับตัวเลขดาเมจ -12 พอยต์เด้งขึ้นมา ในเวลาเดียวกันเจ้าไฮยีน่าก็กัดขาแล้วกระชากจนทำให้เลือดของผมลดลงไป -25 พอยต์ อื้อฮือ... ค่าดาเมจของผมลดลงสองเท่าจากของมันเลยนะเนี่ย

        แต่การโจมตีของผมนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมใช้ดาบฟาดไหล่ของไฮยีน่า มันเปล่งเสียงร้อง แต่ค่าเลือดที่ลดลงของมันนั้นช้ากว่าผมมาก ทว่าผมก็ไม่ได้รีบร้อน หลังจากปรากฏค่าดาเมจบนตัวผมถึงสองครั้ง ผมก็เริ่มฮีลเลือดให้ตัวเองทันที

        “+50”

        เจ๋งสุดๆ ไปเลย ทั้งโจมตีและฮีลตัวเอง นี่แหละเส้นทางแห่งราชันของผม!

        เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็จัดการมันได้สำเร็จพร้อมกับค่า EXP [1]  ที่เพิ่มขึ้น 50% ขณะเดียวกันตอนที่ไฮยีน่าล้มลง ก็มีเหรียญทองแดงหล่นลงมาที่พื้น 2 เหรียญ ผมรีบเดินไปเก็บใส่กระเป๋าทันที ได้ขนาดนี้ก็ไม่เลวนะเนี่ย!

        หลังจากเดินไปด้านหน้าต่อ ผมก็จัดการไฮยีน่าตัวที่สองได้สำเร็จ ‘สวบ’ เสียงดาบที่ฟาดลงไป พร้อมกับเลเวลของผมที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 ตอนนี้ผมคือฮีลเลอร์เลเวล 2 แล้ว ค่าสถานะ 10 พอยต์ที่ผมได้จากเลเวลที่เพิ่มขึ้นหมดไปกับการอัปพลังโจมตี แต่เพราะผมเป็นฮีลเลอร์ จึงทำให้พลังโจมตีเพิ่มขึ้นมาแค่ 5-5 เท่านั้น หากผมเปลี่ยนไปเล่นเบอร์เซิร์กเกอร์ละก็ คงจะได้พลังโจมตีถึง 11-11 เลยละ เฮ้อ... ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย...

        แต่ผมไม่ท้อหรอก ผมหยิบดาบขึ้นมาก่อนจะลุยต่อไป เอาวะ สู้จนกว่าจะตายไปข้างหนึ่งนั่นแหละ!

        ……

        หลังจากฆ่าไฮยีน่าไปได้หลายสิบตัว ผมก็พบว่าค่า MP[2] ( ของผมเหลืออยู่เพียงน้อยนิด การฮีลตัวเองทำให้ผมต้องเสียค่า MP ในแต่ละครั้งถึง 5 พอยต์ ซึ่งผมมีค่า MP อยู่ 60 พอยต์เท่านั้น หากลุยต่อแบบไม่สามารถฮีลตัวเองได้ ผมต้องตายแน่ แต่โชคดีที่ตอนนี้เลเวลผมอัปเป็นเลเวล 3 แล้ว จึงทำให้ค่า MP ของผมกลับมาเต็มหลอดอีกครั้ง นอกจากนี้ผมยังได้ใช้ 10 พอยต์ไปกับการเพิ่มพลังการโจมตี ตอนนี้ตัวละครของผมกลายเป็นฮีลเลอร์สายบู๊ไปแล้ว

        [เซียวเหยาจื้อจ้าย] (ฮีลเลอร์ฝึกหัด)

        เลเวล : 3

        พลังโจมตี : 11-13

        พลังป้องกัน : 4

        HP : 120

        MP : 70

        ค่าเสน่ห์ : 0

        ……

        แม้ว่าฮีลเลอร์จะอ่อนแอกว่าอาชีพอื่นๆ แต่ถ้าเปลี่ยนอาวุธในมือให้ดีขึ้น ก็สามารถทำลายการป้องกันของมอนสเตอร์ระดับเดียวกันได้ ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ผมยังสามารถฮีลตัวเองได้ด้วย จึงไม่ต้องกังวลใจว่าจะต้องตายจากการปะทะกับมอนสเตอร์ ภายใต้การต่อสู้อาชีพฮีลเลอร์สามารถเอาตัวรอดได้มากกว่าอาชีพอื่นๆ แต่การที่ผมเพิ่มค่าสถานะไปกับพลังโจมตี จึงทำให้ค่า MP ของผมมีไม่เพียงพอสำหรับใช้งาน ซึ่งมันทำให้ผมต้องการไอเท็มเพื่อใช้ในการฮีลเพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วผมก็คงเก็บเลเวลต่อได้อีกไม่นาน

        หลังจากฆ่าพวกมอนสเตอร์พวกนี้ไปได้พักหนึ่ง ผมก็สามารถสะสมเงินได้ 50 เหรียญทองแดงซึ่งเพียงพอให้ผมกลับไปซื้อยาได้แล้ว ถ้าผมมียาสำหรับฮีลตัวเอง ผมก็สามารถฆ่ามอนสเตอร์เลเวลสูงได้มากกว่านี้

        ฉัวะ!

        เมื่อผมใช้ดาบฟันหัวของไฮยีน่าตรงหน้า เหรียญทองแดง 2 เหรียญก็ตกลงสู่พื้นอีกครั้ง หลังจากเก็บเงินเหล่านั้นผมก็เดินหน้าต่อไป ตอนนี้เลเวลสูงขึ้นแล้ว พลังโจมตีก็เพิ่มขึ้นด้วย การฆ่าไฮยีน่าจึงไม่สูญเสียเลือดมากเหมือนเมื่อก่อน

        หลังจากเดินผ่านป่าแห่งหนึ่งและมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ ผมก็เห็นหมีดำตัวหนึ่ง มันเป็นมอนสเตอร์เลเวล 5 พลังโจมตี พลังป้องกัน และเลือดของมันถือว่าสูงมาก

        ผมกำดาบในมือแน่นพร้อมกับสูดหายใจเข้าเต็มปอด ลองลุยดูสักตั้งแล้วกัน ถ้าไม่ไหวก็ค่อยเผ่น!

       ห่างจากตัวหมีดำประมาณ 10 เมตร ผมสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตขณะที่ร่างใหญ่ของมันพุ่งใส่ผมอย่างรวดเร็ว ขนสีดำนั้นตั้งชันพร้อมกับอุ้งมือที่โจมตีใส่

       ฟึบ

       เลือดสาดเป็นทาง การโจมตีในเกมนี้สมจริงมาก ไหล่ของผมตอนนี้กลายเป็นแผลใหญ่ และมีเลือดพุ่งออกจากบาดแผล

        “-42”

        บัดซบ เจ็บชะมัดเลยโว้ย!

        ผมรีบหยิบดาบขึ้นมา ทว่าการโจมตีของผมสร้างความเสียหายขึ้นมาเพียงแค่ -15 พอยต์เท่านั้น ในเวลาเดียวกันม่านแสงจากสกิลเพิ่มเลือดก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับเลือดของผมที่เพิ่มขึ้น 50 พอยต์ เพียงครู่เดียวการฟื้นฟูก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

        โฮก!

        เจ้าหมีดำเปล่งเสียงคำรามพร้อมอ้าปากแล้วฝังเขี้ยวลงบนแขนของผม ดูเหมือนว่าการโจมตีครั้งนี้จะสร้างความเสียหายให้ผมอย่างมากทีเดียว

        “-82”

        เวรละ!

        ผมรีบเผ่นออกมาด้วยความตกใจ หรือว่าผมจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่?

        หลังจากที่วิ่งออกมาอย่างเร็วจี๋ เจ้าหมีดำก็ยังคงไล่ตาม จนห่างออกมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ผมก็ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างที่ยังไม่ถูกโจมตีดึงดาบออกมา ขณะที่มือซ้ายเริ่มร่ายสกิลเพื่อฮีลเลือดให้กับตัวเองขึ้นอีก 50 พอยต์ ก่อนจะกลับไปโจมตีเจ้าหมีดำนั่นอีกครั้ง

        แม้ว่ามันจะเป็นมอนสเตอร์ทั่วไปเลเวล 5 เพียงหนึ่งตัว แต่ผมก็ใช้เวลาเกือบครึ่งนาทีเพื่อจัดการกับมัน และในที่สุดเจ้าหมีดำก็เปล่งเสียงร้องออกมาก่อนตาย ซึ่งในเวลานั้นเลือดของผมเหลือเพียง 41 พอยต์

        กริ๊งๆ!

        ตอนที่ร่างของเจ้าหมีดำนั่นล้มลงกับพื้น ก็มีเสียงไอเท็มดังขึ้น โดยไม่ได้มีเพียงเสียงเงินที่ตกลงมาเท่านั้น แต่ยังมีไอเท็มหนึ่งตกลงมาด้วย ซึ่งก็คือสายรัดข้อมือโง่ๆ ชิ้นหนึ่ง!

        ผมรีบเข้ามาเก็บของที่อยู่บนพื้นก่อนจะก้มดูสถานะของมัน จุ๊ๆ ไม่เลวเลยแฮะ

        [สายรัดข้อมือหมีดำ] (อุปกรณ์ระดับขาว)

        ประเภท :เกราะ

        พลังป้องกัน :7

        เลเวลที่สามารถใช้งานได้ :4

        ……

        เกราะงั้นเหรอ? ตอนนี้ผมยังใส่ไอเท็มนี้ไม่ได้ งั้นเอาไปขายก่อนดีกว่า  อีกอย่างของนี่ก็เป็นอาวุธระดับขาว คงไม่มีใครอยากได้นักหรอก

        นอกจากสายรัดข้อมือแล้วยังมีเหรียญทองแดง 5 เหรียญตกอยู่ที่พื้น มอนสเตอร์ระดับสูงแบบนี้คงมีของมากกว่าไฮยีน่าเยอะเลย หลังจากที่ผมหยิบทุกอย่างแล้วก็เตรียมตัวออกไปจากที่นี่ เพราะผมคงจะไม่อยู่เพื่อลุยกับเจ้าหมีดำต่อแล้วละ นอกจากดาบในมือแล้วก็ไม่มีอะไรสักอย่าง ขืนสู้ต่อไปคงได้ตายพร้อมมอนสเตอร์พวกนี้แน่

        ดังนั้นผมจึงตัดสินใจกลับไปจัดการกับไฮยีน่าต่อ ตอนนี้ผมเลเวล 3 แล้วทำให้การจัดการกับมอนสเตอร์เลเวล 3 กลายเป็นเรื่องง่าย หลังจากใช้เวลาจัดการกับพวกมันถึงหนึ่งชั่วโมง ผมก็อัปเป็นเลเวล 4 ในที่สุด และเป็นเวลาเดียวกับที่ในกระเป๋าของผมมีเงินอยู่ 47 เหรียญทองแดง ช่างไม่ต่างจากพวกเศรษฐีใหม่เลยนะเนี่ย!

        พอหันกลับไปมองรอบๆ ผมก็เห็นผู้เล่นไม่น้อยซึ่งมาเก็บเลเวลที่นี่ ดูเหมือนว่าผมจะอยู่ต่อนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว งั้นกลับไปที่หมู่บ้านเตรียมไอเท็มแล้วค่อยไปลุยจุดที่โหดกว่านี้ก็แล้วกัน

        ……

        ผมแบกดาบของตัวเองเดินผ่านทุ่งหญ้า ขณะนั้นก็เห็นกลุ่มคนเดินมา พวกเขาถือขวานในมือซึ่งก็คือเหล่าบาร์บาเรียนเลเวล 6 นั่นเอง ทันใดนั้นคนหนึ่งในกลุ่มก็ตะโกนขึ้นว่า “เฮ้เพื่อน มาเก็บเลเวลที่นี่ มีไอเท็มอะไรที่อัศวินใช้ได้หรือเปล่า?”

        ผมหยิบสายรัดข้อมือที่ได้จากหมีดำออกมาจากกระเป๋า “มีอุปกรณ์ระดับขาว ไม่กำหนดอาชีพ อยากได้หรือเปล่าล่ะ?”

        หนึ่งในบาร์บาเรียนหัวเราะออกมา “พลังการป้องกัน 7 พอยต์งั้นหรือ? น่าสนใจดีนี่ นายขายเท่าไรล่ะ?”

        ผมกวาดตามอง “ที่ร้านค้ารับซื้ออยู่ที่ 21 เหรียญทองแดง นายจ่ายมากกว่านั้นได้ไหมล่ะ?”

        “เอาสิ” บาร์บาเรียนตอบกลับพร้อมยิ้ม “งั้นฉันให้นาย 50 เหรียญทองแดง ตกลงไหม?”

        “ตกลง”

        ใช้เวลาไม่นานการซื้อขายก็เสร็จสิ้น ผมถือดาบเดินออกไปพร้อมเงินในกระเป๋าเกือบ 100 เหรียญทองแดง ตอนนี้ผมมีเงินใกล้จะถึง 1 เหรียญเงินแล้ว!

        ……

        หลังจากที่กลับมาถึงหมู่บ้านสุนัขฟาง ผมก็ถอดชุดเกราะเลเวล 2 ที่ได้จากพวกไฮยีน่าและเกราะหนังสีขาวออก ในที่สุดตอนนี้ผมก็มีเงิน 121 เหรียญทองแดงแล้ว! ผมกวาดตามองเกราะผ้าภายในร้านขายไอเท็ม... อืม... เสื้อคลุมเลเวล 2 เพิ่มค่าพลังป้องกัน +2 แต่ต้องใช้เงินซื้อถึง 70 เหรียญทองแดงแน่ะ แพงเกินไป ไม่เอาดีกว่า... ดูเหมือนว่าคงต้องรอตีมอนสเตอร์แล้วค่อยไปเก็บจากพวกนั้นน่าจะดีกว่า

        เมื่อมาถึงร้านขายยา ผมก็เห็นยามานาระดับ 1 ซึ่งสามารถเพิ่มค่า MP ได้ 50 พอยต์ ราคาขวดละ 1 เหรียญทองแดง ผมซื้อมา 23 ขวดพร้อมกับซ่อมแซมดาบตัวเองด้วย ตอนนี้ผมจึงกลับมาเหลือเงินอยู่แค่ 1 เหรียญอีกแล้ว เอาละ ยินดีต้อนรับเข้าสู่สมาคมคนกระจอกอีกครั้งนะสหายรัก!

        เมื่อเดินออกจากร้าน หนทางแห่งการต่อสู้อันดุเดือดของฮีลเลอร์สายบู๊อย่างผมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!




………………………………………………………………………………………….

        [1] ค่า EXP หมายถึง ค่าประสบการณ์

        [2] ค่า MP หมายถึง ค่าพลังเวทมนตร์

____________________________________________

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3076

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

Kawebook

หัดอ่านหัดเขียน (11)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)
POST: 30
9 เมื่อ เมื่อวาน 14.03 น.

เล่มที่ 1 บทที่ 9 ราชันหมีหนาม

 

        หลังจากเปิดดูแผนที่ เป็นเพราะเลเวลของผมยังจำกัดอยู่ จึงทำได้เพียงมองหาพื้นที่เล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านแห่งนี้ ไกลออกไปอีกหน่อยมีแค่หมอกควันจางๆ หลังจากใคร่ครวญครู่หนึ่งผมก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ ที่นั่นอยู่ห่างจากหมู่บ้านสุนัขฟางค่อนข้างมาก แถมยังไม่ค่อยมีคนเท่าไร ก็ดีเหมือนกัน เพราะผมไม่ได้อยากไปแย่งตีมอนสเตอร์กับชาวบ้านด้วย อาชีพฮีลเลอร์อย่างผมไม่เหมาะจะไปแก่งแย่งกับใคร เพราะสิ่งเดียวที่จะได้รับกลับมาคือการลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ที่พื้นนั่นแหละ

        เมื่อเปิดหน้าจอสกิลขึ้นมาก็พบว่า สกิลห้ามเลือดของผมตอนนี้มีค่า EXP อยู่ที่ 77/100 อีกนิดเดียวก็สามารถอัปเลเวลได้แล้ว สกิลนี้หากอัปถึงเลเวล 2 มันจะสามารถฮีลเลือดได้ถึง 100 พอยต์ต่อครั้ง ย่อมทำให้การเอาตัวรอดของผมสูงขึ้นตามไปด้วย

        ลุยกันเลย!

        ……

        ผมออกมาจากหมู่บ้านพร้อมดาบในมือและใช้เส้นทางเดิมจากจุดที่ผมเคยผ่านเมื่อคราวก่อนเพื่อเข้าไปยังจุดที่ลึกกว่านั้น หลังจากเดินมาได้ 20 นาที ก็มาถึงสถานที่ที่ผมไม่กล้ามาก่อนหน้านี้ ซึ่งก็คือป่าไม้หมีป่า ซึ่งด้านในมีหมีเลเวล 5 ถึงเลเวล 7 อาศัยอยู่ เมื่อดูระดับของตัวเองแล้วถือว่าเสี่ยงมากๆ แม้จะดูเหมือนเป็นความดื้อรั้นของผมในการมาที่นี่ แต่ตอนนี้ผมมาพร้อมกับยามานา 23 ขวด ซึ่งคิดว่าเพียงพอจะจัดการกับเจ้าพวกนี้ได้สบายๆ

        เริ่มเลย!

        ผมเริ่มจู่โจมหมีดำเลเวล 5 ด้วยดาบในมือโดยใช้เวลา 30 วินาทีพร้อมกับฮีลตัวเองอีก 4 ครั้ง ซึ่งใช้ค่า MP ของผมไป 20 พอยต์ แต่ก็ยังพอรับได้อยู่ เอาละ ลุยเป้าหมายต่อไปเลยดีกว่า

        การที่ผู้เล่นเลเวล 4 สามารถฆ่ามอนสเตอร์เลเวล 5 ได้ ส่งผลให้ค่า EXP ของผมเพิ่มขึ้นไม่น้อย และใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงทำให้หมีดำอีกตัวลงไปนอนกองอยู่บนพื้น ระดับของผมก็เพิ่มมาถึงเลเวล 5!

        กรร!!!

        เสียงหมีดำคำรามก่อนตาย ทันใดนั้นไอเท็มก็ร่วงหล่นจากร่าง ผมรีบหยิบขึ้นมาดู อืม... ผมสามารถสวมมันได้ด้วยแฮะ

        [เกราะข้อมือหมีดำ] (อุปกรณ์ระดับขาว)

        ประเภท : เกราะผ้า

        พลังการป้องกัน :3

        เลเวลที่สามารถใช้งานได้ :4

        ……

        ผมสวมเกราะข้อมือระดับขาว ซึ่งให้พลังการป้องกันที่เพิ่มขึ้นถึง 9  พอยต์ เมื่อกวาดตามองไปด้านหน้าก็เห็นหมีเทาเลเวล 7 ตัวหนึ่งส่งเสียงคำรามขณะเลียอุ้งมือตัวเองด้วยท่าทางบ้องแบ๊วพร้อมกับจ้องมาทางผม หาที่ตายซะแล้วไอ้เจ้าหมีเอ๊ย!

        ผมถือดาบในมือก่อนจะเดินไปหามัน เมื่อเห็นว่าบริเวณรอบๆ ไม่มีมอนสเตอร์และผู้เล่นอื่นอยู่ ผมก็หมายหัวเจ้าหมีเทาเลเวล 7 เป็นเป้าหมายต่อไปทันที

        ฉึก!

        ผมพุ่งตัวไปข้างหน้าพร้อมดาบในมือแล้วฟันหัวของเจ้าหมีเทา ทว่าผมกลับได้ยินเสียง ‘เคร้ง’ ราวกับว่าดาบของผมปะทะกับโลหะบางอย่างในตัวของเจ้าหมีเทาตัวนี้ จนทำให้ค่าเลือดของผมลดลง

        “-15”

        พลังโจมตีของผมตอนนี้คือ 23 พอยต์ ถึงแม้ว่ามันจะสร้างความเสียหายแก่ผมไม่ได้มาก แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหมีตัวนี้จะมีพลังป้องกันมากกว่าหมีดำแน่ๆ

        กรร!!!

        หมีเทาเงยหน้าขึ้นก่อนจะเปล่งเสียงคำรามด้วยความเดือดดาล แล้วใช้อุ้งมือตะปบบ่าของผม ผมหลบไปทางขวาอย่างว่องไว แต่น่าเสียดายที่ยังเร็วไม่พอ

        “-37”

        โอ๊ย! เจ็บชะมัดเลยโว้ย! เกราะผ้าของฮีลเลอร์ที่ใส่อยู่นี่ พลังป้องกันต่ำเกินไปแล้ว

        ผมฟาดดาบไปด้านหน้าอีกครั้งพลางคิดในใจว่า ทำไมนะผมจึงไม่สามารถหลบการโจมตีของมอนสเตอร์ได้ เกม Destiny ได้แจ้งไว้นี่นาว่ามันขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เล่น ผู้เล่นสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการหลบหลีกหรือโจมตี แต่ทำไมผมถึงทำไม่ได้ล่ะ?

        ครั้งที่สอง อุ้งมือของเจ้าหมีเทาตะปบลงมาอีกครั้ง เห็นเช่นนั้นผมก็รีบกระโดดถอยหลังทันที

        ผัวะ!

        “-39”

        บัดซบ! อุ้งมือของมันตะปบเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลาของผมเต็มๆ เจ็บชะมัด ไม่ได้การละ ต้องรีบฮีลเดี๋ยวนี้

        ครั้งที่สาม เมื่อเจ้าหมีเทาโจมตีอีกครั้ง ผมยืนนิ่งๆ  ไม่หลบเหมือนก่อนหน้านี้ ตอนที่อุ้งมือของมันใกล้จะถึงตัว ผมขยับไปทางทิศตรงข้ามกับอุ้งเท้าของมันซึ่งห่างออกไปราว 1-2 เมตร ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงลมพัดผ่านข้างหู ครั้งนี้ดูเหมือนว่าผมจะสามารถหลบอุ้งมือของมันได้ ทันใดนั้นข้อความก็เด้งขึ้นมา

        “MISS!”

        ข้อความการต่อสู้ :ท่านหลบหลีกการโจมตีของหมีเทาได้สำเร็จ [ระดับต้น]

        ผมแอบดีใจก่อนจะฟาดดาบลงไปที่ร่างเจ้าหมีเทา ทันใดนั้นมันก็สร้างดาเมจให้กับเจ้าหมีถึง -34 พอยต์ภายในคราวเดียว จุดอ่อนของศัตรูนั้นเป็นสิ่งที่สามารถเอาชีวิตมันได้ง่ายที่สุด และเป็นสิ่งที่ผู้เล่นจำเป็นต้องรู้ด้วย

        แต่น่าเสียดายที่ค่าความเร็วของผมไม่ได้สูงมาก เลยทำให้การเคลื่อนไหวของผมเป็นไปอย่างเชื่องช้า ไม่อย่างนั้นผมคงสามารถหลบหลีกการโจมตีได้ดีกว่านี้ ท่าหลบหลีกการโจมตีถือเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ไม่เช่นนั้นถ้าผมต้องกำจัดพวกมอนสเตอร์ก็คงมีแต่จะเสียเปรียบ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ใครก็สามารถทำได้ เทคนิคการหลบหลีกมีหลายรูปแบบ ซึ่งต้องใช้ความอดทนและความยืดหยุ่นทางจิตวิทยาจึงจะสามารถทำได้

        ……

        ฉัวะ!

        ดาบของผมฟาดหัวของเจ้าหมีเทา มันร้องครวญครางก่อนจะร่วงไปกองกับพื้น พร้อมกับไอเท็มที่หล่นลงมา ครั้งนี้ถือว่าลาภลอยแฮะ เพราะมีไอเท็มออกมาให้ผมตั้งสองชิ้นแน่ะ

        บนสนามหญ้า ผมก้มลงหยิบของที่หล่นอยู่ มันเป็นเสื้อคลุมที่มีแสงเรืองรอง ผมกวาดตาดก็รู้สึกดีใจมาก ให้ตายเถอะ! นี่มันคือไอเท็มที่เพิ่มค่าสถานะนี่

        [เสื้อคลุมหมีเทา] (อุปกรณ์ระดับดำ)

        ประเภท :เกราะผ้า

        พลังป้องกัน :10

        HP :+2

        เลเวลที่สามารถใช้งานได้ :5

        ……

        เมื่อเห็นค่าสถานะของไอเท็มแล้วผมถึงกับยิ้มร่า เจ๋ง! HP +2 เป็นสิ่งที่ผมกำลังต้องการอยู่พอดี พลังการป้องกันก็เยี่ยมยอด ผมรีบสวมมันทันทีพร้อมกับค่าการป้องกันที่เพิ่มขึ้น 19 พอยต์ในเวลาอันรวดเร็ว ขณะเดียวกันพลังเวทมนตร์ของฮีลเลอร์ก็เพิ่มเป็น 1.0 HP +2 พอยต์ที่ได้มาทำให้ค่า MP ของผมเพิ่มขึ้นถึง 20 พอยต์ ซึ่งมันสามารถเอามาใช้ฮีลเลือดระดับ 1 ได้ถึง 4 ครั้ง ถือว่าเป็นของที่ยอดเยี่ยมไปเลย

        ฟึบ!

         เมื่อสวมเสื้อคลุมแล้วผมก็ปรับมุมมองผู้เล่น ว้าว... ดูอย่างกับนักวิชาการเลย ติดอยู่อย่างเดียวคือดาบในมือผมที่ดูขัดตาไปหน่อย ถ้าเปลี่ยนดาบนั่นเป็นหนังสือละก็ เข้าตำรานักวิชาการพอดีเลย แต่จะเอาหนังสือไปสู้กับพวกมอนสเตอร์ก็ดูประหลาดไปนิด ใช้ดาบนี่แหละดีที่สุดแล้ว!

        หลังจากที่มีพลังการป้องกันระดับสูงแล้ว ผมก็ไปสู้กับเจ้าหมีเทาทันที และก็เป็นอย่างที่คิด เจ้าหมีเทาสร้างความเสียหายให้ผมได้แค่ -20 พอยต์ ซึ่งเพียงพอที่ผมจะรับมือได้แล้ว ขณะที่ตอนนี้ผมก็กำลังฝึกหลบหลีกการโจมตี จำเป็นต้องใช้สมาธิในการต่อสู้เป็นอย่างมาก เพราะการโจมตีของเจ้าหมีเทาในแต่ละครั้งล้วนแตกต่างกัน เนื่องจากระบบถูกสร้างมาแบบสุ่ม ดังนั้นการหลบหลีกของผมจึงต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

        ข้อความการต่อสู้ :ท่านหลบหลีกการโจมตีของหมีเทาได้สำเร็จ

        ข้อความการต่อสู้ :ท่านหลบหลีกการโจมตีของหมีเทาได้สำเร็จ

        ข้อความการต่อสู้ :ท่านหลบหลีกการโจมตีของหมีเทาได้สำเร็จ

        ……

        ข้อความการต่อสู้แสดงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ผมที่กำลังถือดาบอยู่ในมือก็สนุกไปกับการต่อสู้ในเกมมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าค่าเฉลี่ยความสำเร็จในการหลบหลีกจะต่ำมาก คือประมาณ 10% เท่านั้น แต่การฝึกซ้ำๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด อีกอย่างผมก็ยังไม่เคยสู้กับผู้เล่นในเกมด้วย ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต

        การฆ่าหมีเทาเลเวล 7 ไม่สร้างความกดดันให้แก่ผมอีกแล้ว ผู้เล่นเลเวลนี้ส่วนใหญ่ต่างมีไอเท็มอุปกรณ์ระดับขาวกันทั้งนั้น แต่สำหรับผมตั้งแต่หัวจรดเท้ากลับไม่มีไอเท็มอะไรเลย มีเพียงเสื้อคลุมตัวเดียวที่ได้มาจากหมีเทา ซึ่งเป็นไอเท็มหายากมาก ก่อนหน้านี้เกมได้เคยประกาศไว้แล้วว่าโอกาสที่มอนสเตอร์ระดับต่ำจะทิ้งอุปกรณ์ระดับเหล็กดำนั้นมีน้อยมากถึง 0.1% เลยทีเดียว และทุกคนต่างก็ทำใจมาตั้งนานแล้ว

        เพียงครู่เดียวเวลาก็ล่วงเลยไป 2 ชั่วโมงกว่า ผมจฆ่าเจ้าหมีเทาจนทำให้เลเวลขึ้นสูงถึงระดับ 7 และค่าสถานะของผมที่ได้มาจากเลเวลที่สูงขึ้นก็หมดไปกับการเพิ่มพลังโจมตีอีกเช่นเคย ดูจากค่าสถานะตอนนี้ ฐานะฮีลเลอร์ของผมถือว่าเป็นฮีลเลอร์สายบู๊เลยละ และมันก็จำเป็นต้องสร้างความแข็งแรงระดับสูงให้กับข้อมือของผมด้วย ไม่เช่นนั้นหลังจากนี้ผมคงไม่สามารถถืออาวุธได้ ถึงตอนนั้นถ้าไม่มีปัญญาถือคทา คงจะโดนคนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงแน่

        เมื่อมองค่าสถานะแล้ว ดูเหมือนว่าผมยังช้ากว่าคนที่มีเลเวลสูงสุดถึง 10 เลเวลเลยแฮะ

        [เซียวเหยาจื้อจ้าย] (ฮีลเลอร์ฝึกหัด)

        เลเวล: 7

        พลังโจมตี :31-33

        พลังป้องกัน : 21

        HP: 160

        MP : 130

        ค่าเสน่ห์ : 0

        ……

        แม้ว่าการโจมตีจะไม่อาจเทียบเท่าพวกเบอร์เซิร์กเกอร์ และนักดาบ การป้องกันไม่สามารถเทียบเท่ากับพวกอัศวิน และค่า HP ไม่อาจเทียบได้กับพวกนักเวทและฮีลเลอร์คนอื่นๆ แต่ผมสามารถโจมตีและฮีลได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมาะที่จะลุยเดี่ยวมาก! แม้ว่ามันจะไม่ได้โดดเด่นที่สุดก็ตาม...

        ด้วยข้อจำกัดของสถานะและอาชีพ ทำให้ผมยังไม่กล้าสู้กับมอนสเตอร์เลเวลสูงกว่านี้ ฉะนั้นเลือกมอนสเตอร์เลเวล 9 ก็แล้วกัน มากกว่าผม 2 เวลก็พอแล้ว

        ……

        ผมเงยหน้าขึ้นก่อนจะพบว่าในเกมตอนนี้เป็นเวลาค่ำแล้ว แสงจันทร์ยามนี้สวยงามราวกับลอยล่องไปตามแม่น้ำ ขณะที่ให้แสงสว่างสาดส่องไปทั้งผืนป่า ประกอบกับเสียงโหยหวนของบรรดาหมีที่ชวนให้ขนลุก อืม... ดูเหมือนว่าผมจะเข้ามาในจุดที่ลึกที่สุดของป่าไม้หมีป่าแล้วสินะ

        ผมหยุดเดินเมื่อเห็นเป้าหมายใหม่ตรงหน้า มันเป็นหมีป่าที่มีหนามแหลมอยู่บนหลัง มีเลเวลอยู่ที่ 9 เป็นเป้าหมายซึ่งผมกำลังตามหาพอดี

        [หมีหนาม] (มอนสเตอร์ทั่วไป)

        เลเวล : 9

        พลังโจมตี :32-50

        พลังป้องกัน :15

        HP : 300

        สกิล : [กรงเล็บที่แหลมคม]

        ข้อมูลมอนสเตอร์ :หมีหนาม เป็นมอนสเตอร์ที่ถูกดัดแปลงด้วยเวทมนตร์ มีพลังการโจมตีระดับสูง อีกทั้งยังมีการสะท้อนความเสียหายให้กับผู้โจมตี 10% มันซ่อนตัวอยู่ในป่า แต่เมื่อถึงคราวปรากฏตัว มันจะฆ่าทุกอย่างจนสิ้นซากโดยเฉพาะมนุษย์

        ……

        “หึ ๆ งั้นเป็นแกก็แล้วกันนะ...”

        ผมหยิบดาบออกมาเตรียมสู้กับศัตรูตรงหน้า ให้ตายเถอะ ตอนนี้หลินหว่านเอ๋อร์กับตงเฉิงเยว่คงจะเลเวลเกิน 14 ไปแล้ว แต่ผมยังไม่ถึงระดับ 10 เลย ไม่ได้การละ ต้องรีบอัปให้ถึงเวล 10 ให้ได้เร็วๆ บ้าง จะได้ออกจากหมู่บ้านเริ่มต้นแล้วเข้าสู่เมืองหลักสักที ไม่เช่นนั้นผมคงโดนพวกเธอดูถูกจนเสียความมั่นใจอีกรอบแน่ๆ!

        ย้าก!

        สกิลดาบแห่งความโกลาหลถูกเรียกใช้งาน พร้อมกับออร่าที่พุ่งออกมาก่อนที่มันจะฟาดไปที่หัวของเจ้าหมีหนามตัวนั้น การเคลื่อนไหวของหมีหนามรวดเร็วมาก มันส่ายหัวไปมาจนทำให้เป้าหมายในครั้งนี้ยากที่จะจัดการ

        “-17”

        อย่างที่คิดไว้จริงๆ เป็นเพราะการป้องกันของมันสูงมากจนผมไม่สามารถจัดการมันได้

        เจ้าหมีหนามคำรามพร้อมยกอุ้งมือที่มีกรงเล็บแหลมเพื่อโจมตี นี่เป็นสกิลของมันแน่ๆ ผมต้องหลบให้ได้ ไม่เช่นนั้นคงจะเจ็บมากแน่ๆ ผมใช้สายตาจับจ้องการเคลื่อนไหวของมันเพื่อดูว่าควรหลบไปทางไหน ก่อนจะตัดสินใจกระโดดถอยไปเกือบ 2 เมตร แต่น่าเสียดายที่ยังช้าเกินไป ผมโดนตะปบหน้าอกจนเกิดบาดแผลจนได้ เจ็บชะมัด...

        “-51”

        ค่าความเสียหายที่ปรากฏขึ้นทำให้ผมหมดกำลังใจจะสู้ต่อ ผมรีบใช้สกิลการห้ามเลือดทันที ในเวลาเดียวกันก็ใช้ดาบโจมตีอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เอาเถอะ ยังไงก็ขอสู้ต่อ ผมฮีลตัวเองได้ แต่เจ้าหมีตัวนี้ฮีลตัวเองไม่ได้ ถึงอย่างไรผมต้องชนะมันอยู่แล้ว!

        เมื่อโจมตีอีกครั้ง เลือดของผมก็น้อยลงเรื่อยๆ โดยที่สกิลฮีลเลือดของผมมีการคูลดาวน์ถึง 6 วินาที ซึ่งมันไม่น่าจะสามารถทนการโจมตีของหมีหนามตัวนี้ได้ ระหว่างที่ผมกังวลเรื่องนี้ เลเวลของผมก็อัปพอดี ผมจึงฮีลเลือดตัวเองทันที จนทำให้ต้องเสียค่า MP ไป 10 พอยต์

        “+100”

        โชคดีที่สกิลการห้ามเลือดของผมเพิ่มเป็นเลเวล 2 แล้ว

        ในเวลานี้เองผมจึงเข้าใจถึงความน่ากลัวของมอนสเตอร์เลเวล 9 ผมโจมตีมันไปเรื่อยๆ ซึ่งใช้เวลา 1 นาทีกว่าเจ้าหมีหนามจะถูกผมโค่นลงในที่สุด หลังจากที่มันถูกผมฆ่าตาย มันก็ทิ้งเงิน 3 เหรียญทองแดงไว้บนพื้น ผมเก็บขึ้นมาก่อนจะดื่มยามานาเพื่อฟื้นพลัง แล้วออกตามหาเจ้าหมีหนามอีกครั้ง

        ……

        ขณะนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มกว่า แต่ก็ยังไม่มีการติดต่อจากหลินหว่านเอ๋อร์ ดูเหมือนว่าเธอเองก็กำลังเก็บเลเวลอยู่ ถ้าอย่างนั้นผมก็จะยังไม่ออกจากระบบ ก็ดีเหมือนกัน รอให้ถึงเลเวล 9 ค่อยว่ากันใหม่

        เวลาสามทุ่ม หลังจากที่แสงสีทองปรากฏขึ้น ผมก็เข้าสู่เลเวล 9 พอดี และแน่นอนว่าผมยังคงเพิ่มคะแนนที่ได้รับจากเลเวลที่เพิ่มขึ้นไปที่พลังโจมตีเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะผมอยากได้การโจมตีที่รุนแรงขึ้น

        ผมเดินผ่านศพของเจ้าหมีหนามเพื่อไปต่อ ทว่าทันใดนั้นด้านหน้าของผมก็มีกลิ่นอายแห่งแรงอาฆาตที่กระหายเลือดเกิดขึ้น

        กรร กรร!

        พวกแมลงต่างพากันบินว่อนบริเวณที่มีร่างของมนุษย์นอนอยู่ซึ่งอยู่เหนือหน้าผาหินสีฟ้า คู่กับร่างของหมีป่าซึ่งมีแสงสีทองอยู่รอบตัวนอนอยู่ใกล้กัน โดยที่บนหัวของหมีป่ามีตัวอักษรปรากฏ

        [ราชันหมีหนาม] (มอนสเตอร์ระดับบอส)

        เลเวล :10

 

 

____________________________________________

อ่านเร็วก่อนใคร สนุกทันใจได้ที่

https://www.kawebook.com/story/3076

หากชอบอย่าลืมติดตามผลงานของพวกเรา "kawebook" ด้วยนะ

หน้า จาก 1 ( 9 ข้อมูล )
แสดงจำนวน ข้อมูลต่อแถว
1

โพสตอบ

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเโพสตอบได้

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา