โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  88 บท
  14 วิจารณ์
  7,431 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

14) มรณภัย

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 14 มรณภัย

 

         บรรยากาศที่แสนอึดอัด ชวนหวาดผวาในยามที่อมนุษย์ตนนั้นปรากฏตัวก็หายไปพร้อมตัวตนของมัน หนุ่มโอมยืนปักหลักนิ่งครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่และหันกลับไปมองหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

 

“ เออ…….เมื่อกี้ คือ…..” หญิงสาวค่อยๆรวบรวมกำลังใจถามถึงสิ่งประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ 

 

“ อืมๆ ” เด็กหนุ่มส่งเสียงในลำคอเบา สีหน้าส่อแววอึดอัดใจและครุ่นคิด

        

 

        ในระหว่างนั้นเอง หญิงสาวก็ถึงอุทานลั่นพร้อมชี้มือชี้ไม้ให้เด็กหนุ่มหันกลับไปดูอะไรบางอย่างที่ด้านหลังของเขา 

 

“ โอม…..นั่นๆ! ” 

         

 

         เด็กหนุ่มก็พลิกตัวหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเองเขาก็ถึงกลับตกตะลึงจนเกือบตาค้างเมื่อพบว่ามีเงาร่างบางอย่างที่ยืนอยู่ตรงระเบียงรับลมของห้องซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ไม่กี่เมตรเท่านั้น มีเพียงกระจกบานเลื่อนและผ้าม่านสีขาวบางๆกั้นหว่างกลางของทั้งสองฝ่าย เงาร่างนั้นถ้าเพ่งมองดูดีๆจะมีลักษณะคล้ายหญิงสาวผมยาวร่างผอมเพรียว 

 

“ เขาแรงจริงๆ ขนาดนี้แล้วยัง…....” หนุ่มโอมพูดกับตัวเอง พลางกัดฟันกรอดๆ

 

“ โอมๆ! เราจะทำยังไงดี ” หญิงสาวเขย่าแขนของเด็กหนุ่มและร้องถามอย่างร้อนรน 

 

“ เดี๋ยวผมจะเข้าไปดูเองครับ พี่รออยู่นี่แหละ ” เด็กหนุ่มพูดออกมาเรียบๆ น้ำเสียงดูไม่บ่งบอกถึงอารมณ์อะไรเลย 

 

“ แต่ว่า…” หญิงสาวร้องค้านพร้อมจับแขนเด็กหนุ่มไว้แน่น แต่เด็กหนุ่มหันกลับมามองหน้าหญิงสาวนิ่งๆ แววตาสุกสกาวและรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นนิ่มนวลปรากฏขึ้นจางๆที่มุมปาก พร้อมน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนโยน 

 

“ ผมไม่เป็นไรหรอกครับ เขาทำอะไรผมไม่ได้แน่ เมื่อกี้พี่ก็เห็นแล้วนี่ครับว่าผมเอาอยู่ เดี๋ยวผมจะลองไปคุยกับเขาอีกที ถ้าตกลงกันได้ปัญหาทุกอย่างของพี่ก็จะหมดไป ” 

 

“ ทะ……เธอไม่เป็นไรแน่นะ ” หญิงสาวถามย้ำแบบไม่แน่ใจ สีหน้าแววตาของเธอเต็มไปด้วยความเป็นห่วงใยและวิตกกังวล 

 

“ แน่นอนครับ ปล่อยผมเถอะครับ ” หนุ่มโอมยิ้มส่งดุจเดิม ใบหน้าท่าทางของเด็กหนุ่มไม่คล้ายกับคนที่กำลังจะต้องไปเผชิญกับอะไรที่น่าสะพรึงกลัวเลยแม้แต่น้อย 

 

“ เอ่อ…….จ๊ะ ” หญิงสาวเห็นท่าทางของเด็กหนุ่ม เธอจึงคลายใจขึ้นจนค่อยๆปล่อยแขนของเด็กหนุ่ม ทำให้เด็กหนุ่มหันกลับไปที่หน้าต่างของห้องอันเป็นจุดที่สิงสถิตของเงาปีศาจปริศนาอีกครั้ง อมุนษย์ตนนั้นยังคงยืนนิ่งสงบอยู่ที่เดิมอย่างไม่ไหวติงคล้ายมันจะเป็นรูปปั้นก็ไม่ปาน 

         

 

         เด็กหนุ่มนิ่วหน้าแสดงอาการเครียดออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปหาอมุนษย์ตนนั้นอย่างไม่หวั่นเกรง มือซ้ายของเขาหยิบผงวิเศษในกระเป๋ามากำมือเพื่อเตรียมรับภัยจากปีศาจร้ายเบื้องหน้า 

         

 

         เด็กหนุ่มก้าวเข้าหาอมุษย์ตนนั้นอย่างช้าๆและระมัดระวัง สายตาจ้องมองไปที่มันไม่วางตา ไม่กี่ก้าวเขาก็เข้าถึงบานประตูเลื่อน เขาจัดการเลื่อนมันออกช้าก่อนก้าวเท้าเข้าไปที่ระเบียงอย่างรวดเร็ว แต่ทว่า…..เกิดสิ่งประหลาดขึ้น เงาปีศาจสาวที่ปรากฏกายจางๆเมื่อครู่นี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย….. 

 

“ เอ๊ะ หายไปไหน ” คิ้วบางๆของหนุ่มโอมขมวดนิ่ว สีหน้าดูวิตกกังวลผสานความฉงนสงสัยชนิดที่แยกกันไม่ออก เขาเหลือบแลไปรอบตัวเพื่อหาตัวตนของปีศาจสาวที่ปรากฏกายเมื่อครู่ แต่เขาก็พบเพียงระเบียงกว้างขนาดสองเมตรที่ปูพื้นด้วยหินอ่อนสีฟ้าดูหรูหราสมราคาอพาร์ทเม้นท์ระดับห้าดาว 

         

 

        เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปหยุดยืนที่ขอบกำแพงปูนกั้นที่สูงขนาดเอว ลมเย็นยะเยือกจากที่สูงพัดโชยกระพือโหมแรงจนแทบจะทำให้ร่างเพรียวบางของเขาปลิวไปตามกระแสลม ดวงตากลมโตภายใต้แว่นตาทรงกลมของเด็กหนุ่มสาดส่องไปทั่วทุกทิศทางแต่ถึงกระนั้นเขาก็พบเจอแต่ความว่างเปล่า จนเขาเริ่มใจชื้นขึ้นนิดหนึ่งเมื่อคิดได้ว่าปีศาจสาวตนนั้นน่าจะไปแล้ว  และเมื่อเขาก้มหน้าลงมองไปยังพื้นเบื้องล่างที่เห็นอยู่ลิบๆเขาก็พูดขึ้นมาเบาๆคล้ายกำลังปรึกษากับตนเอง 

 

“โหๆ! สูงชะมัดเลย ตกลงไปจะเหลืออะไรมั้ยเนี่ย ” 

         

 

         ในระหว่างที่เขากำลังจะหันกลับหลังเพื่อกลับเข้าไปหาหญิงสาวที่รอเข้าอยู่ด้านใน เขาก็เกิดอาการตื่นตะลึงอย่างรุนแรงเมื่ออยู่ๆ เงาร่างของปีศาจสาวผมยาวร่างสูงเพรียวก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าในระยะประชิดกับเขาแบบฉับพลัน 

 

“ เฮ้ยๆ! ” เด็กหนุ่มอุทานสั้นได้คำเดียวก่อนขยับกายหวังจะขว้างปาผงวิเศษใส่ปีศาจร้ายอีกครั้งแต่เขาช้าไป ปีศาจร้ายตนนั้นพุ่งตรงเข้าหาเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว กายมันกระแทกเด็กหนุ่มอย่างแรงจนเขาเสียหลักกระเด็นไปติดกำแพงปูนที่สูงเท่าเอว มือผอมๆของอมุนษย์จับกุมไปที่มือซ้ายของเด็กหนุ่มที่กำผงวิเศษไว้แน่นก่อนที่จะดันกายของเด็กหนุ่มตรึงกับกำแพงปูนจนเขาไม่สามารถขยับตัวได้ 

 

“ หน็อยแน่ ” เด็กหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อมือที่ถูกตรึงราวกับข้อมือข้างนั้นของเขากำลังถูกบีบด้วยคีมเหล็กที่แสนแกร่ง เขารีบเอื้อมมือข้างขวาเตรียมล้วงกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายเพื่อหยิบผงวิเศษในนั้นอีกครั้ง แต่ทันใดนั้นเองมืออีกข้างของปีศาจร้ายก็เอื้อมมาบีบเข้าที่คอผอมๆของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็วก่อนที่จะออกแรงบีบอย่างรุนแรงจนทำให้เด็กหนุ่มแทบหายใจไม่ออก เป็นผลให้มือขวาของเด็กหนุ่มต้องเปลี่ยนเป้าหมายมากุมที่แขนของปีศาจร้ายซึ่งกำลังบีบคอของเขาแทนเพื่อหวังไม่ให้มือปีศาจข้างนั้นบีบรัดคอของเขาได้ถนัดนัก 

 

“ ว้ายๆ! อะไรกันนี่ ” เสียงอุทานดังของจิตหราดังลั่นเมื่อเห็นเหตุการณ์สยองเบื้องหน้า     

         

 

         โอมถูกปีศาจร้ายตรึงที่ขอบกำแพงปูนโดยไม่สามารถขยับเขยื้อนกายได้เลย ปากของเขาก็ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยวาจาใดๆได้เลยเพราะมือเล็กบางแห้งกรังแต่แกร่งราวคีมเหล็กของปีศาจสาวกำลังบีบคอหอยของเขาอยู่ ดวงตากลมโตของเขาที่หรี่เล็กด้วยความเจ็บปวดได้ประสานกับดวงตาของปีศาจสาวที่แดงก่ำคล้ายสีของเลือดอย่างชัดเจน ในวินาทีนั้นเองเด็กหนุ่มสามารถเห็นเงาร่างปีศาจนั้นได้อย่างชัดเจนเนื่องจากเงาร่างนั้นอยู่ใกล้ในระยะเผาขนจนแทบจะได้กลิ่นลมหายใจของกันและกัน ปีศาจสาวตนนั้นน่าจะมีอายุประมาณ 20 ต้นๆในยามที่ยังเป็นมนุษย์ และมันก็มีเค้าโครงหน้า ตา จมูก ปาก ที่ได้สัดส่วนของคนคนสวยในอดีตแต่ในยามนี้มันกลับดูสยดสยองเพราะใบหน้าของปีศาจร้ายนั้นดูซีดเผือดไร้สีเลือดราวๆกับคนตาย กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพฟุ้งกระจายเตะจมูกจนแทบทำให้เด็กหนุ่มสำรอกด้วยความสะอิดสะเอียน ปีศาจสาวตนนั้นซ่อนร่างเพรียวบางที่ดูช้ำเลือดช้ำหนองในชุดเสื้อเชิ้ตขาว กระโปรงสั้นสีดำแนวยูนิฟอร์มของสาวออฟฟิศ ทั่วทั้งเรือนกายของปีศาจสาวนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีแดงฉาน 

         

 

        ระหว่างที่หนึ่งมนุษย์ หนึ่งปีศาจกำลังต่อสู้ดิ้นรนต่อสู้อยู่นั้น จิตหราที่มัวแต่ยืนตกใจอยู่กลางห้องก็เกิดรู้สึกตัว เธอรีบวิ่งทะยานเข้าหาปีศาจสาวในทันทีเพื่อไปดึงรั้งกายเน่าๆโชกเลือดของอมุนษย์ตนนั้นเป็นการขัดขวางไม่ให้มันทำอันตรายกับหนุ่มโอม ปากก็ร้องห้ามเสียงหลง 

 

“ อย่าทำเขา ปล่อยเขานะ ……..” 

 

“ อย่ามายุ่งกับกู เดี๋ยวก็ถึงตาของมึงแล้ว ” ปีศาจสาวตนนั้นหันหน้ากลับมาตวาดลั่น ทันใดนั้นเองก็เหมือนมีลมหอบใหญ่พุ่งกระแทกหญิงสาวอย่างแรงจนเธอกระเด็นลอยกับเข้าไปในห้องอย่างรุนแรง 

 

“ โอ๊ยๆ! ” หญิงสาวกลิ้งไปไกลถึงสามเมตรด้วยวายุประหลาดเมื่อครู่นี้ เธอรู้สึกมึนงงเพราะในตอนที่ล้มลงกระแทกพื้น ศีรษะของเธอก็ปะทะกับขอบเตียงแบบเต็มๆ ในระหว่างที่เธอสะบัดศีรษะไปมาอยู่นั่นเอง เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เธอรีบยกมือเรียวงามของเธอกุมที่อกเสื้อของเธอเพื่อควานหาบางอย่างก่อนคิดในใจอย่างร้อนรน 

 

“ สิ่งนี้อาจช่วยได้ ” 

          

 

       ขณะที่ปีศาจสาวกำลังตรึงร่างหนุ่มโอมอยู่นั้น เด็กหนุ่มรู้สึกว่ากำลังกายของปีศาจสาวเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กำลังกายของเขากลับลดลงทีละน้อย สติของเขาเริ่มรางเลือน ลมหายใจเริ่มติดขัด มือที่กำผงวิเศษแน่นเริ่มคลายออกมาจนผงดังกล่าวร่างพรูลงไปกับพื้น วินาทีต่อมาเขาเริ่มรู้สึกได้ว่าร่างของเขาเริ่มลอยขึ้นจากพื้นเรื่อยๆ หางตาเขาเหลือบไปมองด้านหลังของเขาพบเพียงอากาศที่ว่างเปล่าและเมื่อเหลือบมองต่ำ เขาก็เห็นพื้นเบื้องล่างที่มองเห็นได้ลิบๆจากระยะไกลที่อยู่ต่ำลงไปถึง 20 ชั้น 

 

“ ฮ่าๆ ทีนี้ มึงก็จะรู้แล้วว่าถ้าตกลงไปแล้วจะเหลืออะไร ” เสียงปีศาจสาวที่แหบยานคางดังแทรกโสตประสาทหูของเด็กหนุ่มแบบเต็มๆ เสียงหัวเราะของอมุษย์ตนนั้นฟังดูสะใจที่จะได้กำจัดคนที่ขัดขวางมันให้พ้นทาง 

 

“ อุ……” แม้สีหน้าของหนุ่มโอมจะเริ่มเลื่อนลอยคล้ายว่ากำลังจะหมดสติแต่แววตายังคงเปล่งประกายมุ่งมั่น มีเสียงอึกอักออกจากปากของเขาบางเบาเหมือนกับว่าเด็กหนุ่มพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง 

        

 

        ปีศาจสาวยิ้มสะใจเล็กน้อยก่อนค่อยๆคลายมือออกเล็กน้อยเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มได้พูดอะไรที่อยากจะพูดเป็นคำสุดท้าย เสียงแหบแห้งของอมุนษย์ตนนั้นเอ่ยออกมาแผ่วเบาแต่หนักแน่น 

 

“ กูให้โอกาสมึงพูดเป็นครั้งสุดท้าย ลองร้องขอชีวิตมาสิ เผื่อกูจะใจอ่อน ” 

         

 

        เด็กหนุ่มกวาดตาที่อ่อนล้าไปที่ปีศาจสาวก่อนที่จะพยายามรวบรวมกำลังกายเพื่อพูดสิ่งที่อาจจะเป็นคำสุดท้ายในชีวิตของเขาให้กับปีศาจสาวที่อยู่เบื้องหน้า 

 

“ หยุดเถอะ มันก็ไม่ช่วยอะไรดีขึ้นเลย ถ้ามัวแต่อาฆาตพยาบาทกันแบบนี้ มันจะเป็นเวรเป็นกรรมกันต่อไปแบบไม่มีวันจบสิ้น ” 

          

 

        ทันทีที่รับฟังคำของหนุ่มโอม แววตาของปีศาจร้ายแลดูอ่อนประกายลงแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาเจิดจ้าด้วยประกายแดงจัดราวกับโลหิตอีกครั้ง เสียงกร้าวแหบแห้งและยานคางดังก้องออกมาอย่างรุนแรง

 

“ ไม่ๆ กูไม่ให้อภัย กูจะฆ่ามัน กูไม่สนเวรกรรม เริ่มจากมึงที่ต้องตายก่อน เพราะอยากมาขัดขวางกูดีนัก ” 

         

 

         แววตาของเด็กหนุ่มดูสลดลงเพราะความหวังสุดท้ายที่จะทำให้ปีศาจสาวตนนี้กลับใจได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่เพียงไม่นานแววตาของเด็กหนุ่มก็กลับสงบลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่สติสัมปชัญญะเริ่มจับถึงสิ่งที่เป็นกุศลเพื่อเตรียมรับความตายที่กำลังจะมาเยือนนั้นเอง เขาก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างรุนแรงของปีศาจสาว 

 

“ กรี๊ดๆ! ” 

         

 

        ระหว่างที่เขาตื่นตะลึงอยู่กับเสียงโหยหวนที่ชวนสยดสยองอยู่นั้น ภาพปีศาจสาวที่กำลังเกาะกุมเขาก็หายไปพร้อมกับร่างของเขาที่ทรุดฮวบลงไปนอนกองกับพื้นระเบียงด้วยท่าทางหมดสภาพคล้ายนกปีกหัก ก่อนที่สติสุดท้ายของเขาดับวูบลง ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือภาพของจิตหราที่กำลังเขย่าตัวเรียกเขาด้วยสีหน้าที่ดูตื่นๆ เสียงใสๆของเธอดังแว่วๆคล้ายเสียงที่ดังมาจากที่ไกลๆ 

 

“ โอม เธออย่าเป็นอะไรนะ ” 

 

……………………….

 

“ เอ๊ะ ที่นี่คือที่ไหนกัน ” ภาพแรกที่เด็กหนุ่มเห็นคือเพดานสีขาวคล้ายปุยเมฆ ในยามแรกเขากำลังคิดว่าตนเองน่าจะตายไปแล้วและสิ่งที่เขาพบเห็นคือ สวรรค์ เพราะมันดูสะอาดและสงบอย่างบอกไม่ถูก เมื่อสายตาของเขาเริ่มจับโฟกัสได้มากขึ้น ภาพปุยเมฆสีขาวสะอาดตาที่เห็นก็กลับกลายเป็นฝ้าเพดานห้องสีขาวลายกรีซโบราณที่ดูคุ้นตา 

 

“ เอ๊ะ นี่มันห้องพี่จิตหรานี่ ” พอเด็กหนุ่มรู้ว่าที่ๆเขาอยู่คือที่ไหน เขาก็รีบยันกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และทันทีที่เขาลุกขึ้น ความเจ็บปวดรวดร้าวก็ขยับเข้ามาเยือนกายของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็วจนเด็กหนุ่มถึงกลับเบ้ปากนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด 

 

“ โอ๊ยๆ ปวดอย่างกับโดนทุบด้วยค้อนปอนด์เข้าไปทั้งตัวเลย ” 

         

 

         เด็กหนุ่มนั่งนิ่งเพื่อให้ความเจ็บปวดทางกายบรรเทาลง เพียงครู่หนึ่งก็เหลือบแลไปรอบห้อง แต่ก็เห็นเพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น นั่นทำให้เขาเริ่มนึกถึงจิตหราอย่างร้อนรน 

 

“ แล้วพี่จิตหราไปไหนแล้วล่ะ ” 

         

 

         ในระหว่างที่เด็กหนุ่มนึกห่วงกังวลอยู่นั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงใสๆของหญิงสาวที่คุ้นเคย  

 

“ อ้าวๆ! ฟื้นแล้วหรือ โอม ” 

         

 

         เด็กหนุ่มรีบหันหน้าไปมองตามเสียง เขาก็พบหญิงสาวร่างสูงระหงนามว่า “จิตหรา” ใบหน้านวลงามของเธอแฝงแววห่วงใยอย่างชัดเจน ในมือเรียวงามถือขันน้ำพลาสติกพร้อมผ้าขนหนูสีฟ้าขนาดเล็ก

 

“ เฮ้อๆ โล่งอก พี่ยังปลอดภัย ” โอมถอนหายใจโล่งอกเบาๆ สีหน้าดูคลายความเครียดขึ้งลงไปมาก 

 

“ ตาบ้าเอย ตัวเองน่วมถึงขนาดนี้ยังมีหน้ามาห่วงคนอื่นอีก ” หญิงสาวบ่นเบาๆดูคล้ายคนสูงอายุที่จู้จี้จุกจิก ก่อนที่เธอจะขยับเข้ามานั่งข้างเด็กหนุ่มเพื่อเอาผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดเบาๆที่บริเวณใบหน้าขมุกขมัวของเด็กหนุ่ม 

         

 

        พอเด็กหนุ่มได้รับความชุ่มชื้นจากผ้าขนหนูชุบน้ำแล้ว ความสดใสก็กลับมาทำให้สติสัมปชัญญะเริ่มคลายความพร่ามัวจนเขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้มากขึ้นเรื่อยๆจนขาดแค่ช่วงเวลาที่ปีศาจร้ายรามือจากเขาแบบที่ไม่น่าเป็นไปได้ 

 

“ เออ…พี่ทำอะไรหรือครับ ปีศาจตนนั้นถึงยอมปล่อยผม ” โอมถามไถ่ด้วยความอยากรู้ 

 

“ เอ่อ…… ” หญิงสาวดูลุกลี้ลุกลน ท่าทางขัดเขินชอบกล 

 

“ เอ่อ…ตกลงว่า....มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ เล่าให้ผมฟังเถอะ ” โอมติดตามผลงาน 

        

 

          หญิงสาวแอบล้วงอะไรบางอย่างที่คล้องคอของเธอยื่นให้แทนคำตอบ เมื่อเด็กหนุ่มรับมา เขาก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าสิ่งนั้นก็คือ สร้อยคอแขวนตะกรุดเหล็ก ที่เขาเคยให้แก่หญิงสาวเมื่อหลายวันก่อน 

 

“ สิ่งนี้แหละที่ช่วยพี่กับเธอเอาไว้ ” 

 

“ อ้อ อย่างนี้เอง แต่ว่า…” หนุ่มโอมพยักหน้าแต่ยังคงสีหน้าเคลือบแคลงผสานขบขันอยู่เล็กน้อย 

 

“ หือๆ ทำหน้าอย่างนี้หมายความว่าไง ” หญิงสาวเลิกคิ้วสูงขึ้นตามเสียงถามที่สูงขึ้นเช่นกัน 

 

“ ก็ไม่มีอะไรครับ ผมแค่นึกภาพว่าพี่กำลังวิ่งเข้าใส่ปีศาจตนนั้นแบบไม่คิดชีวิตเพื่อเอาวัตถุมงคลชิ้นนี้ไล่ปีศาจร้ายตนนั้น แค่นี้ก็นึกขำแล้ว มิหนำซ้ำยังลากผมมานอนบนเตียงนี้อีก อื้อฮือ สุดยอดไปเลยครับ พี่ ” หนุ่มโอมตอบเสียงสูงตามด้วยอาการยียวนทั้งที่ตัวเองเพิ่งจะผ่านเรื่องเฉียดตายมาหยกๆ 

 

“ นี่ๆ เธอเพิ่งจะเกือบตายมานะ ยังจะมากวนประสาทอีก ” หญิงสาวทำตาขวางใส่ 

 

“ ครับๆ ข้าน้อยไม่กล้าแล้ว ” เด็กหนุ่มแกล้งลนลาน ตื่นกลัว แต่ก็หยุดการแกล้งในทันทีเมื่อเห็นหญิงสาวทำท่าขู่ด้วยการถือหมอนข้างมหากาฬคู่มือเพื่อเตรียมฟาดฟัน 

         

 

          หลังจากทั้งคู่เริ่มปรับอารมณ์จนกลับมาสู่ภาวะปกติ ตัวเด็กหนุ่มเองก็คลายความเจ็บปวดทางกายลงจนเหลือแค่รู้สึกยอกเล็กน้อย หญิงสาวจึงเริ่มถามเรื่องที่สำคัญ 

 

“ เอ่อ……เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอจะทำยังไงต่อ ” 

         

 

        เด็กหนุ่มหยุดการสะบัดกายเพื่อขับไล่อาการยอกพักหนึ่งและเงยหน้าตอบหญิงสาวแบบเรียบๆ 

 

“ ก็คงต้องสืบต่อล่ะครับว่า วิญญาณตนนี้ต้องการอะไร ทำไมถึงแค้นเคืองพี่ขนาดนี้ ” 

          

 

         หญิงสาวหลบหน้าเล็กน้อย เด็กหนุ่มหรี่ตาลงนิดหนึ่งคล้ายกับคิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง เพียงพริบตาสีหน้าของเด็กหนุ่มก็กลับมาราบเรียบอีกครั้ง ก่อนจะเปิดปากน้ำเสียงเรื่อยๆแต่ประโยคที่พูดออกมากลับชวนขนหัวลุก 

 

“ วิญญาณตนนี้นับได้ว่ามีพลังที่แรงกล้ามาก ตั้งแต่ผมเข้ามาทำเรื่องแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเจอวิญญาณที่ทรงพลังขนาดนี้ ผมรู้แล้วว่าทำไม คุณป้ามาลีถึงไม่กล้ารับงานนี้ ” 

 

“ เอ่อ……..แล้วจะแก้ไขได้มั้ย ” หญิงสาวเอ่ยถามแบบตะกุกตะกัก เสียงของเธอสั่นไปด้วยความหวาดกลัว 

 

“ ก็อาจจะได้ แต่ผมต้องรู้ก่อนว่าวิญญาณตนนี้อาฆาตพยาบาทในเรื่องอะไร ถ้ารู้เรื่องนี้แล้วผมก็อาจจะสามารถคลี่คลายเรื่องนี้ได้ ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นมาลอยๆแต่ค่อนข้างเน้นน้ำหนักของคำพูด 

          

 

        หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเปิดปากสอบถามบางสิ่งบางอย่างที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่โอมเจตนาถาม 

 

“ จริงๆแล้ว เท่าที่พี่ได้รับฟังมาว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีตัวตน ไม่สามารถจับต้องได้นี่นา แล้วทำไมสิ่งนี้ถึงสามารถทำร้ายพวกเราได้ล่ะ ”  

         

 

        โอมบิดคอเล็กผอมของเขาให้เข้าที่เล็กน้อยก่อนนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง สีหน้าและแววตาของเขาดูเคร่งขรึมขึ้นมากจนเหมือนจะไม่ใช่ตัวเขาเอง ในความเงียบงันเช่นนี้มันทำให้หญิงสาวเกิดความอึดอัดใจจนเธออดไม่ได้ที่จะส่งเสียงทวงคำตอบจากเด็กหนุ่ม 

 

“ ว่ายังไง โอม ทำไมวิญญาณที่ไม่มีตัวตนพวกนั้นถึงสามารถทำร้ายเราได้ ” 

          

 

        โอมเหมือนจะสะดุ้งนิดคล้ายคนตื่นจากภวังค์ เขาค่อยๆหันมามองหน้าหญิงสาวอย่างช้าๆ ทันทีที่ทั้งคู่สบตากัน หญิงสาวบอกได้เลยว่ามีแววแห่งความสับสนลังเลใจซ่อนอยู่ภายในดวงตา วินาทีต่อมาเด็กหนุ่มก็หันกลับไปมองนอกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยม่านหมอกมืดมิดยามราตรีอย่างปราศจากความหมาย 

 

“ เอ่อ….” หญิงสาวกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ก่อนที่จะเริ่มเอ่ยปากถามคำถามเดิมอีกเป็นครั้งที่สาม แต่ก่อนที่หญิงสาวจะถามอีกครั้ง เด็กหนุ่มก็เปิดปากแจงสวนขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของเขาดูนุ่มทุ้มลึกกังวานดังแต่กลับให้ความรู้สึกวังเวงและชวนขนหัวลุกพิกล 

 

“ แท้จริงแล้ววิญญาณนั่นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของเรา สิ่งที่ตาเรามองเห็นอันได้แก่ร่างกายภายนอกนั้นเป็นเพียงเปลือกที่เราใช้อยู่อาศัยเพียงเท่านั้น ”  

         

 

        หญิงสาวถึงกลับนิ่งอึ้งกับคำตอบที่ยิงออกมาจากปากของเด็กหนุ่มแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่หญิงสาวจะทันได้ถามไถ่อะไร เด็กหนุ่มก็ชิงพูดขึ้นมาอีก 

 

“ โดยปกติแล้ววิญญาณอันเป็นตัวตนของบุคคลจะต้องออกจากกายอันเป็นเปลือกก็ต่อเมื่อเปลือกนั้นถึงกาลที่จะต้องดับสูญ เมื่อวิญญาณนั้นออกจากร่างแล้ว ส่วนใหญ่วิญญาณเหล่านั้นก็จะเป็นเพียงพลังงานบางเบาที่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปไม่สามารถเห็นหรือสัมผัสได้ และตัววิญญาณเองก็ค่อนข้างยากลำบากที่จะติดต่อสื่อสารกับคนที่ยังมีชีวิต สารจากวิญญาณเหล่านั้นจะมีความคล้ายคลึงกับคลื่นวิทยุที่ต้องเป็นคนซึ่งฝึกฝนทางจิตมาเป็นอย่างดีจึงจะสามารถปรับคลื่นจิตในสมองของตนเองให้ตรงกับคลื่นความถี่ของวิญญาณ เมื่อทำได้แล้ว คนเป็นกับคนตายก็จะติดต่อสื่อสารกันได้ ” 

 

“ อือๆ ” หญิงสาวพยักหน้ารับฟังด้วยความตั้งใจ 

 

“ แต่มันก็มีข้อยกเว้นบางประการที่ทำให้คนตายสามารถติดต่อสื่อสารกับคนเป็นได้แม้ว่าคนเป็นนั้นจะไม่ได้มีความสามารถพิเศษในการปรับคลื่นจิต ” ถึงตรงนี้หนุ่มโอมยกเข่าข้างหนึ่งขึ้นสูง ดวงตากลมโตหรี่ลงพลางและเหม่อมองตรงไปข้างหน้าดุจเดิม 

 

“ ข้อยกเว้นอะไร ” หญิงสาวรีบถามในทันที 

 

“ วิญญาณนั้นต้องมาจากคนที่ประกอบบุญกุศล บำเพ็ญตนจนมีบุญมากมหาศาลและก่อนที่วิญญาณนั้นจะออกจากร่าง คนที่เป็นเจ้าของวิญญาณนั้นจะต้องรำลึกถึงสิ่งที่เป็นกุศล ดวงวิญญาณนั้นก็จะมีกำลังมากพอที่จะบันดาลให้อะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับคนเป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏกายให้คนเป็นมองเห็นหรือสัมผัส ก็สามารถทำได้ทั้งนั้นถ้าวิญญาณที่มากด้วยบุญกุศลเหล่านั้นต้องการ ” เด็กหนุ่มตอบน้ำเสียงเรียบๆ 

 

“ งั้นก็แปลว่าที่วิญญาณร้ายเมื่อครู่นั้นมีพลังมหาศาลถึงขนาดทำร้ายเราได้เป็นเพราะเมื่อตอนเป็นคน เขาเป็นคนที่มีบุญกุศล…ใช่มั้ย ” หญิงสาวถามกลับในทันที แต่แน่นอนในใจของเธอค่อนข้างที่จะสับสนงงงวยเพราะเมื่อดูจากตรรกะดังกล่าวแล้วมันไม่สมเหตุสมผลเลยที่คนมีบุญกุศลและจิตใจดีจะตามล้างผลาญชีวิตของเธอแบบนี้ 

        

 

        โอมยิ้มขรึมขึ้นมานิดหนึ่งก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาคู่งามของหญิงสาว ในดวงตานั้นดูล้ำลึกและเปล่งประกายแวววาวอย่างประหลาด วินาทีต่อมาเขาก็พูดบางสิ่งออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบดุจเดิม 

 

“ ไม่ใช่ครับ ดวงวิญญาณพลังมหาศาลที่มาจากผลบุญผลกุศลนั้นจะไม่ทำอันตรายผู้ใดจนถึงแก่ชีวิตแน่นอนครับ อย่างเก่งก็เพียงแค่ขู่ขวัญ หรือไม่ก็เล่นเพียงแค่เจ็บให้เกิดหลาบจำเท่านั้น ” 

 

“ แล้ว…….วิญญาณพยาบาทเมื่อครู่นั้นทำไม….ถึงได้คิดฆ่าเราล่ะ ” หญิงสาวถามต่อเสียงตะกุกตะกัก 

          

 

        เด็กหนุ่มไม่ตอบในทันทีแต่เขาลุกขึ้นยืนด้วยอาการเสียศูนย์เล็กน้อยจากอาการเจ็บปวดทางร่างกายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เขาก้าวเดินไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งหน้ากระจกก่อนหันมาสบตาหญิงสาวแน่นิ่ง และกล่าวตอบ 

 

“ พี่เคยได้ยินเรื่องของหยินและหยางตามความเชื่อของจีนบ้างมั้ยครับ ” 

 

“ เออ….ก็จะว่าเคยก็เคยนะ ” หญิงสาวตอบไปแกนๆ ในใจรู้สึก งง เพราะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เด็กหนุ่มพูด 

 

“ หยินและหยางเป็นหลักความเชื่อที่ว่าทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ย่อมมีของที่คู่กันและอยู่ตรงกันข้ามกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นชายและหญิง งูเห่ากับพังพอน แสงสว่างกับความมืด ความชั่วกับความดี ” เด็กหนุ่มตอบกลับมา 

 

“ อืมๆ ” หญิงสาวพยักหน้ารับ ถึงตรงจุดนี้เธอเริ่มตามเรื่องทันแล้ว 

 

“ ดังนี้แล้วความเชื่อของจีนในเรื่องหยินและหยางมันก็ไปบังเอิญกับความเชื่อของไทยในเรื่องนี้ นั่นก็คือถ้ามีวิญญาณที่มีพลังจากผลบุญกุศลซึ่งเป็นฝ่ายดี มันก็ต้องมีวิญญาณที่มีพลังงานสูงจากด้านที่ตรงกันข้ามกัน ” โอมอธิบายต่อเนื่องด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยเหมือนคนไร้อารมณ์ 

 

“ มันคือ……” หญิงสาวตามติดๆ ความอยากรู้ของเธอทะยานขึ้นมาถึงขีดสุด 

 

“ วิญญาณที่มีพลังจิตแรงกล้าซึ่งมาจากอารมณ์ด้านมืดอย่างรุนแรงก่อนตาย อาทิเช่น ความโกรธ ความเกลียด อาฆาตแค้นพยาบาท เศร้าโศกเสียใจ หวงแหนและอาลัย ” เด็กหนุ่มตอบกลับในทันที แม้น้ำเสียงเขาจะดูสงบแต่มันกลับสร้างความสยดสยองให้แก่หญิงสาวอย่างมากมายจนขนทั่วทั้งกายของเธออดที่จะลุกชูชนด้วยความหนาวเหน็บไม่ได้ 

          

 

        ความเงียบมาเยือนคนทั้งคู่พักหนึ่ง แม้ภายในห้องดูอบอุ่นแต่ก็เหมือนกับว่าจะมีกระแสลมที่แสนเยือกเย็นพัดพาเข้ามาบางๆเพื่อลูบไล้ไปตามเรือนกายบอบบางของหญิงสาว ทำให้เธอรู้สึกคล้ายว่าในขณะนี้มีใครซักคนที่มองไม่เห็นกำลังอยู่ภายในห้องร่วมกับเธอและโอมด้วย 

 

“ เอาล่ะครับ นี่ก็ดึกแล้ว ผมว่าพี่ต้องนอนพักแล้วล่ะ ” โอมลุกขึ้นขยับกายเพื่อเตรียมจากลาอย่างฉับพลัน 

 

“ ไม่….. ” หญิงสาวผวาเฮือกร้องห้ามแบบลืมตัว  

         

 

        หนุ่มโอมเบิกตาสูงพลางมองหญิงสาวด้วยความงุนงง 

 

“ เอ่อ…… หมายถึงเดี๋ยวพี่จะไปส่งเธอที่ป้ายรถเมล์น่ะ ” หญิงสาวตอบอายๆ ท่าทางขัดเขิน 

 

“ โอ๊ย ไม่ต้องหรอกพี่ ถึงผมจะบ้านนอกยังไงก็แล้วแต่ ผมก็ใช้ลิฟต์เป็นนา ” เด็กหนุ่มโบกมือห้ามพลางบอกกับหญิงสาว 

 

“ เอ่อ…….งั้นพี่ไปส่งที่หน้าลิฟต์ก็ได้ ” หญิงสาวยังทักท้วง หน้างามเริ่มแดงซ่าน 

 

“ ฮะๆ ไปกันใหญ่แล้วพี่ ผมเดินเป็นแถมจำทางไปลิฟต์ได้นะพี่ ก็แค่เดินไปตามทางตรงๆเอง เอางี้ส่งแค่หน้าประตูก็พอ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มเริ่มขบขำกับอาการคล้ายเด็กน้อยติดแม่ของหญิงสาว 

 

“ อืม……” หญิงสาวพยักหน้ารับคำ 

         

 

        เมื่อตกลงได้ตามนี้ทั้งสองหนุ่มสาวต่างวัยก็ขยับกายลุกขึ้น โดยเด็กหนุ่มยังมีอาการเซเล็กน้อย เมื่อทั้งคู่เดินทางไปถึงประตู หญิงสาวก็เปิดประตูให้เด็กหนุ่มเดินผ่าน เธอสาบานเลยว่าเธอได้ยินเสียงซู้ดปากเบาๆจากเด็กหนุ่มในยามที่เขาเดินผ่านเธอ บ่งบอกได้ว่าเขามีอาการบาดเจ็บมากกว่าที่เห็น 

 

“ เอ่อ โอม…” ก่อนที่เด็กหนุ่มเดินไกลจนหายลับไป หญิงสาวร้องทัก 

 

“ เอ๊ะ มีอะไรหรือครับพี่ อ้อ……ใช่แล้ว พรุ่งนี้เจอกันที่ทำงานแล้วกันครับ ผมคงยังต้องตามเรื่องพวกนี้อีกซักระยะหนึ่ง รบกวนเลี้ยงข้าวด้วยนะพี่ ฮะๆ ” โอมหันกลับมาพลางพูดจาติดตลกอีก เล่นทำเอาหญิงสาวเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว 

 

“ เอาล่ะ ถึงเวลาจากกันจริงๆแล้ว ฝันดีครับพี่ พรุ่งนี้เจอกัน ” หนุ่มโอมยิ้มส่ง 

 

“ จ๊ะ ฝันดี ” หญิงสาวตอบกลับ 

       

 

        โอมขยับกายเตรียมจากลา หญิงสาวที่มองด้านหลังตามดูมีสีหน้าที่อึดอัดในทันที เพราะใจจริงแล้วเธออยากให้โอมพักอยู่ที่ห้องของเธอจนแทบจะขาดใจ เนื่องจากเธอกลัวเหลือเกินที่จะต้องอยู่คนเดียวในเวลานี้แต่ครั้นจะออกปากบอกเอง เธอก็อายเกินที่จะกล่าวออกไปเพราะถึงยังไงเธอก็เป็นหญิง การจะออกปากชักชวนให้ชายหนุ่มพักค้างคืนในห้องเดียวกันดูจะน่าละอายเกินไป เธอได้แต่ยืนกัดฟัน มือกำชายเสื้อเชิ้ตตัวเองแน่น แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ เธอจึงร้องตะโกนขึ้นมาสุดเสียง 

 

“ หยุดก่อน โอม คืนนี้อยู่กับพี่นี่แหละ ” 

 

“ อี้ย ” เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง เขาค่อยๆหันกลับมาทำหน้าแหยๆใส่หญิงสาวพลางถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทาด้วยความตื่นกลัว 

 

“ เมื่อกี้พี่ว่ายังไงนะ ” 

 

“ ก็หมายความตามนั้นแหละ ไม่ต้องพูดมาก ” หญิงสาวตอบกลับอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าที่แดงก่ำราวตำลึงสุก จากนั้นก็ก้าวเข้าไปดึงเด็กหนุ่มเข้าห้องอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้เด็กหนุ่มได้ทันตั้งตัว

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา