MAYA มายา

7.3

เขียนโดย โชฒิกากราณ์

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เวลา 16.50 น.

  23 chapter
  0 วิจารณ์
  6,395 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 18.02 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

15) ความลับของตัวตน II

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

 

               วันหยุดที่สมองควรได้รับการพักผ่อน กลับเป็นวันที่หนักหน่วงของความคิดที่โลดแล่นไปมาในหัวของร่างที่นอนแผ่อยู่บนเตียงนอนสีขาว รันลณีรู้ความหมายของรอยยิ้มที่เขามอบให้เป็นคำตอบนั้นดี รอยยิ้มที่เธอหลงรักตลอดเวลา แม้เป็นเพียงข้างเดียว

              ในอกข้างซ้ายรู้สึกหน่วงลงทุกครั้งเมื่อนึกถึงรอยยิ้มนั้นก่อนหันหลังจากเธอไป มันรู้สึกเจ็บจนเกือบชาเมื่อเขายังคงทำตัวปรกติเมื่อยู่ด้วยกัน

 

              มันไม่ใช่ความผิดของเขาที่จะไม่รู้สึกอะไรกับเธอ

 

              ผู้ชายคนนั้น มีคนที่ควรคู่อยู่แล้ว…

 

              ความรู้สึกแปลกๆ นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเขา ถึงมันจะยังไม่ใช่ความชอบในตอนแรก แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้พบเจอ และพูดคุย จนมาถึงตอนนี้ความรู้สึกกลับลึกลงไปกลายเป็นรัก แปลกที่เธอไม่มีน้ำตา หรือมันจุกไปหมดจนน้ำตาไม่ไหลก็อาจจะใช่

              ก๊อก ก๊อก ก๊อก…

              เสียงเคาะประตูไม่ทำให้หญิงสาวตื่นจากห้วงความคิด จนกระทั่งเสียงผู้เป็นแม่กระทบเข้าสู่โสตประสาท

              “ตายแล้ว นี่จะเที่ยงแล้วนะลูกยังไม่ลุกจากที่นอนอีก ตื่นได้แล้วรัน”

              “รันตื่นนอนแล้วค่ะแม่” เสียงงัวเงียอย่างขี้เกียจพูดขึ้นขณะที่ผู้เป็นแม่ฉุดตัวหญิงสาวให้ลุกขึ้น รันลณีในชุดนอนสีชมพูพีชนั่งคอตกอย่างคนไม่มีเรี่ยวแรง

              “งั้นก็รีบย้ายตูดออกจากเตียงได้แล้วค่ะคุณหนู” แม่ผู้เป็นที่รักพูดพลางยีหัวลูกสาวตนเดียวของตนจนหัวฟู

              “ลุกไปอาบน้ำ แล้วเราไปหาอะไรทานกันข้างนอกนะรัน นานๆ ทีรันจะได้พักผ่อนนะ” ผู้เป็นลูกยิ้มรับคำอย่างอารมณ์ดี

อย่างน้อยก็คงจะลืมเรื่องที่หมุนอยู่ในหัวนี้ได้บ้าง

               “เอ่อ แม่คะ” รันลณีทักผู้เป็นแม่ขณะที่ท่านกำลังบ่นถึงกองเอกสารที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ

               “หืม ว่าไงลูก”

               “รันเคยจมน้ำบ้างไหมคะ” คนฟังเงียบไปสักครู่

               “ไม่รัน ไม่เคยหรอก รันถามทำไมลูก” ผู้เป็นแม่ขมวดคิ้วก่อนจะทรุดลงข้างตัวอีกครั้ง

               “รัน… คงคิดไปเอง” รันลณีเลือกที่จะไม่เล่าให้ผู้เป็นแม่ฟัง เมื่อมองเห็นแววตาที่สั่นไหวของคนที่อยู่ตรงหน้า

               “ตั้งแต่รันทำงานที่นั่น แม่เห็นรันเครียดทุกวันเลย งานหนักมากเลยหรอลูก ถ้าไม่ไหวกลับมาอยู่บ้านเราก็ได้นะลูก ลาออกมาทำร้านขนมเล็กๆ ก็ได้ แม่เป็นห่วงรันนะลูก” มือบางกุมมือที่เล็กกว่านั่นไว้พลางยิ้มให้กับตรงหน้า ความกังวลฉายออกมาอย่างชัดเจนจากผู้เป็นแม่

               “รอให้รันเคลียร์ทุกอย่างเสร็จก่อนนะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ รันไม่เป็นไร” มือบางลูกเบาๆ ที่หลังมือของผู้เป็นแม่ หญิงวัยกลางคนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าเป็นการตอบรับ รันลณีรู้ดีว่าผู้เป็นแม่รักและห่วงเธอมากแค่ไหน และเธอก็รักและห่วงผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าไม่น้อยไปกว่าตัวเอง เธอมีแม่เพียงคนเดียว แม่ผู้ที่ทำหน้าที่ทุกอย่างแทนพ่อผู้ที่เสียไปพร้อมหน้าที่ มีเพียงเกียรติยศ ชูไว้เมื่อมองไปยังรูปของนายพลทหารอากาศผู้ซึ่งเสียสละตัวเองเพื่อประเทศชาติ ตอนนั้นรันลณีอายุเพียงสิบเอ็ดขวบ และน่าเศร้าที่เธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของเธอเลย

 

 

              หลังจากจัดการตัวเองเสร็จรันลณีก็ได้นั่งรอผู้เป็นแม่อยู่ที่ห้องพักผ่อน เวลาแห่งของการช้อปปิ้งถูกเลื่อนให้ช้าลงเพราะมีเพื่อนของผู้เป็นแม่มาพบปะกะทันหัน แต่นั่นก็ไม่ทำให้อารมณ์ของหญิงสาวบูดลงสักเท่าไหร่ เพราะในตอนนี้สมองได้จดจ่อไปกับภาพเก่าๆ ที่เก็บไว้ในสมุดแกลเลอลี่ภาพ มือบางพลิกสมุดไปด้วยความสุขและทุกหน้า มันเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของผู้เป็นแม่ สงสัยอยู่ว่าเธอคงเป็นเด็กสมาธิสั้นจึงไม่มีความทรงจำใดๆ ในรูปได้เลย

              สมุดแกลเลอรี่หลายๆ เล่มถูกเก็บลงกล่องใบใหญ่อย่างดี รันลณียกมันเก็บไว้ที่เดิม ก่อนที่มือเจ้ากรรมเผลอไปโดนเข้ากับอะไรบางอย่างหลังกล่องใหญ่ หญิงสาวไม่รีรอที่จะหยิบมันขึ้นมาดู มันค่อนข้างใช้เวลาและความพยายามในการดึงสิ่งนั้นให้ออกมาเนื่องจากมันถูกทับด้วยกองหนังสือที่เตรียมไว้บริจาคซึ่งมันถูกเตรียมไว้หลายปีแล้วเพราะถูกผัดวันประกันพรุ่งโดยเธอเอง

              หนังสือที่กองไว้สูงๆ ล้มโครมลงอย่างโดมิโน่ รันลณีเปิกตาโพล่งด้วยความตกใจ กลัวว่าจะเสียงดังทำให้คนด้านนอกได้ยิน ก่อนจะค่อยๆ ดึงสิ่งนั้นออกมาจนสำเร็จ รันลณีมองกองหนังสือที่ระเนระนาดนั้นด้วยยิ้มเจื่อนๆ สัญญากับตัวเองว่าเธอจะจัดการมันให้เป็นสภาพเดิมหลังจากได้รู้เรื่องราวของสิ่งที่อยู่ในมือ กล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากำมะหยี่สีแดงที่เริ่มซีดอาจเพราะถูกละเลยหรืออะไรก็ตามแต่ มันเป็นสิ่งที่รันลณีไม่เคยเห็น เมื่อเปิดกล่องพบรูปภาพหลายใบที่สีจางลงจนเกือบมองไม่เห็นภาพ รันลณีหัวเราะน้อยๆ เมื่อพบว่าคือรูปของตนเองและเพื่อนๆ ในชุดนักศึกษา คงจะเป็นช่วงก่อนที่เธอจะไปเรียนต่อที่อเมริกา กลุ่มเพื่อนห้าคนที่ดูสนิทกัน มีเพียงคนเดียวในกลุ่มที่เป็นผู้ชาย น่าแปลกที่คนเหล่านี้รันลณีไม่ได้ติดต่อด้วยเลยที่จำได้ มีเพียงกลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยที่เอมริกาเท่านั้นที่ยังคงติดต่อกัน รูปใบหนึ่งที่ยังคงเห็นภาพชัดเจนกว่าภาพทั้งหมด ทั้งห้ากอดคอกันด้วยรอยยิ้ม ยิ้มที่มีความสุขที่สุดจนผู้มองต้องยิ้มตาม

 

‘รักที่สุด’

FFMMG

 

ด้านหลังถูกเขียนด้วยหมึกสีดำตัวใหญ่ รันลณีอ่านทวนอักษรภาษาอังกฤษนั้นอย่างซึมซับ ก่อนจะละมันไปยังรูปสมัยเด็กของเธอที่เธอไม่เคยเห็น

 

              รูปที่มันเคยหลอกหลอนเธอมีแล้วเมื่อไม่นาน

              เด็กหญิงในชุดสีฟ้า ในมือน้อยกอดหนังสือเล่มใหญ่พลางมองมายังเธอ

              เป็นเธอเองสินะ ภาพที่ฉายเข้ามาในหัวของเธอในวันนั้น มันเป็นเธอเอง…

 

 

หนังสือปกแข็งเล่มหนาที่อยู่ในรูปถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นโดยเจ้าของของมันอีกครั้ง

              ‘แม่มดแห่งกอร์กอน’

ตัวหนังสือสีเงินที่สลักไว้กลางหน้าปกยังคงเงาเมื่อกระทบกับแสง แม้ว่ากระดาษสีขาวภายในจะกลายเป็นสีเหลืองแล้วก็ตาม สงสัยจังว่ารสนิยมของเธอเป็นแบบไหน ถึงชอบนวนิยายที่ไม่มีแม้แต่รูปภาพสวยๆ แถมยังเป็นหนังสือที่เล่มหนาเกินกว่าจะเป็นที่นิยมของเด็กสาว

              “เอาจริงหรอรัน” หญิงสาวเอ่ยกับตัวเองเมื่อเปิดอ่านบทบรรยายที่อยู่ภายในหนังสือเล่มหนา ได้แต่คิดและสงสัยว่าเธอแอบไปขโมยหนังสือใครมีถือไว้แล้วถ่ายรูปหรือเปล่า

              ใช่เลย คิดแบบนี้ดีกว่าเยอะ

 

              “รัน” รันลณีสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อกระโดดออกจากความคิด หันไปตามเสียงเรียกที่ดูคล้ายจะเป็นการตะโกนเสียงมากกว่า

              “รันไม่เคยเห็นรูปพวกนี้เลย ทำไม…”

              “ทิ้งมันซะรัน เราต้องไปแล้ว แม่หิว” เธอพูดพลางฉุดเอาหนังสือเล่มใหญ่นั้นออกจากมือลูกสาวของตน ก่อนจะโยนลงรวมกับกองหนังสือที่กระจัดกระจาย รันลณียังคงอยู่ในสภาวะงงงวยกับการกระทำที่รีบร้อนของผู้เป็นแม่ น้ำเสียงที่ไม่เต็มใจนักในการตอบคำถามนั้นมันเริ่มอยากที่จะรู้อะไรให้มากกว่านี้ แต่กระนั้น คำถามที่ออกจากปากของเธอก็ไม่เคยได้รับคำตอบจากผู้เป็นแม่ของเธอเลยตลอดวัน

 

 

 

               “แม่ อย่าบอกรันนะว่าเอากล่องนั้นไปด้วยอ่ะ… โธ่แม่” น้ำเสียงที่ลากยาวด้วยความเสียดายดังผ่านโทรศัพท์ เมื่อโทรคุยกับผู้เป็นแม่อย่างปรกติในทุกวันแล้วเรื่องหนังสือที่จะนำไปบริจาคก็ถูกโยนเข้าสู่บทสนทนา ด้วยความที่ว่าผู้เป็นแม่ได้นำไปบริจาคจนหมดสิ้น รวมถึงของต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว ซึ่งมันหมายรวมถึงกล่องเก่าๆ ที่เธออยากเก็บไว้นั่นด้วย

              “รันบอกแล้วว่ารันอยากเก็บไว้” เธอทำเสียงอ่อนหลังจากปิดล็อกเกอร์ของตัวเองลง ชุดยูนิฟอร์มถูกสวมทับด้วยเสื้อกาวน์อีกครั้งเพราะในวันนี้เป็นเธอและทีมจะต้องอยู่เวรดึก ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้เป็นแม่ถึงต้องนำของเหล่านั้นบริจาคในทันทีที่เธอพึ่งค้นเจอเมื่อสองวันก่อน ทั้งๆที่มันถูกทิ้งให้กองไว้ตั้งนานหลายปีแล้ว

              “งั้นก็ไม่เป็นไรค่ะแม่ รันไปทำงานก่อนนะคะ… ค่ะ รักแม่ค่ะ” สิ้นเสียงปลายสายก็พบว่าเธอคงไม่ได้ของที่เธออยากได้อีกแล้ว รันลณีนึกเสียดายอีกครั้ง แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากนักสำหรับเธอ เพราะสิ่งที่เธอคิดไว้แล้วคือการหาทางติดต่อกับกลุ่มเพื่อนในรูปภาพนั้น ‘FFMMG’ เธอจำมันได้แม่นและไม่รู้ถึงความหมายของมัน เปอร์เซ็นต์ในการติดต่อเพื่อนเก่าที่อยู่ในรูปอาจจะมีน้อยมากในความคิดของเธอ เพราะช่องทางการติดต่อพวกเขานั้นไม่มีเลยแม้แต่ในโลกออนไลน์ เธอไม่รู้ชื่อ ที่อยู่ หรืออะไรก็ตามเลยที่เกี่ยวกับพวกเขา และช่องทางรองคือแม่ของเธอก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรกับเธอเลยนอกจาก ‘อย่าคิดเรื่องนั้นอีกเลยลูก’ แน่ล่ะ ความคิดนี้อาจจะล้มเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะถ้าติดต่อไป ปลายทางอาจจะไม่ได้ต้อนรับอย่างที่เธอคิดเอาไว้

 

               การอยู่เวรในค่ำคืนนี้เป็นไปอย่างปรกติ เช่นเดียวกับเจ้านายทั้งสองของเธอและคนอื่นๆ ทุกอย่างมันดูปรกติจนน่าเบื่อ แสงหน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้นเมื่อถูกเปิดโดยเจ้าของ เวลาย่างเข้าตีสามทำให้ทุกอย่างดูเงียบสงัด คนข้างๆ นั่งสัปหงกเหมือนเช่นทุกครั้ง

               ‘แม่มดแห่งกอร์กอน’ ถูกพิมพ์ลงไปยังเว็บไซต์ที่ฉลาดที่สุดหรือที่เรียกกันว่าปู่กูรู้ทุกเรื่อง ก็จริงอย่างที่ว่าเพราะเมื่อกดค้นหา ข้อมูลและภาพก็ปรากฏแก่สายตา

               “เมดูซ่า” รันลณีพึงพำนึกมีหลายแหล่งข้อมูลที่น่าอ่าน หญิงสาวเลือกกดลิงก์ที่สนใจ นางพญาแห่งงู เทพีผู้ถูกสาป ตำนานกอร์กอน หลายๆ แหล่งข้อมูลที่กดเข้าไปทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุก ไม่สงสัยแล้วว่าหนังสือเล่มหนานั้นทำไมเธอในวัยเด็กถึงชอบนัก มันสนุกดีออก และมันก็แค่นิยายปรัมปราเท่านั้น      

               เมดูซ่าหญิงสาวผู้เคยงดงามในอดีต ล่ำลือกันว่าเส้นผมของนางงดงามยิ่งกว่าเทพีองค์ไหนๆ แม้กระทั้งเทพีอาธีน่าผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง ความงามของนางเป็นที่ต้องใจโพไซดอน เขาต้องการครอบครองเมดูซ่าจึงขืนใจนาง ในวิหารของเทพีอาธีน่า เมื่อเทพีอาธีน่ารู้เข้าจึงโกรธมากที่ทำให้วิหารแห่งพรหมจรรย์ต้องแปดเปื้อน  นางจึงสาปเมดูซ่าให้เป็นปีศาจร้าย เส้นผมงดงามกลายเป็นงู รูปร่างอัปลักษณ์ และผู้ใดสบตากับนางผู้นั้นจะต้องสาปให้กลายเป็นหิน

               เข้าจริงเมดูซ่าคือคนที่ถูกทำให้ร้าย เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นปีศาจร้ายที่สุดของตำนานกรีก ทุกอย่างถูกตัดสินโดยพี่น้องผู้เป็นสายเลือด มันคงน่าเจ็บใจไม่น้อยเลยที่ถูกพิพากษาให้กลายเป็นปีศาจอย่างที่เธอไม่ได้ทำผิด

 

               ถ้าเป็นเธอ… ถ้าเธอเป็นเมดูซ่า ก็คงต้องร้ายที่สุดให้สมกับคำพิพากษาที่อยากให้เป็นล่ะมั้ง…

 

               เมื่อศึกษาหลายๆ แหล่งข้อมูล เธอก็ยังไม่เข้าใจอาธีน่าอยู่ดีว่าทำไมต้องพิพากษาคนๆ หนึ่ง เพียงเพราะไม่ชอบ ทั้งๆ ที่เมดูซ่าคือพี่น้องร่วมสายเลือด หรือเพราะเธอเลือกมองด้านเดียวของเมดูซ่า

               มองด้านเดียวหรอ…

             

               เพราะไม่ชอบ เลยเลือกที่จะกำจัดงั้นสินะ…

              บทจะโหด ก็เหี้ยมเหมือนกันเลยนะ

              ถ้าเป็นเธอ ถ้าเธอเป็นอาธีน่า ก็คงจะทำแบบเธอเหมือนกัน

                             เพราะก็เหมือนที่เคยทำมา ใช่ ก็เคยทำมาแล้วนี่…

 

 

 

 

 

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
8 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
7 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
7 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา