My wonder girl มหัศจรรย์เรียกรัก

9.3

เขียนโดย ฤดูฝนพรำ

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 เวลา 17.34 น.

  7 ตอน
  7 วิจารณ์
  2,853 อ่าน
แชร์นิยาย Share Share Share

 

6) เปิดตัวว่าที่เจ้าสาวของโภคิน

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

 

“พี่คิน มานี่หน่อยสิ” เสียงหวานของแพรวรินทร์เป็นเหมือนสิ่งที่ช่วยชีวิตของอคิราภ์ในเสี้ยววินาทีนี้ ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกเดินกลับไปหาน้องสาวแถบทางด้านหน้าร้าน อคิราภ์จึงออกมาจากซอกช่องว่างของราวผ้าชุดเจ้าสาวฟูฟ่อง

          มือบางเอื้อมหวังจะหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกง เพื่อส่งข้อความขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆทางแชทกลุ่ม แต่เธอดันลืมเอาวางไว้ตรงโต๊ะรับรองลูกค้าที่เธอนั่งเมื่อกี้

          ทางด้านโภคินที่โดนเรียกให้ไปนั่งอยู่กับที่เพื่อเฝ้าข้าวของทรัพย์สินของเหล่าหญิงสาว ที่ระหว่างที่เข้าไปลองชุดเพื่อนเจ้าสาวกัน ดวงตาโตคมสีเข้มก็ไปสะดุดเข้ากับโทรศัพท์เครื่องคุ้นตา จึงถือวิสาสะหยิบมันขึ้นมาดู แทบไม่ต้องกดปุ่มใด เพียงแค่ได้สัมผัสเขาก็จำได้ทันทีว่า เจ้าโทรศัพท์เครื่องนี้เป็นของใคร

          “ขอโทรศัพท์ของฉันคืนด้วยค่ะ” ร่างบางในเสื้อยืดสีเขียวตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น เดินเสียงเบามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมกับยื่นมือมาแสดงความต้องการสิ่งของคืน

          ชายหนุ่มจึงยื่นมันคืนให้กับเธอ “ขอบคุณ” เธอรับมันไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเขาไม่ยอมปล่อยโทรศัพท์ให้

          ใบหน้างามที่ไร้การแต่งแต้มเครื่องสำอาง แสดงอาการว่าไม่พอใจกับสิ่งเขาทำ พร้อมกับดึงเครื่องโทรศัพท์อย่างแรง ในจังหวะเดียวกับที่เขาปล่อย โทรศัพท์เจ้าปัญหาจึงตกลงกระแทกกับพื้น กระจายออกเป็นชิ้นส่วน

          “เฮ้ย!” อคิราภ์ร้องสบถเสียงดัง มองโทรศัพท์พังไปต่อหน้าต่อตา ก่อนจะเก็บรวบรวมโทสะที่มีต่อชายหนุ่มมารวมไว้ในลมหายใจ และปลดปล่อยโดยการหายใจออกอย่างช้าๆ อย่างที่ต้องการสงบจิตใจ

          วูบหนึ่ง เธอเห็นแววตารู้สึกผิดออกมาจากดวงตาสีเข้มเขา แต่เป็นเพียงแค่ชั่ววินาทีเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากเธอก้มลงไปเก็บเศษโทรศัพท์จนเสร็จและลุกขึ้นมา เขาก็ทำเพียงแค่มองนิ่งๆ ไม่พูดอะไร

          “ทำแบบนี้คุณต้องการอะไรกันแน่” เธอพูดเสียงเบาคล้ายกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน เพราะหลังจากที่เธอเผลอสบถเสียงดังไป ก็มีเหล่าพนักงานเดินมาดู แต่พอเห็นเหตุการณ์ปกติไม่มีอะไรมาก จึงทำเพียงยืนดูห่างๆ ไม่กล้าเข้ามายุ่ง

          โภคินยักไหล่พร้อมกับทำหน้าอย่างยียวนกวนประสาทเธอ “เปล่า”

          อคิราภ์ถึงกับต้องถลึงตามองเขากับคำตอบที่ได้รับ และสมองก็คิดออกว่าจะเอาคืนเขาได้อย่างไร เธอจึงฉีกยิ้มก่อนจะพูดกับเขาด้วยท่าทีเอาจริงเอาจัง

          “อ้อ...เจอคุณก็ดีละ ฉันว่าจะพูดกับคุณเรื่องค่าแรงของฉัน ที่ฉันทุ่มเทเวลาอันมีค่าของฉันตลอดทั้ง 3 วัน”

          ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น ที่เธอเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว และยิ่งแปลกใจเข้าไปอีกเมื่อเธอวนกลับมาเรื่องงาน

          “ค่าแรง?” เขาถามเธอกลับ

          “ค่ะ” เธอเองก็ตอบเสียงแข็งมั่นคงไม่ลังเลที่จะพูดต่อ “คุณให้สัปดาห์ละหนึ่งหมื่น รวมแล้วฉันทำได้ 3 วัน ก็เป็นเงิน จำนวน 4,285 บาท ค่ะ หรืออาจจะปัดเศษ 7 ให้ฉัน เป็น 4,286 บาท นั่นจะเป็นพระคุณต่อฉันอย่างมาก”

          ‘เหลือเชื่อ ยายคนนี้ยังมีหน้ามาเขี้ยวเรื่องเงินอีกเหรอเนี่ย’ โภคินคิดในใจอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เธอไม่ได้พูดเล่นแน่ เพราะสีหน้าจริงจังกับรอยยิ้มผู้ชนะที่เธอแสดงออกมา มันทำให้เชื่อว่า เธอต้องการเงินที่พูดจริงๆ อย่างมากเสียด้วย

          “ขอโทษด้วย เพราะฉันไม่ให้” ชายหนุ่มรู้สึกสะใจที่เห็นใบหน้าอวดดีเมื่อครู่ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นโกรธ คิ้วขมวดเป็นปม ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเป็นเส้นตรงอย่างไม่พอใจ

          “คุณว่าอะไรนะ” ไม่เพียงออกมาแค่ทางสีหน้าเท่านั้น แต่ยังออกมาทางน้ำเสียงที่คล้ายกับสะกดอารมณ์ไว้ เขาจึงนึกสนุกอีกครั้ง ที่จะกลั่นแกล้งเธอ ซึ่งเขาคิดว่า เธอจะต้องโวยวายลั่นร้านจนต้องอับอายเป็นแน่แท้

          “ฉันไม่ให้ค่าแรงยิบย่อย เพราะฉันจะจ่ายให้กับคนที่ทำงานครบเดือนเท่านั้น ซึ่งเธอก็ทำได้แค่ 3 วัน ดังนั้น ฉันจึงไม่ให้” อคิราภ์รู้สึกเกลียดผู้ชายตรงหน้าอย่างที่ไม่เคยนึกเกลียดใครมากขนาดนี้ และจะยิ่งเกลียดยิ่งขึ้น เมื่อได้ฟังคำพูดที่หลุดออกจากปากสุนัขของเขา

          “ถ้าเธออยากได้เงินเป็นรายวันเยอะๆ ทำไมไม่ไปทำแบบที่ฉันแนะนำล่ะ น่าจะรุ่งกว่าเยอะนะ” เขากำลังหมายถึงงานของผู้หญิงที่เขาพูดในวันนั้น ซึ่งเธอก็ย้อนกลับไปแล้วว่า เธอไม่ทำ แต่เขาก็ยังจะแหย่ให้เธอโมโหลั่นร้าน

          อคิราภ์รู้สึกเหมือนมีคนเอาน้ำมาราดดับไฟในใจไม่ให้ปะทุลุกโชน เพราะคิดว่า สิ่งที่เขาพูดเป็นการแหย่กวนประสาท ซึ่งมันจะทำให้เธอเผลอทำสิ่งที่น่าอับอายในที่สาธารณะ และเขาก็จะสะใจเป็นการส่วนตัว เห็นที เธอจะต้องคิดหาทางให้ตัวเองพ้นจากสถานการณ์ลิ้นกับฟันกระทบกันเสียแล้ว

          และเธอก็นึกถึงสิ่งที่เขาพูด ว่าเขาจะจ่ายเงินให้กับคนที่ทำงานครบเดือนเท่านั้น ซึ่งในกรณีของเธอ ทำได้ 3 วัน หากเธออดทนทำเพิ่มเพียงอีกแค่ถึงสิ้นเดือนนี้ จากที่ไม่ได้อะไรเลย เธอก็จะได้เงินหมื่นมาครอบครอง รวมแล้วก็ อีก 14 วันเท่านั้น

          “ฉันไม่สนคำแนะนำของคุณหรอก” โภคินเริ่มตระหงิดใจกับสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหญิงสาว เธอดูสบายใจขึ้น มากกว่าจะโมโหเขาอย่างเดิม

          “แต่ฉันสนสิ่งที่คุณพูดก่อนหน้านี้ เรื่องที่คุณบอกจะจ่ายให้กับคนที่ทำครบเดือน เพราะว่าคุณถนัดจ่ายเป็นก้อน ไม่ถนัดจ่ายยิบย่อย” แม้เธอจะไม่ได้ยกฝ่ามือขึ้นมาเตรียมจะตบใบหน้าเขา แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนั้น เหมือนกับว่าเขากำลังจะโดนตบหน้า

          “ถ้าอย่างนั้น....ฉันว่า ฉันจะเป็นผู้ช่วยของคุณจนถึงสิ้นเดือนนี้ คุณจะได้สะดวกจ่ายง่ายขึ้น ฉันทำงานให้คุณ ส่วนคุณก็ให้เงินฉัน ต่างฝ่ายต่างได้ ซึ่งฉันคิดว่ามันยุติธรรมดี เห็นด้วยไหมคะ คุณโภคิน”

 

 

เป็นเวลาเกือบชั่วโมงที่โภคินก้าวเข้ามานั่งในร้านอาหารของห้างสรรพสินค้าสุดหรูชื่อดัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่แม่ของเขานัดให้มารับประทานอาหารร่วมกัน แต่เขากลับเอาแต่นั่งทำหน้าเครียด ไม่ยอมพูดยอมจากับคนรอบข้าง ทั้งที่นานๆทีเขาจะได้เจอกับแม่ของเขาแท้ๆ

          ก็จะไม่ให้เขาเครียดจัดได้อย่างไร ในเมื่อเขาดันไปออกปากรับคำกับอคิราภ์ให้กลับมาทำงานเป็นผู้ช่วยของเขา จะตายเพราะปากแท้ๆ ที่เผลอพูดว่าหากทำงานครบเดือน ก็จะจ่ายเงินให้ เจ้าหล่อนก็หัวหมอ ตกลงรับคำยอมทนทำงานอีก 14 วัน เพราะเขาดันตัดยอดเงินเป็นเดือน เธอจึงได้เปรียบทำงานให้กับเขาแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น

          ตั้ง 14 วัน ที่ชายหนุ่มจะต้องทนเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น ทนให้เธอมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ บอกตามตรงว่าเขานั้น รู้สึกไม่สบายใจเลย

          “พ่อคิน...ทำไมดูเครียดจังล่ะลูก” บัวนารี แม่ของโภคินถึงกับต้องเอ่ยปากถาม เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของลูกชายคนกลาง

          โภคินที่เหมือนจะพึ่งรู้ตัวว่าตนนั้นอยู่ต่อหน้าแม่ ซึ่งเขาไม่ควรที่จะทำให้แม่ไม่สบายใจตามไปด้วยอีกคน จึงบอกปัดไปพร้อมกับยิ้มกลบเกลื่อน แต่อย่างไร เขาก็ไม่อาจหลบสายตาของแพรวรินทร์ไปได้ “เปล่าครับ”

          “นี่ๆอีกเดี๋ยวหนูฟ้ากับคุณหญิงวลีนารถก็จะมาละ ปั้นหน้ายิ้มหล่อๆหน่อยสิลูก” นิ้วเรียวของแม่เอื้อมไปหยิกแก้มชายหนุ่มให้ยิ้มตามที่บอก จนแพรวรินทร์อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามกับภาพอบอุ่นตรงหน้า ระหว่างมารดากับลูกชายคนโปรดอีกคน

          โภคินเปลี่ยนเป็นทำหน้างงไม่เข้าใจแทน เมื่อได้ยินว่าจะมีคนมาเพิ่ม และเขาก็ถึงบางอ้อ เมื่อเห็นที่ว่างในโต๊ะอาหารอีกสองที่ เพราะมัวแต่เครียดเรื่องผู้ช่วยคนใหม่อยู่ จึงไม่ได้สังเกตตอนที่เริ่มเข้ามานั่งในร้าน

          เขาหันไปสะกิดน้องสาวที่นั่งข้างๆพร้อมกับกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน “อะไรวะ ไหนแกบอกมากินข้าวกับแม่ไง และทำไมถึงมีสองคนนั่นด้วยวะ”

          “แพรวก็ไม่รู้ แม่บอกแค่ให้ชวนพี่มาด้วยแค่นั้นนี่” สีหน้าของแพรวรินทร์บ่งบอกว่าเธอพูดจริง เธอไม่รู้ว่ามารดามีแผนให้โภคินมาเจอตัวว่าที่เจ้าสาวที่ตัวโภคินเองก็ยังไม่ได้ตกลงปลงใจว่าจะแต่งด้วย แม้ว่าทั้งคู่จะรู้จักกับบ้านฝั่งนู้นและไปมาหาสู่กันมานานตั้งแต่เด็ก น้องสาวอย่างเธอก็รู้ดีว่าพี่ชายไม่มีท่าทีสนใจหญิงสาวคนนั้นเลย นอกจากคำว่าเพื่อนที่รู้จักกัน ไม่ถึงขั้นสนิทสนมกันด้วยซ้ำ

          จากนั้นความสนใจของทั้งสามคนแม่ลูกก็มุ่งไปยังร่างบางของหญิงสองคนที่กำลังเดินมาตรงโต๊ะอาหาร คนหนึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนดูสวยสง่า ซึ่งมากับหญิงสาวลูกของตน อายุเคียงเท่ากับโภคิน ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางสวยงาม บุคลิกสง่าน่าเหลียวมองตาม และดูมีความมั่นใจสูง ชอบให้ผู้คนมองหรือเด่นเป็นที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าเป็นสาวสังคมโดยแท้จริง

          “ขอโทษที่ให้รอนะคะ เผอิญยายฟ้า ติดประชุมเรื่องงานเลี้ยงครบรอบของห้าง ก็เลยมาสาย” วลีนารถแก้ตัวแทนบุตรสาวระหว่างเลื่อนเก้าอี้ของตัวเองนั่ง ส่วนผู้ที่เป็นบุตรสาวก็เริ่มต่อด้วยเช่นกัน

          “ฟ้าขอโทษจริงๆนะคะคุณน้า มันเลื่อนไม่ได้จริงๆ เพราะงานมันอีก 4 วันข้างหน้านี่แล้ว ยังไงคุณน้าก็ต้องมาด้วยนะคะ โดยเฉพาะคินกับแพรว ต้องมาให้ได้เลยนะ”

          ไพรีฟ้า หญิงสาวผู้เป็นถึงรองผู้บริหารของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ‘เรนโบว์’ ห้างใหญ่ที่ใครๆในเมืองหลวงต่างก็ต้องรู้จักกันทั้งนั้น และในอีก 4 วันข้างหน้า จะเป็นการฉลองครบรอบ 30 ปีที่เปิดทำการ จึงต้องมีงานเลี้ยงฉลองเพื่อโปรโมทออกสื่อมากมาย หากได้อดีตดาราดังอย่างโภคิน กับนางเอกสาวสุดฮ๊อตอย่างแพรวรินทร์มาร่วมงานด้วยในปีนี้ ยอดกำไรของห้างก็อาจจะพุ่งทะลุสถิติดั่งเช่นปีก่อนที่แพรวรินทร์มาคนเดียว

          ตระกูลวิหคไตรภพของโภคินกับตระกูลอภินันทร์ชัยเวชของไพรีฟ้าเป็นผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าเรนโบว์ขึ้นมา แต่หุ้นทางฝั่งวิหคไตรภพมีมากกว่า พี่ชายคนโตของโภคินและแพรวรินทร์จึงได้ตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่ของห้าง ส่วนไพรีฟ้าที่เป็นตัวแทนของอภินันทร์ชัยเวชก็เป็นรองผู้บริหาร จึงไม่แปลกที่สองตระกูลไฮโซจะสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ถึงขั้นมีการทำข้อตกลงให้ลูกหลานแต่งงานเพื่อรวมหุ้นส่วนเป็นทองแผ่นเดียว

          มีการผิดสัญญาข้อตกลงเมื่อ 28 ปี ก่อน เมื่อฝ่ายหญิงสาวตระกูลอภินันทร์ชัยเวชหนีการแต่งงานไปกับชายคนรัก ทำให้กรรมในข้อตกลงนั้น ตกมาอยู่ที่โภคิน ส่วนไพรีฟ้า ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าเธอมีความเห็นเหมือนกับเขาไหม เดาว่าน่าจะเป็นตรงกันข้ามกับเขามากกว่า

          “ถ้ากลับจากทริปทันก็จะไปนะ” โภคินตอบห้วนๆ ก่อนจะหยิบเมนูขึ้นมาเลือกอาหาร ผิดกับไพรีฟ้าที่ทำหน้าไม่ถูกกับคำตอบที่หวังเอาไว้ว่าเขาจะตอบตกลง

          “คินพึ่งกลับมาไม่ใช่เหรอ ทำไมคราวนี้ถึงไปถี่จังเลยล่ะ” เธอหันไปหาวลีนารถผู้เป็นแม่กับบัวนารีแม่ของโภคินเพื่อให้ช่วยพูดกล่อมชายหนุ่มอีกแรง

          “นั่นสิลูก แม่น่ะเป็นห่วงมากเลยเวลาพ่อคินเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวและคราวนี้จะไปไหนอีก”

          การจะได้เห็นหน้าค่าตาลูกทั้งสามคนพร้อมกันนั้นไม่บ่อยนัก นับตั้งแต่บรรดาลูกๆเติบโตเป็นหนุ่มสาว บัวนารีมักเป็นห่วงบรรดาลูกทั้ง 3 คนเสมอเมื่อลูกไม่อยู่หรือไม่กลับมาบ้าน ลูกสาวคนเล็กที่บางทีก็ไปถ่ายละครที่ต่างจังหวัดหลายวัน ลูกชายคนกลางที่เดินทางไปเกือบทั่วประเทศตลอดทั้งปี และลูกชายคนโตที่อยู่ต่างประเทศในตอนนี้ ซึ่งกำลังจะเดินทางกลับมาในอีกไม่กี่วันเพื่อเข้าร่วมงานฉลองครบรอบของห้างเรนโบว์

          เหตุผลที่ข้อตกลงการแต่งงานตกมาเป็นของโภคินทั้งที่บัวนารีเองก็มีลูกชายถึงสองคน นั่นเป็นเพราะบุตรชายคนโตของตระกูลวิหคไตรภพไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็ก จึงไม่ค่อยได้สนิทสนมรู้จักกับหญิงสาวของตระกูลอภินันทร์ชัยเวชเหมือนกับโภคิน ที่พาไปพบปะสมาคมที่บ้านชัยเวชตั้งแต่เล็ก จึงคิดว่าน่าจะง่ายกว่าหากคนที่แต่งงานจะเป็นโภคินแทนลูกชายคนโต

          “ทริปนี้ไปแถบอีสานครับ หนองบัวลำภู และแม่หมดห่วงได้เลย เพราะผมไม่ได้ไปคนเดียวเหมือนอย่างเคย จะมีผู้ช่วยไปกับผมด้วย” คำว่าผู้ช่วยทำให้แพรวรินทร์เกือบสำลักน้ำที่กำลังดื่มอยู่ รีบหันไปมองหน้าเค้นเอาความว่าพี่ชายหมายถึงใคร ที่เป็น ‘ผู้ช่วย’

          “คินได้ผู้ช่วยคนใหม่แล้วเหรอ” ไพรีฟ้าถามด้วยความสงสัย เพราะรู้ว่า ชายหนุ่มนั้นเป็นคนที่เลือกผู้ช่วยด้วยตัวเอง หากไม่ถูกใจก็จะกดดันให้ออกในทันที เขาจึงต้องทำงานตัวคนเดียวเสมอ

          “กำลังอยู่ในช่วงทดลองงานน่ะ” เขาตอบเพียงสั้นๆอย่างไม่ใส่ใจกับหญิงสาวผู้เป็นว่าที่เจ้าสาวในอนาคต ก่อนจะเรียกพนักงานบริการมาสั่งอาหารเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่ให้ใครมาถามข้อมูลของผู้ช่วยคนใหม่ได้อีก

 

 

อคิราภ์รู้สึกเหมือนเอวกางเกงขาสั้นกำลังจะระเบิดออกอย่างไรอย่างนั้น นั่นเพราะการกินอาหารแบบจัดเต็ม โดยที่มัสยาเป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อนี้ เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่เพื่อนๆเสียสละมาลองชุดเพื่อนเจ้าสาวที่จะใช้ในงานแต่งงานของตน แต่น่าเสียดายที่สมาชิกของกลุ่มเจ้าแม่ทั้งห้าดันขาดแพรวรินทร์ไปเสียนี่

          “นังแพรวไม่น่ารีบกลับเลย อดฝอยเรื่องพี่ชายของมันเลยเนี่ย” รัตติกาลพูดขึ้นระหว่างจิบน้ำเปล่าล้างคาวอาหารในปาก โดยหารู้ไม่ว่า ประโยคที่พูดขึ้นนั้นทำเอาคนที่พึ่งจะกลับไปเป็นลูกน้องของพี่ชายเพื่อน ถึงกลับอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกันเลยทีเดียว

          “นี่ๆนังนุ้ย พูดอะไรเกรงใจอคิราภ์บ้างสิ พี่ชายของยายแพรวเป็นเจ้านายของมันนะ คิคิคิ” มัสยาขัดคอเพื่อนสาวคล้ายกับจะปกป้องเพื่อนอีกคน แต่ดันมีเสียงหัวเราะคิกคักกันทั้งสามคนตามมาอย่างเยาะเย้ย ยกเว้นคนโดนล้ออย่างอคิราภ์เท่านั้นที่ถึงกับยิ้มไม่ออก

          “หุบปากกันให้หมดนั่นแหล่ะ ฉันล่ะเกลียดพวกแกจริงๆเลย” เธอพูดทิ้งท้ายพร้อมกับลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำของร้านอาหาร และตาเจ้ากรรมก็ดันไปสะดุดเข้ากับร่างบางคุ้นตาที่เดินออกมาจากห้องน้ำ กว่าจะรู้ตัวอีกที เธอก็เดินตามหญิงสาวคนนั้นอยู่ห่างๆไปจนถึงโต๊ะอาหารของหล่อน เธอก็ต้องตาค้างเมื่อเห็นว่ามีใครนั่งอยู่ด้วย

          เจ้านายหนุ่มปากปีจอสุดห่ามของเธอกับเพื่อนสนิทรุ่นน้องอย่างแพรวรินทร์ และก็มีสตรีวัยกลางคนนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะข้างชายหนุ่ม ส่วนตรงข้ามของสองพี่น้องก็คือ หญิงสองคน คือคนที่เธอเดินตามมากับคนที่เป็นแม่ของหญิงสาวคนนั้น ซึ่งอคิราภ์รู้จักสองคนนี้ดี ดีมากเสียด้วยสิ

          แต่ที่น่าสงสัยก็คือทำไม สองพี่น้องโภคินกับแพรวรินทร์ถึงได้มาร่วมโต๊ะกับสองสตรีที่เธอรู้จักได้ ต่อมความอยากรู้มันกระตุ้นใช้ให้เธอเข้าไปหาคนรู้จักและกล่าวทักทาย แต่ต่อมมารยาทกลับบอกว่าเธอไม่ควรทำเรื่องน่าอายเช่นนั้น อย่างน้อยก็อย่าทำต่อหน้าสองพี่น้องและสตรีวัยกลางคนรวมอีกคนหนึ่ง ต้องรอให้แยกกันก่อน

          สุดท้าย เธอจึงต้องเดินกลับโต๊ะอาหารของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย จึงก็นึกปลอบใจตัวเองว่าเอาไว้รอถามแพรวรินทร์ทีเดียวไปเลย

          “เป็นอะไรของแกวะ ขี้ไม่ออกเหรอ สีหน้าถึงได้เซ็งแบบนั้น”เกศกนกเอ่ยปากแซวทันทีที่หญิงสาวหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้

          “คงงั้นมั้ง ช่วงนี้ฉันท้องผูก ว่าจะไปหายาถ่ายมาทำให้คล่องอยู่แหล่ะ” เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย เธอจึงเปลี่ยนไปเรื่องสุขภาพแทน นั่นก็เพราะเธอกำลังอยู่ในช่วงสับสน จึงยังไม่อยากพูดเรื่องนั้นตอนนี้เสียเท่าไหร่นัก

 

 

ทางด้านของโต๊ะไพรีฟ้าที่นั่งคุยกันอยู่อีกพักใหญ่ จนกระทั่งมีข้อความเข้าว่า เธอมีนัดกับลูกค้ารายใหญ่ จึงขอตัวแยกย้ายทั้งที่ในใจนั้นอยากจะอยู่กับโภคินนานๆ

          การตกหลุมรักว่าที่สามีของตนเองไม่ใช่เรื่องผิด เธอรักโภคินตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ นั่นมันก็นานมาแล้ว หลายปีที่ผ่านมา เธอพยายามที่จะทำให้เขารู้ว่า เธอนั้นมีใจให้กับเขา แม้ว่าเขาจะมองว่าเธอเป็นแค่เพื่อนก็ตาม แต่ยังไงเธอก็ยังชนะอยู่ดี เพราะเธอจะต้องได้แต่งงานกับชายหนุ่ม ตามข้อตกลงในอดีตของตระกูลทั้งสอง อย่างที่เขาไม่สามารถขัดข้องได้ เขาจะเป็นของเธอคนเดียว

          ในขณะที่เธอกำลังเดินกับมารดาไปในบริเวณโถงทางเดินของห้าง เพื่อไปยังส่วนออฟฟิศที่ทำงานของเธอ ก็ได้มีร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางไว้ หล่อนสวมเสื้อยืดตัวโคร่งสีเขียวกับกางเกงยีนขาสั้น ดูธรรมดา จืดชืด ไร้รสนิยมมากสำหรับไพรีฟ้า

          แต่เผอิญว่า การแต่งกายธรรมดาไม่สามารถกลบเกลื่อนใบหน้าที่งามจนไพรีฟ้าต้องอิจฉาทุกครั้งที่ได้เห็นใบหน้านี้ และนึกเกลียดหล่อนเข้ากระดูกดำ แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลข้อเดียวที่ทำให้เธอเกลียดผู้หญิงตรงหน้าคนนี้

          “สวัสดีค่ะ...พี่ฟ้า” หญิงสาวในชุดลำลองธรรมดากล่าวทักทายเธอด้วยสรรพนามดั่งคนสนิทกัน ก่อนจะหันไปยกมือไหว้วลีนารถที่ยืนอยู่ข้างๆเธอ “สวัสดีค่ะ คุณป้าวลี ไม่ได้เจอนานเลยนะคะ”

          “ใครเป็นป้าของแก อีเด็กบ้านนอก” ตามระเบียบ วลีนารถตอกหล่อนกลับด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่ดูเหมือนว่า หญิงสาวจะไม่สะทกสะท้านกับคำพูดเลย

          “ก็แค่นอกเมืองหลวงไปนิดเดียวเองนะคะคุณป้า ว่างๆก็ลองออกไปเที่ยวบ้างสิคะ จะได้รู้ว่าบ้านนอกจริงๆนั้นเป็นยังไง คุณป้าเคยเห็นจริงรึเปล่า ก็เอาแต่พูดแบบนี้จะไปเห็นได้ยังไง จริงไหมพี่ฟ้า” วลีนารถถึงกับหน้าแดงด้วยความโกรธกับคำย้อนของหญิงสาว ซึ่งไพรีฟ้าเห็นว่า หากให้คุยด้วยกันต่อไป แม่ของเธอจะต้องได้ออกแรงแน่

          “คุณแม่ไปรอฟ้าที่ออฟฟิศก่อนค่ะ ไม่เกินสามนาทีฟ้าจะตามไป” วลีนารถเชิดหน้าขึ้น สายตามองอย่างดูถูกไปที่หญิงสาวในชุดลำลอง ก่อนจะพูดทิ้งท้ายและเดินหนีไป

          “ก็ดี แต่รีบๆตามมาล่ะยายฟ้า เพราะแม่รู้สึกเหม็นสาบโคลนตมขี้ควายแถวนี้ ว่าแล้วแม่ไปสั่งให้พนักงานมาทำความสะอาดแถวนี้ดีกว่า”

          หญิงสาวที่โดนว่าทางอ้อมกลับยิ้มแย้มคล้ายกับไม่รู้ว่ากำลังหมายถึงตน พร้อมกับยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “กราบลาค่ะ คุณป้า เดี๋ยวว่างๆจะไปเยี่ยมที่คฤหาสน์นะคะ”

          “เธอมาทำอะไรที่นี่ อคิราภ์” ไพรีฟ้าถามเสียงแข็ง เพราะไม่อยากเสียเวลายืนคุยกับหญิงสาวตรงหน้าอีก

          “มากินข้าวกับเพื่อน แล้วเผอิญเห็นพี่ฟ้าในร้านเดียวกัน ก็เลยอยากจะทักตามประสาคนเป็นญาติกัน แค่นั้น” เหมือนคู่สนทนาจะรับรู้ว่า ไพรีฟ้าไม่พอใจที่จะคุยกับเธอมานัก จึงเชิดหน้ายิ้มอย่างยียวนกวนประสาทดั่งที่เคยทำเวลาได้เจอกันประจำ

          คำว่า ‘ญาติกัน’ เป็นคำแสลงที่หูมากสำหรับไพรีฟ้า โดยเฉพาะเมื่อออกจากปากของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น เธอจึงขยับเข้าไปหาหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะลดเสียงลงเป็นกระซิบเสียงเบา

          “อย่าได้ริอาจมาอ้าง ถ้าเธอไม่ได้ใช้สกุลเดียวกับฉัน” เธอยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ เมื่อเห็นสีหน้าเจือนอย่างเสียความรู้สึกของฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะเดินชนหัวไหล่บางของอคิราภ์ไปคล้ายชวนหาเรื่อง เพียงแต่เธอรู้ว่า ฝ่ายนั้นไม่กล้าหาเรื่องเธอยู่แล้ว เธอจึงรู้สึกภาคภูมิที่ได้ตอกคำรุนแรงเหล่านี้ไปด้วยความเกลียดชัง

          อคิราภ์ไม่เข้าใจว่า ทำไมญาติผู้พี่ต้องเกลียดชังเธอถึงเพียงนี้ คำแต่ละคำที่พูดออกมานั้นช่างตอกย้ำทำร้ายจิตใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตั้งแต่เด็ก จนเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าความเกลียดชังที่มีต่อเธอนั้นจะยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้น แล้วเหตุใด เธอถึงเกลียดกลับไม่ลง นั่งคงเป็นเพราะ เธอคงคิดถึงคำพูดของมารดาอยู่เสมอ

          ‘ไม่ว่ายังไง คิราภ์ก็ต้องอดทนนะลูก แล้วสักวัน พวกเขาจะรักคิราภ์เหมือนที่แม่รัก พวกเขาจะเห็นสิ่งดีๆจากลูกเหมือนที่แม่เห็น เพราะลูกคือสิ่งมหัศจรรย์ในความรักของแม่ และก็จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับคนอื่นเช่นกัน’

          “เธอ” เสียงทุ้มเข้มดึงความสนใจของอคิราภ์หันไปหาต้นเสียงที่มายืนอยู่ทางด้านหลังของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เธอไม่ได้ตกใจที่เห็นเขา แต่ตกใจที่เขามาเมื่อไหร่ เขาจะได้ยินการสนทนาของเธอกับไพรีฟ้าหรือไม่

          “มากินข้าวกันที่นี่หรอกเหรอ” โภคินถามเสียงเรียบปกติ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าบรรดาหญิงสาวจะมารับประทานอาหารกัน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นที่นี่เท่านั้น

          อคิราภ์พยักหน้าเล็กน้อยแทนคำตอบ เพราะเธอยังไม่อารมณ์อยากจะพูดกับเขามากนัก ก่อนจะเดินสวนเขาไปเพื่อกลับคอนโด แต่ก็โดนเรียกเอาไว้อีกตามเคย

          “เดี๋ยวสิ นั่นคิดจะไปไหนมิทราบ” ใบหน้าหล่อเหลาขมวดคิ้วเมื่อเห็นการตอบสนองของเธอดูเฉื่อยชาลง ซึ่งมันกวนใจเขามาก “ฉันมีประชุมที่ออฟฟิศต่อและเธอต้องไปกับฉัน”

          หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อยพลางสับสนว่าเขากำลังจะแกล้งเธออีกรึเปล่า แต่เผอิญว่า ปากเธอมันไปไวกว่าใจเสียได้

          “นี่คุณ...คุณจะหาเรื่องแกล้งฉันต่อเลยงั้นเหรอ บอกเลยนะ ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะเถียงอะไรคุณแล้ว เหนื่อย เข้าใจไหม” สีหน้าของเธอบ่งบอกว่าเหนื่อยจริงจัง ซึ่งเขาแปลกใจนิดหน่อยที่เธอกล้าพูดมันออกมาตามตรง

          “ถ้าเธอไม่อยากทำ ก็ไม่ต้องทำ ข้อตกลงก็ถือเสียว่าเป็นโมฆะ ฉันจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินให้เธอ แค่นั้น” พูดจบ โภคินก็เดินไปทางประตูทางออก ทิ้งให้เธอยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดได้ว่าเธอกำลังจะเสียเงินหมื่นหากไม่วิ่งตามเขาไป ดังนั้น เธอจึงวิ่งตามเขาไปสุดแรงเท้า จนกระทั่งตามเขาทันขึ้นแท็กซี่ และจัดการพุ่งเข้านั่งเบาะหลังข้างชายหนุ่มอย่างถือวิสาสะ

          ทั้งคู่มุ่งตรงไปยังออฟฟิศของโภคิน โดยมีเส้นทางการจราจรที่ติดขัด ไม่ยอมขยับเขยื้อน อคิราภ์จึงรู้สึกเซ็งที่ต้องมารถติดอยู่กับคนที่เธอเกลียดขี้หน้า แถมยังคิดสั้นมานั่งข้างเขาแทนที่จะไปนั่งเบาะหน้าข้างลุงคนขับแท็กซี่

          “ฉันเห็นเธอคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งก่อนหน้านี้ รู้จักกันเหรอ” และคิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดขึ้นมาในช่วงเวลานี้ ผิดกับเธอที่พอหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน ง่วงจนต้องเอ็นตัวพิงกับเบาะนั่ง

          “ฉันแค่ทักคนผิดน่ะค่ะ คิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นญาติ ไม่มีอะไรมากหรอก” เธอตอบพร้อมกับหลับตาลง และเข้าสู่ภวังค์แห่งการนอนโดยทันที จนคนที่นั่งข้างๆยังแปลกใจไม่เคยพบเคยเจอคนที่หลับง่ายเช่นนี้มากก่อน

          ทั้งหลับง่ายแถมยังหลับสบายเสียด้วยสิ เพราะตอนนี้แขนอีกข้างของโภคินกลายเป็นหมอนอิงให้กับหญิงสาวไปเสียแล้ว แรกๆ เขาก็ดันเธอออกไป แต่เธอก็เอนมาซบอยู่ดี เขาจึงปล่อยให้มันเป็นไปอยู่อย่างนั้น แต่ในใจคิดอยู่อย่างเดียว หากถึงที่หมายแล้ว เขาก็จะทิ้งให้เธอนอนอยู่ในแท็กซี่เสียให้รู้แล้วรู้รอดด้วยความหมั่นไส้

          แต่พอคิดไปคิดมา เขาก็คิดถึงวันที่เธอโชว์ฝีไม้ลายมือในการต่อสู้เอาเสียจนเขาจุกไปถึงสองครั้งติดกัน เห็นตัวเล็กๆอย่างนี้แต่กลับแรงอย่างกับช้าง ลื่นอย่างกับปลาไหล จนอดคิดสงสัยไม่ได้ว่าผู้หญิงอย่างอคิราภ์นั้นมีคนรักอยู่รึเปล่า ซึ่งถ้าหากมีอยู่ ชายหนุ่มคนนั้นคงจะเป็นคนพิลึกชอบของแปลกอย่างแน่แท้

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
9.5 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9.5 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา