หยีกับเพชร

7.0

เขียนโดย Annakan

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เวลา 10.19 น.

  5 ตอน
  0 วิจารณ์
  5,898 อ่าน
แชร์นิยาย Share Share Share

 

3) ตอน 3 เดือนเพ็ญ

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
          สามเดือนของชีวิตเฟรชชี่ผ่านไปอย่างรวดเร็วและลูกหยีก็ปรับตัวเข้ากับสถานที่และเพื่อนใหม่ได้แล้ว การเลือกเรียนทันตแพทย์ทำให้เธอไม่มีเวลาเหงาเลยเพราะตัวบทเรียนแสนจะยากไหนจะต้องทำกิจกรรมกับคณะอีกมีคืนนึงเธอลืมโทรหาพ่อกับแม่เพราะหลับไปคาหนังสือ ทั้งคู่โทรมาหาเป็นสิบๆ ครั้งกว่าเธอจะได้ยิน
             “คิดถูกไหมเนี่ยที่เลือกเรียนคณะนี้” ลูกหยีกางตำราแล้วมองอย่างท้อใจแต่เธอจะถอดใจไม่ได้ ในเมื่อคนอื่นทำได้เธอก็ต้องทำได้
             “ติ๊ดๆ” เสียงมือถือมีสายเรียกเข้า
            
             แม่: ยังไม่นอนอีกหรอลูก
             ลูกหยี: อีกแป๊บนึงค่ะแม่
             พ่อ: ยังไงก็อย่าให้เกินห้าทุ่มนะ
             ลูกหยี: ค่ะพ่อแล้ววันนี้กินอะไรกันตอนมื้อเย็นคะ
             แม่: ซื้อแกงร้านป้าพรมากินจ้ะ อยู่กันสองคนก็เลยไม่ได้ทำกับข้าวทุกวัน
             พ่อ: ไว้หยุดยาวสัปดาห์หน้าพ่อกับแม่จะขึ้นไปหาหนูนะ
             ลูกหยี: จ้ะ อย่าลืมมาการองของหนูนะคะพ่อ
             พ่อ: ไม่ลืมแน่นอน งั้นหนูไปอ่านหนังสือต่อเถอะลูกคิดถึงหนูนะคะลูกหยี
             แม่: แม่ก็คิดถึงจ้ะ ฝันดีนะลูก
             ลูกหยี: หนูก็คิดถึงค่ะ ฝันดีนะคะ              
 
             หลังวางสายลูกหยีก็อ่านหนังสือต่ออีกพักใหญ่จนนาฬิกาบอกเวลาว่าอีกสิบห้านาทีจะห้าทุ่มเธอจึงปิดไฟแล้วเตรียมตัวเข้านอน หน้าต่างมีม่านบางๆ สีขาวแขวนเพื่อบังตาเธออยู่ชั้นห้าจึงไม่ต้องกังวลสายตาจากคนภายนอกมากนักเธอมองดวงจันทร์ที่เกือบจะเต็มดวงแล้วยิ้มออกมาน้อยๆ
             แม่เล่าให้ฟังว่าคืนที่เจ็บท้องและกำลังเดินทางไปโรงพยาบาลแม่แหงนขึ้นไปมองฟ้าแล้วก็เจอกับพระจันทร์ดวงโตที่สวยเหมือนกับคืนวันลอยกระทงมันเต็มดวงและนวลสวยจนแม่แทบลืมความเจ็บไปหมดสิ้นนั่นคือที่มาของชื่อเธอ “จันทร์กระจ่าง” และเธอก็รักชื่อนี้มากอาจเป็นเพราเหตุนี้มั้งที่ทำให้เธอชอบมองพระจันทร์เหลือเกินทุกครั้งที่ได้มองเธอจะรู้สึกปลอดโปร่งและสบายใจ
 
             “หยีมาแล้ว” เช้าวันใหม่อันแสนสดใสเริ่มขึ้นอีกวัน ลูกหยีหอบตำราและความมุ่งมั่นอันเต็มเปี่ยมไปมหาวิทยาลัยและเพื่อนๆ บางส่วนก็มาถึงก่อนแล้ว
             “กินไรยัง” ลูกหยีถามเพื่อนที่นั่งอยู่
             “ยังเลยไปหาไรกินดีกว่ายังพอมีเวลาอยู่” มิ้นท์ตอบแล้วควงแขนลูกหยีไปทางร้านขายข้าว
             “เมื่อคืนนอนดึกป่าว” มิ้นท์ถาม
             “ไม่ดึกมากแต่อ่านบทที่อาจารย์จะสอนมาแล้วนะ” ลูกหยีตอบในหัวก็นึกถึงบทเรียนที่ท่องมาเป็นอย่างดีและข้อสงสัยบางอย่างที่จะเอาไว้ถามกับอาจารย์
             “ไม่รู้เลยเนี่ยว่าจะทำไงให้รอดไปจนถึงวันรับปริญญา” มิ้นท์บ่นด้วยความเหนื่อยใจเธอไม่ได้อยากเป็นหมอฟันเลยสักนิดแต่โดนที่บ้านบังคับ
             “มีเพื่อนตั้งหลายคนเราก็ช่วยกันติวไง ไม่เอาน่าอย่าท้อเราต้องทำได้” ลูกหยีให้กำลังใจเพื่อน พอทานมื้อเช้าเติมพลังเรียบร้อยนักศึกษาปีหนึ่งผู้มีพลังล้นเหลือก็พากันขึ้นไปเรียน
             “โอ๊ย ไม่เข้าใจเลย” มิ้นท์ทึ้งผมตัวเองด้วยความขัดใจหลังจากจบวิชาแรก
             “ตรงไหนบ้างล่ะมิ้นท์” ลูกหยีถาม
             “ทุกตรงเลย เนี่ย เนี่ยแล้วก็เนี่ย” มิ้นท์จิ้มไปที่ตำราเรียน
             “ใจเย็นๆ สิ มาเดี๋ยวเราสรุปให้ฟังหรือไม่ก็ไปถามอาจารย์นอีกรอบก็ได้” ลูกหยีอธิบายจากสรุปย่อที่เธอจดไว้และเพื่อนๆ ในกลุ่มก็ช่วยเสริมในจุดที่เธอพลาดผ่านไปเกือบชั่วโมงมิ้นท์ก็ยิ้มออก
             “ขอบใจนะมิ้นท์เลยเป็นภาระให้ทุกคน”
             “ไม่หรอก มิ้นท์ยอมทำตามความฝันของพ่อแม่โดยไม่นึกถึงตัวเองลูกดีๆ แบบนี้จะต้องเรียนจบคว้าเกียรตินิยมให้ได้” ลูกหยีบอกด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม
             “โอ๊ย แค่เรียนจบก็พอแล้วหยีเกียรตินิยมนี่ไม่เคยคิดถึงเลย”
             “เออ พรุ่งนี้มีเรียนแปดโมงเรามากินโจ๊กที่ประตูหน้าดีไหมเห็นรุ่นพี่เขาว่าอร่อยมาก สายๆ ก็หมดแล้วอ่ะ มาไม่เคยทันสักวัน” มิ้นท์ชวนเพื่อนๆ ในกลุ่ม
             “ไม่อ่ะ , กินเลย , แค่ตื่นมาให้ทันเรียนก็แย่แล้ว” สาวๆ ในกลุ่มส่ายหัวปฏิเสธกันหมด
             “กินๆ เราอยากกินเจอกันเจ็ดโมงสิบห้านะ” ลูกหยีบอกมิ้นท์ขอให้เป็นเรื่องกินเถอะลูกหยีคนนี้สู้ไม่ถอย
 
             “เฮ้อ เหนื่อยชะมัด” ลูกหยีทิ้งตัวลงบนที่นอนตอนเย็นย่ำ
             “ตายละ ลืมไปเลยว่าเสื้อหมด” ลูกหยีนึกขึ้นได้ว่าเสื้อนักศึกษาที่ใส่อยู่คือตัวสุดท้ายแล้วเธอจึงถอดออกแล้วไปรวบรวมผ้าใส่ตะกร้าเพื่อนำลงไปซักที่เครื่องแบบหยอดเหรียญตรงชั้นล่าง เครื่องนึงมีแต่เสื้อสีขาวส่วนอีกเครื่องเป็นกระโปรงสีดำกับชุดที่เธอใส่อยู่บ้าน เวลาในเครื่องบอกว่าอีกหกสิบห้านาทีผ้าถึงจะเสร็จเธอเลยฆ่าเวลาด้วยการไปกินมื้อเย็นกับไอติมทอดแล้วแวะไปร้านสะดวกซื้อตุนขนมเพิ่ม
             เธอนำผ้าที่แทบจะแห้งสนิทแล้วไปผึ่งลมเย็นๆ แล้วก่อนนอนค่อยมาเก็บเข้าห้องส่วนรีดค่อยตื่นมาทำพรุ่งนี้แล้วกันเพราะตอนนี้พอท้องอิ่มมันก็ขี้เกียจ ลูกหยีเปิดทีวีแล้วนอนกลิ้งเกลือกบนโซฟาสักพักจึงโทรไปหาพ่อกับแม่
            
             ลูกหยี: ทำอะไรกันอยู่จ๊ะ
             แม่: ดูข่าวอยู่ หนูกินอะไรรึยัง
             ลูกหยี: เรียบร้อยแล้วค่ะ ไปกินมาข้างล่างแล้วก็ซักผ้าด้วย พ่อไปไหนจ๊ะ
             แม่: ไปเอาของที่รถจ้ะแล้ววันนี้กินอะไรลูก
             ลูกหยี: ราดหน้าไก่กับไอติมทอดค่ะ
             แม่: มันอร่อยขนาดนั้นไอติมทอดเนี่ย ไว้พาแม่ไปกินบ้างนะ พ่อมาแล้ว คุณลูกโทรมา
             พ่อ: แก้มจะระเบิดแล้วลูกหยี
             ลูกหยี: พ่ออ่ะ
             พ่อ: พ่อล้อเล่น วันนี้คนที่ร้านขนมถามถึงหนูด้วยพ่อเลยบอกว่าหนูย้ายไปกินขนมที่เชียงใหม่
             ลูกหยี: พ่อ !
             พ่อ: โอ๋ๆ พ่อไม่ล้อแล้ว วันนี้เหนื่อยไหมลูก
             ลูกหยี: นิดหน่อยค่ะแต่หนูจะไม่ท้อ
             แม่: อย่าหักโหมมากนะลูก เอาสุขภาพเราเป็นสำคัญเหนื่อยก็พักเครียดก็วาง
             ลูกหยี: จ้ะแม่ เดี๋ยวอีกสักพักหนูก็นอนแล้วค่ะพรุ่งนี้มีเรียนแปดโมงแล้วก็นัดเพื่อนไว้ด้วยค่ะจะไปกินโจ๊กด้วยกันตอนเจ็ดโมงกว่า
             พ่อ: นี่ยอมตื่นเช้าเพื่อของกิน ฮ่าๆๆ       
             ลูกหยี: มันเป็นผลพลอยได้ค่ะพ่อ
             แม่: แม่ว่าแม่พาพ่อไปอบรมหน่อยดีกว่า
             ลูกหยี: ดีเลยค่ะ
             พ่อ: อ้าว สองคนแม่ลูกรุมพ่อเฉยเลย                            
             ลูกหยี: รักพ่อนะคะ รักแม่ด้วย ฝันดีค่ะ
             พ่อแม่: รักเหมือนกันจ้ะ
             “ห้าทุ่มแล้วหรอเนี่ย” ที่ว่าจะนอนแต่หัวค่ำก็ผิดแผนไปหมดเธอดันไปเปิดตำราเรียนแล้วก็อ่านยาวจนลืมเวลา ลูกหยีลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจ
             “แห้งแล้ว” เธอเดินไปหยิบเสื้อผ้าทั้งหมดลงจากราวแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้า
             “สวยจังเต็มดวงกลมบ๊อกเลยคืนนี้” สายลมพัดผ่านเส้นผมยาวสลวยของเธอจนมันปลิวไสว ความเครียดเมื่อนาทีก่อนหายไปหมดสิ้นเมื่อเธอได้ยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ ในดวงตาของเธอมีเงาของพระจันทร์สะท้อนอยู่ในนั้นและเธอละสายตาไปไม่ได้ดั่งเหมือนโดนมนต์สะกดไว้
             “โอ๊ย” อยู่ๆ หัวใจมันก็เจ็บแปลบขึ้นมา
             มือเล็กๆ ทาบไปบนหน้าอกด้วยความเคยชินเพราะเธอมักจะมีอาการแบบนี้เสมอเวลาเครียดหรือกังวลแต่สายตาของเธอไม่อาจละไปจากดวงจันทร์บนฟ้าได้เลย ลูกหยียังคงเพ่งมองมันประหนึ่งตกอยู่ในห้วงความฝันและชั่วอึดใจต่อมาร่างเพรียวบางก็ล้มลงและสิ้นใจอย่างสงบ                  
 
                                    
 
            
 
            

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
7 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
7 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
7 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา