My wonder girl มหัศจรรย์เรียกรัก

9.3

เขียนโดย ฤดูฝนพรำ

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 เวลา 17.34 น.

  7 ตอน
  7 วิจารณ์
  2,385 อ่าน
แชร์นิยาย Share Share Share

 

4) เป็นผู้ช่วยหรือเลขาหรือทาสหรือไม่ต้องเป็น

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

 

“เป็นยังไงบ้าง มีอะไรให้เจ๊ช่วยรึเปล่า และเมื่อวานมันยังไงกันแน่ เล่ามาๆ เจ๊รอฟังตั้งแต่เมื่อวาน แต่ก็ไม่เห็นหล่อนโทรมา” ทันทีที่เจ๊จุ๋มเห็นเบอร์ที่โชว์อยู่ตรงหน้าจอโทรศัพท์ว่าเป็นของรุ่นน้องที่ฝากฝังให้ทำงานผู้ช่วย เจ้าหล่อนก็รีบกดรับและยิงคำถามยาวใส่หญิงสาวทันที

          อคิราภ์ที่นั่งอยู่ในร้านก๋วยเตี๋ยวอันร้างผู้คน ทวนกับความคิดตัวเองอีกรอบว่าคิดถูกรึเปล่า ที่ตนนั้นโทรหาเจ๊ใหญ่ อาจเป็นเพราะว่าเธอกำลังหน้ามืดตามัวอยู่ และพยายามหักห้ามใจไม่ตนนั้นให้หนีกลับบ้าน

          “คุณโภคินของเจ๊จุ๋มเนี่ย ทำฉันเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยเจ๊”

          “ห๊า!!! หล่อนบอกว่าไงนะ” มือใหญ่ของเจ๊จุ๋มแทบจะปล่อยแก้วกาแฟที่ตนถืออยู่ตก เพราะคำที่หญิงสาวทางปลายสายพูดนั้น ทำให้คิดเตลิดไปไกล “คุณโภคินเขาทำอย่างว่ากับหล่อนเหรอ! หล่อนถึงได้รู้สึกขึ้นสวรรค์”

          อคิราภ์หัวเราะพรืดในความคิดของเจ๊จุ๋ม เธอผิดเองที่ใช้คำพูดไม่ถูกต้อง หรือพูดไม่จบมากกว่า

          “ไม่ใช่อย่างนั้นเจ๊ จะบ้าเหรอ” เธอรีบแก้ต่างให้กับตนและเจ้านาย “ฉันหมายถึง ฉันเนี่ยรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย ก็เหมือนกับขึ้นสวรรค์ไง ตายแล้วขึ้นสวรรค์น่ะเจ๊”

          เจ๊จุ๋มโล่งใจ แต่ก็เปลี่ยนมาปวดหัวแทนกับความคิดที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองของอคิราภ์ เพราะแทนที่จะเปรียบอย่างอื่นแทน กับมาใช้คำว่าขึ้นสวรรค์เสียให้คิดไปไกล

          “แล้วทำไมหล่อนไม่บอกว่าเหมือนตกนรกล่ะ หล่อนทุกข์อยู่นี่ จะขึ้นสวรรค์ได้อย่างไรกัน” เจ๊จุ๋มถามกลับอย่างสงสัยจริง และคำตอบที่ได้มา ทำเอาเจ๊จุ๋มทำหน้าไม่ถูก พูดไม่ออก

          “ก็ฉันทุกข์และก็ได้เงินไปพร้อมกัน เงินคือความสุขของฉันไงเจ๊ อย่างนี้จะไม่ให้ขึ้นสวรรค์ได้ไง”

          ปลายสายฝั่งชายใจหญิงเงียบไป คล้ายกับอึ้งเหตุผลของเธออยู่ เธอจึงคิดได้ว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่เธอควรมาพูดเล่น เพราะในตอนนี้ เธอต้องการความช่วยเหลือ เธอจะต้องแก้แค้นโภคินให้ได้ ที่หลอกให้เธอเดินตากแดดร้อนมาซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านที่เขาน่าจะรู้ว่ามันปิดวันนี้ ไม่อย่างนั้น เธอก็คงจะตายตาไม่หลับหากไม่ได้เอาคืนเขา

          “เจ๊...ฉันอยากรู้ประวัติของอีตาคุณโภคิน อยากรู้ว่าเขาชอบและเกลียดอะไร อยากรู้ว่านิสัยจริงๆของเขาเป็นยังไงกันแน่ เอ้อ และที่สำคัญ ฉันอยากรู้ว่าเขากลัวอะไร”

          “หืม หล่อนจะอยากรู้ไปทำไมกัน” เจ๊จุ๋มถามกลับอย่างสงสัย

          หากเธอบอกไปตามตรงว่าเธอมีแผนจะไปแกล้งโภคินกลับ มีหวังได้โดนดุที่คิดอะไรแบบนี้ จึงจำเป็นต้องใช้เหตุผลอื่นมาอ้างแทน “ก็ฉันเป็นผู้ช่วยของเขาไง ฉันต้องรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณโภคินสิ จะได้เอาใจเขาถูก”

          “ข้อมูลที่ฉันรู้อยู่มันเป็นข้อมูลเก่า ฉันไม่รู้ว่าคุณโภคินจะยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม” เจ๊จุ๋มเกริ่นก่อน จากนั้นจึงเริ่มเล่าประวัติเกี่ยวกับโภคินให้อคิราภ์ฟังอย่างมันปาก

          “เกิดวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน เรียนจบตรีวารสารศาสตร์จากอังกฤษตอนอายุ 22 และก็มาเป็นดาราซุปตาร์อยู่ไม่ถึงปี ก็ออกจาวงการไปเรียนจนจบโทที่ออสเตเรียเกี่ยวกับพวกมัลติมีเดียนี่แหล่ะ จากนั้นก็กลับมาไทยผันตัวมาเป็นคอลัมนิตส์ติสส์แตก ท่องไปเกือบทั่วไทยแล้วมั้ง”

          เธอหยิบสมุดจดบันทึกออกมาเพื่อจดทุกอย่างที่เจ๊จุ๋มพูด และรู้สึกทึ่งชายหนุ่มไปพร้อมๆกัน “ตอนนี้เขาอายุเท่าไหร่ละนะเจ๊”

          “ก็แก่กว่านางแพรวรินทร์ไป 5 ปี คงจะกำลัง 25 ในเดือนหน้าแหล่ะ ประมาณนั้น” อคิราภ์เองก็กำลังจะ 21ในเดือนหน้า ซึ่งบังเอิญว่า เป็นวันเดียวกับวันเกิดของโภคินพอดี

          ‘ให้ตายเถอะ ใครใช้ให้มาเกิดวันเดียวกับเราวะ’ เธอบ่นกับตัวเองในใจ

          “สิ่งที่ชอบ เกลียด กลัว ล่ะเจ๊ ข้อนี้สำคัญมากนะ” โดยเฉพาะกับเรื่องสิ่งที่เขากลัว เธอล่ะอยากรู้นักเรื่องนี้

          “แต่ไหนแต่ไร คุณโภคินเขาเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปมาก อาหารที่ชอบก็ ข้าวห่อไข่ สีโปรดคือเขียวเข้ม ชอบอ่านและก็สะสมหนังสือทุกประเภท ชอบเข้าวัดทำบุญฟังธรรมมะทุกครั้งที่มีโอกาส”

          ‘คนอย่างอีตานั่นเนี่ยนะ เข้าวัดได้ด้วย’ ไม่คิดไม่ฝันเลยจริงๆ ว่าชายหนุ่มที่มองโลกในแง่ร้าย ปากจัด ถากถางด่าคนเก่งเสียขนาดนั้น จะธรรมมะธรรมโมกับคนอื่นเป็นด้วย บุคลิกไม่ให้เลย

          “เขาเกลียดการถูกขัดใจ อะไรที่ไม่ได้ดั่งใจมันจะทำให้เขาหงุดหงิด หล่อนน่าจะพอรู้แล้ว ว่ามันจะเป็นอย่างไรในยามที่เขาหงุดหงิด” ข้อนั้นเธอพอจะรู้นิดหน่อย(รึเปล่า)

          “ฉันไม่รู้หรอกว่าเขากลัวอะไร แต่เขามักจะเปิดไฟนอนเสมอ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม”

          เจ๊จุ๋มวางสายไปแล้ว เพราะมีงานด่วนเข้ามา อคิราภ์จึงต้องเดินกลับบ้านของโภคิน โดยไร้ซึ่งแผนในการเอาคืน นั่นเป็นเพราะเธอยังคิดไม่ออก

          เผลอครู่เดียว เธอก็เดินมาถึงหน้าบ้านของเขาแล้ว เดินมาตัวเปล่า ไร้ถุงก๋วยเตี๋ยวแบบนี้ เธอคงได้รู้ฤทธิ์ความหงุดหงิดของเขาแน่ แต่จะทำอย่างไรได้ ก็ในเมื่อวันนี้เป็นวันหยุดประจำของร้าน

          “กลับมาแล้วค่ะ” น้ำเสียงของเธอ บ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด “วันนี้ร้านปิด เพราะเป็นวันอาทิตย์ค่ะ” เธอพูดพร้อมกับทำใจพร้อมตั้งรับคำดุด่าจากเขา แต่ผิดคาด

          “เหรอ” เขาตอบเสียงเรียบ ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้บ่งบอกว่าหงุดหงิดหรือแต่อย่างไร เขาเพียงแต่มองหน้าของเธอนิ่งครู่เดียว ก่อนจะก้มลงไปทำงานต่อ

          “ให้ฉันทำอะไรให้ทานไหมคะ ตอนนี้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวคุณจะหิวจนปวดท้องได้นะคะ” อคิราภ์ก้มมองดูนาฬิกา นี่มันเกือบจะบ่ายโมงแล้วต่างหาก เขาทนอยู่ได้อย่างไรจนป่านนี้

          “ไม่ต้อง เธอมีงานอะไรก็ไปทำ ฉันยังไม่หิว” โภคินดูมุ่งมั่นกับงานตรงหน้ามาก จนไม่สนใจที่จะหาเรื่องให้เธอมาทำอีก แม้แต่จะออกคำสั่ง เขาก็ยังไม่อยากคิดในตอนนี้ ย้ำว่า คงแค่ตอนนี้เท่านั้น

          “ค่ะ” เธอตอบรับเขาสั้นๆ ก่อนจะเดินไปหยิบหนังสือประวัติศาสตร์ของตนมานั่งอ่านตรงโต๊ะอาหาร ซึ่งตรงกับประตูห้องทำงานของโภคินพอดี เพื่อที่เธอจะได้เห็นและรับคำสั่งของเขาถนัด ว่าเขาต้องการใช้เธอรึเปล่า

          ดวงตากลมของหญิงสาวหนักอึ้งจนเผลอฟุบหลับไปคากองหนังสือ อย่างหมดเรี่ยวหมดแรง ไม่รู้ว่าเธอหลับไปนานเท่าไหร่ แต่เธอหลับลึกสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเป็นเพราะ วันนี้เธอวิ่งวุ่นทั้งวัน แถมเมื่อคืนก็มัวแต่อ่านหนังสือจนเกือบเช้า ร่างกายจึงต้องการการพักผ่อนอย่างหนัก

          แต่ถึงจะหลับลึกสักแค่ไหน ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยแรงลมและเสียงที่ฟาดของบางสิ่งลงมาบนโต๊ะอาหาร เธองัวเงียยังงงว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งเห็นใบหน้ามีแววไม่พอใจยืนค้ำอยู่เหนือศีรษะ เธอก็คิดออกทันทีว่าอยู่ที่ไหน ชายคนนี้เป็นใคร และเหตุใด เขาจึงต้องทำหน้าเช่นนั้น

          “เธอต้องทำให้ครบก่อนวันพรุ่งนี้” โภคินพูดเสียงเข้ม อย่างต้องการข่มขู่หญิงสาวที่แอบหลับในเวลางาน

          อคิราภ์หยิบแฟ้มสีขาวขึ้นมาเปิดอ่าน ก็พบว่า เนื้องานที่เขาต้องการให้เธอทำให้เสร็จก่อนวันพรุ่งนี้ นั้นออกจะดูงงๆซึ่งมันคือชื่อของสถานที่ที่น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดหนองบัวลำภู แต่ที่เธอสงสัยก็คือ “ให้ทำอะไรเหรอคะ”

          โภคินถอนหายใจอย่างกับว่าเขาต้องการจะควบคุมอารมณ์ของตนเอง มิให้มันประทุออกมา เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างหญิงสาว จากนั้นก็เลื่อนกองหนังสือกับสมุดจดบันทึกเล็กเชอร์ของเธอออกไปหาเขา เธอขมวดคิ้วอย่างสังหรณ์พิกลเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังจะทำกับของของเธอ และภาวนาในใจไม่ให้เขาทำอะไรที่มันไม่ดีเลย

          โครม!...โครม!

          หนังสือประวัติศาสตร์ทั้งสองเล่มของเธอถูกโยนเข้าถังขยะอย่างแม่นยำ อคิราภ์ตะลึงงันตาโตกับการกระทำอันหยาบคายของเขา ยังไม่พอ เขายังหยิบสมุดบันทึกของเธอขึ้นมาฉีกเป็นสองส่วนโดยง่ายดาย คล้ายกับว่ามันเป็นเพียงแค่แผ่นกระดาษบางๆเท่านั้น

          “คุณโภคิน!!” เธออารมณ์ระเบิดอารมณ์ออกมาตะคอกเรียกชื่อใส่หน้าของเขาอย่างไม่เกรงกลัวอะไรอีก เพราะสิ่งที่เขาทำนั้นมันเกินกว่าคำว่าการกลั่นแกล้งกว่าที่ผ่านๆมา “คุณไม่มีสิทธิที่จะทำแบบนี้”

          โภคินยังคงทำหน้านิ่งไร้การสำนึกผิดพร้อมกับชูนิ้วขึ้นมา “ข้อหนึ่ง หนังสือพวกนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอไม่ยอมทำตามที่ฉันสั่ง เพราะฉันสั่งเธอว่ามีงานอะไรทำก็ไปทำ ไม่ใช่ให้มานั่งอ่านหนังสือในเวลางาน ข้อสอง เธอหลับในเวลาทำงาน ในขณะที่ฉันต้องจ่ายเงินให้เธอเต็มจำนวน ข้อสาม ฉันพูดกับเธอไปแล้วว่าให้เธอทำอะไร แต่เธอดันหลับโดยไม่สนใจฟังในสิ่งที่ฉันพูด ข้อสี่ ในฐานะที่ฉันเป็นคนจ่ายเงินให้เธอ ฉันมีสิทธิที่จะทำแบบนี้”

          พูดจบ เขาก็โปรยเศษกระดาษจากสมุดจดบันทึกของเธอลงพื้น เศษกระดาษกระจายไปทั่วอย่างน่าใจหาย อคิราภ์ยืนมองด้วยลำคอตีบตัน สองมือกำหมัดแน่นอย่างรู้สึกเกลียดชังชายหนุ่มคนนี้

          “ฉันขอแนะนำละกัน อย่างเธอเนี่ย ไม่เหมาะกับงานผู้ช่วยนี้หรอก เพราะเธอ ยังเด็ก ยังสาวและก็ยัง....ฉันว่าน่าจะไปทำงานอื่นมากกว่านะ เช่นงานที่ผู้หญิงเขาทำกันน่ะ” เขามองพิจารณาหญิงสาวตั้งหัวจรดเท้า จนเธอรู้สึกเหมือนยืนเปลือยเปล่าตรงหน้า ก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างอดทนไม่ไหว “หรือว่าที่เธอมาเป็นผู้ช่วยของฉัน นั่นเป็นเพราะ เธออยากจะอยู่ใกล้ฉัน....หวังอะไรแบบนั้นไหม เพราะถ้าอยาก ฉันจะสงเคราะห์ให้เอาบุญละกัน”

          เธอปาดน้ำตาออกจากแก้ม พร้อมกับถอยร่นออกห่างจากเขาด้วยความรู้สึกเป็นลบ “ผู้ชายปากร้ายหยาบคายอย่างคุณน่ะ ไม่มีใครเขาจะอยากเข้าใกล้หรอกค่ะ” หญิงสาวพูดขึ้นเสียงสั่น “ขอบคุณที่แนะนำนะคะ แต่คนอย่างฉันมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่ทำตามคำแนะนำหรือข้อเสนอของคุณ”

          โภคินลุกขึ้นยืนบ้าง สีหน้ายังคงนิ่งเรียบเฉยและเฉื่อยชา ซึ่งทำให้เธอรู้สึกผิดหวังที่เขาไม่แสดงความสำนึกผิดออกมาเลยแม้แต่น้อย

          “ถ้าเธอทนการกระทำของฉันไม่ได้ ทนคำพูดของฉันไม่ได้ ทนทำตามคำสั่งของฉันต่อไปไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาเป็นผู้ช่วยของฉัน.....แค่นั้น”

          เธอไม่ยืนเฉยให้เขาพูดเหยียดหยามอีกต่อไป รีบเดินไปที่ถังขยะ หยิบเอาหนังสือทั้งสองเล่มที่เขาโยนทิ้งออกมา หากว่าเขาไม่ยืนจ้องอยู่อย่างนั้น เธอก็จะรีบไปเก็บเศษกระดาษจากสมุดของเธอ ซึ่งเรี่ยราดเต็มพื้น และเมื่อนึกถึงสภาพที่เขาจะต้องเก็บกวาดเอง อคิราภ์ก็รีบบึ่งเดินออกไปจากบ้านโดยไร้การล่ำลาใดๆ

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
9.5 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9.5 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา