My wonder girl มหัศจรรย์เรียกรัก

9.3

เขียนโดย ฤดูฝนพรำ

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 เวลา 17.34 น.

  7 ตอน
  7 วิจารณ์
  2,850 อ่าน
แชร์นิยาย Share Share Share

 

5) เรื่องเมื่ออดีต

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

 

กุญแจห้องถูกไขส่งเสียงดังก๊อกแก๊ก ก่อนที่ประตูจะเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงของชายหนุ่มในชุดนักศึกษาเรียบร้อย แม้ว่าเวลานี้จะปาเข้าไป 4 ทุ่มแล้วก็ตาม แต่วันเวลาก็ไม่สามารถทำอะไรกับความเนี้ยบของอดิรุจได้เลย

          ดวงตาคมมองเข้าไปในห้องพักที่มืดมิด ก่อนจะขมวดคิ้วสงสัย ว่าผู้อยู่อาศัยอีกคนไปไหน ทั้งที่ทุกวันในห้องจะถูกเปิดไฟสว่างไว้ แต่วันนี้กลับเงียบ ไร้ร่องรอยของคน

          “ไอ้คิรา...แกกลับมารึยัง” มือหนาคลายเนคไทออกจากคอเสื้อ พร้อมกับเดินเรียกหาญาติคนสนิทที่อาศัยอยู่ด้วยกัน จนกระทั่งมาถึงห้องเจ้าหล่อน ก็พบว่าประตูห้องเปิดอ้าทิ้งไว้

          บนเตียงมีร่างเล็กบางนอนขดคว่ำหน้าอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปปลุกเขย่าให้หญิงสาวตื่น “เฮ้ย! คิรา ทำไมไม่อาบน้ำก่อนจะนอนล่ะ สกปรกจริงๆเลยนะแกเนี่ย”

          หญิงสาวเจ้าของชื่อขยับกายลุกขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง อดิรุจจึงเอื้อมมือไปกดสวิท์ซไฟตรงหัวเตียงให้ห้องสว่างขึ้น

          “เออๆ เดี๋ยวจะไปอาบ ขอเก็บของก่อน” ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองลูกพี่ลูกน้องสาวอย่างไม่เข้าใจ ว่าเธอนั้นหมายถึงอะไร

          “แกหมายความว่าไง...เก็บของอะไร แกจะไปไหน” เขาถามพร้อมกับมองตามหญิงสาวที่ลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของเธอเอง

          “ฉันจะกลับบ้าน” มือบางของอคิราภ์หยิบเสื้อผ้าออกจากตู้พร้อมกับโยนไปพาดไว้ที่เตียง หลายต่อหลายชุด

          อดิรุจผู้มีนิสัยรักความเรียบร้อย จึงหยิบเสื้อผ้าบางตัวของหญิงสาวขึ้นมาพับให้สวยงามเป็นระเบียบอย่างคุ้นชินมือ เพราะแม่ของเขาเคยสอนให้เขาเป็นคนที่มีระเบียบ หากไม่ทำเอง แล้วใครจะมาทำให้

          “กลับบ้าน? แล้วงานของแกล่ะ ไม่ต้องทำแล้วเหรอ” เธอยังยักไหล่ ไม่ใส่ใจสิ่งที่เขาพูด นี่มันอะไรกัน อยู่ดีๆ ผู้หญิงตรงหน้าก็ดูจะไม่สนใจงานซึ่งเป็นแหล่งที่มาของเงินไปเสียอย่างนั้น

          “ฉันลาพวกงานสอนแล้ว ส่วนงานอื่น...ฉันคงไม่กลับไปทำแล้วล่ะ” อคิราภ์ดูเศร้า ยามเอ่ยถึงงานอื่นที่น่าจะเป็นงานหลัก ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าไปมุ่งมั่นกับการแพ็คเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแทน

          “ทำไมล่ะ ไหนว่างานดีเงินเยอะไม่ใช่เหรอ เพราะอะไรถึงได้เปลี่ยนใจเร็วนักล่ะ” หญิงสาวชะงักคิดตามที่ญาติผู้พี่พูด จริงอยู่ที่เป็นแบบนั้น แต่เธอจะไม่ทนอยู่กับคนปากร้าย และหยาบคายถึงขนาดกล้าดีมาฉีกสมุดบันทึกแสนรักของเธอ จ้างให้เธอก็ไม่ให้อภัยหรอก

          “งานดี แต่เจ้านายนิสัยแย่ หึ ฉันยอมกู้เงินไปเรียนดีกว่า จะให้ไปทำงานกับคนแบบนั้น”

          อดิรุจลุกขึ้นยืน ปลดกระดุมเสื้อเตรียมจะไปอาบน้ำชำระล้างเชื้อโรคที่อาจติดมาจากวอร์ดของโรงพยาบาลที่เขาได้ไปศึกษาดูงานอยู่นั่นจนกว่าจะจบหลักสูตร “แล้วตกลงยังไงเรื่องเงินที่แกจะเอาไปเรียน ฉันว่านะ แกไปขอคุณปู่ดีกว่ามาลำบากหาเองแบบนี้”

          ชายหนุ่มหมายถึงคุณปู่ของเขา ซึ่งก็คือคุณตาของอคิราภ์ เพราะพ่อของอดิรุจเป็นพี่ชายแท้ๆของแม่ของอคิราภ์ จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะเรียกชายอาวุโสต่างกันอย่างที่เห็น

          “หึ...โธ่ไอ้แมนเอ้ย แกก็รู้ว่าฉันก้าวเข้าไปในบ้านหลังไม่ได้ ทุกคนในบ้านต่างก็แอนตี้ฉันหมด ไม่เว้นแม้แต่ตัวคุณตาเอง” และยิ่งพูดเข้าเรื่องอดีตอันแสนเศร้าของครอบครัว เธอก็ยิ่งอยากจะกลับบ้าน ญาติหนุ่มจึงขยี้ศีรษะที่มีผมยาวสีน้ำตาลอ่อนเป็นการปลอบใจ

          เรื่องนี้โทษหญิงสาวไม่ได้ ที่ครอบครัวฝ่ายแม่พากันเกลียดและตัดขาดเธอและแม่ออกจากตระกูล นั่งเพียงเพราะแม่ของเธอไปตกหลุมรักและแต่งงานกับพ่อของเธอ ซึ่งมีสถานะเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีหน้ามีตาในสังคมไฮโซ แทนที่จะไปแต่งงานกับชายอีกคนที่ตระกูลทั้งสองได้ตกลงตามข้อสัญญาของคนเฒ่าคนแก่เมื่อครั้งอดีตอันนมนานมาแล้ว

          อคิราภ์เคยฟังเรื่องนี้เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อย เพราะเธอเคยถามแม่ของเธอว่าเธอนั้นมีญาติที่ไหนไหม ทำไมแม่จึงดูโดดเดี่ยว แม่ของเธอไม่มีพี่หรือน้องเหมือนกับพ่อแม่ของคนอื่นหรืออย่างไร

          แม่ของเธอจึงตัดสินใจติดต่อกับพี่ชายคนโตของแม่ ซึ่งก็คือพ่อของอดิรุจ ที่ให้อภัยและพยายามติดต่อกับแม่ของเธอมานาน จนกระทั่งเธอได้ถูกเชิญชวนให้ไปอยู่กับลุง พ่อของอดิรุจ ที่กรุงเทพ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นความดราม่าการใช้ชีวิตวัยเด็กในเมืองกรุง บวกกับสถานที่อยู่อาศัยคือบ้านคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลชื่อดัง

          เพราะทันทีที่เธอได้ก้าวเข้าไปในคฤหาสน์หลังนั้น เธอก็รับรู้โดยสัญชาตญาณว่า มีคนไม่ชอบเธอหลายคน และแต่ละคนก็ใจร้ายกับเธอ เว้นแต่ลุงพ่อของอดิรุจ ตัวอดิรุจที่อายุใกล้เคียงกับเธอ และก็แม่ของอดิรุจที่ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว

          เธอได้เรียนเข้าเรียนชั้นประถมของโรงเรียนเอกชนชื่อดัง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รวมทั้งชั้นประถมและชั้นมัธยมต้นอยู่ร่วมกันในตอนนั้น เธอจึงมีโอกาสได้พบเจอคนหลากหลายมากมาย รวมทั้ง....รักแรกของเธอ

          ตอนนั้นเธออยู่ชั้นป.6 และอายุเพียง 11 ปี เพราะเข้าเรียนระบบก่อนเกณฑ์ การย้ายโรงเรียนและการเป็นเด็กตัวคำคล้ำไหม้แดดที่มาจากแถบโซนทำเกษตรกรรมของต่างจังหวัด ทำให้ไม่มียอมใครคบหาเป็นเพื่อนกับเธอ นอกจากอดิรุจคนเดียว เธอจึงสนิทกับอดิรุจมากที่สุดมานับจากนั้น

          นิสัยของอคิราภ์เป็นคนที่ซุกซนมาก เธอปีนต้นไม้มาแล้วทุกต้นที่อยู่ในคฤหาสน์ ทำเอาเหล่าพนักงานที่คอยดูแลบ้านต้องปวดหัวกับความซุกซนของเธอ นั่นเพราะเธอไม่ชอบเล่นอะไรแบบที่เด็กผู้หญิงทั่วไปเขาเล่นกัน ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยาก แต่เพราะไม่มีใครยอมให้เธอเล่นด้วยต่างหาก

          เธอมีลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงซึ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่น แก่กว่าเธอ 4 ปี เป็นลูกสาวของคุณลุงอีกคนซึ่งเป็นพี่ชายฝาแฝดของแม่ของเธอ เธอมักจะโดนแกล้งจากครอบครัวของลุงคนกลางเสมอ ทั้งโดนด่า โดนว่านานาสารพัด รวมทั้งคุณตาของเธอ ที่ไม่ยอมให้เธอเรียกว่าคุณตา ไม่ยอมแม้แต่จะให้เธอเข้าใกล้ ไม่ยอมแม้แต่จะให้เธอพูดด้วย จนบ่อยครั้งเธอต้องแอบมาร้องให้เงียบๆคนเดียว บนกิ่งต้นไม้ริมสระบัวของคฤหาสน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาเห็นว่าเธอร้องไห้นั่นเอง

          จนกระทั่งถึงวันดวงเกือบซวยของเธอ กิ่งไม้เจ้ากรรมที่ดูจะแข็งแรง ดันหักโครมลงไปยังพื้นน้ำด้านล่าง ที่น่ากังวลก็คือ ตัวอคิราภ์นั้น ว่ายน้ำไม่เป็น จึงสำลักกินน้ำเข้าไปหลายอึกจนหมดแรงจมลงไป และเผอิญเป็นโชคดีของเธอที่มีคนเดินมาตรงศาลาริมสระพอดี ก็เลยเห็นว่าเธอกำลังจมน้ำ จึงรีบกระโดดลงไปช่วยอย่างไม่ลังเล

          เธอฟื้นขึ้นมาด้วยแรงลมผายปอดจากใครสักคนที่ช่วยเธอไว้ แม้จะมองเห็นลางๆ เธอก็ยังสามารถจดจำใบหน้านั้นได้ ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้ช่วยชีวิตเธอไว้ ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้ช่วงชิงหัวใจน้อยๆดวงนี้ของเธอไปตั้งแต่เขาจรดริมฝีปากผายปอดเพื่อพาเธอกลับมายังโลกนี้

          เด็กหนุ่มคนนั้นเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับเธอ และอยู่ชั้นม.3 เธอจึงมีโอกาสได้เจอเขาแบบห่างๆห่วงๆหวงๆ คอยแอบตามดูทุกที่ที่เขาไป ถึงขนาดแอบเอาขนมไปใส่ไว้ในล็อกเกอร์เก็บของเด็กหนุ่มคนนั้น เรียกได้ว่าเป็นปั้บปี้เลิฟเล็กๆ แต่จริงจังน่าดู เมื่อเธอได้รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นแอบชอบเด็กผู้หญิงชุมนุมนาฏศิลป์ที่อยู่ ม.2 ความอิจฉามันจู่โจมเข้ามาเต็มหัวใจจนเธอต้องหาทางระบายใส่อดิรุจ เพื่อให้อดิรุจทำการช่วยเหลือเธอโดยด่วน ก่อนที่เธอจะเสียเด็กหนุ่มคนนั้นไป

          “ทำไมแกทำหน้าอย่างนั้นวะ ไอ้คิรา” อดิรุจที่ยืนมองลูกพี่ลูกน้องสาวอยู่นานถึงกับร้องทัก เมื่อเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ “ทำหน้าอย่างกับสมัยป.6 ที่แกไปแอบชอบใครนะ ไอ้ที่เป็นรุ่นพี่น่ะ”

          อคิราภ์หันขวับเมื่อญาติหนุ่มเดาถูก “แกรู้ได้ไง ว่าฉันกำลังคิดถึงเรื่องนั้นอยู่จริงๆ”

          “เฮ้ย! แกคิดอยู่จริงดิ” เขาทำหน้าตกใจเมื่อเขาเดาถูกจริงๆ

          เธอกึ่งยิ้มกึ่งขำเมื่อนึกถึงเรื่องในตอนนั้น เพราะเธอใช้อดิรุจเข้าไปจีบเด็กสาวนาฏศิลป์คนนั้น เพื่อที่เด็กหนุ่มที่เธอชอบจะได้อกหัก แต่ปรากฏว่า เธอดันไปสร้างชนวนที่ทำให้เด็กหนุ่มจริงจังในการจีบเด็กสาวนาฏศิลป์มากไปกว่าเดิม จนอดิรุจก็ต้องยอมแพ้ถอยออกมา

          “ฉันยังจำได้ แกนั่งร้องไห้ขี้มูกย้อย เมื่อรู้ว่าไอ้รุ่นพี่นั่นคบกับ...เด็กนาฏศิลป์ที่สุดแสนจะสวย น่ารัก เรียบร้อย เพอร์เฟคกว่าแกหลายเท่า” หมอนใบใหญ่ลอยเข้าไปโดนหน้าของชายหนุ่มเต็มๆ เมื่อคนขว้างหมอน โดนล้อเรื่องปมในอดีต

          “มันเจ็บปวดมากจริงๆ ความรู้สึกด้อยแบบนั้น ฉันอยากจะลืมๆมันไป” เธอมองขวางไปที่ญาติหนุ่ม ก่อนจะพูดเป็นเชิงคำสั่งกับเขา “หุบปากไปเลยไอ้แมน ไปอาบน้ำไป ตัวมีแต่เชื้อโรค ไปไป๊”

          มือบางโบกไล่ญาติหนุ่มให้ออกไปจากห้องของตน ก่อนจะปิดประตูห้องไล่หลังเขาพร้อมกับเอ็นตัวพิงหลังติดกับประตูเพื่อพยายามสงบจิตใจกับความคิดให้สงบลงไม่ฟุ้งซ่านวนไปคิดเรื่องในอดีตอีก

 

 

“พี่รา...พี่รา!” เสียงหวานร้องเรียกหาเพื่อนรุ่นพี่ ก่อนมือบางของหญิงสาวจะถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปในบ้านหลังเล็กอย่างที่เธอไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครหรือแม้แต่ตัวเจ้าของบ้านเอง

          ในบ้านมีอากาศที่เย็นสบายกว่าอากาศด้านนอก แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ส่องลอดผ่านบานกระจกของหน้าต่าง เพื่อบ่งบอกว่า นี่เป็นเวลาช่วงสายของวันที่มีอากาศแจ่มใสไร้เมฆฝน

          ความเงียบอันน่าอึดอัดใจโอบล้อมจิตใจของแพรวรินทร์ ชวนให้เธอฉงนใจ เธอต้องมาผิดเที่ยวแน่ๆ เพราะที่นี่ ไม่มีแม้แต่เงาของเพื่อนรุ่นพี่ที่เธอตามหา

          บางทีเพื่อนรุ่นพี่ของเธออาจจะอยู่ในที่ที่ได้ยินเสียงลำบาก หากว่าเธอจะเรียกเสียงดังอีกสักหน่อย ก็คงไม่เป็นไร “พี่รา!...พี่รา!!”

          “เสียงดังอะไรห๊ายายแพรว โวยวายตั้งแต่เช้าเชียว” เสียงทุ้มของชายหัวกระเซิง ดังมาพร้อมกับร่างสูงก้าวเซออกจากห้องนอนคล้ายคนยังตื่นไม่เต็มที่

          “เช้าอะไรกัน นี่มันเก้าโมงจะสิบโมงอยู่แล้วพี่คิน ทำไมพี่ถึงตื่นสายเนี่ย” เธอเดินเข้าไปหาพี่ชายตัวแสบ ก่อนจะพิจารณาสภาพของเขาว่าเขาคงจะพึ่งตื่นจริงๆ ทั้งที่ปกติชายหนุ่มนั้น จะเป็นคนที่ชอบตื่นเช้ามาก แล้วเหตุใด เขาถึงได้ตื่นสายได้

          “อ้าว...สายเหรอ” มือหนาขยี้ตา มองนาฬิกาบนฝาผนัง ปรากฏเป็นเวลาจริงดั่งที่น้องสาวของเขาบอก ก่อนจะคิดก่นด่าตนเองในใจ ที่ตื่นสายจนได้

          เหตุผลที่เขาตื่นสายก็คือ การนอนดึก ไม่สิ เขาพึ่งจะข่มตานอนหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง เพราะว่าเขาดันมัวแต่กลุ้มใจกับเรื่องบางเรื่องที่เขาไม่ควรจะเก็บมาคิด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากสำหรับเขา แต่ทำไมเขาถึงเอาแต่คิดทั้งคืนได้ ชายหนุ่มเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เช่นกัน

          “พี่ราล่ะ” ชื่อนั้นทำเอาหัวใจของโภคินตกหายลงไปอยู่ตาตุ่มเท้าโดยฉับพลัน จนเขาต้องรีบแสร้งทำเดินไปหย่อนตัวนั่งเหยียดกายลงกับโซฟาตัวเก่ง

          “ใคร” ทั้งที่เขาก็รู้ว่าแพรวรินทร์หมายถึงใคร แต่ก็ยังแสร้งถามทำเป็นไม่รู้จัก

          “พี่รา ก็คือ อคิราภ์ ผู้ช่วยคนใหม่ของพี่ไง นี่เข้าป่าเยอะจนสมองฝ่อไปแล้วเหรอ ถึงได้ลืมไปเรื่อยแบบนี้น่ะ” ใบหน้าหงิกงอของแพรวรินทร์แสดงถึงความไม่พอใจที่มีต่อพี่ชายแท้ๆอย่างเขา ที่ทำเป็นลืมเพื่อนรุ่นพี่คนสนิทของเธอได้ลงคอ

          โภคินไม่พูดตอบอะไร เขาเพียงแต่นอนนิ่งมองฝ้าเพดานของบ้าน ทั้งที่ในใจของเขานั้น กำลังปั่นป่วนกับชื่อนั้นอยู่

          “แพรวโทรหาเขาไม่ติด ก็เลยมาที่บ้านนี่ เพราะคิดว่าพี่รามาแล้ว แต่ก็ดันเจอแต่พี่ชายที่มีสภาพอย่างกับคนจรจัด แถมยังสมองฝ่ออีกต่างหาก เซ็งจริงๆเลย” เธอบ่นพร้อมกับมองตรงไปยังพี่ชายตัวเจ้าปัญหา พลางนึกเอะใจ ว่าท่าทางพฤติกรรมของโภคินนั้นมันแปลกๆ คล้ายกับเขากำลังเก็บงำอะไรอยู่ บวกกับการมาทำงานสายของอคิราภ์ ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่ยอมมา เพราะเท่าที่รู้จักกับเพื่อนรุ่นพี่คนนี้ เธอจะเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก มากเสียจนไม่เคยสายให้เห็นเลย นอกเสียจาก....

          “เกิดอะไรขึ้นพี่คิน” เธอเดินไปจ้องหน้าและถามโภคินเสียงแข็ง “พี่คินไล่พี่ราออกเหรอ”

          คนถูกถามพยายามหลบตา ไม่หันมาตอบคำถาม เธอจึงใช้หมอนที่อยู่บนโซฟาฟาดใส่เขาเต็มแรงอย่างคนเหลืออด เพราะเธอกำลังโกรธเขาจริงๆ โกรธที่ทำกับเพื่อนของเธอแบบนั้น โกรธที่เขานิสัยไม่ดีกับใครก็ตามที่พยายามมาเป็นผู้ช่วยของเขา ทำไม เขามีเหตุผลอะไรถึงได้ทำอย่างนั้น

          “โอ๊ย! นี่ยายแพรว ฉันเป็นพี่ของแกนะ! มาตีกันทำไมเนี่ย” โภคินลุกขึ้นมาโวยวายใส่น้องสาวที่ใช้หมอนฟาดตนเองเสียแรงจนตกใจมากกว่าจะเจ็บหรือแสบ

          “แพรวจะตีให้ความหยาบคายของพี่คินออกไปให้หมด พี่คินคนที่แสนดี อบอุ่น สุภาพ เรียบร้อยคนเก่าจะได้กลับมาแทนไอ้คนนี้” ว่าแล้วเธอก็หยิกไปที่แขนของพี่ชายอีกทีให้หายหมั่นไส้

          “ช่วยบอกเหตุผลที่จะไม่ทำให้แพรวโกรธพี่คินไปมากกว่านี้หน่อยได้ไหม เพราะอะไร พี่ถึงต้องไล่เพื่อนของแพรวออกด้วย”

          เหตุผล? เขาไม่มีเหตุผลหรอก หรืออาจจะมี ทำไมเขาถึงได้ไล่อคิราภ์ เปล่าเสียหน่อย เธอออกไปเองต่างหาก “ไม่ได้ไล่ แค่เสนอทางให้แล้วเขาก็ออกเอง”

          “แพรวรู้อยู่แล้ว ว่าพี่คินต้องพูดแบบนี้แน่” แพรวรินทร์สีหน้าหงุดหงิดกว่าเดิมเมื่อได้ฟังคำตอบ “พี่ราเป็นคนที่มีความพยายามสูง ไม่เคยยอมแพ้ แต่ถ้าหากว่ายอมถอย ก็แสดงว่าสิ่งที่เผชิญอยู่มันสุดแสนจะเกินทน พี่คินน่าจะรู้ตัวได้แล้วนะ ว่าตัวเองนิสัยเสียแค่ไหน”

          เธอพูดเหมือนกับว่า เขาทำอะไรไม่ดีไม่ร้ายกับยายผู้ช่วยพลังช้างนั่น ทั้งๆที่เขาไม่ทำอะไรเลย(?) ซึ่งเขายอมไม่ได้กับข้อกล่าวหานี้

          “เฮ้! ฉันไม่ได้ปล้ำเพื่อนของแกซะหน่อย ทำไมต้องว่าฉันขนาดนี้เนี่ย อย่าลืมสิ ฉันเป็นพี่ชายแท้ๆของแกนะ ไม่ใช่แม่คนนั้นเป็น” เขาแย้งเสียงแข็ง และอยู่ดีๆ ใบหน้าที่เจ็บปวดอาบไปด้วยน้ำตายามมองไปยังสมุดบันทึกแยกกระจายเต็มพื้นก็แวบเข้ามาในหัวอีก มือหนาจึงเสยผมขึ้นอย่างที่ชอบทำเป็นประจำยามวิตกกังวล

          ไม่!! เขาไม่ได้ทำเกินไป ก็อีแค่สมุดจดบันทึกทั่วไป ไม่มีข้อมูลสำคัญอะไรมากมาย นอกจากเนื้อหาสรุปใจความในหนังสือประวัติศาสตร์ และก็...ประวัติเกือบละเอียดที่เกี่ยวกับตัวเขา ซึ่งเขาเห็นมันเมื่อคืนในตอนที่เริ่มเก็บกวาดเศษกระดาษ

          “แล้วพี่ทำอะไร บอกแพรวมาตามตรงนะ” แพรวรินทร์เดินเข้ามาจ้องหน้าเค้นความจากเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจบอกไป เพราะกลัวน้องสาวจะโกรธตน หรือบางทีหากเขาบอกไป เธออาจจะโกรธมากกว่าที่จะหายโกรธก็เป็นได้

          “ก็แค่เอาหนังสือของแม่คนนั่นทิ้ง...ในถังขยะ” ใบหน้าของแพรวรินทร์ดูตะลึงตกใจในทันที “กับฉีกสมุดบันทึก...สมุดนั่นแหล่ะ”

          ชายหนุ่มชี้ไปยังกล่องอันเต็มไปด้วยเศษกระดาษหรือที่เขาบอกว่ามันคือสมุดจดบันทึกของอคิราภ์ รอยปกสันถูกฉีกแบ่งครึ่ง คล้ายกับแยกออกไปเป็นอีกเล่ม เท่าที่ดูมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก แค่มีเศษกระดาษของหน้าบันทึกหลุดออกมาเท่านั้น หากจะซ่อม ก็ยังพอซ่อมได้ นั่นก็เพราะเขาจงใจฉีกให้มันเป็นแบบนั้น

          มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ เขาไม่คิดว่าอคิราภ์จะกล้าตะโกนใส่หน้าของเขาหลังจากที่เขาโยนหนังสือลงถังขยะ ใช่แล้ว เขาตั้งใจจะยั่วโมโหเธอเท่านั้น แต่ผลที่ออกมาปรากฏว่า กลายเป็นโภคินที่โมโหเอง จึงเผลอฉีกสมุดและโยนทิ้ง ใครจะรู้ว่าเจ้าหล่อนจะโกรธมากถึงขนาดร้องไห้ออกมา

          ด้วยอคติที่มักคิดว่า ผู้หญิงมักจะแกล้งมารยาทำเป็นบีบน้ำตาเพื่อให้เขาเห็นใจ และใจอ่อน เขาจึงพูดจารุนแรงกับเธอไป เพื่อให้เธอเปลี่ยนใจแสดงธาตุแท้ออกมา และตัดสินใจลาออก ผลที่ออกมามันเกินคาด เธอย้อนด่าเขาอย่างเหลืออด แถมยังเดินไปหยิบหนังสือที่ห่วงยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง จากนั้นก็จ้ำอ้าวออกไปจากบ้านโดยไร้การเหลียวหลังกลับมามอง ผิดกับผู้หญิงทั่วไปที่จะต้องรอให้ง้อ

          แพรวรินทร์ยืนมองสมุดบันทึกด้วยสายตาสุดอาลัย ก่อนจะส่ายหัวไปมา “มันเป็นของขวัญวันเรียนจบของพี่รา...แพรวเป็นคนให้เอง”

          เธอพูดพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูข้อความที่ถูกส่งมา เป็นข้อความเร่งจากกลุ่มเพื่อนรุ่นพี่ที่นัดเจอกัน ซึ่งเธอจะต้องไปด้วย ด้วยความที่ไม่มีใครติดต่ออคิราภ์ได้ เธอจึงลงทุนขับรถมาที่บ้านของพี่ชาย เพราะคิดว่าคนที่เธอตามหาทำงานอยู่ แต่แล้วความจริงมันกลับไม่ใช่อย่างที่เธอคิดเลย

          “พี่คินต้องไปส่งแพรวตอนนี้ ที่ร้านรันนิ่ง เวดดิ้ง ด่วน” จู่ๆ เธอก็หันไปสั่งพี่ชายด้วยคำสั่งเด็ดขาด ทำเอาชายหนุ่มทำหน้าไม่ถูก

          “ฉันพึ่งตื่นนะ น้ำก็ยังไม่ได้อาบเลย” เขาแย้ง ก่อนจะถูกน้องสาวผลักเข้าไปในห้องนอนจนหน้าเกือบคว่ำกับพื้น “อะไรของแกเนี่ย ฉันตามไม่ทันแล้ว”

          “อย่าพูดมาก ไปเตรียมตัว แพรวให้เวลาแค่ 5 นาที อ้อ อย่าลืมโกนหนวดรกๆนั่นด้วยนะ เพราะคุณแม่ต้องอกแตกตายแน่ถ้าเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนในสภาพแบบนี้”

 

 

ตื๊ดๆๆๆๆๆ

          เสียงข้อความสั่นเข้ารัวๆ ทันทีที่เธอเปิดเครื่องโทรศัพท์ อย่างกับเสียงลั่นไกปืนสาดกระห่ากระสุนในจอโทรทัศน์ที่ชายหนุ่มผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของหญิงสาวกำลังนอนดูด้วยความสุขใจกับวันหยุดที่ไม่ค่อยจะมีนัก

          วันนี้ก็เป็นวันหยุดงานของอคิราภ์เช่นกัน แต่เป็นการหยุดระยะยาวจนกว่าเธอจะสามารถหางานใหม่ที่มั่นคงได้ งานที่ไม่ต้องมีเจ้านายงี่เง่า เอาแต่ใจ แถมหยาบคายทั้งการกระทำและคำพูดสุนัขไม่รับประทาน ยิ่งเธอคิดถึงใบหน้าหล่อรกหนวดเครานั่น เธอก็ยิ่งมีอารมณ์(แค้น)ปะทุขึ้น จนเกือบจะขว้างโทรศัพท์ในมือทิ้ง แต่เผอิญว่า ราคาซ่อมเกือบสามพันบาทยังคงค้ำคอเธออยู่ไม่สร่าง

          ข้อความในโทรศัพท์แจ้งเตือนว่า แพรวรินทร์และเหล่าผองเพื่อน กลุ่มเจ้าแม่ทั้ง 5 พยายามติดต่อเธอตั้งแต่เมื่อคืนวาน แต่เพราะโทรศัพท์ของเธอที่พึ่งผ่านการซ่อมมาไม่ถึงวัน กลับนอนแน่นิ่งไม่ยอมแจ้งเตือนใดๆ ด้วยเหตุแบตเตอรี่เสื่อมและเครื่องดับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ อคิราภ์เองก็ยังไม่รู้ แถมเธอยังจำไม่ได้ด้วยว่า เอามันวางไว้ที่ไหน ซึ่งกว่าเธอจะหามันเจอก็กินเวลาเป็นช่วงสายของวันไปแล้ว

          นิ้วเรียวกดโทรออกไปยังหมายเลขของมัสยา รอไม่กี่เสียงตู้ด เพื่อนสาวของเธอก็รับสาย พร้อมกับบรรจงเทศนาทันที จนเธอหาช่องเถียงกลับไม่ทัน

          “ฟื้นคืนชีพแล้วเหรอ นังอคิราภ์ เป็นอะไร ทำไมถึงปิดเครื่อง รู้ไหมว่าพวกฉันเนี่ยพยายามติดต่อแกกันตั้งแต่เมื่อคืน แต่ก็โทรไม่ติด โทรศัพท์แกมันเจ๊งเหมือนเจ้าของไปแล้วหรือยังไง”

          “นี่! ยายมัด แกจะโวยวายเพื่อ? ฉันก็โทรกลับแล้วเนี่ยไง” เธอเถียงมัสยากลับ “แล้วมีอะไรมิทราบยะ”

          “ฉันว่าละ แกต้องลืมแน่ ว่างๆก็ช่วยหัดอ่านแชทกลุ่มบ้างนะ ว่าเขาคุยอะไรกัน” มัสยาบ่นก่อนจะเริ่มเฉลยสิ่งที่อคิราภ์ลืมไปเสียสนิทใจ “ก็วันนี้เรานัดรวมประชุมเรื่องงานแต่งของฉันไง ยายบื้อ”

          ความกระจ่าง อคิราภ์รู้สึกเหมือนมีคนมาฉายไฟใส่สมองจนเห็นสิ่งที่เธอลืมไป วันนี้เธอจะต้องไปเจอเพื่อนๆที่ร้านกาแฟ เพื่อพูดคุยกันเรื่องงานแต่งงานของมัสยากับคนรัก และการลองชุดเจ้าสาวกับเพื่อนเจ้าสาว เพื่อให้เหมาะสมกับงานวิวาห์ที่สุด

          ดั่งกับว่าเธอหายตัวมาได้ เพราะเผลอครู่เดียว เธอก็มาโผล่ที่ร้าน รันนิ่ง เวดดิ้ง ร้านชุดแต่งงานที่มัสยานัดให้ทุกคนในกลุ่มมาเจอกัน ก่อนจะรู้ตัวว่า ด้วยความรีบร้อนของเธอ จึงลืมคิดไปว่า ตนนั้นต้องเปลี่ยนชุดก่อนออกจากบ้าน สภาพของเธอตอนนี้จึงเป็นยายหัวกระเซิงที่พยายามมัดขะยุกผมไว้ตรงท้ายทอย เสื้อยืดสีเขียวจิ๊ดตัวโคร่งกับกางเกงยีนขาสั้นเผยขาอ่อนไม่กลัวแสงแดดประเทศไทย กว่าจะรู้ตัวก็ตอนเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ตรงประตูกระจกหน้าร้าน

          ฝ่ามือเล็กของหญิงสาวพยายามอย่างยิ่งที่จะจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าทรง แต่ดูเหมือนยิ่งทำมันก็ยิ่งยุ่งจึงทำใจและเปิดประตูร้านเข้าไป ก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้หญิงที่แต่งตัวดูหรูหราสองคน กำลังนั่งจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสชาติ หนึ่งในนั้นหันมาเห็นเธอและเรียกให้เธอไปนั่งด้วย

          “มานี่สิ” ใบหน้าหวานที่ไร้เครื่องสำอางฉีกยิ้มตอบให้กับคนที่เรียก เธอเดินเข้าไปนั่งพร้อมกับรับสายตาตกใจจากผู้หญิงอีกคนที่เหลือ ก่อนจะเตรียมใจว่าเธอต้องโดนแน่

          “เห้ย ทำไมแกมาสภาพนี้เนี่ย ส่องกระจกก่อนมารึเปล่า” เกศกนกเป็นคนเปิดเริ่มวิจารณ์

“เออนั่นสิ แกพึ่งตื่นเหรอ” รัตติกาลที่เป็นคนเรียกให้หญิงสาวมานั่งจึงเสริมไปด้วยอีกคน ส่วนคนโดนว่าเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่รู้สึกผิดพร้อมกับเถียงกลับไป

          “ฉันมันก็แค่คนว่างงานจนๆคนหนึ่ง ชีวิตก็ต้องอยู่ติดแต่บ้าน ไม่ใช่อย่างพวกไฮโซแบบพวกแก ที่แทบไม่ต้องทำอะไร บรรดาสามีก็หาทุกอย่างมาประเคนให้ตรงแทบเท้าโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากขอ” แถมยังเป็นการเสียดสีเหล่าบรรดาคนมีแฟน เพราะเธอนั้น ไม่มีอย่างเขา

          “บ้า แกก็พูดไป ยังไม่ได้แต่งกันซะหน่อย ยายมัดคนเดียวต่างหากที่กำลังจะแต่ง” รัตติกาลแก้ตัวอย่างเขินๆ ก่อนทุกคนจะหันไปมองหญิงสาวอีกคนที่เดินออกมาจากม่านลองชุด

          “เดี๋ยวๆ เมื่อกี้แกบอกว่าว่างงานเหรอ อ้าว ฉันนึกว่าแกไปทำงานเป็นผู้ช่วยนั่นเสียอีก” มัสยาในชุดแต่งงานสีขาวเกาะอกพิมพ์ลายดอกไม้สีชมพูม่วง ขมวดคิ้วเป็นปมหลังจากได้ยินเรื่องการว่างงานของเพื่อนสนิท

          เกศกนกกับรัตติกาลต่างตะลึงในความงามของชุดแต่งงานจนรีบลุกขึ้นไปดูใกล้ๆมัสยา ผิดกับอคิราภ์ที่นั่งมองอยู่เฉยๆ แต่ในใจนั้นมีแต่ความปลื้มปิติยินดีแทนเพื่อน

          “เมื่อวานทำ แต่วันนี้ไม่ทำแล้ว” เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง และเปิดกล้องเพื่อถ่ายรูปมัสยาในชุดแต่งงาน ก่อนจะส่งเข้าแชทกลุ่มเจ้าแม่ทั้ง 5

          “หมายความว่ายังไง แกลาออกหรือว่าเขาไล่ออก” รัตติกาลถามอคิราภ์กลับอย่างสงสัย

          “เขาทั้งกดดันฉัน ทั้งหยาบคาย แถมยังปากหมาอีก ใครจะไปทนทำได้วะ พวกแกว่าไหมล่ะ” หญิงสาวในเสื้อยืดสีเขียวพูดออกมาอย่างต้องการระบาย และรู้สึกโล่งใจที่ได้พูดออกมา

          “เดี๋ยวๆ นี่แกกำลังพูดถึง พี่ชายของนังแพรวอยู่ใช่ไหม” อคิราภ์ยักไหล่แทนคำตอบ

          “แต่คุณโภคินเขาก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าแกเป็นเพื่อนของนังแพรว น้องสาวของเขานี่หน่า แล้วทำไมเขาถึงทำแบบนั้นกับแกล่ะ” มือบางแก้มัดผมที่ขะยุกอยู่ตรงท้ายทอย ก่อนใช้มือสางๆผมยาวสีน้ำตาลให้สยายคลุมทั่วทั้งแผ่นหลัง

          “หรือว่า เขาจะแกล้งแกเพื่อแก้แค้นเรื่องที่แกเมาอ้วกรดเขาในงานของยายมัดวันนั้น ฉันว่าต้องใช่แน่ๆ” รัตติกาลสรุปรวบรัดให้ทั้งหมด นั่นทำให้อคิราภ์ถึงกับตาค้างหลังจากที่ได้ฟัง

          “ห๊า! นี่แกจะบอกว่า เขาคือคนที่ฉันอ้วกใส่งั้นเหรอ...บ้าเอ้ย”

          กริ๊ง!

          เสียงกระดิ่งสั่นดังตรงประตูของร้าน เป็นสัญญาณว่ามีคนเข้ามาในร้านเพิ่ม พนักงานสาวรีบเดินเข้าไปต้อนรับ ก่อนจะร้องทักอย่างตกตะลึง เพราะคนที่เข้ามาในร้าน มีดีกรีเป็นถึงนางเอกดังสุดฮ๊อตแห่งปี ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ แพรวรินทร์ วิหคไตรภพ นั่นเอง

          “อุ้ย...น้องแพรว ใช่ไหมคะ” แพรวรินทร์ยิ้มหวานรับคำ ก่อนจะหันไปมองที่ประตูร้านก็พบชายร่างสูงเดินเข้ามาด้วย

          อคิราภ์จำชายหนุ่มคนนั้นได้ เขาสวมเสื้อยีนสีน้ำเงินเข้มทับเสื้อยืดสีขาวด้านใน หนวดเคราถูกตัดแต่งเป็นทรงให้ดูชวนน่ามอง ผมสีเข้มสั้นยุ่งเหยิงเป็นทรงธรรมชาติไร้เจลตกแต่ง เขาดูน่าหลงใหลต่อสาวผู้ชอบชายสไตล์แบบเข้มบาดใจ หรือแบบที่ชาวบ้านพูดกันคือเถื่อนๆเซอร์ๆ แต่ไม่ใช่สำหรับอคิราภ์ ที่กำลังรีบหันหลังหนี ทำเนียนเดินเข้าไปด้านในที่เต็มไปด้วยชุดเจ้าสาวมากมาย เพื่อให้ชุดเหล่านั้น บังร่างของเธอได้ เพื่อไม่ให้เขาเห็น

          ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะเห็นเธอ แต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะคงจำเธอไม่ได้ อคิราภ์จึงนึกขอบคุณตัวเองที่แต่งกายชุดลำลองธรรมดาในวันนี้ ไม่ใช่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนแบบที่เธอชอบใส่ทุกวัน

          ผองเพื่อนทั้งสามดูจะงง ว่าเธอเข้าไปหลบตรงนั้นทำไม แต่พอได้เห็นชายหนุ่มที่เดินมากับแพรวรินทร์ ทุกคนก็ถึงบางอ้ออย่างไม่ต้องถามอะไร

          “ชุดสวยจริงอะไรจริงนะ พี่มัด” แพรวรินทร์ถึงกับร้องทักรีบเดินเข้าไปหามัสยา ก่อนจะกระซิบให้พอได้ยินกันสี่คน “เมื่อกี้ พี่ราใช่ไหม”

          เพื่อนรุ่นพี่ทั้งสามยิ้มแทนคำตอบ ก่อนจะหันไปยิ้มเลยตามเลยทักทายชายหนุ่มที่ยืนมองอย่างสงสัย

          “สวัสดีค่ะ พี่โภคิน” มัสยาร้องทักด้วยสรรพนามเป็นกันเอง จนอคิราภ์ที่หลบอยู่หลังราวเสื้อผ้าถึงกับทำหน้าไม่ถูก ที่เพื่อนสนิทของเธอเรียกเขาอย่างนั้น

          ชายหนุ่มยิ้มรับคำทักทายจากเพื่อนของน้องสาว ก่อนจะมองสังเกตพร้อมกับเดินไปรอบร้านจนใกล้กับจุดที่อคิราภ์ยืนแอบอยู่

          เสียงเดินก้าวเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอรู้สึกว่า เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังสยองขวัญซึ่งกำลังหลบเจ้าฆาตกรที่ตามฆ่าเธอยู่ หากเขาพบเธอขึ้นมาจริงๆ เขาจะทำหน้ายังไง และเธอจะทำหน้าแบบไหน จะยิ้มทักหรือจะเมินหนี ก็จะได้รู้ในอีกไม่กี่วินาทีนี้

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
9.5 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9.5 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา